เมื่อต้นปีนี้นักร้องและนักแต่งเพลงชาวอังกฤษ Sam Smithให้สัมภาษณ์เปิดตัวว่าเป็น non-binary และต่อมาในเดือนกันยายนขอให้แฟนเพลงใช้สรรพนาม they/them กับตนแทนที่จะเป็น he/him หลังจากนั้นไม่กี่วัน Merriam-Webster ก็เพิ่มความหมายให้ they ในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการว่าเป็นสรรพนามเอกพจน์สามารถใช้เรียกบุคคลที่ระบุตัวเองเป็น non-binary ได้
View this post on Instagram
ในปี2014 แซม สมิท ปล่อยอัลบั้มแรกออกมาพร้อมกับเปิดตัวว่าเป็นเกย์อัตลักษณ์ทางเพศของแซมถูกจับตามองมาตลอด 5 ปีการที่ออกมาเปลี่ยนบอกว่าตัวเองเป็น non-binary แสดงถึงความลื่นไหลทางเพศไม่ต้องตีตราติดฉลากให้ตัวเองเพียงอย่างเดียวการรวมตัวย่ออักษร LGBTQ+ เป็นผลพวงของวิธีคิดแบบโมเดิร์นนิสม์ที่พยายามจับคนยัดใส่กล่องให้ง่ายในการจำแนกแต่เราไม่สามารถคัดแยกประเภทคนได้อย่างตัดขาดชัดเจนบางทีมีความคาบเกี่ยวและคนหนึ่งอาจจะอยากเป็นหลายอย่างทำไมต้องเลือก
เสียงตอบรับเรื่องการเปลี่ยนสรรพนามแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายด้านหนึ่งก็ว่าภาษานั้นสำคัญไฉนอย่าเสียเวลามาเถียงกันเรื่องคำแทนตัวต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในสังคมให้ได้ก่อนอีกฝั่งแย้งว่าการเปลี่ยนแปลงทางความคิดประเมินลำบากแต่การแสดงออกที่เป็นรูปธรรมอย่างการใช้ภาษาด้วยความเคารพคือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดวัดได้นอกจากนั้นภาษายังเป็นตัวกำหนดตัวตนการที่สังคมตั้งค่า default ว่าบุคคลหนึ่งควรถูกเรียกยังไงกับการที่บุคลลนั้นสามารถเลือกได้เองว่าอยากถูกเรียกเช่นไรสองอย่างให้ความรู้สึกต่างกัน
นักภาษาศาสตร์ที่สนใจศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับเพศสภาพอย่าง Dennis Baron แนะว่าคำสรรพนามเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาความลื่นไหลทางเพศบางคนสุดโต่งถึงขั้นเสนอว่าเราต้องรื้อถอนชุดภาษาที่ใช้ในปัจจุบันเพราะมีข้อจำกัดไม่เอื้อให้กลุ่มเพศทางเลือกแสดงออกถึงอัตลักษณ์ที่แตกต่างหลายมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาสร้างบัตรคำสรรพนามขึ้นมาใหม่เช่น ey, em, eir, eirs, eirself หรือ zie, zim, zir, zirs, zirself เพื่อแจกในงานปฐมนิเทศให้นักศึกษาเลือกว่าอยากถูกเรียกแบบไหนและบางแห่งก็บรรจุไว้ในฐานข้อมูลของสำนักทะเบียนด้วย
นอกจากวงการบันเทิงและการศึกษาแล้วกระแส non-binary ยังขยายวงกว้างไปถึงธุรกิจผลิตตุ๊กตาของเล่นด้วยเช่นกันที่ผ่านมาการซื้อของเล่นและของใช้ให้เด็กเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่รู้จบสินค้าที่ผลิตออกมามีความเจาะจงอยู่ในทีว่าทำมาสำหรับเด็กชายหรือเด็กหญิงผ่านสีหรือรูปลักษณ์อื่นๆ Hello Kitty ยังต้องมีเพศทั้งหมดเกิดขึ้นจากการเหมารวมว่าเด็กชายน่าจะชอบอะไรเด็กหญิงควรจะเล่นอะไรเด็กไม่สามารถเลือกสิ่งของเหล่านี้ด้วยตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่หยิบยื่นให้เหมือนกันกับการตั้งชื่อและการใช้สรรพนามแทนตัว
