เอาล่ะ พร้อมนะ นับ 1 2 3 วิ่ง!
ขึ้นบันได…
จะให้ทำไงก็คนมันกลัวผีนี่นา หลังปิดไฟก็ต้องรีบสับเท้าให้แหลกวิ่งหน้าตั้งขึ้นบ้าน ล้มลุกคลุกคลานก็ไม่มีทางหันหลังกลับไปมองความมืด ที่จินตนาการไปไกลว่าอาจจะมีคนมองอยู่สักมุมในความมืด ไม่ก็กำลังจะมีใครวิ่งตามหลังมาดึงขาเราทันอยู่แน่ๆ
โถ เด็กหนอเด็ก
“จริงๆ ตอนเด็กผมกลัวผีมากเลยนะ”
ผู้กำกับภาพยนตร์ ซีรีส์ที่หากค้นประวัติทำความรู้จักกันจะรู้ดีว่าผลงานในมือชายหนุ่มนั้นล้วนเป็นประเภทแนวลึกลับ ระทึก และสยองขวัญที่ชวนยกมือมาบังตาให้พอปิดกั้นความน่ากลัวของผลงานเขาได้บ้าง แต่กับ ‘ภาพลวงตาย’ ผลงานล่าสุดที่หมายมั่นว่าอย่างไรจะต้องขย่มขวัญผู้ชมได้เป็นแน่จะจริงแท้แค่ไหน แล้วปัจจัยอะไรที่ผู้กำกับท่านนี้จะงัดมาอวดโชว์ผู้ชมจนผวากัน
แต่ยังขอยืนยันว่าคำพูดด้านบนที่ท่านเพิ่งอ่านเป็นวลีจาก ‘อู๋ ชยันต์ เล้ายอดตระกูล’ โปรดจดจำไว้ว่าผู้กำกับคนนี้เคยเป็นเด็กขี้กลัวมาก่อน
ขวัญหนีดีฝ่อ
ลึกลับ สอบสวน
ระทึกขวัญ
สยองขวัญ
ภาพลวงตาย จัดเป็นซีรีส์ประเภทไหนกันแน่
ทีมงานต่างกระอักกระอ่วนกับการที่ต้องเฟ้นหาคำตอบของประเภทหนังเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ส่ายหน้าผายมือไปทางเดียวกันว่าคงมีชายหนุ่มผู้นั้นที่พอให้คำตอบที่ใกล้เคียงความถูกต้องได้แต่เพียงผู้เดียว
“ดีเลยครับ อยากให้ถามมาก!
คือผมถามมาหลายคนเหมือนกันแต่จะมีคำตอบหนึ่งที่คล้ายๆ กันคือมันอธิบายสั้นๆ ได้ยาก แต่ถ้าถามผมเองผมว่าเทรนด์ของภาพยนตร์หรือว่าซีรีส์ช่วงนี้จะมีความ hybrid genre เยอะมาก ยกตัวอย่างเช่น The Haunting of Hill House ดูเหมือนจะเป็นหนังสยองขวัญแต่ว่ามันก็มีความ family drama
ตอนนี้ผมเลยคิดว่าหนังที่มันจะเชื่อมกับคนดูได้มากที่สุดมันควรมี Human Drama บทที่ทำให้รู้สึกถึงความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์อยู่ในนั้นเป็นพื้นฐานเพื่อที่จะรีเลตกับผู้ชมได้ซึ่งผมมองว่ามันสำคัญ
ฉะนั้น ‘ภาพลวงตาย’ เป็นหนังแบบไหนผมคิดว่ามันมีทั้งความลึกลับ มีความเป็นระทึกขวัญ มีความสืบสวนสอบสวน ดราม่าก็มี มันมีหลายแนวมารวมกัน”

รสนิยมของผู้ชมมีผลต่อแนวภาพยนตร์ในปัจจุบันจริงหรือไม่
“เรียกได้ว่ามันคงเป็นเทรนด์ หมายถึงพอหนังมันถูกค้นพบมาในหลายๆ แนวแล้ว หนึ่งมันอาจจะรู้สึกตัน คนทำหนังเลยเริ่มที่อยากจะค้นพบอะไรใหม่ๆ ด้วยการนำแนวนั้นมาผสมแนวนี้ให้กลายเป็นแนวใหม่ขึ้นมา
เหมือนการที่เรากินอาหารฟิวชันอะไรประมาณนั้น บางคนเบื่ออาหารญี่ปุ่นเลยอยากกินอาหารญี่ปุ่นที่เป็นฟิวชัน ผมว่าก็คงคล้ายๆ กันกับภาพยนตร์ ซึ่งในอนาคตมันจะมีอะไรแบบนี้เยอะขึ้น และคิดว่าคนดูน่าจะเริ่มเข้าใจมันได้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน”
