ดิบแต่เนี๊ยบ กว่าจะเป็น Dib Bangkok เมื่อโกดังเก่าอายุ 40 ปี เซ็ตมาตรฐานใหม่พิพิธภัณฑ์ไทย

เพียงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ถ้าคุณเป็นคนชอบพิพิธภัณฑ์ Dib Bangkok จะเป็นที่โปรดของคุณแน่ๆ

นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยระดับโลกจากคอลเลกชันกว่า 1,000 ชิ้น จากศิลปินกว่า 200 คนทั่วโลก มีตั้งแต่งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย งานจัดวางขนาดใหญ่ ฯลฯ

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สร้างบนพื้นที่โกดังเก่า อายุ 40 ปี ส่วนที่เป็นโกดังเก่าคืออาคารสูง 3 ชั้นที่เป็น Main Gallery ตั้งแต่ฝั่งประตูทางเข้ายาวไปถึงฝั่งติดทางด่วน โจทย์ของการก่อสร้างคือเก็บโครงสร้างเดิมไว้ และเดินงานระบบใหม่ทั้งหมด

นี่คือพิพิธภัณฑ์ในฝันที่ เพชร โอสถานุเคราะห์ ศิลปิน นักสะสม และอดีตอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คิดจะสร้างมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน เพื่อไว้จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่เจ้าตัวเก็บสะสมไว้มากกว่า 1,000 ชิ้น ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สองสถาปนิกชื่อดังทำงานร่วมกัน คุณกึ๋น-กุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก WHY Architecture รับหน้าที่ออกแบบ และ คุณโบ้-พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ สถาปนิก/กรรมการผู้จัดการ, A49 และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  เป็นผู้ออกแบบรายละเอียด ประสานงานวิศวกร ช่างฝีมือ และทำให้พิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นจริง

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงเราออกจากความขุ่นข้องหมองใจในชีวิตประจำวัน ทั้งอาสาเป็นไกด์พาเราไปสำรวจความคิดของตัวเองในแง่ต่างๆ ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์กับงานศิลปะหลากหลายประเภท

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่เกือบไม่ได้ไปต่อ หลังจากที่คุณเพชรจากไปในวัย 68 ปี คุณแฌง-ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง Dib Bangkok ตัดสินใจเข้ามารับช่วงต่อ เขาเริ่มสร้างทีมขึ้นมาจากศูนย์ และวางแผนระยะยาวสำหรับหารายได้เข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อให้สามารถเป็นสถาบันศิลปะที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง 

“นานมากจริงๆ โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ผมเริ่มหัดเดินหรือเปล่านะ” คุณแฌงบอกกับเราถึงที่มาของ Dib Bangkok

มีคนเคยกล่าวว่า หากต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนั้นๆ ให้เลือกเดินตลาดชุมชน แต่หากอยากรู้วิธีคิดและอารยธรรม ต้องไปชมที่พิพิธภัณฑ์ ส่วน Dib Bangkok จะสามารถบอกวิธีคิดและอารยธรรมของเราได้หรือไม่ อยากให้ทุกคนลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง  

งบสูงเกิน ยังไม่เจอคนที่ใช่ ต้องรอเกือบ 30 ปี

มีหลายเหตุผลที่ทำให้ Dib Bangkok ใช้เวลาเกือบ 30 ปี กว่าจะเกิดขึ้นจริง คุณเพชรชื่นชอบศิลปะร่วมสมัยในยุคที่สิ่งนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย ศิลปะร่วมสมัยไม่แคร์ว่าต้องสวยงามตลอดเวลา แก่นแกนของศิลปะร่วมสมัยคือ การแฝงความคิด การเสียดสี สะท้อนปมปัญหา เรื่อยไปถึงการตั้งคำถาม

เมื่อมีความคิดจะสร้างพิพิธภัณฑ์ (ส่วนตัว) สำหรับจัดแสดงงานศิลปะกว่า 1,000 ชิ้นที่สะสมไว้ในระยะเวลาหลายสิบปี ขั้นตอนถัดมาคือหาทีมมาช่วยกันตบไอเดียและทำให้เกิดขึ้นจริง 

