<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>AECrising &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/series/aec-rising/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/series/aec-rising/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 18 May 2021 11:39:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>คุยกับ Amanda Nell Eu ผู้กำกับมาเลเซียรุ่นใหม่ที่สนใจหนังสยอง สัตว์ประหลาด และร่างกายผู้หญิง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/amanda/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 10:14:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[AECrising]]></category>
		<category><![CDATA[filmmaker]]></category>
		<category><![CDATA[women]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[cinema]]></category>
		<category><![CDATA[Malaysia]]></category>
		<category><![CDATA[southeast asia]]></category>
		<category><![CDATA[aec]]></category>
		<category><![CDATA[Amanda Nell eu]]></category>
		<category><![CDATA[Malaysian director]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=133208</guid>

					<description><![CDATA[<p>ร่างกายของผู้หญิง ปีศาจ และกลิ่นคาวเลือด เหล่านี้คือวัตถุดิบต่างๆ ที่วนเวียนอยู่ในความสนใจของ Amanda Nell Eu (อแมนดา เนล อู) เธอเกิดและเติบโตที่ประเทศมาเลเซียจนถึงวัย 11 ปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษอีกหลายสิบปีกระทั่งเรียนจบปริญญาโทสาขาภาพยนตร์ ถึงอย่างนั้นอแมนดาก็บอกกับเราว่า “มาเลเซียคือบ้านของฉันมาตลอด ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอังกฤษเลย” ปัจจุบันที่อแมนดาย้ายกลับมาอยู่มาเลเซียอีกครั้งภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะทำหนังเรื่องแรกในชีวิตอย่าง Tiger Stripes ซึ่งบอกเล่าบาดแผลของเด็กผู้หญิงในผืนแผ่นดินนี้ ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือมันว่าด้วยเด็กสาวคนหนึ่งที่กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด เด็กสาวที่ในชั่วขณะหนึ่งคือภาพแทนของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่วันหนึ่งได้รู้สึกว่าร่างกายของเธอเปลี่ยนรูปลักษณ์อย่างรุนแรงจนกลายเป็นปีศาจร้ายที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว&#160; หากมองอย่างผิวเผิน นี่คือเรื่องราวน่าขนลุกของเด็กผู้หญิงที่กลายร่างเป็นสัตว์ร้าย แต่หากมองให้ลึกลงไป Tiger Stripes คือเสียงกรีดร้องของผู้หญิงต่อโซ่ตรวนมากมายที่สังคมพยายามจะเหนี่ยวรั้งให้ต้องจำยอมอยู่กับระเบียบและกฎข้อบังคับของสังคม อะไรคือแนวคิดเบื้องหลังของโปรเจกต์หนังยาวเรื่องแรกที่อแมนดากำลังพัฒนาอยู่ เราตัดสินใจส่งอีเมลหาผู้กำกับหญิงชาวมาเลเซียวัย 35 ปีคนนี้เพื่อพูดกันเรื่องโปรเจกต์ล่าสุด ชีวิตของเธอในฐานะผู้กำกับหญิง ไปจนถึงความเป็นไป ณ ตอนนี้ของวงการภาพยนตร์อิสระมาเลเซีย ต่อไปนี้คือบทสนทนาระหว่างเรากับหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์มาเลเซียรุ่นใหม่ที่น่าจับตาที่สุดในปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณตกหลุมรักภาพยนตร์ ฉันตกหลุมรักภาพยนตร์เพราะหนังสยองขวัญ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะ แต่ฉันมักจะสนใจเรื่องราวทำนองนี้อยู่เสมอ อย่างเรื่องผีๆ ฉันก็ชอบตั้งแต่เด็กๆ แล้ว รวมถึงพวกตำนานพื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย แต่เป็นตอนที่ฉันอายุประมาณ 14-15 ที่เริ่มจะให้ความสนใจกับหนังสยองขวัญอย่างจริงๆ จังๆ และเริ่มกลับไปดูหนังสยองขวัญขาว-ดำและพวกหนังเงียบมากขึ้นเรื่อยๆ มันเลยทำให้ฉันตระหนักว่าจริงๆ แล้วเนื้อหาของภาพยนตร์มันหลากหลายได้มากกว่าเรื่องราวแบบภาพยนตร์ฮอลลีวูด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/amanda/">คุยกับ Amanda Nell Eu ผู้กำกับมาเลเซียรุ่นใหม่ที่สนใจหนังสยอง สัตว์ประหลาด และร่างกายผู้หญิง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ร่างกายของผู้หญิง ปีศาจ และกลิ่นคาวเลือด เหล่านี้คือวัตถุดิบต่างๆ ที่วนเวียนอยู่ในความสนใจของ <strong>Amanda Nell Eu</strong> (อแมนดา เนล อู)</p>



<p>เธอเกิดและเติบโตที่ประเทศมาเลเซียจนถึงวัย 11 ปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษอีกหลายสิบปีกระทั่งเรียนจบปริญญาโทสาขาภาพยนตร์ ถึงอย่างนั้นอแมนดาก็บอกกับเราว่า “มาเลเซียคือบ้านของฉันมาตลอด ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอังกฤษเลย”</p>



<p>ปัจจุบันที่อแมนดาย้ายกลับมาอยู่มาเลเซียอีกครั้งภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะทำหนังเรื่องแรกในชีวิตอย่าง<em> Tiger Stripes</em> ซึ่งบอกเล่าบาดแผลของเด็กผู้หญิงในผืนแผ่นดินนี้ ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือมันว่าด้วยเด็กสาวคนหนึ่งที่กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด เด็กสาวที่ในชั่วขณะหนึ่งคือภาพแทนของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่วันหนึ่งได้รู้สึกว่าร่างกายของเธอเปลี่ยนรูปลักษณ์อย่างรุนแรงจนกลายเป็นปีศาจร้ายที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว&nbsp;</p>



<p>หากมองอย่างผิวเผิน นี่คือเรื่องราวน่าขนลุกของเด็กผู้หญิงที่กลายร่างเป็นสัตว์ร้าย แต่หากมองให้ลึกลงไป <em>Tiger Stripes</em> คือเสียงกรีดร้องของผู้หญิงต่อโซ่ตรวนมากมายที่สังคมพยายามจะเหนี่ยวรั้งให้ต้องจำยอมอยู่กับระเบียบและกฎข้อบังคับของสังคม</p>



<p>อะไรคือแนวคิดเบื้องหลังของโปรเจกต์หนังยาวเรื่องแรกที่อแมนดากำลังพัฒนาอยู่ เราตัดสินใจส่งอีเมลหาผู้กำกับหญิงชาวมาเลเซียวัย 35 ปีคนนี้เพื่อพูดกันเรื่องโปรเจกต์ล่าสุด ชีวิตของเธอในฐานะผู้กำกับหญิง ไปจนถึงความเป็นไป ณ ตอนนี้ของวงการภาพยนตร์อิสระมาเลเซีย</p>



<p>ต่อไปนี้คือบทสนทนาระหว่างเรากับหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์มาเลเซียรุ่นใหม่ที่น่าจับตาที่สุดในปัจจุบัน</p>



<h4 class="wp-block-heading">ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณตกหลุมรักภาพยนตร์</h4>



<p>ฉันตกหลุมรักภาพยนตร์เพราะหนังสยองขวัญ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะ แต่ฉันมักจะสนใจเรื่องราวทำนองนี้อยู่เสมอ อย่างเรื่องผีๆ ฉันก็ชอบตั้งแต่เด็กๆ แล้ว รวมถึงพวกตำนานพื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย แต่เป็นตอนที่ฉันอายุประมาณ 14-15 ที่เริ่มจะให้ความสนใจกับหนังสยองขวัญอย่างจริงๆ จังๆ และเริ่มกลับไปดูหนังสยองขวัญขาว-ดำและพวกหนังเงียบมากขึ้นเรื่อยๆ มันเลยทำให้ฉันตระหนักว่าจริงๆ แล้วเนื้อหาของภาพยนตร์มันหลากหลายได้มากกว่าเรื่องราวแบบภาพยนตร์ฮอลลีวูด</p>



<p>แต่พอมหา’ลัยฉันก็ตัดสินใจเรียนกราฟิกดีไซน์ เพียงแต่โปรเจกต์ต่างๆ ของฉันไม่ค่อยจะเกี่ยวกับกราฟิกดีไซน์สักเท่าไหร่หรอก เพราะหากไม่เป็นการถ่ายวิดีโอสั้นๆ ฉันก็มักจะทำแอนิเมชั่นไปเลย ซึ่งอาจารย์ก็มักจะถามอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมฉันไม่ไปเรียนภาพยนตร์แทนล่ะ จนพอปริญญาโทนั่นแหละฉันถึงค่อยตัดสินใจเรียนต่อด้านภาพยนตร์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-1024x683.jpg" alt="Amanda Nell Eu" class="wp-image-133209" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Credit_-Ooi-Wei-Seng-DSC03801-copy-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมคุณไม่เรียนภาพยนตร์ตั้งแต่ปริญญาตรีล่ะ</h4>



