สาวน้อยเสื้อสีม่วง กระพริบเปลือกตาสีฟ้า ตั้งหน้าตั้งตาขะมักเขม้นไขกุญแจก่อนผลักบานประตูสีแดงเพื่อนำทางเราเข้าสู่ภวังค์โดยที่ยังไม่นิทรา ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มเปิดม่านส่องสว่างแต่เรากลับหันหลังเดินทางเข้าสู่ห้วงฝัน แม้ประโยค I’m a lucky girl, all good things come to me บนเสื้อของเธอจะปลอบประโลมเราได้ชั่วคราวแต่ประโยคที่เอ่ยตามมาทำเอาเราเริ่มหนาวสั่น
เธอป้องปากเผยความในใจว่าก้าวแรกของเธอนั้นก็กล้าๆ กลัวๆ เช่นเดียวกับเราที่ตอนนี้กำลังคาดเดาความคิดนิมิตหมายของเธอว่าจะพาเราไปบรรจบกับสิ่งใด หากแต่อย่างไรก็ไม่อาจคาดเดาถึงบ่อเกิดแรงบันดาลใจผลงานของเด็กหญิงตรงหน้าได้
ผลงานที่กระจัดกระจายอยู่ตรงหน้าคงนับเป็นวาระยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งความฝันที่เธอขนานนามมันว่า ‘dreamincold’
“สวัสดี เราชื่อ เนเน่ นะ” คล้ายว่าสาวน้อยกำลังพินิจพิจารณาว่าคู่สนทนาตรงหน้าไม่มีพิษภัยจึงปลดเปลื้องความหวาดระแวงลงก่อนทักทายด้วยจริตมิตรสหายพร้อมยศห้อยท้ายใหม่อีกครั้ง
“สวัสดี เรา เนเน่ ณัชชา บุษยะกนิษฐ์ เพิ่งปิดประตูฐานะบัณฑิตจาก มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) สาขานิเทศศาสตร์ วิชาเอกวารสารศาสตร์บูรณาการและสื่อทัศน์ ”
ง่วงเหงาหาวนอน

ผลงานที่ทำเอาเราเผลอกระพริบตาถี่ๆ ตบแปะกับแก้มตัวเองอยู่หลายทีว่าไม่ได้เผลอหลับจนเข้าฌานแล้วลากยาวหลับฝันในราตรีใช่ไหม ความฟุ้งเฟ้อที่ทำเอาหลายคนตัวลอยเคว้งไปกับจินตนาการจนบางคนอาจหลุดลอยคว้างไปยังโลกใบใหม่ ผลงานหลายชิ้นชวนสะกดจิตดูดสายตาให้จดจ้อง เมื่อหันไปซักประวัติผู้บงการไหงเป็นเพียงเด็กหญิงวัยแรกแย้มแบมือบ๋อแบ๋อมยิ้มกรุ้มกริ่มเหมือนเธอกำลังบอกว่าแท้จริงเป็นเพียงฝีมือหาใช่มนต์วิเศษแต่อย่างใด
ความสามารถประจักษ์ ตัวตนถ่ายทอดจนสัมผัสได้ผ่านผลงาน หากใจไม่รักคงยากจะสร้างสรรค์ได้น่าชื่นชมเพียงนี้
“เอาจริงตอนเด็กๆ เราไม่ชอบศิลปะเลย”
เอาเป็นว่าที่เกริ่นไว้เมื่อสักครู่ถือเป็นการคาดเดาที่หละหลวมเกินไปก็แล้วกัน แต่หากจะให้ปัดความน่าจะเป็นนี้วอนสาวน้อยช่วงแถลงไขทีว่าเจ้าศิลปะแกล้งอะไรเธอจนไม่ชอบหน้า
“เคยโดนเพื่อนงอนเพราะเราระบายสีชุดเจ้าหญิงด้วยสีส้มแต่เพื่อนระบายสีชมพู เราเลยคิดว่าศิลปะคงไม่เหมาะกับเราเท่าไหร่ จนถึงวัยที่เราอยากระบายสีอะไรก็ได้แค่เราชอบ ไม่มีกรอบมีเพียงอิสระของเราเท่านั้น”