“ผมมีโอกาสได้ทำงานให้กับ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาตั้งแต่ช่วงต้มยำกุ้ง ปี 2540 มหาวิทยาลัยกรุงเทพอยากจะสร้างหอสมุดกลาง เขาก็ติดต่อมาให้ผมไปทำ เพราะผมเคยทำบ้านให้คุณเพชรมาก่อน จากนั้นก็ได้ทำพิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วย (พิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่คุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพสะสมเครื่องถ้วยไว้ ประมาณ 3,000 – 4,000 ชิ้น ทางมหา’ลัยก็เลยอยากจะสร้างพื้นที่แสดงชิ้นงาน ผมก็มีโอกาสได้ทำ” อ.โบ้ เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำงานร่วมกับคุณเพชร

“จากนั้นผมก็ทำงานให้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพมาตลอด สร้างตึกนิเทศ ฟิล์ม บริหารธุรกิจ เราทำงานกันมาจนรู้ใจ พอเขาบอกว่าอยากทำพิพิธภัณฑ์ ผมก็ต้องไปช่วย ขณะเดียวกันพิพิธภัณฑ์เราทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการทำให้มาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก ผมบอกว่าถ้าเป็นไปได้ควรหาผู้เชี่ยวชาญมาทำ”

“แล้วมันก็ผ่านสถาปนิกที่เป็นต่างชาติ มีทั้งฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จนกระทั่งมาสถาปนิกไทยก็มีจนมาจบที่ คุณกุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก WHY Architectures ”

คุณกึ๋น-กุลภัทร ยันตรศาสตร์ จบจากคณะสถาปัตย์จุฬาฯ จบปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโตเกียว (Tokyo University) ด้วยความสามารถที่โดดเด่น คุณกุลภัทรได้ทำงานเป็นมือขวาของทาดาโอะ อันโดะ สถาปนิกชื่อดังระดับโลก ประสบการณ์ทำงานร่วมกับอันโดะทำให้เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบพิพิธภัณฑ์

เขาไปตั้งบริษัท WHY Architects ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จากนั้นบริษัทก็ได้รับงานออกแบบพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์อย่างต่อเนื่อง และหลายๆ ชิ้นเป็นงานระดับโลก เช่น Metropolitan Museum of Art (The Met) ที่นิวยอร์ก, Academy Museum of Motion Pictures ที่ลอสแอนเจลิส, The Quaich Project ที่เอดินเบอระ หรือแม้กระทั่ง Louvre Museum ที่ปารีส และล่าสุด WHY Architects ก็เพิ่งชนะงานประกวดแบบ National Museum ที่อินเดีย

ในแง่ประสบการณ์ มุมมอง และ Aesthetic ฝีมือการออกแบบพิพิธภัณฑ์ของคุณกึ๋นเข้าขั้น ‘เหนือชั้น’

“คุณเพชรได้คุยกับคุณกุลภัทรแล้วคลิก ก็เลยมีโอกาสมาร่วมทำงานกัน A49 ทำงานร่วมกับ WHY Architects ตั้งแต่ต้น ฝั่งนั้นมีความเชี่ยวชาญเรื่องพิพิธภัณฑ์ เขาเป็นคนออกแบบ เราเป็นคนรับผิดชอบให้มันเกิดขึ้น (Execution) ลงดีเทล ประสานงานวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์” อ.โบ้ เล่าถึงการทำงานร่วมกับ WHY Architects

ก่อนจะมาเจอกับคุณกึ๋น คุณเพชรยังหาสถาปนิกที่จะมาทำงานนี้ไม่ได้ จึงต้องบินไปคุยกับสถาปนิกต่างประเทศ มีทั้งคนที่ไม่ตัดสินใจทำด้วยกัน และคนที่เอาด้วย เขียนแบบเสร็จเรียบร้อย สุดท้ายไม่ได้สร้าง ด้วยเหตุผลทำนองนี้