ไม่ลึกลับ ก็ลุ้นระทึก เขย่ารวมๆ แล้วหนีไม่พ้นความน่ากลัวไปได้เลยจากผลงานของผู้กำกับหนุ่มแว่น
กำกับหนังแนวนี้มาหลายครั้ง ‘อู๋ ชยันต์’ มีความชอบแนวนี้เป็นพิเศษเหรอ
“จริงๆ เราชอบดูเป็นพิเศษ แต่พอในฐานะของคนทำผมรู้สึกว่าหนัง horror (หนังสยองขวัญ) มันเป็นหนังที่ใช้เครื่องมือกับภาษาทางภาพยนตร์ค่อนข้างเยอะ อย่างพวกวิธีโน้มน้าวคนดูเพราะว่าสิ่งที่เรากำลังเล่ามันเป็นเรื่องที่เหนือความจริง เป็นเรื่องที่บางทีไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย
มันท้าทาย หนังทุกเรื่องไม่ว่าแนวไหนเขาจะมีอารมณ์แต่ละรูปแบบที่พุ่งเป้าไปเสมอ เช่น สุข เศร้า ซึ้ง ตลก แต่หนังสยองขวัญมันเล่นกับความกลัวของคน
ซึ่งผมรู้สึกว่าการเล่นกับความกลัวของคนมันมีมิติที่น่าสนใจกว่า เพราะความกลัวมันเรียกร้องอะไรค่อนข้างเยอะ ผลที่ตามมาของความกลัวมันน่าสนใจ เช่น ถ้าเราถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เรากำลังจะตาย เรากลัว แล้วเราจะรับมือกับความรู้สึกนี้อย่างไรต่อ

หนังประเภท horror thriller จำพวกนี้มันเล่นกับความสงสัยของคนด้วย ถ้าสังเกตจะเห็นว่าพอหนังมันจบมันจะมีข้อถกเถียงกันค่อนข้างเยอะกว่าหนังประเภทอื่นๆ ในฐานะของของคนทำเองก็รู้สึกว่าสิ่งนี้มันต้องอาศัยความกล้าค่อนข้างเยอะเหมือนกัน
อย่างภาพลวงตายเราไม่ได้สร้างความกลัวให้เหมือนหนังผีแต่เราสร้างความอยากรู้อยากเห็น ความระแวง ความสงสัยมากกว่า วิธีการสร้างมันก็จะแตกต่างออกไปจาก horror แต่เราก็คิดอยู่เสมอว่า คนดูจะซื้อหนังเราไหม จะรู้สึกอย่างไรกับความอยากรู้อยากเห็นที่เราสร้างขึ้น หรือสุดท้ายแล้วพอหนังจบเขาก็แค่ satisfy กับมันแค่นั้น”
กำกับมาหลายครั้งคุณพัฒนาหรือได้เรียนรู้ความน่ากลัวขึ้นบ้างไหม
“ภาพลวงตายมันมีความสมจริงกว่า เราทำแนว horor มาก่อนมันมีความแฟนตาซีสูงประมาณหนึ่ง มันสามารถเป็นอะไรก็ได้
พอทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่สมจริง มันมีการสืบสวนสอบสวน มันมีสิ่งที่ต้องพิสูจน์ได้โดยวิทยาศาสตร์และทุกอย่างมันต้องมีความเป็นเหตุเป็นผล ฉะนั้นมันทำให้การทำงานยากขึ้นยิ่งเฉพาะตอนเขียนบทต้องมีการรีเช็กค่อนข้างเยอะ เพราะสุดท้ายแล้วเรารู้แหละว่าผลลัพธ์มันคืออะไร แต่การที่เราจะพาคนดูที่เริ่มจากจุดเริ่มต้นไปถึงจุดนั้นมันยิ่งต้องทำให้เขาเข้าใจพร้อมไปกับความถูกต้อง