เธอเล่าถึงภาพจำของศิลปะในวัยเด็กที่เกือบส่งผลถึงเส้นทางวัยเรียนของเธอในชั้นมหาวิทยาลัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เคยเป็นหนึ่งในความสนใจของเธอ แต่ก็ต้องถูกปัดตกเมื่อกฎเกณฑ์บังคับเธอจับดินสอร่างเส้นสเกตช์ภาพ แต่เธอยอมจำนนด้วยความสามารถที่ทำไม่เป็นสักอย่าง และไม่เคยมีโอกาสได้ไปติวเฉพาะทางในด้านนี้จริงๆ จังๆ
“ช่วงเด็กจนถึงมัธยม ศิลปะสำหรับเราคือการที่ต้อง drawing เรารู้สึกว่ามันเป็นก้าวแรกที่ยาก เพราะต้องวาดรูปแรงเงาให้เป็น ตอนมัธยมเราอยู่ต่างจังหวัดที่สังคมไม่ได้กว้างขนาดนั้น จึงไม่เคยมีโอกาสได้ลองสร้างศิลปะหลากหลายแขนงแบบในปัจจุบัน
แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองก็อาจจะเข้ากับศิลปะได้ใมันเริ่มจากการได้เจอกับงาน collage ทำให้เรารู้สึกว่าศิลปะไม่จำเป็นต้อง drawing ก็ได้นี่นา เราสามารถทำอะไรแปลกๆ ได้เหมือนกัน”
ช่วงไหนที่เริ่มคิดว่าศิลปะไม่ได้เข้าถึงยากขนาดนั้น
เหมือนมันเป็นแรงของคนรอบข้างด้วยที่บอกเราในบางทีที่เราก็ไม่รู้ตัว อย่างเช่นว่า “อันนี้ดูเป็นเนเน่มากเลย” เราก็แบบเป็นเราคืออะไรวะ (หัวเราะ) มันทำให้เราเริ่มสงสัยว่าแล้วการเป็นเรามันคืออะไรเลยเริ่มสังเกตตัวเองจนเราเปิดเพจ dreamincold ขึ้นมาตอนช่วง ม.6 เพราะอยากลอง เรารู้สึกว่าหรือศิลปะมันคือการที่เราได้ลองทำ เราไม่รู้หรอกว่างานจะออกมาเป็นยังไง แค่กล้าที่จะทำ
คิดว่าความเป็นเนเน่คืออะไร
ทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่ (หัวเราะ) เราพยายามค้นหาตัวเองจากสิ่งที่ทำแล้วพอมารวมๆ กันเรารู้สึกว่าความเป็นเนเน่อาจจะเป็นความมีสีสัน จับความไม่เข้ากันมาเข้ากัน ซึ่งคนอื่นชอบบอกว่าสิ่งนี้มันดูเป็นเรา อย่างเช่น ถ้าเราสลับสีมะเขือเทศให้เป็นสีอื่นนอกจากสีแดงมันจะยังสวยอยู่ไหม สำหรับเรามันสวยแต่สำหรับคนอื่นไม่รู้ว่าสวยไหมนะ คิดแค่ว่าตัวเราเองชอบก็พอ
โยกเยกกล่อมเกลา
เมื่อเธอเริ่มทำสนิทสนมกับศิลปะ ทุกสิ่งที่เหนือความคาดหมายย่อมเป็นไปได้ด้วยฝีมือเธอ ความเป็นจริงบนผลงานถูกลบทิ้งไปเหลือเพียงความเอาแต่ใจของผู้สร้าง หากเธอต้องการสิ่งใดก็สามารถดลบันดาลขึ้นมาได้ในเร็ววัน เตียงนอน โซฟา ที่รูปร่างหน้าตาไร้ซึ่งมาตรฐานความมั่นคงสะท้อนตัวตนจากการที่เธอจดจ้องหน้าจอที่ฉายแต่ภาพยนตร์แฟนตาซีซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าง Charlie and the Chocolate Factory หนึ่งในภาพยนตร์ในดวงใจที่หล่อเลี้ยงจนเธอเติบใหญ่จนกลายเป็นบุคคลที่หลงใหลและตกหลุมรักในความบิดเบี้ยว

จุดเริ่มต้นของงานแรกที่ถูกบิดให้เบี้ยว เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่
เริ่มจริงจังช่วงที่เราขึ้นปี 1 มีวงที่ชื่อว่า Cheyada เขามาชวนเราว่าอยากทำ MV ไหม ตอนนั้นเราเพิ่งเข้าเรียนคณะนิเทศฯ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ยังไม่ถึงช่วงที่เรียนเกี่ยวกับ production ด้วย เราไม่เคยแตะกล้อง ไม่รู้จักอะไรเลย แต่นึกย้อนกลับไปตอนนั้นก็แปลกใจตัวเองว่ากล้าได้ยังไง ทำไปได้ยังไงวะ ชวนเพื่อนอีกคนว่าลองทำไหมแต่เรามีแค่ iPhone 11 นะ ตอนนั้นตลกมาก เพราะ art direction ของงานนี้เราขีดๆ เขียนๆ ทำ storyboard ใน Notes iPhone ด้วยซ้ำ
ไม่เคยทำมาก่อน แล้วไม่กลัวเหรอว่าจะทำไม่ได้
กลัวทุกวัน! (หัวเราะ) มันเป็นงานแรกๆ ของเขาและของเราด้วย แต่ตอนรับโจทย์ก็รู้สึกมีความเป็นตัวเองอยู่ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่รู้หรอกว่าความเป็นตัวเองคืออะไร ภาพในหัวของเพลง ‘นัยย์ตา’ ดูเป็นภวังค์อันโหดร้าย เป็นความโหดร้ายในจิตใจที่ฝังอยู่กับตัวเรา รู้สึกว่ามันต้องมีเลเยอร์ซ้อนทับกันแล้วก็ใส่ความเร็วให้มันดูสนุก
เรารีเซิร์ชว่าจะทำยังไงให้งานรู้สึกมึนที่สุด ซึ่งแก้กันหลายรอบมากเพราะคนดูไม่ทัน ทุกครั้งในการทำงานคนมักจะบอกให้ใส่รายละเอียดน้อยลงมากกว่าเพิ่มขึ้น เพราะเรามันเป็นประเภท maximum