“สถาปนิกคนแรกที่ผมทำด้วยเป็นฝรั่งเศส จนเขียนแบบเสร็จแล้ว ไปประมูลแล้ว แบบยากมาก ประมูลเชิญไป 5 ราย ส่งแค่ 1 เกินงบไป 2 – 3 เท่า มันก็ไม่ได้สร้าง ไม่เกิดขึ้น”

“มีช่วงหนึ่งเขาไปเจอสถาปนิกออสเตรเลีย แต่ไปได้แวบๆ ก็หยุด และมีไปเจอสถาปนิกชาวญี่ปุ่นระดับโลกเลย แล้วก็ทำงานไป 2 ปี ก็ตัดสินใจว่าไม่เดินต่อ เพราะงบประมาณมันสูงเกินไปมาก ทุกการพูดคุย สถานที่สร้างพิพิธภัณฑ์ก็จะถูกเสนอขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ และย้ายไปหลายที่ สุดท้ายมาจบแถวกล้วยน้ำไท ผมเข้าใจว่าที่เดิมตรงนี้เป็นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือของครอบครัวอยู่แล้ว และมันก็ใกล้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท สุดท้ายก็เกิดเป็น Dib Bangkok”

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงต้องรอเกือบ 30 ปี ถึงจะมีพิพิธภัณฑ์ชื่อ Dib Bangkok ในฐานะสถาปนิกที่เห็นโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว และได้ทำงานกับสถาปนิกหลายคนจนมาถึงคุณกึ๋น อ.โบ้ สะท้อนความคิดที่ตกผลึกแล้วให้เราฟังว่า

“ผมเป็นสถาปนิกมืออาชีพ ผมเข้าใจ Contemporary Art ผมเข้าใจธรรมชาติของพิพิธภัณฑ์ แต่บางครั้ง ถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งใดบ่อยๆ เราอาจตกหล่นบางอย่างได้ การได้ทำงานกับคนที่เชี่ยวชาญจะทำให้เรามีประสบการณ์เพิ่มขึ้น เรารู้ว่าต่อไปถ้าได้ทำ เราจะทำได้ดีกว่าการลองผิดลองถูก สำหรับผมมันคือการเรียนรู้”

พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย กับโจทย์ที่ว่าด้วยการรักษาของเก่า

Dib Bangkok ตั้งอยู่บนพื้นที่รวมกว่า 11,000 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่จัดแสดงงานกว่า 7,000 ตารางเมตร แข่งฟุตบอลได้สบาย หากยืนอยู่ตรงลานกว้าง (ภาพขวา) ทางซ้ายมือคือ Main Gallery สำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะ มีทั้งหมด 3 ชั้น ความน่าสนใจของอาคารคือถูกรีโนเวทมาจากโกดังเก่าจากยุค 1980s

หากมองในเชิงสถาปัตยกรรม Dib Bankok มีทั้งส่วนอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ และส่วนที่ใช้แนวคิดแบบ Adaptive reuse คือการนำอาคารเก่ามาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน เพื่อตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานใหม่ โดยมีคีย์สำคัญคือต้องเก็บรักษาคุณค่าเดิมของอาคารเอาไว้

ปรับปรุงจากอาคารเก่า – คำนี้มีเสน่ห์และเท่เสมอ

Main Gallery ซึ่งเดิมเคยเป็นโกดังเก่า คุณเพชรเอ่ยปากเองเลยว่าให้เก็บเสาดิบๆ เอาไว้แบบนี้

“Main Gallery เป็นโกดังเก่าอายุ 40 ปี เป็นโกดังคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) สูง 3 ชั้น ทอดยาวจากฝั่งประตูทางเข้าไปจนถึงฝั่งติดทางด่วน อาคารนี้มีโครงสร้างแข็งแรงมาก เพราะต้องรับโหลดเหล็ก ดังนั้น โจทย์ของเราคือ ปรับปรุงโครงสร้างเดิมบางส่วน และเดินงานระบบใหม่ทั้งหมด” อ.โบ้  เล่าถึงโครงสร้างเดิมของ Main Gallery