ยิ่งพอมันเป็นสตรีมมิงผู้ชมสามารถย้อนกลับมาดูได้ยิ่งต้องระวัง ต้องรีเช็กตลอดว่ามันสมเหตุสมผล ตัวละครไม่รู้เกินไปกว่าสิ่งที่ควรจะรู้ อะไรแบบนี้มันค่อนข้างซับซ้อน มันดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อยแต่ก็สำคัญพอที่จะทำให้ผู้คนถอยห่างได้เลยเหมือนกัน”

คิดว่าจุดเด่นการกำกับของตัวเองคืออะไร
“ผมรู้สึกว่าการเป็นหนังสยองขวัญหรือแนวลึกลับพวกนี้มันเหมือนเป็นแพ็กเกจจิงเฉยๆ แต่ว่าหนังทุกเรื่องมันมีสิ่งที่อยากสื่อสารของมัน แล้วผมคิดว่าหลายๆ เรื่องที่ผมทำมันมีความคล้ายกันอย่างหนึ่งคือผมสนใจเรื่องความสัมพันธ์ของคน ความสัมพันธ์ของครอบครัว เรื่องของความจริงที่ถูกบิดเบือน ผมว่าใจความของทุกเรื่องมันจะใกล้ๆ กัน ฉะนั้นถ้าเกิดอยากให้คนจดจำเรายังไงผมว่าอยากให้จดจำสิ่งที่ผมสื่อสารในหนังมากกว่า”
จากผลงานที่เคยกำกับรวมถึงปัจจุบันทำไมถึงสนใจ ‘ความสัมพันธ์ของครอบครัว’ เป็นพิเศษ
“ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวมันมีความแปลกประหลาดและพิเศษกว่าความสัมพันธ์อื่นๆ การเป็นพ่อเป็นลูก เป็นพี่เป็นน้องมันไม่เหมือนกับการเป็นเพื่อนเป็นคนรักเป็นศัตรู มันมีความซับซ้อนมาก เราสามารถที่จะทะเลาะกับคนในครอบครัวได้อย่างสบายใจ เพราะเรารู้ว่าสุดท้ายเดี๋ยวเราก็กลับมาพูดดีกัน ดีกันได้ แล้วความสัมพันธ์ในครอบครัวมันจะสร้างคนคนนั้นขึ้นมาในสังคมที่มันใหญ่ขึ้น
พอเรามาโฟกัสกับเรื่องในครอบครัวมันทำให้เราเห็นมิติความเป็นมนุษย์ที่มันน่าสนใจกว่า สมมติถ้าเราเล่าเรื่องว่าเป็นคู่แข่งกันทำอะไรกันสักอย่าง จะเห็นว่ามิติมันน้อยมาก จะมีแค่ใครสักคนที่ชนะหรือแพ้ แต่พอเราพูดถึงเรื่องครอบครัวบางทีพี่น้องมันแข่งกัน แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าใครแพ้หรือชนะมันจะมีมวลอารมณ์ที่มากกว่าความสะใจ สิ่งพวกนี้มันทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวพิเศษกว่าความสัมพันธ์อื่น”

ขวัญกำลังใจ
ความสัมพันธ์หรือจะสู้ความรู้สึกของมนุษย์ที่มันช่างบอบบางเสียเหลือเกิน ความมั่นใจเป็นมั่นเป็นเหมาะ ความไว้ใจที่ทุ่มไปหมดหน้าตัก ความเชื่อมั่นที่ไม่ว่าอย่างไรเขาคนนั้นต้องเป็นคนที่ฉันรู้จักอย่างถ่องแท้แน่นอน
ชั่วข้ามคืน ชั่ววินาที หรือเพียงแค่ชั่ววูบ แววตาอาจสั่นคลอนแปรเปลี่ยนจากคนรักเป็นคนแปลกหน้า บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าเรายังรู้จักกันอยู่ใช่หรือไม่
“จริงๆ สิ่งนี้เป็นหนึ่งใน key message ที่เราอยากพาคนดูไปสำรวจว่าคนที่เราคิดว่ารู้จักดีที่สุดโดยเฉพาะคนในครอบครัวจริงๆ แล้วเรารู้จักเขาดีแค่ไหน ทุกความสัมพันธ์มันจริงแท้แค่ไหนแม้แต่ตัวเราเอง”
ภาพลวงตาย ได้แรงบันดาลใจมาจากไหน
“เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงเลย เป็นเรื่องของคุณพ่อพี่โปรดิวเซอร์ที่เขาเป็นโรคสมองเสื่อมขั้นรุนแรง ส่วนมากอาการพวกนี้มันเกิดจะขึ้นกับคนสูงอายุ ทุกคนก็จะชอบคิดว่าเขาแค่แก่ เขาแค่หลงลืม แต่ว่าพออาการมันพัฒนาตัวเองไปถึงจุดหนึ่ง ต้องบอกก่อนว่าโรคนี้มันไม่มีทางรักษาให้หาย ยิ่งเรารู้ตัวเร็วเท่าไหร่และได้รับการรักษาที่ถูกต้องมันจะหยุดที่ระยะนั้น ซึ่งระยะแรกมันก็อาจจะเป็นแค่การหลงลืมปกติ แต่ความน่ากลัวของมันคือระยะที่เขาจำคนในบ้านไม่ได้ว่าเป็นใคร จำไม่ได้แม้กระทั่งวิธีหยิบช้อนส้อม หรือเลวร้ายสุดคือลืมวิธีการกลืนอาหาร ซึ่งมันเป็นระยะที่มันแย่มากเพราะผู้ป่วยจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว

ซึ่งคุณพ่อของพี่เขากว่าจะรู้ตัว ก็เป็นระยะที่จำคนในบ้านไม่ได้แล้ว มีอยู่วันหนึ่งเขาเอามีดมาทำร้ายคนในบ้านตัวเองเพราะคิดว่าเป็นโจรจะมาปล้น จุดนี้แหละที่เขารู้ตัวว่ามันไม่ใช่การหลงลืมปกติ พอไปตรวจก็พบว่าเป็นโรคสมองเสื่อม แต่ว่าไม่สามารถจะกลับคืนมาปกติได้แล้ว
ความลับหรืออะไรทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อเขามันก็จะคงเป็นความลับตลอดไป อย่างหลังจากนั้นเขาไปรื้อห้องของพ่อก็เจอพวกมีดโบราณ 20-30 เล่ม อยู่ใต้เตียงบ้าง อยู่ในตู้บ้าง แล้วถามว่าทุกวันนี้เขาก็ยังไม่รู้นะว่าพ่อเก็บมีดมาเพื่ออะไร
โรคนี้มันเลยพรากความจริงหลายอย่างไป เราลองคิดดูสิว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนที่เราคิดว่ารู้จักเขาดีที่สุด เราจะรู้สึกกับสิ่งนี้ยังไง อันนี้คือส่วนของเรื่องโรคภัย
คราวนี้เราเลยได้แรงบันดาลใจมาว่า เฮ้ย! ถ้าเกิดสมมติว่าโรคนี้มันทำให้คนเข้าใจผิดไปเรื่อยแล้วทุกความสัมพันธ์มันถูกสั่นคลอนด้วยโรคนี้เป็นต้นเหตุ เราจะยังไว้ใจใครได้รึเปล่า ทุกคนที่เราคิดว่ารู้จักดีจะยังคิดว่ารู้จักเขาดีอยู่ไหม แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้เป็นโรคสมองเสื่อมก็เช่นกัน

เราเลยลากมาเชื่อมกับพวกตำนานความเชื่อทางภาคอีสานหรือต่างจังหวัด ที่เขาจะไม่คิดว่านี่เป็นอาการของคนแก่ที่หลงลืมแต่คิดว่าเป็นพวกผีเข้า เพราะอาการของโรคนี้บางทีมันก็น่ากลัว อยู่ดีๆ ก็โมโหอีก 5 นาทีถัดมากลายเป็นอีกคนหนึ่ง ก็ไม่แปลกที่คนต่างจังหวัดจะคิดว่าเขาถูกผีเข้า เราเลยรู้สึกว่าสิ่งนี้มันมีความเชื่อมโยงที่น่าสนใจจนกลายเป็นจุดตั้งต้นและพัฒนามาเป็น ภาพลวงตาย”
ทำไมถึงต้องเป็นตำนานจากภาคอีสาน
“ผมว่าภาคอีสานเป็นภาคที่มีความเชื่อแข็งแรงที่สุดแล้ว