<p>เพราะฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าการทำภาพยนตร์จะช่วยให้ฉันอยู่รอดได้ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงนะ การทำภาพยนตร์ไม่ใช่อาชีพที่มั่นคงเลย (หัวเราะ) ในแง่หนึ่ง การไปเรียนกราฟิกดีไซน์ก็เหมือนเป็นการบอกพ่อกับแม่กลายๆ แหละว่า อย่างน้อยๆ ฉันก็พอจะมีช่องทางในชีวิตที่มั่นคงอยู่บ้าง เพราะงานสายนี้มันมั่นคงกว่าจริงๆ แต่พอฉันตัดสินใจเรียนภาพยนตร์ พ่อกับแม่ก็งงๆ อยู่นะ เพียงแต่ฉันก็โตประมาณหนึ่งแล้ว พวกเขาก็เลยปล่อยไป อีกอย่างคือพวกเขาคงปลงกับความคิดแปลกๆ ของฉันแล้วแหละ (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading">ชีวิตส่วนใหญ่ของคุณอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งคุณก็เรียนมหา’ลัยที่นั่นด้วย ตอนที่คุณกลับมาที่มาเลเซีย คุณพบเจอความท้าทายอะไรบ้างในช่วงแรกๆ ที่ย้ายกลับมา</h4>



<p>ตอนฉันย้ายกลับมามาเลเซียฉันยังใหม่มากๆ สำหรับวงการภาพยนตร์ที่นี่ และถึงแม้ว่าฉันจะเติบโตที่อังกฤษก็จริง แต่ฉันก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองสามารถเข้ากับสังคมที่นั่นได้ เพียงแต่พอกลับมาที่มาเลเซียฉันก็ต้องเผชิญกับอคติหลายๆ ข้ออีก บางคนมองว่าฉันไม่ใช่คนมาเลเซียเพราะฉันไปเติบโตที่ต่างประเทศ หรือบางคนก็สงสัยว่าทำไมฉันไม่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นไปเลยล่ะ ดูมีอนาคตกว่าตั้งเยอะ ซึ่งฉันก็มักจะตอบไปว่า ฉันรู้สึกดีกว่าเยอะตอนที่ย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ เพราะว่ามาเลเซียคือบ้านของฉัน&nbsp;</p>



<p>แต่ช่วงแรกๆ ที่ฉันกลับมา ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกอยู่เหมือนกันนะ เพราะภาษามาเลเซียของฉันก็ไม่ได้คล่องแคล่วอะไรนัก คลังคำศัพท์ก็เท่ากับเด็กอนุบาล เพียงแต่ฉันดึงดันว่าจะทำหนังที่นี่ให้ได้ จนทุกวันนี้ฉันอยู่มาเลเซียมาได้ 8 ปีแล้ว และก็ไม่คิดว่าจะย้ายไปที่อื่นอีกเพราะฉันมีความสุขดีกับที่นี่ อีกอย่างคือมุมมองในการทำหนังของฉันเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะด้วย ฉันค้นพบเสียงของตัวเองที่นี่ ทั้งๆ ที่ตอนอยู่อังกฤษฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนของฉันจริงๆ คืออะไร ถ้าคุณอยากจะเป็นคนทำหนังมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากคุณยังไม่รู้จักตัวตนจริงๆ ของคุณเอง</p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมคุณถึงค้นพบเสียงของคุณที่มาเลเซียล่ะ ทั้งๆ ที่คุณก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นมาตั้งนาน</h4>



<p>อย่างที่บอกแหละ เพราะการกลับมามาเลเซียมันคือการกลับมาบ้าน เพียงแต่ในกรณีของฉัน บ้านก็เป็นอะไรที่ใหม่มากๆ อยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) แต่ลึกๆ แล้วฉันก็มั่นใจนะว่าที่นี่คือบ้านของฉันจริงๆ มันเลยเป็นความรู้สึกที่วนเวียนอย่างชัดเจนอยู่ตลอดว่าฉันจะค้นพบเสียงของตัวเองที่นี่&nbsp;</p>



<p>แต่พอกลับมาอยู่มาเลเซีย ฉันก็ไม่ได้เริ่มทำหนังสั้นโดยทันที ฉันน่าจะไม่ได้ทำอะไรเลยอยู่ประมาณ 3-4 ปี ถึงค่อยได้ทำ <em>It&#8217;s Easier to Raise Cattle</em> (2017) ซึ่งเป็นช่วงที่ฉันค้นพบจริงๆ ว่าตัวเองอยากจะทำอะไร ตอนที่ฉันเรียนจบปริญญาโทใหม่ๆ ฉันเข้าใจว่าตัวเองจะต้องทำหนังดราม่า หรือไม่ก็หนังที่ต้องถ่าย long take นานๆ อะไรพวกนั้น แต่พอได้กลับมามาเลเซียฉันก็พบว่าตัวเองอยากทำหนังอะไร คำตอบของมันคือหนังสยองขวัญนั่นแหละ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BMWViYWE5ZDItZDRmZS00MGRhLTk2ZTQtYmIxYWUyYjA1OTQ1XkEyXkFqcGdeQXVyMzY3MDU4NDk@._V1_UY1200_CR10906301200_AL_-1-538x1024.jpg" alt="Amanda Nell Eu" class="wp-image-133212" width="404" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BMWViYWE5ZDItZDRmZS00MGRhLTk2ZTQtYmIxYWUyYjA1OTQ1XkEyXkFqcGdeQXVyMzY3MDU4NDk@._V1_UY1200_CR10906301200_AL_-1-538x1024.jpg 538w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BMWViYWE5ZDItZDRmZS00MGRhLTk2ZTQtYmIxYWUyYjA1OTQ1XkEyXkFqcGdeQXVyMzY3MDU4NDk@._V1_UY1200_CR10906301200_AL_-1-158x300.jpg 158w" sizes="(max-width: 404px) 100vw, 404px" /><figcaption><em>It&#8217;s Easier to Raise Cattle</em> (2017)</figcaption></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">วงการภาพยนตร์อิสระในมาเลเซียกับวงการภาพยนตร์อิสระในอังกฤษแตกต่างกันยังไงบ้างในความคิดของคุณ</h4>



<p>มันต่างกันมากเลย ฉันคิดว่าผู้กำกับมาเลเซียรุ่นก่อนหลายๆ คนประสบความสำเร็จมากทีเดียวในการพาหนังมาเลเซียไปเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งพอฉันกลับมาแล้วได้พบกับพวกเขาเหล่านี้ฉันเลยตื่นเต้นมากๆ ที่ได้เห็นว่าวงการภาพยนตร์อิสระของมาเลเซียทำงานร่วมกันอย่างแข็งขัน เพราะที่อังกฤษเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย ด้วยความที่วงการภาพยนตร์ที่นั่นใหญ่กว่ามาก มันเลยไม่ค่อยมีความรู้สึกใกล้ชิดกันในวงการเท่าไหร่ แล้วก็มีเรื่องของลำดับชั้นที่คุณจะต้องไต่เต้าขึ้นไปให้ได้อีกด้วย ในแง่หนึ่งฉันเลยชอบวงการภาพยนตร์อิสระที่มาเลเซียเพราะขนาดของมันนี่แหละ มันอบอุ่นกว่ามาก (หัวเราะ) เพียงแต่ปัญหาคือฉันคิดว่าวงการภาพยนตร์อิสระของเราตอนนี้กำลังหดตัวลงเรื่อยๆ มันไม่ได้เจ๋งเหมือนในอดีตแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-1024x683.jpg" alt="Amanda Nell Eu" class="wp-image-133210" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_04-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">แปลว่าไม่ค่อยมีใครอยากเป็นผู้กำกับหนังอิสระเหรอ</h4>



<p>ใช่เลย เพราะมันยากมากๆ กว่าจะได้ทุนมาก็ยากแล้ว แถมหนังเรื่องหนึ่งยังใช้เวลาทำนานมากๆ อีก แต่จริงๆ ฉันว่าก็ยังมีเด็กมาเลเซียรุ่นใหม่ที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์อยู่นะ อย่างฉันเองก็เคยสอนภาพยนตร์ที่มหา’ลัยเลยได้มีโอกาสพูดคุยกับพวกเขาบ้าง ฉันคิดว่าเด็กๆ หลายคนยังเข้าใจว่าการเป็นคนทำหนังเป็นอะไรที่ยั่งยืนมากๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เลย</p>



<h4 class="wp-block-heading">คุณมองว่าเด็กมาเลเซียในปัจจุบันอยากจะทำหนังแบบไหน</h4>