“พอเป็นโกดังเก่า โครงสร้างเดิมมันน่าสนใจ บนเสาจะมีหูช้างคอยรับคาน และ Gantry (โครงสร้างยกสูงลักษณะคล้ายสะพานหรือนั่งร้านที่มีขาตั้งอิสระ เคลื่อนที่ได้บนล้อหรือราง) นี่คือลักษณะพิเศษของเสาที่ต้องเก็บไว้

“พอมีโจทย์ว่าจะทำพิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติของพิพิธภัณฑ์มันต้องการลักษณะของพื้นที่ที่มีความหลากหลาย แต่โกดังเดิมมันถูกออกแบบมาเหมือนเป็นแพนเค้ก 3 ชั้นซ้อนกัน เราเลยต้องเจาะพื้นชั้น 2 และชั้น 3 ให้ทะลุถึงกัน เพื่อสร้างโถงสูง และยกหลังคาที่ชั้น 3 ให้สูงขึ้นอีก เพื่อให้แสงธรรมชาติส่องลงมาใน Space ที่สูงโปร่งแบบนี้ มองดูแล้วแกลเลอรีก็จะมีความแกรนด์”

ดูจากรูปพอเดาออกไหมว่าอาคาร หรือ Space ตรงไหนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่

สเปซที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ คือลาน Courtyard ลานจอดรถชั้นใต้ดิน และอาคาร 5 ชั้น (ด้านขวาในรูป) ที่สามารถเดินเชื่อมไปยัง Straight Up, 1988, Realized in 2025 หอชมท้องฟ้า ผลงานของ James Turrell อ.โบ้ บอกกับเราว่าฟังก์ชันของอาคารชั้น 5 คือ เป็นออฟฟิศหลังบ้าน

ตรงกันข้ามกับ Main Gallery เป็นอาคารชั้นเดียว แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นจุดบริการข้อมูล และ ‘วัตถุดิบ บิสโทร แอนด์ บาร์’ พื้นที่บริการอาหารและเครื่องดื่ม เหนืออาคารนี้ติดตั้ง Art Wall ความยาว 85 เมตร

เลื่อนกันมาถึงบรรทัดนี้ มาหาคำตอบกันดีกว่าทำไมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถึงชื่อ Dib Bangkok

ขอหมายเหตุไว้ตัวโตๆ เลยว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาในมุมของ อ.โบ้ เท่านั้น ไม่มีใครทราบคำตอบดีไปกว่าเจ้าของความฝันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งมันก็เป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งมิใช่หรือ กับการตีความสิ่งสิ่ง หนึ่งด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน งานวรรณกรรมคลาสสิก หรือแม้แต่โบราณสถานชื่อดังของโลกก็เป็นเช่นนี้

“ผมคาดเดาว่าความดิบของวัสดุที่มีอยู่เดิมมันสร้างความประทับใจให้คุณเพชร เปรอะบ้าง เก่าบ้าง ปนๆ กันไปกับของใหม่มันก็มีคาแรกเตอร์ดี เพราะงานศิลปะไม่ได้ต้องการความเนี๊ยบอย่างเดียว และชื่อดิบก็คงจะเท่ดี (หัวเราะ) อันนี้ผมเดานะ”

“ระหว่างก่อสร้างเขาก็มาเดินชม เดินดูงานก่อสร้าง ได้เห็นเสาดิบๆ แล้วบอกว่าอย่าไปยุ่งกับมันนะ เก็บไว้อย่างนี้ ส่วนตรงนี้คลีนอัปเฉยๆ ตรงนี้โอเค ตรงนี้ไม่สวยทำใหม่” อ.โบ้ ขุดความทรงจำที่มีในช่วงก่อสร้าง

ขณะที่ความจริงอีกด้านคือ คุณแฌง-ภูรัตน์ ประธานผู้ก่อตั้งเล่าให้ฟังถึงที่มาของชื่อว่า เกิดจากบทสนทนาในมื้ออาหารค่ำคืนหนึ่งระหว่างเขาและคุณพ่อที่มีปลาดิบอยู่ในบทสนทนาที่คุณแฌงพูดขึ้นมาว่า “เราก็เหมือนกับปลานี้ มันดิบ แต่ทานแล้วให้ความรู้สึกดีมากๆ” ซึ่งคุณพ่อเองก็ชอบชื่อนี้ด้วย