อย่างทุกหมู่บ้านเขาจะมีหมอธรรม หมอทรง ผีฟ้า คนต่างจังหวัดในภาคอีสานบางทีป่วยเขาไม่ไปหาหมอนะ เพราะเขาเชื่อว่าเขาไม่ได้ป่วยแต่ว่าเขาโดนสิ่งที่ไม่ดีมา ต้องให้คนพวกนี้ช่วยปัดเป่า ซึ่งมันเป็น subculture ที่แข็งแรงมาก คิดว่าถ้าเราจะเล่าเรื่องแนวนี้เรื่องมันต้องเกิดที่ภาคอีสาน เราเลยเลือกถ่ายทำที่จังหวัดเลย”
ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า เห็นความพร่าเลือนของ 2 อย่าง ระหว่างโรคกับความเชื่อ หมายความว่าอย่างไร
“ผมกำลังเรียบเรียงอยู่เพราะว่ามันมีสปอยล์ (หัวเราะ)
คือบางทีคนเรามักใช้ความเชื่อมาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ใช้ความเชื่อมาเพื่อปิดบังอะไรบางอย่าง หรือใช้ความเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนใดคนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้มันเลยทำให้เรื่องที่พิสูจน์ได้กับเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ มาเชื่อมกัน
ความเชื่อกับวิทยาศาสตร์มันอยู่กันคนละข้างเลย แต่มันจะมีคนที่พยายามดึงสองสิ่งนี้มาใกล้กันเพราะว่ามันเกิดประโยชน์และมีวัตถุประสงค์บางอย่าง ซึ่งสิ่งที่นำพามาคือความประสงค์ของมนุษย์”
ขวัญเอยขวัญมา
ความน่ากลัวมากกว่าครึ่งมักมาคู่กับความมืด ความอยากรู้อยากเห็นไต่ระดับตามความพร่ามัวที่มองไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องมีเลือดสาดกระเซ็นแต่ความรู้สึกกลับถูกเขย่าจนขวัญกระเจิง
“ผมให้ความสำคัญกับบรรยากาศหนังค่อนข้างเยอะ ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้มันจะโอบล้อมคนดูให้รู้สึกอินไปกับมัน เหมือนเป็นเอกลักษณ์ของหนังแต่ละเรื่อง
เรื่องนี้เราต้องสร้างบรรยากาศของการเป็นชุมชนที่อยู่จังหวัดเลย มีความลึกลับ ไม่น่าจะไว้ใจใครได้ แล้วเราต้องสร้างบรรยากาศที่โดดเดี่ยว ตัวเอกของเราต้องต่อสู้กับการค้นหาความจริง
บรรยากาศสำคัญมากต่ออรรถรสการรับชมช่วงนั้นผมเลยบินไปกลับจังหวัดเลยบ่อยมาก เพื่อเติมเต็ม world setup ของเรื่องนี้ให้สมบูรณ์”

ฉากที่อยากทำเป็นพิเศษ
“ผมมีรายละเอียดที่อยากใส่ไปหลายอย่างให้รีเลตกับเหตุการณ์จริง เช่น บ้านคนที่มีผู้ป่วยเวลานอนเขาต้องถูกมัดมือ มัดเท้า หรือสิ่งที่พบเห็นกันทั่วไปคือผู้ป่วยไม่ยอมกินยา ต้องหาทางให้เค้ากินยาเพราะคนที่ป่วยส่วนมากเขาไม่คิดว่าตัวเองป่วยแล้วก็จะไม่ยอมกินยา
ฉะนั้นคนที่อยู่กับคนป่วยเขาจะมีวิธีการล่อหลอกเป็นต้น ผมอยากให้คนที่มีผู้ป่วยอยู่ที่บ้านเขารู้สึกร่วม เราตั้งใจทำมากแต่พอดูภาพรวมจริงๆ ผมพบว่ามันเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้หนังมันสมบูรณ์ขึ้นเพียงเท่านั้น”
อุปสรรคของการถ่ายทำเรื่องนี้
“ฝน!”