เวลาโดนปรับแก้จัดการความรู้สึกตัวเองอย่างไร
เราชอบการหาจุดตรงกลางร่วมกันนะ บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวเองเลย รู้สึกว่าการคุยกันไม่ทำให้เรานอยด์ เพราะเราจะได้รู้ว่าแบบไหนคือตรงกลางร่วมกันระหว่างเรากับเขา ในตอนที่ยังไม่รู้ตัวเองว่างานเราคืออะไร การมีฟีดแบ็กทำให้เรารู้ว่าจุดไหนคือจุดที่ลงตัว
แต่ความยากของงานนี้คือ สถานที่ดีลโดนเทกะทันหันเลยต้องไปคิดช็อตหน้างานหมดเลย storyboard ที่คิดมาเหลือแค่ mood แต่อย่างอื่นต้องเปลี่ยนตามสถานที่หมด งานนี้ต้องใช้เซนส์ล้วนๆ เลย
ทำยังไงถ้าสิ่งที่วางแผนมาไม่เป็นตามนั้น
เตรียมชุดไปนอนค้าง (หัวเราะ) ถ้าวันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ต้องได้ ยังไงเราก็ต้องทำงานนี้ให้เสร็จ สุดท้ายก็จบได้ในหนึ่งวัน เพราะเราบ้ามาก วันนั้นพยายามคิดอย่างเดียวว่าทำยังไงให้เขาชอบงานเขา
ถึงแม้ว่าเราจะไม่มั่นใจในตัวเองเลยสักงาน แต่เราก็ต้องแคร์คนที่ให้โอกาสเรามากๆ เราต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อให้เขายิ้มได้ หรือแฮปปี้ที่เลือกเรา ซึ่งคอนเซปต์เขาก็รีเลตกับเรา และเราจะเอาออกมาเป็นวิชวลยังไงได้บ้าง ก็ต้องลองทำถึงจะรู้
พอนึกย้อนกลับไป ตอนนั้นมันสนุกตรงที่เราไม่รู้อะไรเลย โดนเทโลเคชันก็ไม่เป็นไร ลุยต่อ ไม่รู้ด้วยว่าในหนึ่งวันเราสามารถถ่ายได้กี่ช็อต ถ้าทุกวันนี้คงต้องโยกไปวันอื่นแล้ว แต่วันนั้นมันบ้า ทำไปได้ไง

เธอทำปกให้ Cheyada หลายอันจนกลายเป็นเหมือน art director ให้วงเขาก็ไม่เชิง หลังจากลิ้มรสผลลัพธ์ ศิลปินจึงโยนโจทย์ต่อมาว่าอยากได้ความเพ้อฝัน ตรงตัวกับชื่อเพลงว่า ราตรีสวัสดิ์ ที่อยากเล่าว่าชีวิตหลังจากที่เราหลับไปแล้วมันมีอะไรที่ยังดำเนินอยู่ในห้วงภวังค์
โจทย์ครั้งนี้ความยากระดับไหน
รอบนี้เป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยากสำหรับเราเพราะเป็นแอนิเมชันที่ดูเป็นการวาด แม้มันจะดูเหมาะกับเราที่ชอบงานแนว Tim Burton (ทิม เบอร์ตัน) มาตั้งแต่เด็กแล้วก็นับเป็นความฝันเล็กๆ ที่แอบเพ้อพกว่าวันหนึ่งฉันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน แต่อย่างที่บอกโลกตอนเด็กๆ ของเราไม่ได้กว้างขนาดที่จะเชื่อมโยงกับศิลปะได้ขนาดนั้น รอบตัวก็ไม่ได้มีไอดอลต้นแบบพอที่จะเป็นนำมาแบบอย่าง
งานนี้เหมือนเป็นแพสชัน ซึ่งความโชคดีอีกอย่างคือช่วงปี 2 เราได้ลงเรียนตัดต่อพอดี เหมือนหลังๆ ใช้เทคนิค frame by frame เยอะ แต่ว่างานนี้เป็นงานแรก เราไม่รู้เรื่องการขยับเฟรม ก็ลองทำใน Adobe After Effects ซึ่งเราก็งงๆ กับมัน แต่โชคดีที่มีอาจารย์สอนเลยรอดมาได้แบบงูๆ ปลาๆ
คอนเซปต์ของงานก็ตามชื่อ ‘ราตรีสวัสดิ์’ เป็นตัวเราในโลกของความฝัน ซึ่งพี่เขาก็ให้เราฟรีสไตล์มากในงานนี้ เราไม่รู้หรอกว่ากระบวนการจริงๆ มันต้องเป็นยังไง ซึ่งเราคิดว่าความฝันที่เขาต้องการมันต้องเป็นอะไรเพี้ยนๆ หรือเปล่า เราออกแบบตัวละครเป็นบ้านที่มีลูกกะตาใส่แว่นด้วย ก้อนเมฆลองมีแขนด้วยก็สนุกดี เอารูปทรงมาบิดๆ เบี้ยวๆ เพี้ยนๆ ลงไป