ในเดือนกันยายนบริษัท Mattel ได้ผลิตตุ๊กตาที่ไม่บ่งบอกลักษณะทางเพศออกวางตลาดภายใต้แนวคิด ‘หยุดการตีตราแล้วชวนทุกคนมาเล่นตุ๊กตากัน’ตุ๊กตาตัวนี้ริมฝีปากไม่เต่งตึงมากขนตาไม่ยาวหนาเป็นแผงกรามไม่ใหญ่อกเอวไม่เน้นให้เห็นชัดเหมือนเด็กผอมๆหน่อยดูจากรีวิวเด็กหลายคนถูกใจสิ่งนี้ที่มีปัญหาคือพ่อแม่คิดว่าบริษัท Mattel ผลักดันเรื่อง non-binary จนเกินงามทำให้เกิดสมมติฐานว่าเด็กยุคใหม่ก้าวข้ามเรื่องเพศสภาพไปแล้ว gender ไม่ใช่ชุดคำศัพท์สำคัญสำหรับเขาอีกต่อไปคนที่ถูกกดทับและมีความคิดเรื่องการแบ่งแยกทางเพศคือพวกเราที่ยังพูดเรื่องนี้กันอยู่ (ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงผู้เขียนด้วยในกรณีนี้)
การทดลองทางจิตวิทยาชิ้นหนึ่งถูกหยิบยกมาสนับสนุนการผลิตตุ๊กตาที่ไม่บ่งบอกลักษณะทางเพศนี้เป็นการนำของเล่นหลากหลายรูปแบบมาทาสีขาวทั้งหมดเด็กไม่ว่าจะเพศไหนเลือกของเล่นที่มีล้อหักล้างความคิดว่าเด็กชายชอบเล่นรถและเด็กหญิงชอบดูแลตุ๊กตาการศึกษาชิ้นนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่าเด็กแต่ละคนมีความ non-binary สูงมากหากไม่ไปปูทางชี้นำเขาจะเลือกเป็นอะไรก็ได้
ภาพยนตร์เรื่อง They ผลงานของผู้กำกับ Anahita Ghazvinizadeh ถ่ายทอดให้เห็นว่าเด็กมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็น non-binary หนังได้รับการคัดเลือกไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในปี2017 ตัวละครหลักชื่อ J รับบทโดย Rhys Fehrenbacher ซึ่งอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นผู้ชายข้ามเพศขณะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ J อายุ 13 ปีไปหาหมอเพื่อรับยาชะลอการเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเพราะยังตัดสินใจเลือกเพศสภาพไม่ได้ทุกเช้าที่ตื่นมา J จะจำความรู้สึกแรกว่าอยากเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิงแล้วจดบันทึกลงตารางไว้ โดย G แทนเด็กหญิง B แทนเด็กชายแต่บางวันก็เว้นว่างไว้เนื่องจากไม่ได้รู้สึกอยากเป็นทั้งสองอย่าง
ผู้กำกับเลือกถ่าย J ผ่านกระจกมัวๆหรือให้ไปยืนอยู่หลังพร็อพทำให้มองเห็นเขาไม่ชัดบางครั้งก็ใช้เลนส์ภาพเบลอแต่ความคลุมเครือในภาพยนตร์กลับดูสวยงามโต้แย้งวิธีคิดแบบโมเดิร์นนิสม์ที่เชื่อในการแบ่งแยกทุกอย่างให้ชัดเจนเป็นสัดส่วน J ไม่ได้ดูรีบร้อนดำเนินชีวิตประจำวันไปเรื่อยแม้ไม่ได้หัวเราะมีความสุขแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีทุกข์ร้อนใจบางวันก็หยิบชุดกระโปรงมาใส่พอเปื้อนก็เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดกางเกงขาสั้นผู้คนรอบกายทั้งพี่สาวและเพื่อนบ้านไม่ได้แสดงปฏิกิริยาตกใจเห็นเป็นเรื่องแปลก non-binary ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติมากๆอัตลักษณ์ทางเพศก็เหมือนเสื้อผ้าจะเปลี่ยนหรือถอดออกเมื่อไหร่ก็ได้
ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สั้นๆที่พี่สาวของ J พาแฟนหนุ่มชาวอิหร่านกลับมาเยี่ยมบ้านก่อนเจอกันพี่สาวก็สอนแฟนของเธอให้ใช้สรรพนามเรียกแทน J ว่า they ทีนี้แฟนหนุ่มไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ก็เริ่มงงซักถามว่าอย่างนี้ต้องใช้ they is หรือ they are เพราะมีคนเดียวแล้วโทษว่าความรู้และทักษะภาษาของตัวเองไม่ดีทำให้ไม่เข้าใจเสียทีจนพี่สาวของ J ต้องย้ำว่าปัญหาคือภาษาไม่ใช่ตัวแฟนไม่ว่าใครมาเจอแบบนี้ก็จะงงเล็กน้อยต้องใช้เวลาทำความเข้าใจแต่ข้อดีของแฟนพี่สาวคือเมื่อไม่เข้าใจก็ถามหาความกระจ่างแจ้งไม่ด่วนสรุปไปเอง
ส่วนนี้ของหนังทำให้ต้องนั่งทบทวนว่าเมื่อเปลี่ยนชุดคำใหม่เปลี่ยนสรรพนามใหม่เราทุกคนจะเป็นเหมือนแฟนพี่สาว J ที่ต้องมานั่งทำความเข้าใจเรื่องเพศสภาพใหม่เหมือนคนที่เริ่มเรียนภาษาครั้งแรกเริ่มจากเสียงมาประกอบเป็นคำไวยากรณ์แล้วถึงโยงไปความหมายถ้าไม่เริ่มที่ภาษาจะไปแก้ที่ความคิดเลยก็เหมือนกับการกระโดดข้ามขั้นจากศูนย์ไปสิบผู้กำกับฉลาดดึงให้ผู้ชมเห็นความสำคัญของ ‘baby step’ สิ่งที่ดูเหมือนเล็กน้อยแต่มีความสำคัญ
หนังใช้ภาพลักษณ์ของต้นไม้และดอกไม้เยอะมากพี่สาวของ J เป็นศิลปินกำลังทำโปรเจกต์ถ่ายภาพต้นไม้ที่ถูกทำให้ผิดธรรมชาติถอนเอาไปปลูกในสภาพแวดล้อมที่ดูแปลกแยกหรือเอาไปดัดแปลงให้แตกต่างจากสภาพตอนเริ่มต้น J เองก็ชอบปลูกพืชเรือนกระจกตอนแฟนพี่มาก็ชวนกันคุยเรื่องต้นไม้จำศีลหยุดการเจริญเติบโตชวนให้คิดถึงภาวะ non-binary ของ J ว่าอาจจะเป็นสัญชาตญาณทางธรรมชาติก็ได้การที่เราไปชี้แนะแนวทางต่างหากคือการปรุงแต่งให้พัฒนาการทางเพศผิดไปจากที่ควรจะเป็น
ผู้กำกับกำหนดให้ J อยู่กึ่งกลางระหว่างขั้วตรงข้ามของสองสิ่งการตัดสินใจสองอย่างตลอดเรื่องเช่นแฟนพี่สาวต้องตัดสินใจว่าจะอยู่อเมริกาหรือกลับอิหร่านพี่สาวจะรับทุนหรือไม่รับดีพ่อกับแม่เด็กชายหรือเด็กหญิงทางเลือกมีแค่สองทางจริงเหรอแล้วทำไม J ต้องเลือก
เรื่องราวและเหตุการณ์ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในสังคมตะวันตกวงสนทนาเรื่อง non-binary กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆในบริบทที่หลากหลายเช่นด้านการแพทย์และการสาธารณสุขมีการรณรงค์ให้ใช้คำถามที่เป็นกลางในการซักประวัติผู้ป่วยไม่บ่งชี้เรื่องเพศมากเพราะบางครั้งสร้างความอึดอัดใจให้แก่ผู้มารับการรักษาฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของหลายองค์กรหันมาอบรมให้ความรู้บุคลากรเรื่อง non-binary เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตรและปลอดภัย
ประเทศไทยเองเริ่มมีการรวมกลุ่ม การจัดงานเสวนา การชวนกันคุยนอกกล่องเพศตั้งแต่การนิยามคำและการกำหนดทิศทางของ non-binary สำหรับ LGBTQ+ โอกาสในการเลือกว่าจะเป็นอะไรน่าจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมีพึงได้แต่สำหรับ non-binary แล้วโอกาสในการไม่ต้องเลือกระบุ (เพราะสามารถเป็นอะไรก็ได้) น่าจะเป็นหมุดหมายปลายทางที่สำคัญ