<p>ด้วยความที่เด็กๆ รุ่นใหม่เติบโตมากับการดูเน็ตฟลิกซ์และหนังฮอลลีวูด นักเรียนส่วนหนึ่งของฉันเลยอยากจะทำหนังสไตล์เน็ตฟลิกซ์นั่นแหละ ในขณะเดียวกันฉันก็เห็นว่ามีนักทำหนังรุ่นใหม่จากฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย จากซาบาห์และซาราวักที่เริ่มจะส่งเสียงชัดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศ ซึ่งฉันคิดว่าเป็นเรื่องดีมากๆ ที่ได้เห็นปรากฏการณ์นี้</p>



<h4 class="wp-block-heading">สังเกตว่า ‘ผู้หญิง’ ดูจะเป็นเป็นจุดศูนย์กลางในหนังสั้นของคุณ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าอะไรคือประเด็นที่คุณพยายามจะสื่อสารผ่านเรื่องราวของผู้หญิงเหล่านั้น</h4>



<p>ฉันสนใจบทบาทของผู้หญิงภายในสังคมนั่นแหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ร่างกายของผู้หญิง’ ไม่ว่าจะเป็นภาษากาย หรือสายตาของสังคมที่จ้องมองร่างกายของผู้หญิง ซึ่งฉันอยากจะสำรวจประเด็นเหล่านี้ภายใต้บริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมาเลเซีย ฉันเองก็เป็นผู้หญิงด้วย ประสบการณ์ของผู้หญิงจึงเป็นสิ่งที่ฉันรับรู้ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว อีกอย่างคือฉันมองว่ามุมมองเรื่องร่างกายของผู้หญิงค่อนข้างจะเป็นอะไรที่สากลนะ แม้กระทั่งในสังคมตะวันตก ผู้หญิงก็ยังต้องเผชิญกับการถูกครอบครองและความพยายามจะเป็นเจ้าเข้าเจ้าของจากผู้ชายอยู่ดี </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-1024x683.jpg" alt="Amanda Nell Eu" class="wp-image-133218" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/Lembu2-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ทราบมาว่าคุณกำลังทำหนังยาวเรื่องแรกของคุณอยู่ด้วย ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม</h4>



<p>มันชื่อว่า <em>Tiger Stripes</em> ฉันเรียกมันว่าเป็นหนังแนว coming of age-สยองขวัญ ที่จะบอกเล่าเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังก้าวไปสู่การเป็นวัยรุ่นและเริ่มมีประจำเดือน ในค่ำคืนที่เธอเปลี่ยนผ่านจากเด็กสาวไปสู่วัยรุ่น ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามทำความเข้าใจกับร่างกายของผู้หญิง ทั้งร่างกายของผู้หญิงตอนที่ยังเป็นเด็กและร่างกายของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ โดยที่ฉันก็พยายามจะแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายผู้หญิงในลักษณะที่น่าสยดสยอง จนผู้คนรอบๆ ตัวเธอต่างพากันหวาดกลัวไปหมด หนังหลายเรื่องมักจะพิจารณาร่างกายของผู้หญิงที่เติบโตเต็มวัย ให้ความสำคัญกับเรือนร่างของผู้หญิงที่โตแล้วหรือเป็นผู้ใหญ่ แต่ฉันคิดว่ายังไม่ค่อยมีหนังที่พูดถึงร่างกายของเด็กผู้หญิงสักเท่าไหร่</p>



<h4 class="wp-block-heading">ในฐานะที่คุณเป็นผู้หญิง คุณเจอความลำบากจากการทำงานในวงการภาพยนตร์บ้างไหม</h4>



<p>ไม่ค่อยนะ เพราะก่อนหน้าฉัน ในวงการภาพยนตร์มาเลเซียก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ผู้หญิงที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพอยู่ก่อนแล้ว ฉันเลยไม่ค่อยเจอความท้าทายใดๆ จากเพศสภาพของฉันเท่าไหร่ แต่นั่นจะเป็นคนละเรื่องกันเลยนะถ้าตำแหน่งของฉันไม่ใช่ผู้กำกับ แต่เป็นตำแหน่งอื่นๆ อย่างตากล้องหรือคนตัดต่อ เพราะในตำแหน่งเหล่านั้นยังมีเรื่องของการบุลลี่และเรื่องของลำดับชั้น รวมไปถึงความเป็นชายที่ยังครอบครองพื้นที่ตรงนั้นอยู่ ฉันโชคดีที่ได้เป็นผู้กำกับ เพราะด้วยตำแหน่งนี้ เสียงและความคิดเห็นของฉันจึงมักจะได้รับความเคารพมากกว่าผู้หญิงในตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งมันยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่เรายังต้องจัดการกันต่อไปในวงการภาพยนตร์มาเลเซีย แต่อย่างในกองถ่ายของฉันเอง คนในกองส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงนะ แต่จริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้ตั้งใจหรอก มันเป็นเรื่องบังเอิญล้วนๆ (หัวเราะ)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-1024x683.jpg" alt="Amanda Nell Eu" class="wp-image-133214" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/BTS_02-Credit-Faiq-Syazwan-Kuhiri-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">แปลว่าในวงการภาพยนตร์มาเลเซียก็มีผู้หญิงทำงานอยู่เยอะทีเดียว</h4>



<p>ใช่ เยอะเลยนะ โดยเฉพาะในฝั่งเมคอัพและโปรดักชั่นดีไซน์ อย่างโปรดักชั่นดีไซเนอร์ในหนังของฉันก็เป็นผู้หญิง แต่อย่างตำแหน่งตากล้องส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นผู้ชายอยู่ดี แต่ฉันรู้ว่าที่ไทยมีตากล้องผู้หญิงเก่งๆ เยอะมาก ซึ่งฉันก็หวังว่าเราจะมีตากล้องผู้หญิงมากขึ้นในสักวัน</p>



<h4 class="wp-block-heading">ด้วยความที่มาเลเซียเป็นประเทศพหุวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเชื้อชาติและศาสนา ความหลากหลายเหล่านี้กลายเป็นอุปสรรคในวงการภาพยนตร์บ้างไหม</h4>



<p>แน่นอน มันซับซ้อนสุดๆ เลย ฉันพบว่ามันมีประเด็นการแบ่งแยกที่ใหญ่โตมากๆ อย่างพอผู้กำกับมาเลฯ ทำหนังมาเลฯ คนมาเลฯ เชื้อสายจีนบางคนก็จะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อพวกเขา เช่นเดียวกับเวลาที่ผู้กำกับมาเลฯ เชื้อสายจีนและผู้กำกับมาเลฯ เชื้อสายอินเดียกำกับหนังของพวกเขา ปัญหามันก็จะวนๆ อยู่ในลักษณะคล้ายๆ กัน ซึ่งมันน่าปวดหัวมากๆ เพราะนั่นเท่ากับว่าเรามักจะสูญเสียคนดูจำนวนหนึ่งไปเสมอพอหนังออกฉาย เพียงเพราะพวกเขาไม่รู้สึกว่าตัวเองสามารถยึดโยงกับหนังเรื่องนั้นๆ ได้ </p>



<p>มาเลเซียคือประเทศพหุวัฒนธรรม และเราต่างก็เติบโตขึ้นพร้อมๆ กับตำนานและเรื่องเล่าพื้นบ้านมากมาย มันเลยเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เรายังต้องต่อสู้กันอีกไกลเพื่อให้ได้มาซึ่งการเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สร้างความขัดแย้งอยู่เรื่อยๆ นะ เพราะในมาเลเซียเราใช้ทั้งภาษามาเลเซีย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน แต่อย่างหนังของฉันก็มีทั้งเรื่องที่ตัวละครพูดภาษาจีนกับเรื่องที่ตัวละครพูดภาษามาเลเซีย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB3-1-1024x576.jpeg" alt="Amanda Nell Eu" class="wp-image-133221" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB3-1-1024x576.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB3-1-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB3-1-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB3-1-1536x864.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB3-1-600x338.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB3-1.jpeg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">คุณเคยถูกวิจารณ์ทำนองว่า ‘พูดภาษามาเลเซียยังไม่คล่องแต่ยังทำหนังพูดภาษามาเลเซียอีก’ บ้างไหม</h4>



<p>เคยสิ แต่ฉันก็คิดแค่ว่า ‘เรื่องของมึงสิ’ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ไม่รู้สึกขุ่นเคืองบ้างเลยเหรอ</h4>



<p>ไม่เลย มันก็แค่คนพูดอะไรแย่ๆ น่ะ ฉันไม่สนหรอก มันเป็นหนังไง ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องถูกวิจารณ์แน่ๆ เพียงแต่ฉันจะยอมไม่ได้เลยถ้าใครสักคนมาพูดอะไรแย่ๆ กับทีมงานและนักแสดงของฉัน พวกเขาจะว่าฉันที่เป็นผู้กำกับยังไงก็ได้ เพราะมันเป็นหนังของฉัน และเป็นเรื่องราวที่ฉันเขียน แต่นั่นแหละ ฉันก็พยายามจะบอกเด็กๆ ที่ทำงานกับฉันอยู่เสมอว่าให้เข้มแข็งเข้าไว้</p>