งานนี้ก็ใช้แรงกายแรงใจเยอะมากเพราะว่าไม่เคยทำ (หัวเราะ) เราคิดว่าหลายๆ คนที่เริ่มวาดรูปคงหาลายเส้นที่เป็นตัวเองไม่เจอในงานแรกๆ สุดท้ายเราก็จะค่อยๆ ทำไปเแล้วก็ปรับไปเรื่อยๆ จนเป็นเราในเวอร์ชันที่ดี เราก็ได้รับแรงซัปพอร์ตจากคนรอบตัวเยอะ สุดท้ายงานที่ดีมันก็คืองานที่เสร็จ แล้วงานนี้มันก็เสร็จจนได้ ซึ่งเราก็ภูมิใจกับมันมาก
แล้วทุกวันนี้ระดับความบ้าลดลงหรือมากขึ้น
เราว่ามันก็แล้วแต่งานนะ แต่ยังไงเราก็ว่าลดลง เหมือนพอเปลี่ยนจากการ ‘ลองดู’ เป็น ‘งานจริงๆ’ บางทีมันลองไม่ได้ มันต้องดีลกันก่อนว่าได้ไม่ได้ ต้องลดความเป็นตัวเองลงไปบ้าง แต่เราก็ยังคงพยายามเสนอความตัวเองไปก่อนเสมอ เราจะบอกสิ่งที่เราต้องการไปเลย เพราะยิ่งถ้าเราไม่พูดเขาก็จะไม่รู้เลยว่าเราชอบแบบไหน
เคลิบเคลิ้มสัปหงก
เมื่อเธอลากเส้นเชื่อมโยงความน่าจะเป็นจึงสรุปกับตัวเองว่าคงเป็น ‘ความเยอะ’ ที่คว้าใจกรรมการได้หลายคน แม้ว่าวันว่างๆ เธอยังคอยรีเซิร์ชทำความรู้จักกับตัวตนตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่าแท้จริงแล้วนั้นงานเธอจัดอยู่หมวดไหน แต่เธอก็ยังฟันธงกับความชอบอย่างหนักแน่นว่าหากจัดลำดับให้ดูดีความเยอะก็ไม่ใช่ว่าจะรกเสมอไป เพราะส่วนใหญ่ความเยอะที่ผ่านการจัดเลย์เอาต์แล้วของเธอก็มักไปถูกจริตใครหลายๆ คน
แต่กับกรรมการ 5 คนที่เริ่มมาสั่นคลอนความเชื่อของเธออาจไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ สาวน้อยรีบงมหาผลงานชิ้นโบว์แดงพลางบ่นงุบงิบกับไฟล์อันมหาศาลของตัวเองบนหน้าจอ เราไม่กล้าละสายตาเพราะกลัวว่าหันมาอีกทีเธออาจจมผลงานตัวเองไปซะก่อน
หลังจากดำผุดดำว่ายอยู่พักหนึ่งเธอก็กลับมาอีกครั้งกับผลงานชิ้นโต สาวน้อยรีบขยับหน้าจอมาใกล้อีกระดับดูไปดูมานับว่าเป็นการอวดก็ได้ แต่จะบอกว่าคล้ายการฟ้องก็ไม่เชิง เราจึงรีบเปิดประโยคให้เด็กหญิงตรงหน้าได้ระบายคลายความในใจเสียที

