<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Social Story &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/social-story/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/social-story/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 24 Jan 2025 06:02:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>คุณคิดอย่างไร? เมื่อบริษัทไม่อนุญาตให้ WFH ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรง และการประกาศขอความร่วมมือจากกทม.</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pm25-wfh-bangkok/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จุฬาลักษณ์ เดชะ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jan 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Social Story]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[หน้ากากอนามัย]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์ออฟฟิศ]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[work from home]]></category>
		<category><![CDATA[SocialStory]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นPM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[WFH]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงานบริษัท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=178555</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากกทม. ประกาศขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนให้งดออกจากบ้าน และเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็น Work From Home (WFH) เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญฝุ่น PM2.5 ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา จนกทม. ต้องออกมาตรการรับมือเพิ่มเติม อย่างการขยายระยะเวลา WFH การประกาศปิดโรงเรียน และการห้ามรถบรรทุกสัญจรหลายพื้นที่ ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรงเช่นนี้ บริษัทหลายแห่งกลับไม่อนุญาตให้พนักงาน WFH ไม่ว่าจะเพราะความจำเป็นในการทำงาน หรือการพิจารณาถึงผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าความปลอดภัยของพนักงาน ล้วนส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องประสบปัญหานี้ โดยไม่อาจทำอะไรได้เลย นอกจากก้มหน้าจำยอมต่อคุณภาพชีวิตที่เลือกไม่ได้ ทั้งที่ ‘อากาศสะอาด’ คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับ a day ขอเป็นพื้นที่เปิดกว้างให้เหล่ามนุษย์ออฟฟิศที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ WFH ได้ออกมาพูดถึงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ เพราะในชีวิตจริง พวกเขาอาจไม่มีโอกาสเลือกคุณภาพชีวิตที่ดี หรือมีอำนาจมากพอที่จะเรียกร้องเพื่อสิทธิ์ของตัวเอง “ขณะที่ผู้บริหารเดินทางด้วยรถยนต์ และทำงานในห้องที่มีเครื่องกรองอากาศเติมโอโซน แต่พนักงานเงินเดือนน้อยต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ฝ่าฝุ่น หาซื้อหน้ากากชิ้นละ 20 &#8211; 25 บาท และนั่งทำงานในพื้นที่ที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ถ้าผู้บริหารมองว่า คนทำงานคือ ‘คน’ คงไม่ตัดสินใจแบบนี้” &#8211; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pm25-wfh-bangkok/">คุณคิดอย่างไร? เมื่อบริษัทไม่อนุญาตให้ WFH ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรง และการประกาศขอความร่วมมือจากกทม.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลังจากกทม. ประกาศขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนให้งดออกจากบ้าน และเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็น Work From Home (WFH) เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญฝุ่น PM2.5 ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา จนกทม. ต้องออกมาตรการรับมือเพิ่มเติม อย่างการขยายระยะเวลา WFH การประกาศปิดโรงเรียน และการห้ามรถบรรทุกสัญจรหลายพื้นที่</p>



<p>ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรงเช่นนี้ บริษัทหลายแห่งกลับไม่อนุญาตให้พนักงาน WFH ไม่ว่าจะเพราะความจำเป็นในการทำงาน หรือการพิจารณาถึงผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าความปลอดภัยของพนักงาน ล้วนส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องประสบปัญหานี้ โดยไม่อาจทำอะไรได้เลย นอกจากก้มหน้าจำยอมต่อคุณภาพชีวิตที่เลือกไม่ได้ ทั้งที่ <strong>‘อากาศสะอาด’ คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับ</strong></p>



<p>a day ขอเป็นพื้นที่เปิดกว้างให้เหล่ามนุษย์ออฟฟิศที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ WFH ได้ออกมาพูดถึงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ เพราะในชีวิตจริง พวกเขาอาจไม่มีโอกาสเลือกคุณภาพชีวิตที่ดี หรือมีอำนาจมากพอที่จะเรียกร้องเพื่อสิทธิ์ของตัวเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-01-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178559" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-01-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-01-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-01-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-01-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-01-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-01-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-01-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-01-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ขณะที่ผู้บริหารเดินทางด้วยรถยนต์ และทำงานในห้องที่มีเครื่องกรองอากาศเติมโอโซน แต่พนักงานเงินเดือนน้อยต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ฝ่าฝุ่น หาซื้อหน้ากากชิ้นละ 20 &#8211; 25 บาท และนั่งทำงานในพื้นที่ที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ถ้าผู้บริหารมองว่า <strong>คนทำงานคือ ‘คน’</strong> คงไม่ตัดสินใจแบบนี้” &#8211; <em>พนักงานบริษัท อายุ 25 ปี</em></p>