ไม่หมดเพียงเท่านั้นความยากถูกพรั่งพรูออกมาเหมือนเปิดก๊อกผู้กำกับหนุ่มแว่นผู้นี้
“แล้วสิ่งที่ยากมากกว่าคือมากกว่าครึ่งของการถ่ายทำทั้งหมดเป็นคิวกลางคืน
คนทั่วไปได้ยินก็อาจจะไม่มีอะไรก็แค่ถ่ายกลางคืน แต่ว่าการถ่ายกลางคืนมันท้าทายกองถ่ายมาก ยิ่งผมถ่ายกลางคืน 20 กว่าคิวหมายความว่านาฬิกาชีวิตของทีมงานทุกคนจะเปลี่ยน แล้วมันจะไม่ใช่แค่ถ่าย night / night / night แต่มันเป็น half day / half night / day / day / break / half day / half night / night
เราต้องปรับนาฬิกาชีวิตตัวเองไปมา เรียกกองห้าโมงเย็น เลิกตีสี่ เท่ากับว่าพักกินข้าวตอนตีหนึ่ง คือทุกอย่างมันกลับกันหมดเลย ซึ่งจริงๆ มันก็ส่งผลต่อสภาพร่างกายของทีมงานด้วย แต่การจัดการกองค่อนข้างดี
นอกจากความยากของคิวกลางคืนคือเราถ่ายอยู่กลางป่าแล้วอยู่แบบนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ ถ่ายในป่าที่ไม่มีไฟเลยสักดวงเดียว แสงเดียวที่เห็นคือแสงจันทร์ ฉะนั้นอุปกรณ์ทุกอย่างเราต้องขนเข้าไปทั้งหมดเครื่องปั่นไฟ สายไฟเป็นกิโล เข้าไปในในป่า ไหนจะพวกยุงพวกแมลง”

อีกหนึ่งสิ่งที่น่ากลัวพอๆ กับซีรีส์คือ
“สิ่งที่คนทำหนังไม่อยากเจอมีเด็ก สัตว์ สตันต์ สลิง และ CG ซึ่งทุกอย่างรวมครบอยู่ในเรื่องนี้เลย แต่ผมก็คิดว่ามันทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่มันยากเราก็ผ่านมันมาได้ทั้งหมดแล้ว
ก่อนเปิดกล้องผมคิด worst case ไว้เยอะมาก สิ่งที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ผมลิสต์สิ่งที่กังวลไว้หลายข้อมาก แต่พอไปถ่ายจริงๆ เราพบว่าสิ่งที่เรากังวลเเม่งไม่เกิดขึ้นเลย ที่น่าแปลกใจคือทุกคนมันตั้งใจกันมาก โดยเฉพาะนักแสดงที่เล่นบทลูกชาย แต้วคือมหัศจรรย์มากอยากให้ไปรับชม”
คาแรคเตอร์นักแสดงที่เราวางไว้แต่แรกเป็นอย่างไร
“ความยากคือการหานักแสดงที่เล่นเป็นคนแก่ทั้ง อาหนู (สุรศักดิ์ ชัยอรรถ) และแม่ต้อม (ศิราณี ญาณกิตติกานต์) คือยากมาก ด้วยการแสดงที่เขาต้องเล่น รวมถึงรายละเอียดสิ่งที่เราต้องการมันค่อนข้างเยอะ แล้วเขาต้องลงแรงทั้งๆ ที่อายุเขาก็เยอะแล้วด้วย ไหนจะเข้าคิวกลางคืน จำบท จำตัวละคร

บทพ่อจึงหานักแสดงยากมากอย่าง ณรงค์ มีคนเข้ามาแคสต์เยอะมาก บางคนเล่นดีแต่อายุไม่ได้ เราดูแล้วเราไม่เชื่อว่าเป็นพ่อที่โรคสมองเสื่อม ต้องบอกว่าตอนแรกผมโฟกัสนักแสดงที่พูดภาษาอีสานได้ก่อน ปรากฏว่านักแสดงที่พูดอีสานได้มันมีไม่เยอะขนาดนั้น เราเลยคุยกับทางทีมว่างั้นเราลองหานักแสดงที่ไม่ต้องพูดอีสานก็ได้ ลองให้เขาเข้ามาแคสต์ดู
จนกระทั่งอาหนูเข้ามาแคสต์เรารู้สึกว่าเขาเหมือนเป็นคนแก่ที่พร้อมเป็นโรคสมองเสื่อมได้ ด้วยลุคของเขาด้วย และแถมมาพร้อมกับ performance ของแกที่ดี เป็นมืออาชีพ และตั้งใจมาก”