ออกแบบเส้นทางการเดินตั้งแต่ทางเข้า

เท่าที่คนไม่สันทัดพิพิธภัณฑ์อย่างเราเข้าใจ การออกแบบเส้นทางการเดิน หรือ Visiting Flow เป็นเรื่องที่พิพิธภัณฑ์ต้องทำ มีทั้งที่ออกแบบให้เดินง่ายที่สุด ให้สับสนงุนงงที่สุด หรือแม้แต่ออกแบบมาเพื่อรับใช้คอนเซปต์บางอย่าง อย่างเช่นคุณ Daniel Libeskind ที่ออกแบบให้พื้นใน Jewish Museum Berlin มีความลาดเอียง เพื่อจำลองความรู้สึกของชาวยิวในช่วงสงครามโลก

Dib Bangkok จัดอยู่ในประเภทเดินง่ายสบายขา

WHY Architects และคุณเพชร ร่วมกันออกแบบโฟลว์การเดินของ Dib Bangkok เริ่มตั้งแต่ประตูทางเข้า เมื่อก้าวเท้าเข้ามาจะพบกับแอ่งน้ำทางขวามือ มองแล้วรู้สึกอย่างไร ได้ยินเสียงน้ำแล้วรู้สึกอย่างไร ด้านซ้ายมือจะพบกับสีเขียวของต้นไม้ ไม่นานก็เดินถึง Courtyard จากมุมนี้เราจะเห็นความเรียบโล่ง ความกว้างใหญ่ และความดิบเปลือยของอาคารอย่างเต็มตา

อ.โบ้บอกกับเราว่าบรรยากาศถูกสร้างมาตั้งแต่ทางเข้ามาจนถึง Courtyard บางคนอาจหยุดพักถ่ายรูป แล้วค่อยเดินเข้าไปที่ Main Gallery

“Main Gallery จะมีงานศิลปะคอยต้อนรับอยู่ นั่นคือ Constellations งานศิลปะโดยศิลปิน มาร์โค ฟูซินาโต เราออกแบบให้เดินที่ชั้น 1 จากซ้ายไปขวา ขึ้นบันไดไปชั้น 2 เดินจากขวาไล่มาซ้าย เสร็จแล้วขึ้นบันไดไปชั้น 3 เดินจากซ้ายไปขวา มันเป็นโฟลว์การเดินง่ายๆ”

“โฟลว์จากหนึ่งไปสองสำคัญมาก มันต้องเซอร์ไพรส์คนได้ Gallery ในแต่ละชั้น ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถดัดแปลง ปรับเปลี่ยน เจาะผนัง หรือถูกย้ายได้ เพื่อให้ตอบโจทย์กับงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงมากที่สุด การออกแบบเส้นทางเดินมันเลยเชื่อมอยู่กับงานศิลปะด้วย”

ในแง่ความรู้สึกและนัยความหมาย ด้วยความเป็นคอนกรีต เหล็ก และความดิบเปลือยที่สะท้อนอยู่บนเสา ผนัง จนถึงชิ้นงานศิลปะที่ถูกนำมาจัดแสดง ชั้น 1 จะให้ความรู้สึกหนักแน่น แข็งแรง มั่นคง และรู้สึกปลอดภัย หลายคนที่ไปมาแล้วเห็นตรงกับเราในข้อสังเกตนี้

เมื่อก้าวผ่านความหนักแน่นขึ้นมาที่ ชั้น 2 บรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกส่วนตัวมากขึ้น ไร้แสงธรรมชาติ มีแค่งานศิลปะ ไฟสลัว และความเงียบ บางโซนถูกทำให้มืด ซึ่งความมืดที่ว่ามันก็ทำงานกับคนแตกต่างกันไป บ้างผ่อนคลาย บ้างรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง ทำให้เราคิดได้ว่าแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน พินิจศิลปะชิ้นเดียวกัน เราอาจคิดกันคนละเรื่อง รู้สึกกันคนละแบบก็ได้