<h4 class="wp-block-heading">อย่างคนมาเลเซียนิยมดูหนังของผู้กำกับมาเลเซียด้วยกันบ้างไหม</h4>



<p>ไม่ค่อยนะ ยิ่งพอมีเน็ตฟลิกซ์ด้วยแล้ว ใครๆ ก็พากันดูเน็ตฟลิกซ์หมด อย่างก่อนหน้าโควิด-19 นานๆ ทีที่จะมีหนังมาเลฯ ฮิตขึ้นมาสักเรื่อง ซึ่งส่วนมากก็มักจะเป็นหนังแอ็กชั่นกับหนังผี คนมาเลฯ ชอบหนังผีมากๆ แต่มันก็เหมือนที่ฉันเล่าไปนั่นแหละว่าพอมีเรื่องของความแตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยว หนังมาเลฯ เลยไม่ค่อยเป็นที่นิยมในคนทุกกลุ่มเท่าไหร่</p>



<h4 class="wp-block-heading">โดยส่วนตัวแล้วคุณมองอนาคตของวงการภาพยนตร์มาเลเซียหลังจากนี้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป</h4>



<p>ฉันไม่รู้เลย ยิ่งพอมีโควิด-19 ด้วยแล้วอะไรๆ ก็ไม่แน่นอนไปหมด ฉันคิดว่าหนังมาเลฯ ทุนสูงน่าจะมีน้อยลง แต่จริงๆ ทุกคนในวงการภาพยนตร์ก็ลำบากกันหมด มีโรงหนังหลายแห่งต้องปิดตัวลงไป ฉันเลยเดาไม่ออกจริงๆ ว่าอนาคตของวงการภาพยนตร์มาเลเซียจะเป็นยังไง โควิด-19 คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับวงการภาพยนตร์เลย</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-1 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB2-1024x576.jpg" alt="" data-id="133220" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB2.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=133220" class="wp-image-133220" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB2-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB2-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB2-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB2-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB2-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/VB2.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<h4 class="wp-block-heading">คุณคิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์</h4>



<p>ไม่มีเลย (หัวเราะ) จริงๆ ฉันคิดว่ามันคือการที่ฉันได้เล่าในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเล่า ยิ่งพอเรื่องที่ฉันอยากจะเล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์ด้วยแล้ว มันเลยน่ามหัศจรรย์มากๆ เหมือนกับการได้แบ่งปันมุมมองของฉันให้กับคนอื่นๆ ฟังดูถือตัวอยู่เหมือนกันนะ แต่นั่นแหละ มันก็เป็นอะไรที่พิเศษมากทีเดียว อีกอย่างคือการได้มีโอกาสรู้จักและทำงานร่วมกับผู้คนที่วิเศษมากมายภายใต้สถานการณ์ที่กดดันสุดๆ ฟังดูซาดิสต์นะ แต่ฉันก็สนุกกับมันมากๆ (หัวเราะ) การทำหนังสักเรื่องมันใช้เวลานาน ซึ่งฉันคิดว่ากระบวนการทำงานที่ยาวนานแบบนี้แหละที่ทำให้ฉันมีโอกาสได้สนิทสนมกับคนดีๆ มากมาย หนังแต่ละเรื่องนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันไป และหนังแต่ละเรื่องก็สร้างครอบครัวใหม่ๆ ให้กับฉันเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3 ภาพยนตร์มาเลเซียที่อแมนดาอยากแนะนำ</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading">Perempuan, Isteri, dan Jalang (1993)</h4>



<p>กำกับโดย U-Wei Haji Saari ผู้กำกับมาเลเซียคนแรกที่ภาพยนตร์ของเขาได้ฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ <em>Perempuan, Isteri, dan Jalang</em> บอกเล่าเรื่องราวของ Zaleha หญิงสาวที่หลบหนีการแต่งงานกับชายคนหนึ่งเพื่อไปแต่งงานกับผู้ชายอีกคนในภาคใต้ของประเทศไทย ด้วยความแค้น ชายหนุ่มผู้ผิดหวังในความรักไล่ล่าหญิงสาวจนพบ สังหารคนรักของหล่อนทิ้ง ก่อนจะจับหญิงสาวไปขายตัวในซ่อง เรื่องราวต่อจากนี้ของหนังคือความพยายามที่จะล้างแค้นต่อชายที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตเธอ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BZmE4YmZiMWMtODA0Ni00ZGExLThmZjYtZDVjMjJhOTJhZWFmXkEyXkFqcGdeQXVyNDkyMzMyODM@._V1_UY1200_CR10406301200_AL_-538x1024.jpg" alt="" class="wp-image-133222" width="404" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BZmE4YmZiMWMtODA0Ni00ZGExLThmZjYtZDVjMjJhOTJhZWFmXkEyXkFqcGdeQXVyNDkyMzMyODM@._V1_UY1200_CR10406301200_AL_-538x1024.jpg 538w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BZmE4YmZiMWMtODA0Ni00ZGExLThmZjYtZDVjMjJhOTJhZWFmXkEyXkFqcGdeQXVyNDkyMzMyODM@._V1_UY1200_CR10406301200_AL_-158x300.jpg 158w" sizes="(max-width: 404px) 100vw, 404px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">Flower in the Pocket (2007)</h4>



<p>หนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการภาพยนตร์มาเลเซีย <em>Flower in the Pocket</em> กำกับโดย Liew Seng Tat บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งที่ปราศจากแม่ จะมีก็แต่พ่อเลี้ยงเดี่ยวที่มักหมกมุ่นอยู่กับงานของตัวเอง กับลูกชายอีกสองคนที่มักจะสร้างปัญหาอยู่บ่อยๆ ก่อนที่พวกเขาจะไปเจอสุนัขตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งที่ต่อมากลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตของพวกเขา นี่คือภาพยนตร์ที่ฉายภาพของคนตัวเล็กๆ ในสังคมมาเลเซียปัจจุบันได้อย่างละเอียดอ่อนที่สุดเรื่องหนึ่ง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/FinalPoste_coloradjust-1-709x1024.jpg" alt="" class="wp-image-133224" width="532" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/FinalPoste_coloradjust-1-709x1024.jpg 709w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/FinalPoste_coloradjust-1-208x300.jpg 208w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/FinalPoste_coloradjust-1-768x1109.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/FinalPoste_coloradjust-1-600x866.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/FinalPoste_coloradjust-1.jpg 1000w" sizes="(max-width: 532px) 100vw, 532px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">Roh (2019)</h4>