<p>“​​สิ่งที่สำคัญกว่าการให้ความร่วมมือคือ <strong>บริษัทจะ ‘รับผิดชอบสุขภาพ’ ของพนักงานอย่างไร?</strong> หากพวกเรามีอาการเจ็บป่วย เนื่องจากมลภาวะทางอากาศในตอนนี้ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง โรคภูมิแพ้ ทุกคนต่างมีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหาสุขภาพ” &#8211; <em>นักข่าว อายุ 35 ปี</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-02-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178562" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-02-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-02-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-02-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-02-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-02-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-02-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-02-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-02-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงบังคับให้เข้าออฟฟิศในสถานการณ์ฝุ่นที่รุนแรงขนาดนี้ ทั้งที่บริษัทมี Hybrid Policy อยู่แล้ว และวันที่ทำงานแบบ WFH ก็ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ทุกคนสามารถทำงานได้ตามปกติ การบังคับให้เข้าออฟฟิศ เพียงเพื่อให้ครบตามจำนวนวันที่กำหนด ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างมาก เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ <strong>บริษัทควรให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานมากกว่า”</strong> <strong>&nbsp;</strong>&#8211; <em>พนักงานเอเจนซี อายุ 24 ปี</em></p>



<p>“ตอนนี้ค่าฝุ่นสูงมาก ถ้าวันไหนไม่มีประชุมหรืองานที่ต้องทำร่วมกันจริงจัง บริษัทควรอนุญาต WFH จะดีกว่า เพราะบริษัทหลายแห่งไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้ MRT หรือ BTS ทำให้พนักงานต้องเดินทางหลายต่อ ซึ่งอาจได้รับ PM2.5 ในปริมาณมากขณะเดิน หรือนั่งรถมอเตอร์ไซค์ <strong>เราไม่อยากให้ใครต้องป่วย เพราะแค่ไปทำงานที่ออฟฟิศ” </strong>&#8211; <em>Content Creator อายุ 23 ปี</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-03-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178560" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-03-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-03-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-03-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-03-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-03-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-03-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-03-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-03-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“<strong>เนื่องจากกทม. แค่ขอความร่วมมือ แต่ไม่ได้ประกาศเป็นคำสั่งที่เด็ดขาด บริษัทจึงอาจมองว่า สถานการณ์ PM2.5 ตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหรือจริงจัง</strong> พนักงานหลายคนก็เพิกเฉยต่อเรื่องนี้ รวมถึงรูปแบบการทำงานค่อนข้างจำเป็นต้องออกจากบ้าน เช่น ทำงานนอกสถานที่ บางครั้งจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้” &#8211; <em>พนักงานบริษัท อายุ 22 ปี</em></p>



<p>นอกจากนี้ <strong>พนิดา มงคลสวัสดิ์</strong> สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดสมุทรปราการ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อประเทศไทยยังไม่มี <strong>‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’</strong> จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้ประกอบการจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทตน มากกว่าสุขภาพของพนักงาน <strong>การขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียว ไม่อาจคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</strong> จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>. . . . . . . . . . . . . . . . . . .</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-04-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178561" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-04-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-04-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-04-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-04-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-04-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-04-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-04-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-04-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สถานการณ์ PM2.5 ในปัจจุบันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลายพื้นที่ในกทม. มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ซึ่งจัดอยู่ในระดับสีแดง จนอาจกระทบต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว หรืออันตรายถึงชีวิต บริษัทจึงควรตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหานี้ เล็งเห็นความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน และปรับเปลี่ยนการทำงานเป็นรูปแบบ WFH กรณีที่ไม่มีความจำเป็นต้องออกไปทำงานข้างนอก</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การผลักภาระให้บริษัท หน่วยงานต่างๆ ประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย ต้องปรับตัวและรับมือปัญหาเพียงลำพังนั้นไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก เพื่อแก้ไขปัญหานี้ตั้งแต่ต้นตอ และประกาศคำสั่งที่ชัดเจน เพื่อปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเร่งด่วน</p>