ชั้น 3 คล้ายเป็นการหลุดพ้น แสงสว่างจากธรรมชาติและสีขาวเรียบโล่งบนผนังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย เสียจนกล้าพอที่จะครุ่นคิดกับงานศิลปะที่พูดถึงชีวิต ความตาย และการหลุดพ้นได้อย่างไม่ทรมานเกินไป

“ถ้าแต่ละ Gallery เหมือนกันหมดเลย อาจจะน่าเบื่อ โผล่ขึ้นมาชั้น 2 เจอห้องมืด ชั้น 3 ก็เริ่มมีแสงธรรมชาติ มันเป็นการออกแบบเพื่อมอบประสบการณ์ให้กับผู้ชม มาชมแล้วต้องเกิดความรู้สึกบางอย่าง บางคนอาจจะไม่ชอบ บางคนผ่อนคลาย หรือเราอาจสงสัยว่าศิลปินเขาคิดอะไรอยู่นะ ถึงสร้างงานแบบนี้ขึ้นมา บางครั้งเราไม่เห็นคล้อย เรารู้สึกอีกแบบนึง เพราะมันเป็นประสบการณ์ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน” อ.โบ้ เน้นย้ำเรื่อง Experience Design

พิพิธภัณฑ์ควรเป็นมากกว่าแค่โกดังเก็บงานศิลปะ

ในความตั้งใจแรก Dib Bangkok จะสร้างขึ้นให้เป็น Private Museum แต่เมื่อในวันที่ 14 สิงหาคม 2566 คุณเพชรจากไปอย่างสงบในวัน 68 ปี ทำให้พิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งเริ่มการก่อสร้างไปไม่นานจึงต้องหยุดชะงักอีกครั้ง

ทายาทอย่างคุณแฌงจึงต้องตัดสินใจว่าจะทำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่อไปหรือไม่ แน่นอนเขาลุยต่อ เขาบอกกับเราว่าการมารับช่วงต่อทำพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเดิมตั้งใจให้เป็น Private แล้วต้องเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม มีความท้าทายเต็มไปหมด

“คุณพ่อผมเคยพูดว่า ถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว ลูกจะทำอะไรก็เรื่องของลูก ผมมาคิดดูถ้าไม่มีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้น มันน่าเสียดายสำหรับคนไทย แต่ก็นั่นแหละครับ ผมตัดสินใจหาเหาใส่หัว ต้องเริ่มสร้างทีมจากศูนย์เพื่อมาช่วยกันรัน ปัจจุบัน ดิบ บางกอก มีพนักงานประมาณ 80 คน”

แม้หลายคนจดจำเขาในฐานะอธิการบดีที่อายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือการเป็นผู้บริหาร ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) บริหาร Arc 9 Private Equity และบริษัทโอเวนเจอร์ กรุ๊ป (Oventure Group) ซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลากหลายทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในอีกมุม เขาเป็นคนชอบเล่นดนตรี ซึ่งจะถือว่าเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะก็ได้ ในฐานะผู้บริหารของ Dib Bangkok คนปัจจุบัน เราจึงอยากรู้ว่าเขาจะพาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปในทิศทางไหน เพราะดูเหมือนว่าพิพิธภัณฑ์ยังเป็นเรื่องไกลตัวคนทั่วไปพอสมควร

“ศิลปะมีมาตั้งแต่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ มาถึงกรีก โรมัน จนถึงยุคที่ต้องวาดให้สมจริงที่สุด กระทั่งว่าเป็นปรัชญามากๆ ดูไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม แต่เราจะรู้ว่าศิลปะประเภทนี้เกิดขึ้นในยุคไหน ศิลปะเชื่อมโยงกับชีวิตมนุษย์มาตลอด ถ้ามีพิพิธภัณฑ์ ผมว่าอย่างน้อยมันช่วยให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานเราจำได้ ว่ายุคสมัยนี้เป็นอย่างไร”