<p><em>Roh</em> คือภาพยนตร์สยองขวัญที่กำกับโดย Emir Ezwan บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในป่าลึก อยู่มาวันหนึ่งพวกเขาพบเด็กปริศนาหลงทางมาในป่าแห่งนี้ จึงตัดสินใจให้ความช่วยเหลือ ให้น้ำ อาหาร และที่พักพิง เพียงเพื่อที่เด็กคนเดียวกันนี้จะตอบแทนพวกเขาด้วยการพยากรณ์ว่า สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะตายกันหมดในคืนพระจันทร์เต็มดวงที่กำลังจะมาถึง <em>Roh</em> คือภาพยนตร์มาเลเซียที่บ้าคลั่งและสยดสยองที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ROHposterLPF-674x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-133225" width="506" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ROHposterLPF-674x1024.jpeg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ROHposterLPF-198x300.jpeg 198w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ROHposterLPF-600x911.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ROHposterLPF.jpeg 711w" sizes="(max-width: 506px) 100vw, 506px" /></figure></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/amanda/">คุยกับ Amanda Nell Eu ผู้กำกับมาเลเซียรุ่นใหม่ที่สนใจหนังสยอง สัตว์ประหลาด และร่างกายผู้หญิง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถ้าจะทำหนังต่างจังหวัด ต้องให้ความสำคัญกับภาษาของเขา Carlo Manatad ผู้กำกับฟิลิปปินส์รุ่นใหม่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/carlo-manatad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 May 2021 08:25:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[AECrising]]></category>
		<category><![CDATA[editor]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[Philippines]]></category>
		<category><![CDATA[director]]></category>
		<category><![CDATA[aec]]></category>
		<category><![CDATA[asean]]></category>
		<category><![CDATA[carlomanatad]]></category>
		<category><![CDATA[asean film]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=131637</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากคุณถามผู้คนในวงการภาพยนตร์อิสระของฟิลิปปินส์ว่า ใครคือผู้กำกับรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดตอนนี้ พนันได้ว่าแทบร้อยทั้งร้อยจะตอบว่า Carlo Manatad ปัจจุบันคาร์โลอายุ 33 ปี และกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก ถึงอย่างนั้นชื่อของเขาก็โลดแล่นอยู่ในวงการภาพยนตร์มานานกว่านั้น เขาทำหนังสั้นมาแล้ว 8 เรื่อง และเกือบจะทุกเรื่องได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น Busan International Film Festival, Locarno Film Festival ไปจนถึง Cannes Film Festival ชีวิตของชนชั้นกลางในฟิลิปปินส์คือประเด็นที่คาร์โลสนใจ แต่มากไปกว่านั้นคือเรื่องราวของศาสนา ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่คล้ายจะปรากฏอยู่ในหนังสั้นของเขาอยู่เสมอ โดยที่ประเด็นต่างๆ นี้ก็ไม่ได้ถูกนำเสนออย่างแน่นิ่งน่าเบื่อ แต่กลับแฝงไปด้วยอารมณ์ขันร้ายๆ และความกวนตีนลึกๆ จนเรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นของเขาไปแล้ว เครดิตการทำหนังสั้นว่าน่าทึ่งแล้ว แต่เครดิตการตัดต่อภาพยนตร์ดูจะน่าทึ่งกว่า เพราะถ้าคุณไปเสิร์ชชื่อเขาใน IMDb จะพบว่า จำนวนภาพยนตร์ที่คาร์โลเคยตัดต่อนั้นมีมากกว่า 80 เรื่อง ไม่แปลกเลยที่ชื่อของเขาจะเป็นหนึ่งในผู้กำกับฟิลิปปินส์รุ่นใหม่ที่กำลังโดดเด่นที่สุดของนาทีนี้ ในวันที่เรานัดคุยกันผ่าน Zoom คาร์โลเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากฝรั่งเศสได้ไม่นานเพราะหนังของเขาต้องไปทำ post production ที่นั่น กักตัวหลักจากการเดินทางกลับจากต่างประเทศอยู่แล้วสักพัก แต่พอมาถึงห้องก็ไม่สามารถออกไปไหนได้อีกเพราะสถานการณ์โควิด-19 ของฟิลิปปินส์ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการระบาดครั้งใหม่ “สถานการณ์ของฟิลิปปินส์ตอนนี้น่ากลัวมากทีเดียว ตั้งแต่กลับมาจากฝรั่งเศสผมแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย” คาร์โลเล่าให้ฟัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/carlo-manatad/">ถ้าจะทำหนังต่างจังหวัด ต้องให้ความสำคัญกับภาษาของเขา Carlo Manatad ผู้กำกับฟิลิปปินส์รุ่นใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หากคุณถามผู้คนในวงการภาพยนตร์อิสระของฟิลิปปินส์ว่า ใครคือผู้กำกับรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดตอนนี้ พนันได้ว่าแทบร้อยทั้งร้อยจะตอบว่า <strong>Carlo Manatad</strong></p>



<p>ปัจจุบันคาร์โลอายุ 33 ปี และกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก ถึงอย่างนั้นชื่อของเขาก็โลดแล่นอยู่ในวงการภาพยนตร์มานานกว่านั้น เขาทำหนังสั้นมาแล้ว 8 เรื่อง และเกือบจะทุกเรื่องได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น Busan International Film Festival, <a href="https://www.locarnofestival.ch/LFF/">Locarno Film Festival</a> ไปจนถึง Cannes Film Festival ชีวิตของชนชั้นกลางในฟิลิปปินส์คือประเด็นที่คาร์โลสนใจ แต่มากไปกว่านั้นคือเรื่องราวของศาสนา ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่คล้ายจะปรากฏอยู่ในหนังสั้นของเขาอยู่เสมอ โดยที่ประเด็นต่างๆ นี้ก็ไม่ได้ถูกนำเสนออย่างแน่นิ่งน่าเบื่อ แต่กลับแฝงไปด้วยอารมณ์ขันร้ายๆ และความกวนตีนลึกๆ จนเรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นของเขาไปแล้ว</p>



<p>เครดิตการทำหนังสั้นว่าน่าทึ่งแล้ว แต่เครดิตการตัดต่อภาพยนตร์ดูจะน่าทึ่งกว่า เพราะถ้าคุณไปเสิร์ชชื่อเขาใน IMDb จะพบว่า จำนวนภาพยนตร์ที่คาร์โลเคยตัดต่อนั้นมีมากกว่า 80 เรื่อง ไม่แปลกเลยที่ชื่อของเขาจะเป็นหนึ่งในผู้กำกับฟิลิปปินส์รุ่นใหม่ที่กำลังโดดเด่นที่สุดของนาทีนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="679" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/000003900001-1024x679.jpg" alt="" class="wp-image-131643" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/000003900001-1024x679.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/000003900001-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/000003900001-768x509.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/000003900001-1536x1018.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/000003900001-2048x1358.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/000003900001-600x398.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/000003900001-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในวันที่เรานัดคุยกันผ่าน Zoom คาร์โลเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากฝรั่งเศสได้ไม่นานเพราะหนังของเขาต้องไปทำ post production ที่นั่น กักตัวหลักจากการเดินทางกลับจากต่างประเทศอยู่แล้วสักพัก แต่พอมาถึงห้องก็ไม่สามารถออกไปไหนได้อีกเพราะสถานการณ์โควิด-19 ของฟิลิปปินส์ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการระบาดครั้งใหม่ “สถานการณ์ของฟิลิปปินส์ตอนนี้น่ากลัวมากทีเดียว ตั้งแต่กลับมาจากฝรั่งเศสผมแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย” คาร์โลเล่าให้ฟัง “ประเทศไทยก็เหมือนกัน” เราตอบกลับ คาร์โลส่งยิ้มให้อย่างรู้กัน เห็นๆ กันอยู่ว่าสถานการณ์ในอาเซียนตอนนี้เป็นยังไง</p>



<p>แต่เราไม่ได้จะมาพูดคุยกันถึงเรื่องไวรัส เราไม่ได้จะมาถามว่าประเทศคุณจะได้วัคซีนคุณภาพสูงเมื่อไหร่ นี่คือบทสนทนากับคนทำหนังในอีกประเทศหนึ่ง ประเทศที่แม้ว่าเราจะได้ยินชื่ออยู่บ่อยครั้งแต่กลับไม่ค่อยมีโอกาสได้ดูหนังจากประเทศนี้สักเท่าไหร่ เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า ชีวิตของคนทำหนังในฟิลิปปินส์เป็นยังไง ต่อยอดไปจนถึงความท้าทายของการทำหนังในประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งในแง่ของภูมิประเทศ ภาษา และวัฒนธรรม นี่คือเรื่องราวของคาร์โล มานาทัด ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ของฟิลิปปินส์</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_20200224_0034-678x1024.jpg" alt="" class="wp-image-131661" width="509" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_20200224_0034-678x1024.jpg 678w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_20200224_0034-199x300.jpg 199w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_20200224_0034-768x1160.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_20200224_0034-1017x1536.jpg 1017w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_20200224_0034-600x906.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_20200224_0034.jpg 1128w" sizes="(max-width: 509px) 100vw, 509px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ได้ยังไง</strong></h3>



<p>จริงๆ ช่วงที่ผมเริ่มเข้ามหา’ลัย ผมเรียนคณะบริหารฯ เหมือนกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยากจะทำอะไร จนพอปี 3 ผมก็เริ่มคิดว่า ผมสามารถเรียนจบคณะบริหารฯ ได้นะ แต่ผมมองไม่เห็นภาพตัวเองทำงานในออฟฟิศเลย สุดท้ายผมเลยตัดสินใจย้ายไปเรียนคณะวิศวะซึ่งผมคิดว่าตัวเองน่าจะชอบแทน แต่พอเรียนไป 2 ปีผมก็เริ่มคิดว่าตัวเองไม่น่าจะเรียนจบแน่ๆ ผมเลยมานั่งคิดว่า อะไรคือส่ิงที่เราน่าจะอินกับมันจริงๆ&nbsp;</p>



<p>ตอนที่ผมยังเด็ก พ่อของผมชอบดูหนังมาก ซึ่งผมก็มักจะนั่งดูกับเขาแม้ว่าผมจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเรื่องราวในหนังเกี่ยวกับอะไร อีกอย่างคือพ่อผมเคยให้กล้องวิดีโอเล็กๆ เป็นของขวัญวันเกิดซึ่งผมก็มักจะถ่ายโน่นนี่ไปเรื่อยๆ ผมเลยคิดว่า หนังนี่แหละน่าจะเป็นสิ่งที่ผมชอบ ก็เลยตัดสินใจย้ายคณะอีกครั้ง คราวนี้ไปอยู่คณะภาพยนตร์&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พ่อแม่รู้ไหมที่อยู่ๆ คุณก็ตัดสินใจย้ายคณะเป็นรอบที่สาม</strong></h3>



