x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

‘พบพานผู้คนใหม่ บันทึกภาพเขาไว้’ – Faces Places สารคดีเรื่องล่าสุดที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 2 ศิลปินต่างวัยจับมือกันออกเดินทางสร้างงานศิลปะด้วยกัน ด้วยความหวังว่าอยากแบ่งปันเสน่ห์ของศิลปะให้คนทั่วโลกได้หลงใหล?

Documentary Club ภูมิใจเสนอ
Faces Places ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมประจำปี 2017 จากหลากหลายสถาบันนักวิจารณ์ทั้ง Golden Eye Awards จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ Best Documentary จาก Los Angeles Film Critics Association Awards และอีกหลายรางวัล ผลงานการกำกับของสองศิลปินต่างวัยที่มีผู้รักใคร่ติดตามผลงานทั่วโลก อานเญส วาร์ดา คนทำหนังวัย 89 ปี และ เจอาร์ ช่างภาพ ศิลปินวัย 33

เขาและเธอไม่เพียงลุ่มหลงเสน่ห์ของภาพมาทั้งชีวิตเหมือนกัน แต่ยังมีวิธีคิด วิธีสร้าง วิธีแสดง และวิธีแบ่งปันมันแก่ผู้คนอื่นๆ คล้ายกันด้วย อานเญสสำรวจความหลงใหลผ่านการถ่ายภาพนิ่งและภาพยนตร์ ส่วนเจอาร์คลุกคลีกับมันผ่านงานศิลปะภาพถ่ายจัดวางกลางแจ้งขนาดใหญ่ยักษ์

อ่านบางส่วนของบทสัมภาษณ์ อานเญส วาร์ดา และ เจอาร์ โดย โอลิเวียร์ เปร์ ผู้อำนวยการแผนกภาพยนตร์ของ Arte France กันได้ก่อนที่นี่ แล้วไปหลงใหลโลกของศิลปะที่คละเคล้ากันทั้งความสุขและความเศร้ากันในโรงภาพยนตร์ SF เข้าฉาย 11 มกราคม 2561 นะ

หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมคุณสองคนถึงอยากมาทำหนังด้วยกัน

วาร์ดา : โรซาลี ลูกสาวฉันเป็นคนคิดว่าน่าจะดีถ้าเราได้มาเจอกัน ซึ่งเราก็คิดว่าดีเหมือนกัน

เจอาร์ : ผมเป็นฝ่ายรุกก่อน ผมไปหาอานเญสที่บ้านของเธอตรงถนนดาแกร์ ถ่ายภาพหน้าบ้านอันเป็นตำนานของเธอ เธออยู่บ้านนี้มาร้อยปีแล้ว แล้วก็ถ่ายภาพเธอกับแมวด้วย

วาร์ดา : นั่นมันยายเธอแล้ว ร้อยปีน่ะ ไม่ใช่ฉัน ฉันยังไม่ร้อย! พอวันถัดมาฉันก็ไปเยี่ยมเขาที่สตูดิโอบ้าง ฉันถ่ายภาพเขาและรู้เลยว่าหมอนี่เป็นประเภทไม่ยอมถอดแว่นดำง่ายๆ แน่

เจอาร์ : แล้วเราก็นัดเจอกันวันต่อมา และดื่มน้ำชากันวันต่อมาอีก

วาร์ดา : เรารู้สึกทันทีเลยว่าสมควรหาอะไรทำด้วยกัน

เจอาร์ : ตอนแรกคุยกันว่าอาจจะเป็นหนังสั้น…

วาร์ดา : …แล้วก็สารคดี เพราะเราเริ่มเห็นชัดขึ้นว่าสิ่งที่เธอชอบคือแปะภาพถ่ายคนขนาดใหญ่ๆ ขึ้นกำแพง เป็นการสร้างพลังอำนาจให้แก่พวกเขาด้วยขนาดของมัน ส่วนฉันก็ชอบรับฟังพวกเขาและจับจ้องสิ่งที่พวกเขาพูด ความชอบของเราแบบนี้น่าจะนำไปสู่งานอะไรสักอย่างได้

เจอาร์ : และเราก็อยากออกเดินทางด้วยกันด้วย ทั้งอานเญสและผมไม่เคยกำกับหนังร่วมกับใครมาก่อนเลย


ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องของผู้คนในชนบทฝรั่งเศสเป็นหลัก