“ผมถือว่าศิลปะคือหน้าต่างพาเราไปสู่สิ่งใหม่ๆ ทั้งได้วิธีคิดใหม่ วิธีแก้ปัญหาแบบใหม่ ได้สะท้อนความคิดของตัวเอง และที่สำคัญคือเราคิดอะไรก็ได้ ไม่มีถูกผิด แต่เราคงไม่ได้ชอบทุกชิ้นหรอก มันต้องมีสักชิ้นที่สะกิดใจเราเป็นพิเศษ มันอาจไปปลุกพลังสร้างสรรค์ในคนคนหนึ่งขึ้นมาก็ได้”

คุณแฌงเสริมอีกว่าแวดวงแกลเลอรีอาร์ตทั่วเอเชียกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น คนโหยหาการไปพิพิธภัณฑ์เพื่อเสพงานศิลปะ คล้ายว่าชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่จ่อมอยู่ในโลกออนไลน์กันซะมาก ทำให้คนเหล่านั้นโหยหาประสบการณ์ในโลกจริง และพิพิธภัณฑ์ก็ให้ประสบการณ์นั้นได้

“ตอนเวิร์กกับคุณกุลพัทร (ยันตรศาสตร์) และคุณพิชัย (วงศ์ไวศยวรรณ) เราตั้งโจทย์กันว่าอยากดึงคนออกจากเรื่องราวที่เขาพบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะรถติด เครียด หรือปัญหาต่างๆ เพื่อให้เขามาอยู่กับตรงนี้ พื้นที่ตรงนี้คือปัจจุบัน อยู่กับงานศิลปะ”

วิธีหารายได้หล่อเลี้ยงพิพิธภัณฑ์

ถือเป็นน้องใหม่ หากพูดถึงพื้นที่ศิลปะในประเทศนี้ Dib Bangkok เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการมาแค่ 3 เดือนเท่านั้น มีผู้คนแวะเวียนมาที่นี่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางคนมาเพื่อศิลปะ บางคนมาเพื่อพักผ่อน บางคนมาแล้วผ่านเลย บางคนมาแล้วมาซ้ำ

ในวันที่ศิลปะเริ่มขยับเข้าใกล้ชีวิตผู้คนมากขึ้น ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า Dib Bangkok จะบริหารพื้นที่ศิลปะให้อยู่รอดได้อย่างไร เพราะถึงแม้ศิลปะจะพาเราไปสู่โลกใบใหม่ได้ แต่ถ้าปัจจัยต่างๆ ในชีวิตไม่เอื้ออำนวย ใครล่ะจะมาพิพิธภัณฑ์

อ.โบ้ บอกกับเราว่า “บ้านเรามีพิพิธภัณฑ์ศิลปะไม่มาก MOCA ของคุณบุญชัย (เบญจรงคกุล) ท่านก็ลงทุน สะสมชิ้นงานศิลปะ และสนับสนุนศิลปิน คุณเพชรก็ทำ Dib Bangkok ทุกคนทำของตัวเองด้วยความรักและมีกำลังที่จะทำ ผมคิดว่าภาครัฐน่าจะเข้ามาช่วยส่งเสริมตรงนี้ได้”

“ถ้ามีการส่งเสริมด้านภาษี พิพิธภัณฑ์อาจจะเกิดได้ง่ายขึ้น ถ้ารัฐไม่เข้ามาช่วยสนับสนุน มันเกิดพื้นที่แบบนี้ยาก ถ้ามีแบบนี้ในบ้านเราเยอะๆ มันเกิดประโยชน์มากนะ มันเหมือนเราสร้างสถานศึกษาเลย”

ในฐานะผู้บริหาร Dib Bangkok คุณแฌงให้มุมมองเรื่องโครงสร้างรายได้ของพิพิธภัณฑ์ไว้แบบนี้

“โมเดลพิพิธภัณฑ์ที่ยั่งยืนในระดับสากล มักจะเฉลี่ยรายได้เป็นสูตร 30-30-40 คือ 30% จากค่าตั๋ว (Ticket) อีก 30% จากการบริจาค (Donation) และที่เหลือมาจากกิจกรรมหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ (Activity & Membership)”