<p>ไม่ใช่เพียงพนักงานบริษัทที่ต้องการมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุม เพราะยังมีผู้คนอีกมากมายที่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งกลุ่มคนไร้บ้าน คนยากจน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) พ่อค้าแม่ค้า แรงงานก่อสร้าง พนักงานกวาดขยะ รวมถึงประชาชนในจังหวัดอื่นๆ และคนภาคเหนือที่ใช้ชีวิตท่ามกลาง PM2.5 มาอย่างยาวนาน บางคนไม่มีแม้แต่กำลังทรัพย์สำหรับซื้อหน้ากากอนามัยคุณภาพดี และเครื่องกรองอากาศภายในบ้าน</p>



<p><strong><em>ไม่ว่าจะเป็นใครหรือทำอาชีพอะไร ทุกคนมีสิทธิ์จะได้รับอากาศที่บริสุทธ์</em></strong></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pm25-wfh-bangkok/">คุณคิดอย่างไร? เมื่อบริษัทไม่อนุญาตให้ WFH ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรง และการประกาศขอความร่วมมือจากกทม.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมแฟนคลับจึงเลิกสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด? มากกว่าความผิดหวังต่อตัวบุคคล คือการให้บทเรียนจากวัฒนธรรมการแบน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cancel-culture-stamp-lucas/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จุฬาลักษณ์ เดชะ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jan 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Social Story]]></category>
		<category><![CDATA[NCT]]></category>
		<category><![CDATA[SM Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[CancelCulture]]></category>
		<category><![CDATA[Lucas]]></category>
		<category><![CDATA[WayV]]></category>
		<category><![CDATA[แสตมป์ อภิวัชร์]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=178526</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากเหตุการณ์ของ ‘แสตมป์ อภิวัชร์’ ซึ่งเริ่มต้นด้วยเรื่องชู้สาว การคุกคาม สู่การฟ้องร้อง ม.112 ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงจำนวนมาก ทั้งจากผู้คนภายนอกและผู้มีชื่อเสียงในวงการเพลงไทย ตั้งแต่ที่ข้อเท็จจริงยังไม่กระจ่าง จนเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายย้ายข้างไปย้ายข้างมา ทำให้เกิดการแบนศิลปินหลายท่านจากเหตุการณ์นี้ แต่จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีวัฒนธรรมการแบน (Cancel Culture) เกิดขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีศิลปินและนักแสดงหลายท่านกระทำผิด ทั้งในแง่ศีลธรรมและกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการนอกใจ อย่างกรณีของ หนุ่ม กะลา, การล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืน กรณีของ แทอิล NCT, การเหยียดเชื้อชาติและสีผิว กรณีของ Kanye West, รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ เช่น การทำร้ายร่างกาย การใช้สารเสพติด การกลั่นแกล้งผู้อื่น การฉ้อโกง และการขับขี่โดยประมาท เป็นต้น นำมาสู่คำถามที่ว่า ทำไมแฟนคลับจึงเลิกสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด และวัฒนธรรมการแบน (Cancel Culture) ในปัจจุบันนั้นเป็นเช่นไร? a day จึงชวนเหล่าแฟนคลับวงการ T-Pop และ K-Pop ที่ตัดสินใจเลิกเป็นแฟนคลับ พร้อมทั้งหยุดสนับสนุนผลงานของศิลปินที่กระทำผิดด้านศีลธรรมและกฎหมาย มาพูดคุยถึงประเด็นนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cancel-culture-stamp-lucas/">ทำไมแฟนคลับจึงเลิกสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด? มากกว่าความผิดหวังต่อตัวบุคคล คือการให้บทเรียนจากวัฒนธรรมการแบน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จากเหตุการณ์ของ <strong>‘แสตมป์ อภิวัชร์’</strong> ซึ่งเริ่มต้นด้วยเรื่องชู้สาว การคุกคาม สู่การฟ้องร้อง ม.112 ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงจำนวนมาก ทั้งจากผู้คนภายนอกและผู้มีชื่อเสียงในวงการเพลงไทย ตั้งแต่ที่ข้อเท็จจริงยังไม่กระจ่าง จนเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายย้ายข้างไปย้ายข้างมา ทำให้เกิดการแบนศิลปินหลายท่านจากเหตุการณ์นี้</p>