เจอาร์ : อานเญสอยากให้ผมออกนอกเมืองบ้างครับ

วาร์ดา : ใช่ เพราะเธอเป็นศิลปินในเมืองขนานแท้เลย และอีกเหตุผลคือฉันเองก็ชอบชนบท เราชอบไอเดียเรื่องการไปเยือนผู้คนตามหมู่บ้านชนบท เราได้พบคนมากมายในที่เหล่านั้นด้วยการเดินทางไปในรถตู้ถ่ายรูปสุดเจ๋งของเธอ รถตู้คันนี้เป็นนักแสดงเอกของหนังเพราะปรากฏตัวตลอดเวลา

วางแผนการเดินทางไหม ถ้าไม่มีแล้วคิดโครงสร้างของหนังที่อิงอยู่บนความบังเอิญแทบทั้งเรื่องได้อย่างไร แล้วแต่ว่าจะเจออะไรก็ด้นไปเรื่อยๆ น่ะเหรอ

วาร์ดา : บางครั้งเราคนใดคนหนึ่งก็เป็นฝ่ายรู้จักชาวบ้านบางคนในบางหมู่บ้าน หรือบางครั้งก็มีเป้าหมายจำเพาะเจาะจงอยู่ในใจ แล้วเราก็ลองเดินทางไปดูว่าจะทำอะไรได้ไหม มันก็เหมือนหนังสารคดีทั้งหลาย – ซึ่งฉันเองก็เคยทำมาหลายเรื่อง – ที่เริ่มต้นจากการมีไอเดียอยู่ แต่แล้วโอกาสและเหตุบังเอิญก็จะเข้ามามีบทบาทกำหนดว่าเราจะได้เจอใคร เราอาจเจอคนมากมาย จนสักพักสิ่งต่างๆ ก็จะเริ่มขมวดเข้าด้วยกันและในที่สุดหนังก็จะโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งจนได้ แต่แน่ล่ะว่าหลักๆ คือเราต้องเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ตลอดเวลา เราถือว่ามันคือผู้ช่วยคนสำคัญเลยล่ะ

เจอาร์ : แล้วเราก็มองหาเรื่องราวของชีวิตที่น่าสนใจด้วยครับ เพราะเรายังต้องการเล่าเรื่องของคนที่บังเอิญไปเจอด้วย นอกจากนั้น เราสองคนก็ยังได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นผ่านการเดินทาง ผมได้เรียนรู้และเข้าใจอานเญสขึ้นอีกนิด ได้รู้ว่าเธอมองสิ่งต่างๆ อย่างไร เธอเห็นอะไร ขณะที่เธอเองก็พยายามทำความเข้าใจกระบวนการทำงานศิลปะของผมเช่นกัน เราคุยกันและช่วยกันคิดนั่นนี่หลายอย่าง จนกระทั่งเริ่มมองเห็นหนังเรื่องนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา


หนังเรื่องนี้เป็นการเดินทางทั่วฝรั่งเศส แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเดินทางผ่านความทรงจำ ทั้งความทรงจำส่วนตัวและความทรงจำร่วมของคนใช้แรงงาน ชาวนา และชาวบ้าน

เจอาร์ : ไม่ว่าเราจะไปเยือนที่ไหน เราจะรู้ได้แทบทันทีว่าเราจะสามารถเชื่อมสายสัมพันธ์กับที่นั่นได้หรือเปล่า

อานเญส : อย่างหนึ่งของเธอที่ฉันชอบมากคือเธอทำงานเร็วจริงๆ เจอใครปุ๊บ เธอจะจินตนาการได้ทันทีเลยว่าจะทำอะไรกับเขาได้บ้าง เช่น บุรุษไปรษณีย์ที่บอนนีเยอซึ่งฉันเคยรู้จักและอยากให้เธอได้เจอเพราะฉันชอบบุรุษไปรษณีย์ ฉันชอบจดหมายกับแสตมป์ เธอเอาภาพเขาไปเผยแพร่บนเว็บไซต์และมีคนไลก์ถึง 20,000 คน ซึ่งทำให้เธอตัดสินใจได้ว่าจะขยายรูปเขาให้เป็นรูปใหญ่ยักษ์ในฐานะฮีโร่ประจำหมู่บ้าน

เจอาร์ : สูงเท่าตึกสามชั้นเลยล่ะ

อานเญส : เขาภูมิใจสุดๆ ไปเลย แล้วจากหมู่บ้านนั้นเราก็ขับไปอัลป์-เดอ-โอต์-โพรวองซ์

เจอาร์ : ซึ่งมีคนที่นั่นเล่าให้ฟังเรื่องโรงงานใกล้ๆ ชาโต อาร์นู

อานเญส : ฉันรู้จักผู้จัดการโรงหนังท้องถิ่นชื่อจิมมี่ ฉันเคยเอาหนังเรื่อง
Vagabond ไปฉาย เขาเป็นคนพาเราไปดูโรงงานที่ว่านั่น