ปัจจุบัน Dib Bangkok เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากการที่มีชาวต่างชาติและคนไทยเริ่มบริจาคเข้ามาบ้างแล้ว ถึงอย่างไรก็ตาม การสนับสนุนจากภาครัฐยังถือว่ามีส่วนสำคัญมาก คุณแฌงเสนอว่า “ภาครัฐอาจจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากการสนับสนุนศิลปะแบบที่เมืองนอกเขาทำ”

“ผมชอบประโยค Art is an ocean คือศิลปะก็เหมือนมหาสมุทร คนว่ายน้ำเก่งเขาก็ดำลงไปลึก คนว่ายไม่แข็งก็อาจจะว่ายอยู่ระดับผิวน้ำ ผมรู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่ทำให้คนมาเล่นน้ำกันมากขึ้น” คุณแฌงเล่าถึงภารกิจของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

เป็นเรื่องน่ายินดีมากที่สุด กับการที่ Dib Bangkok เข้ามาเติมเต็มวงการศิลปะไทยให้คึกคัก โดยเฉพาะศิลปะร่วมสมัย รวมทั้งทำให้ผู้หลงใหลในพิพิธภัณฑ์และงานอาร์ตตื่นเต้นมีชีวิตชีวา ชวนนะ เราชวนผู้อ่านทุกคนไปลองเปิดประสบการณ์ที่ Dib Bangkok ถ้าชีวิตในแต่ละวันนั้นสับสน วุ่นวาย ขาดพลัง ลองมาเปิดเปลือยความคิดและความรู้สึกกันได้ที่นี่

ย้ำอีกครั้ง Dib Bangkok ตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 ใกล้ซอยสุขุมวิท 40 และเปิดทำการในวันพฤหัสบดี-จันทร์ (ปิดวันอังคารและวันพุธ) เวลา 10:00 – 19:00 น.

ก่อนกลับเราเดินขึ้นบันไดไปยังหอ Straight Up ในจังหวะที่แสงอาทิตย์กำลังลาฟ้าอันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการสัมผัสงานศิลปะชิ้นนี้ เราเปิดประตูเข้าไปนั่งล้อมวงกับช่างภาพ พวกเราจ้องมองท้องฟ้า

วินาทีนั้น เดี๋ยวนั้น ขณะเดินลงบันได เราคิดย้อนไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาใน Dib Bangkok ต่อเมื่อได้เดินดูงานอาร์ต การจัดวาง รับรู้ถึงแสง สี เสียงของแต่ละห้อง เราพยายามทบทวนว่าประทับใจอะไรที่สุด-ยังไม่มีคำตอบ

จนวินาทีนี้ เดี๋ยวนี้ เมื่อได้ย้อนกลับไปดู ผลงานศิลปะที่ Dib Bangkok เลือกมาจัดแสดง ต้องบอกว่าโดนใจเราหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น Emotional Machine รถยนต์โฟล์คสวาเกน บีเทิล แคลิฟอร์เนีย ลุคปี 1965 ของ สุรสีห์ กุศลวงศ์ Constellations โดยมาร์โค ฟูซินาโต เสียงพูดที่ไม่ได้ยิน, 2538 ศิลปะจัดวางประกอบด้วยเสาวิหาร เครื่องแก้ว ชุดกรวดน้ำ และผ้า โดย สมบูรณ์ หอมเทียนทอง รวมถึง Zodiac Houses, 2541 – 2542 ของ มณเฑียร บุญมา 

งานเหล่านั้นไม่เพียงชวนเราตั้งคำถาม บางชิ้นโดนใจถึงขั้นต้องเซิร์ชชื่อศิลปินแล้วไปตามอ่านที่มาของพวกเขา ชีวิตเขาเป็นอย่างไร องค์ประกอบเหล่านั้นถูกส่งมาในงานอย่างไร พูดง่ายๆ คือการมาพิพิธภัณฑ์ทำให้เราหลงใหลในศิลปะเข้าให้แล้ว

คล้ายเป็นพ่อสื่อ Dib Bangkok ทำให้คนกับศิลปะมารักกัน นั่นแหละสิ่งที่เราประทับใจ

AUTHOR