เล่าถึงผลงานชิ้นนี้หน่อย
เราเรียนพวก visual media ทำเกี่ยวกับสื่อ เกี่ยวกับภาพ ทำ MV ก็ได้ หนังก็ได้ ทำได้หลายอย่าง แต่เราเลือกที่จะทำ MV เพลงที่เราเลือกคือ เพลงหวานฉ่ำของนาเดีย กับเพลงเอาแต่ใจของ Yellow Fang มา
คือจริงๆ ธีสิสเราคือ I’m Just a Girl เราอยากชูว่าบางทีเราก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ สมมติเป็นผู้หญิงในกองถ่าย เป็นทีมอาร์ตในกองถ่าย เราจะรู้สึกตัวเล็กในบางทีที่แบบ “ระวังชนกล้องนะครับ” เราก็จะรู้สึกขอโทษค่ะ หรือหลายครั้งที่เรารู้สึกตัวเล็กเราก็จะแบบเออ I’m Just a Girl บางทีก็อย่ามาโดนพร็อปกูแล้วกัน ก็มีมุมที่สลับกันไปบ้าง
เราก็เลยพรีเซนต์ให้อาจารย์ผู้ชาย 5 คนฟัง มันท้าทายเหมือนกันที่เราต้องพูดชื่อนี้หรือพูดโจทย์นี้ แต่โชคดีที่เขาไม่ได้ตัดสินอะไรเกี่ยวกับเรื่องเพศเลย แต่เรื่องโปรดักชันเขาก็เป็นห่วงว่ามันอาจจะมากเกินไปจนเราทำไม่ทัน จนเราไม่จบ
เหมือนตอนคิดธีสิสเราอยากทำอะไรเยอะมาก แต่อาจารย์ก็ตบจนมันกลายเป็นงานชิ้นนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ งานธีสิสเรามีตั้งแต่แอนิเมชัน มีกราฟิก มีอะไรไม่รู้เต็มไปหมดเลยจนตอนอาจารย์ดูไฟนอลแล้วพูดว่า “นี่มันคืออะไรเนี่ย ในหัวหนูมันต้องมีอะไรเยอะมากแน่ๆ เลย”
เราโดนอาจารย์พูดทุกครั้งว่า “มันดีนะ มันสวย แต่ระวังรกเกิน” เราก็โอเคอันนี้มันอาจจะมีความเป็นเรามั้ง อาจจะแก้ยากหน่อย แต่เราว่าสิ่งนี้น่าจะมีความเป็นเราที่สุดแล้ว

ทำไมตอนนั้นถึงเลือกทำ MV
เรารู้สึกว่าถ้าเลือกทำหนังมันยากสำหรับเราที่จะเขียนบท หนังที่บทไม่เยอะมันก็มีแหละแต่เรารู้สึกว่าความสามารถเราน่าจะถนัดกับ MV มากกว่า อาจเพราะเราได้เคยลองทำแล้วเราชอบ
โปรเจกต์นี้มันยาก นับเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเราเลยมั้ง เราอยู่กับมันตั้งแต่วันแรกที่เป็นแค่ I’m just a girl จนวันสุดท้ายมันก็ยังเป็น I’m Just a Girl อยู่แต่เป็นเวอร์ชันเราต้องสร้างตัวละครมันขึ้นมาตลอดหนึ่งปี เราอยู่กับมันมานานมากเลย
สุดท้ายแล้วสมกับความตั้งใจไหม
สมนะ เรารู้สึกว่าเราทำดีที่สุดได้เท่านี้ บางอย่างเราคิดภาพไว้ใหญ่มาก แต่สุดท้ายมันก็จะมีข้อจำกัดเรื่องเงิน เรื่องเวลา เรื่องเราต้องทำงานช่วยคนอื่นด้วย เราก็ต้องลดความเป็นตัวเองลงนิดนึง เพื่อทำให้มันเสร็จ แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เกลียดมัน คนอื่นก็ยังคงบอกว่าเป็นเนเน่มาก น่าจะเป็นความเยอะแหละ อยากใส่อะไรก็ใส่ จากอยู่ดีๆ กลายเป็นลายเส้นงี้ได้ไง อยู่ดีๆ กลายเป็นดินน้ำมันได้ไงวะ
คิดว่าผลงานคล้ายกับนิสัยตัวเองไหม
คล้ายมาก อย่างที่เราบอกว่าเราเหมือนเปิดแท็บตลอดเวลา เราไปถาม ChatGPT มามันบอกว่าเป็นเพราะราศีตุลย์หรือเปล่า เป็น libra ใช่ไหม ใช่ เราเป็นราศีตุลย์ (หัวเราะ) บางทีเราอาจจะเกิดมาเป็นพวกคิดมากก็ได้