เจอาร์ : เหมือนมันจะอันตรายนิดๆ พอเราได้ยินแล้วอยากเห็นเลยไปดูกัน และพอเจอคนงานก็เกิดไอเดียทำภาพขึ้นมา

อานเญส : โรงงานอุตสาหกรรมมันสวยจริงๆ และคนที่ทำงานที่นั่นก็จิตใจดีงาม

เจอาร์ : พวกเขาร่วมมือกับเราอย่างดีเลยตอนถ่ายรูปหมู่ ที่อื่นๆ บางแห่งที่ผมเป็นคนพาคุณไปก็กลายเป็นว่าคุณเคยไปมาก่อนแล้ว อันที่จริงที่ผมนึกถึงมันก็อาจเพราะผมได้แรงบันดาลใจมาจากภาพที่คุณถ่ายตามสถานที่เหล่านั้นสมัยก่อนนั่นแหละ

อานเญส : หลายๆ ภาพที่เธอเอาไปแปะก็เป็นภาพของฉันนี่

เจอาร์ : จริง

อานเญส : อย่างเช่นภาพแพะมีเขา ฉันถ่ายไว้ตอนออกไปหาโลเคชั่นทำหนัง

เจอาร์ : เราไปขลุกอยู่กับแพทริเซียหลายวัน เธอเป็นผู้หญิงที่เลี้ยงแพะโดยไม่บั่นเขามันทิ้งตั้งแต่แรกเกิดเหมือนคนอื่นๆ น่ะครับ

อานเญส : หลายๆ คนแสดงความรู้สึกแรงกล้ามากเวลาพูดถึงงานที่ทำ ผู้หญิงคนนี้มีอุดมการณ์ชัดเจนเรื่องแพะกับเขาของมัน ความเชื่ออันแรงกล้าของเธอเป็นอะไรที่น่าประทับใจ

เจอาร์ : ทางเหนือเช่นกันครับที่เราได้ยินเรื่องทรงพลังหลายเรื่อง

อานเญส : เช่นเรื่องเหมืองซึ่งทุกวันนี้ไม่เหลือแล้ว แต่เราเจอผู้หญิงคนหนึ่งชื่อเจนีน ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่ยังอาศัยอยู่ในเรือนแถวของคนงานเหมือง เธอเล่าเรื่องพ่อที่ทำงานเหมือง และเรื่องอดีตคนงานอื่นๆ ซึ่งมีความทรงจำดีๆ มากมายร่วมกันเกี่ยวกับโลกใบที่เราแทบไม่เคยรู้จัก มันน่าสนใจมากเลยนะที่ได้ฟังพวกเขาเล่าเรื่องเหล่านี้ด้วยความรู้สึกท่วมท้นจริงๆ เราซึ้งใจกับเรื่องของเจนีนมาก

เจอาร์ : เวลาคุณสัมภาษณ์คน คุณจะลงลึกและดื่มด่ำมาก ผมมีความสุขจริงๆ เวลาฟังคุณสนทนากับคนนั้นคนนี้

อานเญส : เธอเองก็คุยกับผู้คนเยอะนี่จ๊ะ

เจอาร์ : ใช่ครับ ตอนทำงานศิลปะของตัวเองผมก็ชอบทำแบบนี้ เหมือนที่ผมเห็นคุณทำในหนังของคุณบ่อยๆ นั่นแหละ คุณมีวิธีเข้าหาผู้คนที่พิเศษมาก ทั้งอ่อนโยนและลึกซึ้ง แล้วก็มีความเป็นเฟมินิสต์ด้วยนะ

อานเญส : แน่สิ ก็ฉันเป็นเฟมินิสต์นี่!


พวกคุณสร้างความสัมพันธ์ที่ทรงพลังมากกับผู้คนที่ไปเจอ และยังให้เกียรติรำลึกถึงคนที่ตายไปแล้วหลายๆ คนในระหว่างที่คุณเดินทางไปด้วย เช่น นาตาลี ซาร์โรต, กีย์ โบแด็ง, การ์ตีเยร์-แบรซง

อานเญส : ใช่ค่ะ ฉันเคยรู้จักพวกเขา การรำลึกถึงพวกเขาจึงหมายถึงการนำพาพวกเขากลับมาสู่ปัจจุบัน ฉันผ่านบ้านของนาตาลี ซาร์โรตโดยบังเอิญซึ่งทำให้ฉันมีความสุข แต่จริงๆ แล้วคนที่เราสนใจมากกว่าคือชาวนาท้องถิ่นที่บ้านอยู่เลยไปอีก เขาทำนาขนาด 2,000 เอเคอร์คนเดียวเลยล่ะ