<p>ไม่รู้ ผมไม่กล้าบอกหรอก ระหว่างที่เรียนผมก็ทำงานพิเศษอื่นๆ ไปด้วยเพราะผมจำเป็นต้องใช้เงินสำหรับค่าอุปกรณ์ต่างๆ ในการเรียน ผมสอนภาษาอังกฤษบ้าง ทำงานที่ McDonald’s บ้าง พยายามเก็บเงินให้มากที่สุดเพื่อใช้ถ่ายหนังทีสิสเพราะมหา’ลัยไม่ได้มีทุนอะไรให้เลย แต่พอถึงเวลาต้องถ่ายหนังจริงๆ ผมก็ยังมีเงินไม่พออยู่ดี เป็นตอนนั้นแหละที่ผมต้องสารภาพพ่อกับแม่ว่า ‘ผมกำลังเรียนภาพยนตร์อยู่นะ’ (หัวเราะ) พวกเขาตกใจแหละ แต่ผมว่าประเด็นจริงๆ คือพวกเขาไม่เข้าใจมากกว่าว่าหลังจากเรียนจบแล้วผมจะไปทำอะไรต่อ พวกเขาไม่ได้เข้าใจว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นยังไง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วหลังจากเรียนจบคุณไปทำอะไร</strong></h3>



<p>หลังจากที่เรียนจบผมไปทำงานเป็นนักตัดต่อ ต้องบอกก่อนว่าในคณะภาพยนตร์ที่ผมเรียนน่ะมันไม่ได้มีการแยกชัดอย่างจริงๆ จังๆ ว่า คุณอยากจะเน้นไปทางด้านไหน พูดง่ายๆ คือเราต้องเรียนแทบจะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อ การถ่ายภาพ การกำกับ ซึ่งตอนนั้นเพื่อนร่วมคณะของผมแทบจะทุกคนอยากเป็นผู้กำกับกันหมด ผมเองก็ด้วยนะ เพียงแต่ผมก็อยากมีอาชีพที่มั่นคงด้วย ทีนี้การตัดต่อเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำซึ่งเพื่อนของผมก็มักจะมาขอให้ผมช่วยตัดต่อหนังให้อยู่เรื่อยๆ จนผมพอจะมีทักษะในเรื่องนี้อยู่บ้าง&nbsp;</p>



<p>ในช่วงที่ผมเรียนจบ อยู่ๆ ก็มีคนติดต่อผมมาว่าอยากตัดต่อหนังยาวสักเรื่องดูไหม แน่นอนว่าผมตอบรับทันที เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้จะหลุดมาถึงมือเด็กจบใหม่ง่ายๆ นั่นถือเป็นก้าวแรกที่ผมได้ทำงานในวงการภาพยนตร์จริงๆ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตอนนั้นคุณยังไม่มีความคิดอยากจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เหรอ</strong></h3>



<p>อยากสิ มันอยู่ในสมองผมมาตลอด แต่ปัญหาคือผมกลัวมากกว่าว่าถ้าสมมติผมเกิดไปกำกับภาพยนตร์สักเรื่องแล้วมันล้มเหลวไม่เป็นท่าล่ะจะทำยังไง แล้วงานของผมในฐานะนักตัดต่อก็ค่อนข้างจะไปได้สวย ผมก็เลยไม่อยากเสียงานตรงนี้ไป กระทั่งปี 2015 ช่วงนั้นผมกำลังว่างพอดี อยู่ๆ ผมก็นึกสนุกไปชวนเพื่อนๆ ว่า ทุกสัปดาห์เรามาถ่ายอะไรเล่นๆ กันไหม จากนั้นเราก็นัดกันเรื่อยๆ ผมไม่มีแม้แผนอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่เวิร์กก็ช่างเพราะถึงที่สุดแล้วมันก็แค่งานที่ผมชวนเพื่อนถ่ายกันเล่นๆ ขำๆ ถึงยังไงผมก็ยังมีงานในฐานะนักตัดต่ออยู่ดี ซึ่งผลลัพธ์ของโปรเจกต์นี้ก็ออกมาเป็น <em>Junilyn Has</em> (2015) หนังสั้นเรื่องแรกของผม</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="440" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/JUNILYNHAS03-1024x440.jpg" alt="" class="wp-image-131650" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/JUNILYNHAS03-1024x440.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/JUNILYNHAS03-300x129.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/JUNILYNHAS03-768x330.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/JUNILYNHAS03-1536x659.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/JUNILYNHAS03-2048x879.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/JUNILYNHAS03-600x258.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Junilyn Has (2015)</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณได้ส่งหนังสั้นเรื่องนี้ไปประกวดในเทศกาลไหนบ้างไหม แล้วหนังสั้นเรื่องแรกในชีวิตพาคุณไปที่ไหนบ้าง</strong></h3>



<p>หลังจากที่เราถ่ายหนังเรื่องนี้เสร็จ ผมกับเพื่อนๆ ก็มานั่งดูด้วยกัน ปรากฏว่าเราค่อนข้างชอบมัน แต่หลังจากนี้จะยังไงต่อล่ะ เป้าหมายของพวกเราตอนนั้นคือส่งหนังเรื่องนี้ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์สักแห่งหนึ่ง ผมเลยลองส่งหนังเรื่องนี้ไปที่ Cinemalaya ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์อิสระที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ แน่นอนว่าหนังของพวกเราถูกปฏิเสธ (หัวเราะ) แต่บังเอิญว่าอยู่ๆ เพื่อนของผมคนหนึ่งที่เป็นโปรดิวเซอร์เขาถามผมว่าพอจะมีหนังสั้นที่อยากจะลองส่งไปเทศกาลภาพยนตร์ที่ต่างประเทศดูบ้างไหม ผมก็เลยลองส่งไปที่ Locarno ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่สวิตเซอร์แลนด์ดูเล่นๆ ผมไม่คาดหวังหรอกว่าเทศกาลใหญ่ระดับนั้นจะตอบรับผลงานของผม แต่ปรากฏว่าสองสัปดาห์หลังจากนั้น Locarno ก็ตอบรับหนังสั้นของผม มันน่าเหลือเชื่อมากๆ นะ เพราะหนังสั้นเรื่องแรกนี้แม่งทุนโคตรต่ำ (หัวเราะ)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พูดได้ไหมว่าการที่ Locarno ตอบรับหนังสั้นของคุณถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเลย</strong></h3>



<p>ใช่ การที่หนังของผมได้ไปฉายที่ Locarno มันเป็นเหมือนฝันน่ะ แล้วมันก็ช่วยผลักดันความคิดของผมที่อยากจะเป็นผู้กำกับให้ชัดเจนขึ้นมากๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีความกดดันว่า โอ้ หนังของผมได้ไปฉายเทศกาลใหญ่ๆ อย่าง Locarno แล้วหลังจากนี้ยังไงต่อล่ะ ถ้าหากว่าผมเป็นผู้กำกับประเภทที่ทำหนังดังอยู่เรื่องเดียว (one hit wonder) ล่ะ ยิ่งพอผมไปถึงเทศกาลแล้วเห็นบรรดาผู้กำกับและคนในวงการดูจะสนิทสนมกันเป็นอย่างดีผมก็ยิ่งสติแตกไปกันใหญ่ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ผู้กำกับภาพยนตร์ตัวเล็กๆ จากฟิลิปปินส์ที่โชคดีถูกลอตเตอรี่จนได้ไป Locarno แต่ปรากฏว่าไม่รู้จักใครสักคน (หัวเราะ) มันเศร้านะ แล้วมันก็น่าอึดอัดเอามากๆ จนผมแทบจะไม่อยากออกไปเดินเล่นในเทศกาลด้วยซ้ำ ผมไม่ใช่คนช่างพูดเลย แต่หลังจาก 2-3 วันที่ผมอุดอู้อยู่แต่ในโรงแรมผมก็ตัดสินใจว่าช่างแม่งเหอะ อุตส่าห์ได้มาสวิตเซอร์แลนด์ทั้งทีจะขังตัวเองอยู่กับห้องไปทำไมวะ นั่นเป็นจุดที่ทำให้ผมเข้าใจว่า การไม่ต้องสนห่าอะไรเลยมันก็สนุกเหมือนกันนะ หลังจากนั้นผมก็ตัดสินใจได้ว่าผมจะเป็นผู้กำกับไปพร้อมๆ กับเป็นนักตัดต่อไปด้วย พอบินกลับมาถึงฟิลิปปินส์ผมก็พัฒนาหนังสั้นเรื่องที่สองต่อทันที</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0557-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-131651" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0557-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0557-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0557-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0557-1-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0557-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0557-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0557-1.jpg 1365w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พ้นไปจากหนังสั้นเรื่องแรกของคุณแล้ว หนังสั้นเรื่องอื่นๆ ก็ได้พาคุณไปยังเทศกาลภาพยนตร์หลายๆ แห่งทั่วโลก อยากรู้ว่าผู้คนส่วนใหญ่พูดถึงหนังสั้นของคุณยังไงกันบ้าง</strong></h3>