<p>แต่จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีวัฒนธรรมการแบน (Cancel Culture) เกิดขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีศิลปินและนักแสดงหลายท่านกระทำผิด ทั้งในแง่ศีลธรรมและกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการนอกใจ อย่างกรณีของ <strong>หนุ่ม กะลา</strong>, การล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืน กรณีของ <strong>แทอิล NCT</strong>, การเหยียดเชื้อชาติและสีผิว กรณีของ <strong>Kanye West</strong>, รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ เช่น การทำร้ายร่างกาย การใช้สารเสพติด การกลั่นแกล้งผู้อื่น การฉ้อโกง และการขับขี่โดยประมาท เป็นต้น</p>



<p>นำมาสู่คำถามที่ว่า ทำไมแฟนคลับจึงเลิกสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด และวัฒนธรรมการแบน (Cancel Culture) ในปัจจุบันนั้นเป็นเช่นไร? a day จึงชวนเหล่าแฟนคลับวงการ T-Pop และ K-Pop ที่ตัดสินใจเลิกเป็นแฟนคลับ พร้อมทั้งหยุดสนับสนุนผลงานของศิลปินที่กระทำผิดด้านศีลธรรมและกฎหมาย มาพูดคุยถึงประเด็นนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2-1024x1024.jpg" alt="ทำไมแฟนคลับจึงเลิกสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด? มากกว่าความผิดหวังต่อตัวบุคคล คือการให้บทเรียนจากวัฒนธรรมการแบน" class="wp-image-178532" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>แบนเพื่อมอบบทเรียน ไม่ใช่สร้างความเกลียดชัง</strong></h2>



<p><em>“ระยะเวลา 10 ปีในชีวิต เรามีศิลปินเป็นส่วนประกอบสำคัญ ทั้งเชิดชูและสนับสนุนผลงานทุกอย่าง จึงยากที่จะไม่มีความคาดหวังด้านความถูกต้องต่อศิลปิน ตอนนี้เราไม่สามารถฟังเพลงด้วยความรู้สึกเดิม เพราะเรื่องราวครั้งนี้จะแทรกขึ้นมาพร้อมความรู้สึกแง่ลบเสมอ”</em></p>



<p><strong>เจมส์</strong> (นามสมมติ) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เป็นแฟนคลับของ ‘แสตมป์ อภิวัชร์’ มานานถึง 10 ปี แต่ตัดสินใจเลิกติดตามและสนับสนุนศิลปินที่เคยชื่นชอบ เพราะเขารู้สึกผิดหวัง เศร้า และโกรธต่อการกระทำผิดของศิลปิน ซึ่งนอกใจภรรยา มีชู้ รวมถึงประกาศข้อมูลที่ไม่ถูกต้องต่อสาธารณชน</p>



<p>หากศิลปินกระทำความผิดด้านศีลธรรมหรือกฎหมาย โดยที่ปัญหานั้นยังไม่คลี่คลาย รวมถึงศิลปินยังไม่สำนึกผิด หรือเปลี่ยนแปลงตนเอง เขาจะหยุดติดตามในฐานะแฟนคลับ เพราะไม่อยากสนับสนุนคนที่กระทำความผิด และมองว่าเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวของศิลปินซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ถ้าแฟนเพลงบางคนไม่ได้เห็นด้วยต่อการกระทำผิดนั้น แต่ยังคงอยากฟังเพลงที่เคยมีความหมายต่อตัวเอง เขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะเสพผลงานนั้นอย่างไรไม่ให้สนับสนุนศิลปินผู้กระทำผิด เช่น ไม่แชร์เพลงในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ซื้ออัลบัมและบัตรคอนเสิร์ต เป็นต้น เพื่อไม่ให้พื้นที่สื่อ หรือสร้างประโยชน์โดยตรงแก่ศิลปิน</p>