งานนี้นับเป็นผลงานที่ชอบที่สุดหรือเปล่า
ถ้าเป็น MV เราคงชอบงานนี้ที่สุด แต่ถ้าเป็นในเชิงคอนเซปต์ เราชอบ ‘orange’ ของ wadfah (วาดฟ้า ไชยทัพ) ที่สุด ถ้างานที่ชอบคงมีหลายประเภทแต่ถ้าเป็นงานแบบอาร์ตได (art director) เราชอบงานนี้ที่สุด วาดฟ้าดูอานิเมะมาแล้วถามว่า “เนเน่มาทำอาร์ตไดอัลบัมแรกเราไหม” เราก็ตกใจ เพราะว่าเราเริ่มจากการเป็นแฟนคลับก่อน ตอนนั้นก็เลยคิดว่าเราจะทำได้หรือเปล่า
ย้อนกลับไปรู้จักกันได้ยังไง
เราไปคอนเสิร์ตวาดฟ้า ตอนนั้นเราผมสีส้ม พอย้อมดำกลับปุ๊บเขาทักมาว่า “เนเน่ยังผมส้มอยู่ไหม” ตอนนั้นทักหาเพื่อนก่อนอันดับแรกว่า “มึง ย้อมผมให้หน่อย” ตอนนั้นมันคือการทุ่มเทให้ศิลปินที่คุณรัก
ทุ่มเทมาก !
ใช่ ! โคตรบ้าบอ พอรู้จักกับวาดฟ้าแล้ว ก็เริ่มสนิทกัน จนงาน orange ซึ่งเรารีเลตมาก เพราะวาดฟ้าทำเพลงที่สื่อถึงวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเอง มันเลยมีความรีเลตกับ ‘I’m Just a Girl’ อยู่หน่อยๆ เหมือนเล่าเรื่องราวชีวิตตัวเองทำให้เรารู้สึกบางทีเราก็เป็นแค่คนตัวเล็กๆ เหมือนกันนะ แล้วเข้าใจกัน
วาดฟ้าเล่าคอนเซปต์ว่าไปดูอานิเมะมาแล้วตัวละครเผลอกัดส้มโดยที่ไม่รู้เรื่อง แล้วกัดไปทั้งผลโดยที่ไม่ปอกเปลือกด้วย เหมือนมันสื่อถึงความขมปนหวานหลายๆ รสชาติเหมือนวัยรุ่นทำนองนั้น เราเลยสร้างห้องหนึ่งมาให้วาดฟ้า เป็นแบบเด็กผู้หญิงซนๆ มีความค้นหาตัวเองแล้วก็ใส่ความเยอะของเราลงไปแต่มันก็ยังมีความเป็นเลย์เอาต์ เราคิดอยู่ตลอดว่าตรงนี้เยอะได้ ตรงนี้อาจจะน้อยไหม เหมือนหลายๆ อย่างมันผสมรวมกันออกมาเป็นแบบที่เราชอบ

ยิ่งมีคนบอกว่าเน่เหมือนสร้างโลกให้วาดฟ้าเลย มันเป็นประโยคที่เรารู้สึกว่าอยากแปะมันไว้ในชีวิตเลยเหมือนมันอิมแพกต์มากว่า เอ๊ย! เราทำอาร์ตไดได้จริงๆ
นัดพบในห้วงฝัน
เรื่องเล่าผลงานของเจ้าหนูเนเน่ชวนเราติดตามเหมือนย้อนไปในวัยที่เกาะขอบหน้าจอเฝ้ารอตอนต่อไปของการ์ตูนสาวน้อยแฟนตาซี ยังไม่ทันไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบว่าล่าสุดเธอไปร่ายมนต์อยู่แห่งหนใดกัน ผลงานที่แทบจะล้นออกมาจากหน้าจอเป็นกระตั๊ก รั้งตัวเราให้นั่งพร้อมหัวเราะคิกๆ ไม่ผิดเพี้ยนไปจากผู้สร้างที่เก็บอาการดีใจไม่อยู่ ราวกับว่าตกเหยื่อมาเป็นเพื่อนเล่นใหม่ของเธอได้สำเร็จ
ไม่ทันขาดคำ เธอก็ลุกปุบปับพลางย้ายวงนั่งสนทนาของเราไปยืนอยู่หน้าผลงานของเธอบนข้างฝาผนัง จังหวะการเดินปนกระโดดดึ๋งดั๋ง นิ้วชี้ร่ายไปมาจากผลงานชิ้นนี้ไปชิ้นนั้นต่อด้วยชิ้นนู้น บ่งบอกว่าสาวน้อยอยากนำเสนองานของเธอใจจะขาด ฟันซี่น้อยโชว์หราผ่านรอยยิ้มบอกเราว่าปิติยินดีอย่างยิ่งที่วันนี้ได้พูดคุยกัน

เป็นมาอย่างไรผลงานถึงได้มาติดแปะบนฝาผนัง
อ๋อ ใช่ ขอเล่าก่อนว่าเรามาฝึกงานที่ Hello Flashback หลังจากที่เราทำอาร์ตไดมาตลอด เพื่อนเราเลยตกใจมากที่เลือกฝึกงานตำแหน่งกราฟิก เอาจริงเพราะเหนื่อยไม่อยากตื่นเช้าแค่นั้นเลย เรารู้สึกว่าตัวเองเข้าใจกระบวนการของการออกกองแล้ว อยากให้มีคนเรียกเราว่า ‘เนเน่กราฟิก’ บ้าง
ช่วงฝึกงานเราก็พยายามดูว่ามีที่ไหนคอลแลบกับศิลปิน และสามารถเข้าไปอยู่ในผลงานนั้นได้บ้าง สุดท้ายก็เจอ Hello Flashback เราเข้ามาฝึกงานตำแหน่งกราฟิกตอนแรกก็นึกว่าจะได้ทำพวกแบบโปสเตอร์ แต่ความเป็นจริงเขาให้เราออกแบบ UI (User Interface) หน้าตู้อะไรอย่างนั้นด้วย คือใหม่สำหรับเรามาก เหมือนคนที่ทำอะไรคราฟต์ๆ มาทำอะไรแบบนี้มันดูเป็นเทคโนโลยีสุดๆ