<p>มันน่าสนใจมากนะเพราะหลายๆ คนบอกว่า เขาไม่รู้สึกว่าหนังสั้นของผมเป็นหนังฟิลิปปินส์เลย ซึ่งผมก็มักจะสงสัยว่าทำไมกันวะ เพราะผมเป็นคนฟิลิปปินส์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วหนังพวกนี้ก็ถ่ายในฟิลิปปินส์ด้วย แต่หลังจากนั้นผมถึงค่อยๆ รู้ว่า เพราะหนังของผมไม่ค่อยจะพูดถึงประเด็นความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และประเด็นทางสังคม ผมเข้าใจว่า ผู้คนในเทศกาลหนังมักจะมีภาพว่าหนังจากฟิลิปปินส์ต้องนำเสนอประเด็นเหล่านี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณรู้สึกไม่พอใจบ้างไหมกับคอมเมนต์พวกนี้</strong></h3>



<p>ผมไม่ได้รู้สึกไม่พอใจนะ มันทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองมากกว่าว่าตกลงมันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันนะ แต่สุดท้ายแล้วผมก็ไม่แคร์อะไรหรอก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณคิดว่าอะไรคือประเด็นที่เป็นจุดร่วมในหนังสั้นแต่ละเรื่องของคุณ</strong></h3>



<p>ผมคิดว่าประเด็นที่ผมสนใจคือเรื่องราวของชนชั้นกลาง&nbsp;ตัวละครเอกในหนังสั้นของผมมักจะมีเรื่องราวเบื้องหลังที่โคตรจะธรรมดาและน่าเบื่อที่สุด เพราะผมอยากจะสร้างประสบการณ์ที่คนดูจะสามารถเชื่อมโยงด้วยได้ แล้วผมก็อยากจะสะท้อนมุมมองของชนชั้นกลางในฟิลิปปินส์ว่าพวกเขามองสังคมรอบๆ ตัวยังไง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-131655" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_5953-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สำหรับคุณ ข้อดีของการทำหนังสั้นคืออะไร&nbsp;</strong></h3>



<p>หลายคนอาจมองว่าหนังสั้นเป็นแค่อะไรโง่ๆ เพราะเมื่อพูดถึงนักทำหนัง พวกเขามักจะเห็นภาพของผู้กำกับภาพยนตร์ขนาดยาว แต่สำหรับผม การทำหนังสั้นช่วยให้เรารู้ว่าเราอยากจะทำหนังยาวแบบไหน แล้วประสบการณ์ที่ผมได้จากการทำหนังสั้นก็ช่วยให้ผมพัฒนาทักษะต่างๆ ในการทำภาพยนตร์ให้แม่นยำขึ้นด้วย การทำหนังสั้นคือกระบวนการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งนั่นแหละ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รู้มาว่าตอนนี้คุณกำลังทำหนังยาวเรื่องแรกอยู่ด้วยใช่ไหม&nbsp;</strong></h3>



<p>ใช่ ตอนนี้เสร็จไปประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ เรื่องราวของมันเกี่ยวกับบ้านเกิดของผมที่ถูกพายุไต้ฝุ่นถล่ม ผมเริ่มถ่ายหนังเรื่องนี้ช่วงปลายปี 2019 ก่อนจะมาถ่ายเสร็จจริงๆ ราวสองสัปดาห์ก่อนหน้าวิกฤตการณ์โควิด-19 ในฟิลิปปินส์ รวมๆ ก็ประมาณ 2 ปีได้&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับไต้ฝุ่นล่ะ</strong></h3>



<p>ต้องบอกก่อนว่าเรื่องราวของหนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับครอบครัว ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างจะมีความสัมพันธ์ที่แปลกๆ อยู่สักหน่อย ผมไม่ค่อยจะได้กลับไปที่บ้านเกิดของผมนัก แต่ช่วงเวลาที่ผมกลับไปคือช่วงเวลาที่เกิดไต้ฝุ่นครั้งนี้พอดี เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผมเห็นในตอนนั้นทำให้ผมคิดอะไรหลายอย่างเลยนะ มันคือการพยายามเอาชีวิตรอดของผู้คนที่นั่นหลังจากพายุถล่ม ผู้คนเข่นฆ่ากันเพื่อจะได้มาซึ่งอาหาร ผมไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อนเลยอยากจะนำเสนอภาพของภัยพิบัติระดับชาติในมุมมองที่แตกต่างออกไป คุณอาจคุ้นเคยกับภาพยนตร์เกี่ยวกับภัยพิบัติที่ถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงดราม่า แต่ในความเป็นจริงแล้วมันประหลาดกว่านั้นมาก ผมคิดว่าถ้าคุณได้สัมผัสภัยธรรมชาติที่รุนแรงสุดๆ แบบนี้ เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับจินตนาการมันจะพร่าเลือนมากๆ คุณจะไม่มีเวลากระทั่งมานั่งทำความเข้าใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ รู้ตัวอีกทีคุณก็อยู่ที่นั่นท่ามกลางเศษซากปรักหักพังแล้ว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/WWF_STILLS_MAIN-2-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-131654" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/WWF_STILLS_MAIN-2-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/WWF_STILLS_MAIN-2-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/WWF_STILLS_MAIN-2-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/WWF_STILLS_MAIN-2-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/WWF_STILLS_MAIN-2-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/WWF_STILLS_MAIN-2-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Whether the Weather Is Fine ภาพยนตร์เรื่องแรกของคาร์โล<br></figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุกวันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างวงการภาพยนตร์อิสระของฟิลิปปินส์กับรัฐบาลฟิลิปปินส์เป็นยังไงบ้าง รัฐบาลมองวงการภาพยนตร์อิสระยังไง พวกเขาให้การสนับสนุนบ้างไหม</strong></h3>



<p>มันเป็นคำถามที่ตอบยากเหมือนกันนะ โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าสภาพัฒนาภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ (Film Development Council of the Philippines–FDCP) ก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพประมาณหนึ่ง ต้องเข้าใจด้วยว่าประธานของ FDCP จะถูกแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีมันจึงมีความเป็นการเมืองสูงมาก เพียงแต่ผมกลับรู้สึกว่าประธานคนปัจจุบันของ FDCP ค่อนข้างจะให้การสนับสนุนวงการภาพยนตร์และผู้กำกับภาพยนตร์พอสมควรเพราะก่อนหน้านี้ผมไม่ค่อยจะเห็นว่า FDCP ให้การช่วยเหลือพวกเราเท่าไหร่ ในแง่หนึ่งผมก็ภูมิใจนะเพราะตอนนี้มันมีทุนสำหรับสายงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพิ่มขึ้นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นทุนสำหรับคนเขียนบทและโปรดักชั่น อีกอย่างคือ FDCP ยังพยายามจะให้ทุนสนับสนุนประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ซึ่งมันฟังดูดี เพียงแต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคุณไปให้เงินสนับสนุนประเทศอื่นทำไม คุณควรจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ก่อนสิ</p>



<p>แต่ถ้าคุณจะถามว่า รัฐบาลปัจจุบันเป็นยังไงนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่งเลย ผมเกลียดรัฐบาลมากๆ แต่นั่นแหละ ผมแค่รู้สึกว่าประธานของ FDCP คนปัจจุบันค่อนข้างจะวางตัวเป็นกลาง กรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือสารคดีเรื่อง <em>Aswang</em> (2019) ซึ่งเป็นผลงานของเพื่อนผมที่เนื้อหาพุ่งเป้าโจมตีนโยบายกวาดล้างยาเสพติดของ Rodrigo Duterte อย่างชัดเจน ไม่มีใครคิดว่า FDCP จะช่วยโปรโมตสารคดีเรื่องนี้ ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็ช่วยโปรโมตเพียงแต่ FDCP ไม่ได้เอ่ยชื่อของดูเตร์เต้ออกมา ผมว่าลึกๆ แล้วมันก็มีนัยของความก้าวหน้าของวงการภาพยนตร์อยู่บ้างแหละ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_8412-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-131656" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_8412-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_8412-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_8412-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_8412-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_8412-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_8412-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ด้วยความที่ภูมิประเทศของฟิลิปปินส์เป็นเกาะน้อยใหญ่มากมาย มันมีความยากหรือความท้าทายบ้างไหมในแง่ของการรวมกลุ่มกันระหว่างผู้กำกับภาพยนตร์ในพื้นที่ต่างๆ&nbsp;</strong></h3>