เราได้เรียนรู้อะไรจากการกำกับเรื่องนี้
“รู้ว่าบางคนก็ไม่เหมาะกับการอยู่กับธรรมชาตินานๆ (หัวเราะ)
ผมแทบไม่ได้กลับบ้านที่กรุงเทพฯ เลยะมีก็แค่เข้ามาเพื่อซักผ้าแล้วก็เก็บกระเป๋าไปใหม่ ผมคุ้นชินกับการที่เห็นพื้นดินพื้นโคลนเละๆ แล้วเราต้องย่ำอยู่อย่างนั้น พอปิดกล้องเเล้วกลับมากรุงเทพฯ ผมรู้สึกดีมากที่ได้เห็นพื้นคอนกรีตที่มันเรียบแล้วมันไม่เละมากเลย
แล้วก็รู้สึกรักห้องน้ำที่บ้านตัวเองมากขึ้น เพราะตอนผมไปหาสถานที่ถ่ายทำผมตระเวนไปนอนหลายโรงแรมมาก ผมเจอห้องน้ำทุกรูปแบบ มีห้องหนึ่งผมเปิดเข้าไปมีแมลงเต็มห้อง จนผมคิดว่านี่เราจะยังใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้ได้รึเปล่า”
อยากจะให้ซีรีส์เรื่องนี้สื่อสารอะไรกับผู้ชม
“ผมว่ามันเป็นเรื่องของความสนใจส่วนตัว อย่างเรื่องความสัมพันธ์ของคน ความจริงมันมีความ coming of age บางอย่างในแง่ของศีลธรรม บางทีการตัดสินคนโดยใช้มาตรฐานของตัวเองในการตัดสินก็ดูจะเป็นสิ่งที่ใจร้ายกับคนที่โดนตัดสินเกินไปหน่อย
หนังเรื่องนี้จะบอกว่า แต่ละคนมีเหตุผลในการตัดสินใจที่แตกต่างกัน แล้วการตัดสินใจนั้นก็ไม่ได้ถูกต้องในสายตาของทุกคน แต่มันก็ไม่ได้ผิดไปทั้งหมด อยู่ที่ว่าเรารู้ข้อจำกัดกับเงื่อนไขของเขามากแค่ไหน เราไม่ได้รู้ว่าคนอื่นต้องเผชิญอะไรมาบ้าง”

Fun Fact ของเรื่องนี้
“พอมันเป็นเส้นเรื่องที่ตัวละครเอกต้องค่อยๆ สืบเสาะหาเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ สิ่งที่มันเกิดขึ้นระหว่างทางมันจะเชื่อมกันหมด แม้แต่ฉากที่เรารู้สึกเหมือนไม่มีอะไรก็ตามมันจะไป สรุปตอนท้ายว่าเพราะเหตุใด
อีกอย่างคือแต้วเป็นอัจฉริยะด้านสำเนียงครับ!
ในกองเรามีเรามีล่ามภาษาประจำ พอถ่ายเสร็จผมก็คุยกับเขาว่าพี่ให้คะแนนสำเนียงคนไหนเยอะสุด เขาบอกว่าแต้วพูดได้เหมือนคนพื้นที่ 95% เลย แต้วคือ number one”
ขอแบบ 1 ประโยคสำหรับคนที่กำลังจะเปิดดูซีรีส์เรื่องนี้
“ดูเถอะครับตำรวจหล่อ” (หัวเราะ)
ก่อนครุ่นคิดพลางบ่นว่า “ผมว่าข้อนี้แหละ ยากสุด”
“ผมว่ามันเป็นโชว์ที่มีรสชาติใหม่ในบ้านเราแล้วกัน อยากให้ทุกคนได้ลองมาดูว่ามันเป็นยังไง”
เปิดและปิดบทสนทนาได้อย่างสวยงาม
เป็นเวลาประมาณชั่วโมงเศษๆ ที่ผู้กำกับผู้นี้ไม่สามารถหยิบยื่นคำตอบที่แท้จริงได้ว่า
ผลงานกำกับล่าสุดของเขาจัดอยู่ในหมวดหมู่ใดกันแน่
แต่กลับผายมือส่งต่อคำตอบให้กับ
ซีรีส์ภาพลวงตายที่จะฉายให้ทุกท่านหาคำตอบพร้อมกันในวันที่
24 กันยายน ทาง Netflix
“ดูเสร็จแล้วลองมาอธิบายให้คนอื่นฟังแบบสั้นๆ ดูซิว่าเราอธิบายกันได้รึเปล่าว่ามันเป็นหนังแนวไหนกันแน่”