เจอาร์ : อีกที่หนึ่งที่เราไปถ่ายกันก็คือหมู่บ้านร้าง ที่นั่นมีอดีตของมัน ส่วนเรามีรถตู้ถ่ายรูปของเรา เราไปจัดปาร์ตี้กับชาวบ้านละแวกนั้น ชื่อที่นั่นตลกดีครับ คือ “พีรูพลาจ” (ชายหาดเมืองพีรู)

อานเญส : แล้วคืนนั้นเราก็แปะภาพใบหน้าเป็นร้อยๆ หน้าขึ้นกำแพงบ้านร้าง และวันรุ่งขึ้นเราก็จากมา เราได้ยินข่าวหลังจากนั้นว่าหมู่บ้านนี้ถูกรื้อทิ้งไปหมดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง

เจอาร์ : เราไม่ได้ทำงานที่จะอยู่ต่อเนื่องถาวร งานของเรามีช่วงเวลาเฉพาะของมัน

อานเญส : นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันรักการทำหนังสารคดีด้วยเหมือนกัน เราไปใช้เวลาช่วงสั้นๆ กับผู้คน เป็นเพื่อนกับเขา แล้วก็ห่างหายกันไป แบบเดียวกับที่เธอเปิดเผยการมีอยู่ของพวกเขาด้วยภาพถ่ายขนาดใหญ่ยักษ์ซึ่งก็จะหล่นหายจากผนังไปในไม่ช้า เรารู้ว่าช่วงเวลาแบบนี้ช่างมหัศจรรย์ เป็นช่วงเวลาของการพบเจอผู้คน บันทึกมันไว้ แปะมัน ประกาศให้โลกเห็นมัน! ฉันชอบอะไรแบบนี้มากๆ เลย

เจอาร์ : ช่วงเวลาเหล่านั้นไม่ได้คงอยู่ชั่วนิรันดร์ แต่มันจะยังคงประทับใจตรึงอยู่ในใจเรา


คุณถ่ายทำหนังเรื่องนี้กันอย่างไรบ้าง

อานเญส : เราเดินทางกันครั้งละหนึ่งหรือสองทริปแล้วก็หยุดพัก เพราะฉันไม่ได้แข็งแรงขนาดจะไปยืนกลางแจ้งถ่ายหนังติดกันแปดสัปดาห์รวดไหวแล้ว เราถ่ายกันเดือนละสองถึงสี่วันเท่านั้นเอง

เจอาร์ : ผมว่าวิธีนี้ดีนะ เราได้มีเวลาคิด สะท้อน และมองให้ชัดว่าหนังจะมุ่งไปทางไหน เราเริ่มตัดต่อกัน คุยกันเป็นชั่วโมงๆ เพื่อคิดว่าจะทำยังไง ตัวผมค่อนข้างจะชอบวิธีอิมโพรไวส์ครับ แบบ “ลองเลยเหอะ ดูซิว่าจะเป็นยังไง” ส่วนอานเญสจะเป็นอีกแนว เธอจะชอบคิดถึงทั้งซีเควนซ์และช็อตนั่นนี่ ความต่างนี้ทำให้การกำกับร่วมของเรามีพลวัตน่าสนใจ

อานเญส : เรายังมีช่องว่างระหว่างวัยหลายรุ่นด้วย แต่เราก็ไม่ได้นึกถึงมันเลยระหว่างทำงาน ถึงเธอจะปีนบันไดเร็วกว่าฉันเยอะก็เถอะ! เราต่างก็เป็นนายแบบนางแบบให้กัน ฉันรู้สึกอย่างนั้นนะเพราะการที่เราถ่ายตอนเธอทำงาน ตอนเธอปีนนั่งร้าน ก็ทำให้เราได้ภาพตัวเธอและงานของเธอด้วย ส่วนเธอเองก็สนใจเกี่ยวกับตัวฉันเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องสายตาที่กำลังเสื่อมของฉัน

เจอาร์ : จริงครับ เราพยายามแสดงให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับสายตาของคุณ ผมอยากมองสิ่งต่างๆ แทนคุณเพราะคุณมองเห็นอะไรๆ ไม่ชัดแล้วโดยเฉพาะจากระยะไกล ผมถ่ายภาพตาคุณแบบใกล้มากๆ ไว้ และโชว์ให้คนอื่นได้เห็นจากระยะไกลมากๆ …อ้อ แล้วยังมีภาพหัวแม่เท้าคุณด้วยนะ!