<p>นี่ก็เป็นคำถามที่ตอบยากอีกเหมือนกัน เพราะภาพยนตร์ฟิลิปปินส์จำนวนมากถูกผลิตในมะนิลา แต่มันก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีความสามารถอีกหลายคนที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดของฟิลิปปินส์ ไม่ใช่ส่วนกลาง ตอนนี้มันเลยยังมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้กำกับจากมะนิลากับกลุ่มผู้กำกับจากต่างจังหวัดอยู่บ้าง ซึ่งหากลองพิจารณาไปยังจังหวัดต่างๆ คุณก็จะเห็นว่ามีองค์กรภาพยนตร์ท้องถิ่นมากมายที่พยายามจะสนับสนุนและผลักดันภาพยนตร์จากพื้นที่ของพวกเขา ในแง่หนึ่งคุณอาจรู้สึกว่า แล้วจะทะเลาะกันไปทำไมเพราะพวกเราต่างก็เป็นผู้กำกับภาพยนตร์เหมือนกันไม่ใช่เหรอ แต่จริงๆ แล้วมันมีประเด็นทำนองว่า บรรดาภาพยนตร์ทุนสูงและภาพยนตร์เพื่อการค้าก็ยังคงถูกผลิตในมะนิลามากกว่าในต่างจังหวัดอยู่ดี หรือมันก็จะมีเรื่องของภาษาอีก เพราะภาพยนตร์ที่ผลิตในมะนิลาจะใช้ภาษาตากาล็อก แต่ประเด็นคือ ไม่ใช่ทุกๆ พื้นที่จะใช้ภาษาตากาล็อกเหมือนกันหมด เขาก็มีภาษาท้องถิ่นที่ใช้กันอยู่แล้ว คุณเลยจะไม่ค่อยเห็นภาพยนตร์ทุนสูงที่เป็นมิตรกับผู้ชมในต่างจังหวัดสักเท่าไหร่&nbsp;</p>



<p>ผมคิดว่าปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นที่ประเทศไทยเหมือนกันนะ อย่างการทำหนังสักเรื่องหนึ่งที่แม้ว่าจะถ่ายในจังหวัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่ผู้คนในจังหวัดนั้นก็พูดภาษากลางเหมือนอย่างคนกรุงเทพฯ ไม่ได้เคารพวัฒนธรรม วิถีชีวิต หรือภาษาของผู้คนในพื้นที่เหล่านั้นจริงๆ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับผมเหมือนกันเพราะผมเป็นคนต่างจังหวัดแต่ปัจจุบันทำงานเป็นผู้กำกับอยู่ในมะนิลา คำถามคือเราจะนำเสนอความเป็นต่างจังหวัดอย่างแท้จริงได้ยังไงกัน ไม่ใช่แค่ให้ความสำคัญกับความเป็นภาพยนตร์ของมันเพียงอย่างเดียว หรืออย่างภาพยนตร์ของผม ผมก็ให้ตัวละครในเรื่องพูดภาษาท้องถิ่นที่พวกเขาใช้กันจริงๆ ในชีวิตประจำวัน จริงๆ ก็มีคนถามผมเหมือนกันว่า ทำไมผมถึงใช้ภาษาท้องถิ่นล่ะ ผมก็ตอบไปว่า หากคุณอยากนำเสนอชีวิตจริงๆ ของผู้คนในต่างจังหวัดน่ะ คุณก็ต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุดกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพวกเขา ภาษาคือเรื่องพื้นฐานที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำหนังเกี่ยวกับต่างจังหวัดแต่ไม่ให้ความสำคัญกับภาษาของพวกเขา นั่นก็เท่ากับว่าหนังของคุณปราศจากความจริง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณมองว่าอนาคตของวงการภาพยนตร์อิสระของฟิลิปปินส์จะเป็นยังไงต่อไป</strong></h3>



<p>ผมคิดว่าก่อนหน้าที่จะเกิดโควิด-19 ผู้กำกับหลายๆ คนพยายามจะช่วยผลักดันวงการภาพยนตร์อิสระอย่างเต็มที่นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเด็นที่ว่า การจะพัฒนาภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งควรจะเป็นยังไง อีกอย่างคือผมรู้สึกว่าเรื่องการร่วมงานกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นที่พูดถึงมากขึ้นด้วย ผมค่อนข้างจะเชื่อนะว่าหลังจากโควิด-19 ผ่านไปวงการภาพยนตร์ฟิลิปปินส์น่าจะไปได้ดีทีเดียว</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>3 ภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ที่คาร์โลอยากแนะนำ</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><em>Maynila: sa mga Kuko ng Liwanag</em> (1975)</strong> </h3>



<p>หนึ่งในภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ที่ได้ชื่อว่าคลาสสิก กำกับโดย Lino Brocka ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานของฟิลิปปินส์ <em>Maynila: sa mga Kuko ng Liwanag </em>บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มชาวประมงจากต่างจังหวัดที่ต้องเดินทางเข้ามายังมะนิลาเพื่อตามหาคนรักของเขาที่ถูกกักขังอยู่ในโรงแรมม่านรูด นี่คือภาพยนตร์ที่สะท้อนให้เห็นชีวิตของแรงงานต่างจังหวัดที่ต้องทอดทิ้งบ้านเกิดเพื่อเข้ามาพบเจอกับการขูดรีด การถูกเอาเปรียบ และความไม่เป็นธรรมของชีวิตในเมืองหลวง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6ad5c797128808fba3e251a45c609452625a312b-719x1024.jpg" alt="" class="wp-image-131638" width="539" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6ad5c797128808fba3e251a45c609452625a312b-719x1024.jpg 719w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6ad5c797128808fba3e251a45c609452625a312b-211x300.jpg 211w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6ad5c797128808fba3e251a45c609452625a312b-768x1093.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6ad5c797128808fba3e251a45c609452625a312b-600x854.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/6ad5c797128808fba3e251a45c609452625a312b.jpg 775w" sizes="(max-width: 539px) 100vw, 539px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><em>Norte, The End of History</em> (2013) </strong></h3>



<p>ภาพยนตร์ความยาวสี่ชั่วโมงที่กำกับโดย Lav Diaz หนึ่งในผู้กำกับฟิลิปปินส์ที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่ง ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือการบอกเล่าเรื่องราวของวรรณกรรม <em>Crime and Punishment </em>ของ Fyodor Dostoevsky ใหม่ภายใต้บริบทสังคมฟิลิปปินส์ ว่าด้วยชะตากรรมของนักเรียนกฎหมายคนหนึ่งที่เผลอไปฆ่าเจ้าหนี้ของเขาทิ้ง ก่อนที่เขาจะค่อยๆ จมดิ่งไปในความโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง นี่คือภาพยนตร์ที่ไม่เพียงจะสะท้อนให้เห็นการล่มสลายของคนคนหนึ่งที่ควรจะมีอนาคตที่สดใส แต่เพราะความเหลื่อมล้ำและโหดร้ายของโครงสร้างสังคมกลับส่งให้เขากลายเป็นอาชญากรไปในท้ายที่สุด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BNDE5OTMyNDUyMl5BMl5BanBnXkFtZTgwNzg1MTY3MTE@._V1_-693x1024.jpg" alt="" class="wp-image-131639" width="520" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BNDE5OTMyNDUyMl5BMl5BanBnXkFtZTgwNzg1MTY3MTE@._V1_-693x1024.jpg 693w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BNDE5OTMyNDUyMl5BMl5BanBnXkFtZTgwNzg1MTY3MTE@._V1_-203x300.jpg 203w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BNDE5OTMyNDUyMl5BMl5BanBnXkFtZTgwNzg1MTY3MTE@._V1_-768x1135.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BNDE5OTMyNDUyMl5BMl5BanBnXkFtZTgwNzg1MTY3MTE@._V1_-1040x1536.jpg 1040w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BNDE5OTMyNDUyMl5BMl5BanBnXkFtZTgwNzg1MTY3MTE@._V1_-600x887.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/MV5BNDE5OTMyNDUyMl5BMl5BanBnXkFtZTgwNzg1MTY3MTE@._V1_.jpg 1386w" sizes="(max-width: 520px) 100vw, 520px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><em>Balangiga: Howling Wilderness </em>(2017) </strong></h3>



<p>ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก QCinema International Film Festival หนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ <em>Balangiga: Howling Wilderness</em> พาเราย้อนกลับไปในปี 1901 เพื่อดูเรื่องราวของเด็กชายอายุ 8 ขวบที่ต้องหลบหนีออกจากหมู่บ้านพร้อมกับปู่ของเขากับควายและไก่อย่างละตัว ด้วยเพราะหมู่บ้านของเขากำลังถูกทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งกวาดล้างและเผาทำลาย หนังบอกเล่าผ่านสายตาของเด็ก 8 ขวบที่จ้องมองไปยังการล่มสลายของชีวิตและความตายที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DjymlHzU8AAfxZt.jpg" alt="" class="wp-image-131640" width="486" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DjymlHzU8AAfxZt.jpg 648w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DjymlHzU8AAfxZt-190x300.jpg 190w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DjymlHzU8AAfxZt-600x948.jpg 600w" sizes="(max-width: 486px) 100vw, 486px" /></figure></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/carlo-manatad/">ถ้าจะทำหนังต่างจังหวัด ต้องให้ความสำคัญกับภาษาของเขา Carlo Manatad ผู้กำกับฟิลิปปินส์รุ่นใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