ส่วนผลงานชิ้นเอกของการฝึกงานคงเป็นเฟรมที่ทุกคนเห็น งานนี้เกิดจากช่วงนั้นเรารู้สึกว่าปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับเรื่องเทสต์ (รสนิยม) หรือเริ่มใช้สอย AI มากขึ้นจนเราอยากให้งานชิ้นนี้มันใช้ความเป็นมนุษย์บวกกับใส่ความเป็นเด็กขีดๆ เขียนๆ ลงไปเผื่อคนจะชอบ ซึ่งคนก็ชอบจริงๆ อีกชิ้นเราก็ใช้ท้ายใบเสร็จ McDonald’s ทำตอนนั่งเบื่อๆ แล้วมันดันน่ารักเลยส่งไปให้พี่ในทีมดูว่า “น่ารักไหม ทำเป็นเฟรมเปล่า?”
บางทีลายเส้นที่มันไม่เพอร์เฟกต์มันก็อาจจะมีคนชอบก็ได้ งานที่มีความ inner child ก็ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องเป็นผู้ใหญ่ในทุกวันก็ได้เช่นกัน

แล้วตอนนี้มีคนเรียกว่าเนเน่กราฟิกบ้างไหม
มีแล้ว! โปรเจกต์ ‘67’ คุณกร เรามีโอกาสทำกราฟิกให้ ตอนโปรเจกต์เมเนเจอร์มาดีลเขาแค่ถามว่า “ช่วงนี้ว่างไหม อยากทำกราฟิกให้ศิลปินหรือเปล่า” เราก็ “ได้สิ ศิลปินคนไหนล่ะ ห๊ะ กร PROXIE”
คือในหัวงาน PROXIE มันเป็นวิชวลที่ดูใหญ่โตเลย จนกระทั่งเขาบอกว่าเพลงชื่อ ‘67’ พร้อมส่ง Roblox มา (หัวเราะ) เขาอยากได้ความเยอะๆ เราก็โอเคความรกอาจเป็นจุดขายของเราก็ได้ในจุดหนึ่ง แต่อาจจะเป็นในรูปแบบ Roblox บวกกับเราเป็นพวกรักอินเทอร์เน็ตมีม ชอบพวกคำคมมาก เวลาขับผ่านท้ายสิบล้อชอบถ่ายไว้หมดเลย เรารู้สึกว่ามัน cringe นะแต่ก็เป็นมุมตลกๆ ดี
ซึ่งงานนี้เราดีใจมากที่มีคนพูดถึงงานเราในเอกซ์ว่า “ทำใน Postjang.com หรือเปล่า” (หัวเราะ) “อันนี้กรตัดเองทำอาร์ตเวิร์กเองหรือเปล่า” เราก็ดีใจที่มันดูมีความเป็นกรอยู่ในงาน แล้วก็เป็นอีกครั้งที่บางทีการทำงานไม่ต้องเป๊ะหรือซีเรียสมากก็สำเร็จได้
ราตรีสวัสดิ์ จงฝันดี
สารพัดผลงานต่างเจื้อยแจ้วมาอวดโฉมกันอย่างละลานตา ทุกงานที่ผ่านตาแทบไม่ซ้ำประเภทกัน ทำให้เราหวนนึกถึงภาวะยอดนิยมที่หลายคนเคยแวะเวียนประสบพบเจอมานับไม่ถ้วนอย่างการกลายร่างเป็น ‘มนุษย์เป็ด’ คุณสมบัติความสามารถที่ไม่ได้ดีเด่นไปทางใดสักทางหนึ่ง ได้แต่วนเวียนอยู่ในระดับครึ่งๆ กึ่งกลางอยู่เสมอ แล้วสาวน้อยมากฝีมือตรงหน้าเคยกลายร่างมาก่อนหรือไม่
“เคย โดยเฉพาะเอกที่เราเรียน มันค่อนข้างโดนบอกบ่อยอยู่แล้วว่าเป็นเป็ด แรกๆ เรารู้สึกว่าแม่ง negative ไม่ชอบที่มีคนมาพูดแบบนี้กับเราเท่าไหร่ แต่ว่าสุดท้ายแล้วทุกคนมันก็เคยเป็นเป็ด เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราชอบอะไรถ้าเราไม่ลองทำ
แต่ก่อนเราก็เคยรู้สึกนะว่า เราชอบอะไรวะ กูเป็นใครนะ กูเรียกตัวเองว่าเป็นอาร์ตไดได้หรือยัง หรือว่าเป็นกราฟิกได้ไหม ทุกวันนี้เราก็ยังครึ่งๆ กลางๆ อยู่เหมือนกัน ดูอย่างงานนัยย์ตาที่แม่งวิชวลอะไรก็ไม่รู้ แล้วอยู่ดีๆ กลายมาเป็น 67 งานกร PROXIE แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าดีนะ เนเน่ในเวอร์ชันนี้ กึงๆ เนเน่ในเวอร์ชันนี้ ตลก มันก็อาจเป็นอะไรที่มีข้อดีข้อเสีย แต่สุดท้ายแล้วเราอาจจะเก่งในเรื่องนั้นมากๆ ในอนาคตก็ได้
เราชอบที่เราเป็นแบบนี้ เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเป็นผู้กำกับ MV ตลอด เราก็อาจจะไม่ชอบตัวเองก็ได้ เพราะคงจะตัน เรารู้สึกว่าการที่เรามีงานหลายๆ แบบมันทำให้เราได้ explore ตัวเองได้ทดลองไปเรื่อยๆ เหมือนกับจุดประสงค์ที่เราสร้าง dreamincold ขึ้นมา เพื่อแค่ลองทำไปก่อน
เรารู้สึกว่าเป็นอย่างนี้ดีแล้ว ข้อดีของการทำได้ทุกอย่างแล้วไปสุดไหม อยู่ที่ว่าคนนั้นมองเห็นคุณค่าเรายังไง แต่สำหรับเราการทำได้ทุกอย่างไว้ก่อนนี่แหละ ดีที่สุด”