อานเญส : เออ ใช่ หัวแม่เท้าฉันด้วย ฉันล่ะขำไอเดียเธอ เธอแซวฉันอยู่ได้ แต่เธอก็คิดค้นภาพที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของเราอยู่ตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน เราสองคนสนใจการสำรวจสถานที่และรูปทรงต่างๆ เหมือนกันเลย

เจอาร์ : ผมว่าทุกคนที่เราได้พบเจอจะสอนอะไรบางอย่างแก่เราได้เสมอ และในทางกลับกันด้วย

อานเญส : เหมือนตอนที่เราเล่าให้ช่างยนต์ที่อู่ฟังเรื่องแพะโดนบั่นเขา แล้วเขาตอบว่า “โอ้โฮ แปลกจัง ความรู้ใหม่สำหรับผมเลยนะเนี่ย ผมขอเอาไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังนะ”

เจอาร์ : จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากไอเดียหนึ่งไปสู่อีกไอเดียหนึ่ง แบบนี้ล่ะที่หนังปะติดปะต่อตัวเองขึ้นมา


หนังเรื่องนี้เป็นการปะติดปะต่อจริงๆ โดยมีเจอาร์เป็นคนแปะภาพยักษ์ขึ้นกำแพงและอานเญสเป็นคนคอยประกอบความเป็นภาพยนตร์ ด้วยการเชื่อมร้อยที่มีความสอดคล้องพ้องจองกันและด้วยความน่าพิศวงทางภาพ

อานเญส : ฉันชอบแนวคิดที่ว่า กระบวนการตัดต่อก็คือการปะติดปะต่อและการเล่นกับคำ เล่นกับภาพ ต่อเนื่องกันไปโดยไม่จำเป็นต้องแบ่งเป็น “ตอน 1, ตอน 2” บางครั้งฉันจะเห็นภาพการปะติดปะต่อนั้นเป็นเหมือนชุดคำที่คล้องจองกัน เช่น คำว่า visages, villages, collages, …


ประสบการณ์ของภาพพิเศษในตอนจบของหนังซึ่งอยู่ในซีเควนซ์ที่ก็พิเศษเหลือเกินนั้นประทับใจผมมากเลย ในฐานะที่มันเป็นภาพแทนของหนังเรื่องนี้ได้อย่างงดงาม มันแสดงถึงการก่อเกิดขึ้น การพัฒนาเติบโต และการสูญสลาย

เจอาร์ : หนังแสดงถึงความคิดนั้นแหละครับ พร้อมๆ ไปกับเรื่องราวความสัมพันธ์ของเราสองคนที่เติบโตขึ้นไปกับประสบการณ์นี้ สิ่งที่เกิดกับดวงตาของอานเญสเป็นสิ่งที่กระทบใจผมมาก มันกวนใจผมและกลายมาเป็นซับเจกต์ของหนังไปด้วย

อานเญส : พูดแบบนั้นก็อาจจะเว่อร์ไปนิดนึง แต่จริงนะที่ “ดวงตาและการมองเห็น” เป็นสิ่งสำคัญในงานของเธอ เธอเห็นสิ่งต่างๆ กระจ่างชัด มันช่วยดวงตาที่หม่นมัวของฉันได้ ขณะเดียวกันก็ย้อนแย้งซะจริงที่เธอชอบปิดบังมันไว้หลังแว่นตาดำ เรามีอะไรๆ ให้อีกฝ่ายประหลาดใจอยู่เรื่อย และฉันหวังว่าผู้ชมของเราก็จะประหลาดใจกับความสัมพันธ์ของเราและเรื่องราวส่วนตัวอันน่าทึ่งของผู้คนที่เรารวบรวมมาด้วย ฉันจะไม่มีวันลืมสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นพูดกับเราเลย


ฉากจบของหนังก็เป็นอีกสิ่งที่ผมประหลาดใจ

อานเญส : เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่เราได้พานพบมา และเป็นเรื่องที่ฉันไม่ขอออกความเห็นดีกว่าค่ะ

เจอาร์ : ตอนขึ้นรถไฟผมไม่รู้เลยว่าอานเญสจะพาไปไหน มันเป็นเกมน่ะครับ แต่พอถึงจุดหนึ่งเมื่อเราหยุดเล่น ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลายเป็นความจริงขึ้นมา กลายเป็นการผจญภัยจริงๆ แล้วพริบตาต่อมาเราก็ไปนั่งจ้องมองทะเลสาบเลอมองกัน

อานเญส : …น้ำใส บรรยากาศแสนสบายมาก และตรงนั้นล่ะที่เราตัดสินใจว่าหนังมาถึงตอนจบแล้ว

ภาพ Documentary Club

Author

a team

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day

Related Posts