<p><em>“ถ้าศิลปินกระทำความผิด แฟนคลับไม่ควรเข้าข้างและสนับสนุนต่อในทันที เพราะศิลปินจะไม่ได้รับบทเรียนจากสังคม ทำให้ไม่รับรู้ความผิดของตนเอง ในขณะเดียวกัน ศิลปินอาจมองว่า ต่อให้ทำผิดร้ายแรงแค่ไหน แฟนคลับจะยังคงสนับสนุนอยู่ดี การสนับสนุนศิลปินที่กระทำความผิดจึงไม่ต่างอะไรจากการให้ท้ายคนผิด และทำให้ศิลปินลอยตัวเหนือปัญหาที่ตัวเองก่อขึ้น”&nbsp;</em></p>



<p>เจมส์กล่าวว่า ‘วัฒนธรรมการแบน’ (Cancel Culture) คือการไม่สนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด เพื่อมอบบทเรียนให้แก่พวกเขา ดังนั้น ผู้คนจึงควรแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุผล หรือแสดงออกว่าไม่สนับสนุนก็เพียงพอแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องโจมตีและสร้างความเกลียดชัง เพราะอาจนำไปสู่การสูญเสียที่เราคาดไม่ถึง</p>



<p><em>“การแบนคนคนหนึ่งควรใช้ความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด เพราะเหตุการณ์อาจซับซ้อนมากกว่าที่คิด เราจึงไม่ควรรีบด่วนสรุปและตัดสินว่า ใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด”</em></p>



<p>อีกทั้ง ในกรณีที่เป็นความผิดครั้งแรกและไม่ใช่เรื่องร้ายแรง รวมถึงศิลปินได้รับโทษทางกฎหมายและบทเรียนจากสังคมแล้ว หากในอนาคต ศิลปินคนนั้นกลับตัวกลับใจ และแก้ไขสิ่งที่เคยกระทำผิด พวกเขาสมควรได้รับโอกาสในการแก้ตัว เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนเคยผิดพลาดกันทั้งนั้น</p>



<p><em>“เราไม่เห็นด้วยต่อการใช้ ม.112 มาแก้แค้นเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นคดีชู้สาวหรือคดีอื่นก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น การกล่าวอ้างสถาบันเพื่อข่มขู่ผู้อื่นด้วยเหตุผลส่วนตัว ทำให้ ม.112 ยิ่งดูแย่ในสายตาของประชาชน เพราะถ้ากฎหมายยุติธรรมมากพอ จะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเสียที”</em></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3-1024x1024.jpg" alt="ทำไมแฟนคลับจึงเลิกสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด? มากกว่าความผิดหวังต่อตัวบุคคล คือการให้บทเรียนจากวัฒนธรรมการแบน" class="wp-image-178533" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>ศิลปินมีโอกาสกลับตัว แต่แฟนคลับอาจไม่กลับไป</strong></h2>



<p><em>“ช่วงแรกที่มีข่าวลือ เราคิดว่ามันคือ Fake News ที่ต้องการโจมตีศิลปิน เพราะไม่มีการยืนยันจากต้นสังกัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากขึ้น ทำให้ศิลปินออกมาโพสต์จดหมายขอโทษแฟนคลับ รวมถึงค่ายประกาศสั่งพักงาน 2 ปี ก่อนที่ </em><strong><em>ลูคัส </em></strong><em>จะถอนตัวออกจากวง NCT และ WayV ในภายหลัง</em>”</p>



<p><strong>น้ำ</strong> (นามสมมติ) Content Creator ซึ่งติดตาม NCT มาตั้งแต่ที่วงเริ่มเดบิวต์ และยกให้ ‘ลูคัส’ เป็นหนึ่งในสมาชิกที่ชอบที่สุด แต่เธอตัดสินใจเลิกสนับสนุนศิลปินท่านนี้ เพราะเขาปฏิบัติไม่ดีต่อหญิงที่เคยคบหาด้วย แม้ปัจจุบัน ลูคัสจะได้รับโอกาสเดบิวต์ในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่เธอไม่มีความคิดที่จะกลับไปสนับสนุนเขาอีกครั้ง เพราะเธอไม่มีความสุขในการเสพผลงานเฉกเช่นเดิม</p>



<p><em>“การ Take Action ต่างๆ ของค่ายและศิลปิน คือเครื่องยืนยันว่าข่าวนี้มีมูลความจริง และมีเหยื่อผู้เดือดร้อนจากการกระทำของศิลปินอย่างแน่นอน ทำให้เรามองศิลปินที่เคยชื่นชอบไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และไม่ได้มีความสุขในการชื่นชมผลงานของเขาแล้ว มันจึงง่ายมากที่เราจะตัดใจและเลิกสนับสนุนคนที่กระทำความผิด”</em></p>