มีคติประจำใจในชีวิตประจำวันไหม
เวลาเห็นพวกหนังสือรุ่นที่เขามีให้เขียนคติประจำใจ เราไม่เคยรู้เลยว่าคติประจำใจของตัวเองคืออะไร แล้วเราก็กลัวที่จะต้องเขียนสิ่งนี้มากๆ เพราะเราไม่มี แต่สำหรับเราตอนนี้คือ “To be cringe is to be free” หมายถึงเราไม่ต้องกลัวที่จะแปลกเพราะบางอย่างถ้าเราไม่ต้อง keep ความเป็นเทสต์อะไรมากอาจทำให้เราหาตัวเองเจอก็ได้นะ
ไม่ต้องทำตามแบบแพตเทิร์นคนอื่นขนาดนั้น คือเราเคยกดดันมากๆ ช่วงหนึ่ง แต่เราเลือกที่จะใช้เซนส์ว่าแบบนี้แหละใช่ การใช้เซนส์มันอาจจะไม่ได้ดีมาก แต่ว่าเราก็รอดมาได้เพราะเซนส์ตัวเอง แล้วมันก็ทำให้เรามั่นใจในตัวเองขึ้นด้วย!
มีอะไรอยากบอกกับเหล่าลูกเป็ดทั้งหลายที่กำลังหลงทางบ้าง
เราว่าต้องเริ่มทำจากเล็กๆ ก่อนก็ได้ แต่ถ้ายังไม่กล้าในช่วงแรก เพราะถ้าไม่ลองเราจะไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วสิ่งนี้มันดีไหม คือไม่จำเป็นต้อง public ก็ได้ อาจจะเริ่มจากการกล้าแชร์อะไรเล็กๆ น้อยๆ เล่าให้เพื่อนฟัง บางทีไอเดียเราอาจจุดประกายที่ทำให้มีคนมาแนะนำเราเพิ่มก็ได้
อีกอย่างคือ เรารู้สึกว่าแรงซัปพอร์ตของคนรอบข้างสำคัญมาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วยว่ากล้าพูดไหม จริงๆ แล้วเราเป็นอินโทรเวิร์ต นะ แต่บางทีเราก็มีคนที่สบายใจจะเล่าให้ฟังว่าอยากทำอันนี้ ก็ลุยเลย
บางทีเราคิดเยอะก็จริง แต่พอมีคนมาช่วยเราตัดสินใจก็รู้สึกว่าไม่ได้ยากขนาดนั้น เพจ dreamincold เราไม่ได้ตั้งใจให้มัน public ขนาดนั้น จริงๆ เป็นไพรเวตที่มีแค่เราคนเดียว 0 follow ด้วยซ้ำ ช่วงแรกมันไม่ได้มีคนมากดไลก์อะไรเลย แล้วเราก็ไม่ได้แคร์นะ แต่ที่เราแคร์คือตอนจะให้มันเป็น public เริ่มรู้สึกว่าหรือจริงๆ แล้วงานเรามันมีคุณค่าที่คนสามารถมองว่ามันเป็น aesthetic รูปแบบหนึ่งได้

เจ้าเป็ดน้อยหัวแถวยังคงงัดผลงานออกมากางไม่หยุดหย่อนลากยาวถึงเช้าวันถัดมายังคงมีข้อความแจ้งเตือน
“วันนั้นเราแอบเขินๆ ถ้าขอเล่าผลงานเพิ่มเติมจะได้ไหม”
ใครว่าเนเน่สาวน้อยจัดอยู่ไทป์อินโทรเวิร์ตกรณีนี้ขออนุญาตตีเก๊ปัดตกทั้งหมดเลยก็แล้วกัน