<p>อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แฟนคลับบางคนอาจจะคิดว่า ‘ผลงาน’ ไม่เกี่ยวข้องกับ ‘เรื่องส่วนตัวของศิลปิน’ หรือเลือกที่จะให้โอกาสและสนับสนุนศิลปินอีกครั้ง เพราะบรรทัดฐานในใจของมนุษย์แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ผู้คนจึงประเมินระดับความร้ายแรงของปัญหาได้ไม่เท่ากัน บางคนอาจมองเป็นเรื่องใหญ่ที่รุนแรงมาก ขณะที่อีกคนอาจรู้สึกว่าให้อภัยได้</p>



<p><em>“เราไม่สามารถแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ เพราะทุกครั้งที่จะเป็นแฟนคลับของศิลปินท่านใด เราไม่ได้ชื่นชมแค่ผลงานเพลง แต่ชอบตัวตนที่ศิลปินคนนั้นแสดงออกมาด้วย จึงไม่อาจลบภาพที่ศิลปินกระทำความผิดออกไปได้”</em></p>



<p>น้ำ กล่าวว่า Cancel Culture หรือวัฒนธรรมการแบนจะถูกต้องหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี เพราะบางกรณีเป็นเพียงข่าวโคมลอยที่ไม่มีหลักฐานมารองรับ ไม่มีเหยื่อ และไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ผู้คนกลับเลือกใช้ Cancel Culture เพื่อกดดันให้ศิลปินไม่มีที่ยืนในวงการ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ในทางกลับกัน บางกรณีมีความผิดประจักษ์ชัดเจน ทั้งผิดกฎหมายและมีเหยื่อที่ได้รับความเสียหาย วัฒนธรรมการแบนกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเปรียบเสมือนการไม่ให้แสงแก่ศิลปินที่กระทำผิด</p>



<p><em>“หากศิลปินที่กระทำความผิดสำนึกแล้ว เขาก็ควรได้รับโอกาสแก้ตัว แต่โอกาสนั้นอาจจะไม่ได้ง่ายเหมือนตอนต้น ซึ่งคือผลของการกระทำที่ศิลปินต้องยอมรับ”</em></p>



<p class="has-text-align-center"><strong>. . . . . . . . . . . . . . . . . . .</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1-1024x1024.jpg" alt="ทำไมแฟนคลับจึงเลิกสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด? มากกว่าความผิดหวังต่อตัวบุคคล คือการให้บทเรียนจากวัฒนธรรมการแบน" class="wp-image-178534" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/1-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า การสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด ทั้งที่เขาไม่เคยสำนึก กล่าวขอโทษ หรือปรับปรุงตัว นั้นไม่ต่างอะไรจากการให้สิทธิพิเศษ (Privilege) แก่ผู้กระทำความผิด เพียงเพราะเขาคนนั้นเป็นศิลปินนักแสดงที่มีชื่อเสียง อย่าลืมความจริงที่ว่า มนุษย์ผิดพลาดได้ แต่มนุษย์ควรเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต และเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น เพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมเช่นกัน</p>



<p>ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมการแบน (Cancel Culture) ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่วิธีการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ท้ายที่สุดแล้ว เราควรนำวัฒนธรรมการแบน (Cancel Culture) มาใช้อย่างเหมาะสมด้วยเจตนาที่ดี เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม มากกว่าความสะใจส่วนบุคคล</p>



<p>หวังว่าบทความนี้จะเป็นเครื่องย้ำเตือนแก่เหล่าศิลปินว่า การมีฐานแฟนคลับจำนวนมาก ไม่ได้การันตีว่าจะสามารถกระทำสิ่งใดตามใจก็ได้ เพราะ ‘การสนับสนุนและโอกาสในการแก้ตัว’ มีไว้สำหรับคนที่สมควรได้รับเท่านั้น</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cancel-culture-stamp-lucas/">ทำไมแฟนคลับจึงเลิกสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิด? มากกว่าความผิดหวังต่อตัวบุคคล คือการให้บทเรียนจากวัฒนธรรมการแบน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
