ลัดเลาะขึ้นดอยไปดูต้นกาแฟเรียงรายในชุมชนบ้านปางขอนและผาลั้ง

สำหรับเราแล้ว ถ้าให้นึกถึงกาแฟที่จะต้องเดินทางไปที่ต่างๆ การแวะปั๊มน้ำมันเพื่อเติมพลังด้วยเครื่องดื่มแก้วโปรดก็ช่วยทำให้มีแรงใจในการท่องเที่ยว Café Amazon คือแบรนด์แรกๆ ที่เรานึกถึง

ช่วงฤดูหนาวต้นปีแบบนี้ อากาศและเมฆหมอกเป็นใจ ชวนผู้อ่านเดินทางไปสำรวจโลกของกาแฟ ที่ชุมชนบ้านปางขอนและผาลั้ง ชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย บนเส้นทางแห่งนี้ ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยสวนลิ้นจี่และลูกไหน แต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยต้นกาแฟเรียงรายที่ทำให้ชาวบ้านมีรายได้มั่นคงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

ถ้าอยากรู้ว่ากาแฟของทั้งสองชุมชนจะเป็นอย่างไร ว่าแล้วเราก็อยากชวนทุกคนขึ้นรถ ผ่านทางชันบนภูเขา แล้วไปรู้จักสำรวจสวนกาแฟและเรียนรู้วิถีของมันตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำไปพร้อมๆ กัน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้เปรียบกว่าหลายๆ ประเทศที่ปลูกกาแฟ เพราะเรามีตัวละครในสายพานกาแฟครบถ้วนกระบวนความ แตกต่างจากบางประเทศที่อาจจะเก่งการปลูกและแปรรูปอย่างเดียว แต่บางพื้นที่ชาวบ้านก็ยังขาดความรู้ในการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน

คนที่เป็นกาแฟ Café Amazon คงพอรู้ว่าเขาเป็นแบรนด์ให้ความสำคัญกับทุกเมล็ดกาแฟ และทำงานร่วมกับเกษตรกรกว่า 10 ปีในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ตั้งแต่การให้ความรู้ การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การรับซื้ออย่างเป็นธรรม ความตั้งใจนี้ได้เปลี่ยนคุณภาพชีวิตของครอบครัวของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง  

ปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน

จุดหมายแรกของเราคือ อาข่าปางขอนโฮมสเตย์ ตัวแทนชาวบ้านปางขอนเล่าว่า ย้อนกลับไปปางขอนเริ่มปลูกกาแฟมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่เดิมเป็นการปลูกแบบปล่อยให้ธรรมชาติดูแล แต่ยังขาดความรู้จึงทำให้กาแฟเป็นเพียงรายได้เสริมของคนในพื้นที่เท่านั้น 

จนกระทั่งปี 2560 ทาง OR โดย Café Amazon ร่วมมือ (MOU) กับชุมชน และเริ่มรับซื้อกาแฟควบคู่กับการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากปางขอนเป็นครั้งแรก จากวันนั้นการพัฒนาร่วมกันเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ตั้งแต่การสอนวิธีการเก็บเมล็ดกาแฟเชอรี่  การดูแลต้นกาแฟ การจัดการร่มเงา ไปจนถึงการสร้างระบบรับซื้อที่มีมาตรฐาน และเริ่มกลายเป็นอาชีพที่มีอนาคตในกับคนในชุมชน 

“พวกเราปลูกกาแฟมานาน แต่ไม่เคยรู้ว่าจะทำให้ดีได้อย่างไร จน OR โดย Café Amazon เข้ามาให้ความรู้ ตั้งแต่พื้นฐานที่สุดจนถึงการเพิ่มคุณภาพ ทุกวันนี้เราภูมิใจมากที่กาแฟของปางขอนไปอยู่ในแก้วของ Café Amazon ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่กาแฟ แต่มันคือความตั้งใจของคนทั้งหมู่บ้าน”

ถ้าป่าดี กาแฟก็ดี 

เราเดินทางต่อไปที่บ้านผาลั้ง ผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟังว่าเดิมทีหมู่บ้านผาลั้งเกิดจากชาวบ้านชาติพันธุ์เย้าในหมู่บ้านนี้ย้ายมาจากอำเภอฝางทำอาชีพด้วยการปลูกฝิ่น ก่อนจะปรับมาปลูกพืชเมืองหนาว ผาลั้งเคยพึ่งพาลิ้นจี่เป็นพืชหลัก แม้จะทำรายได้ดีในบางปี แต่ก็เต็มไปด้วย ความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและการถูกกดราคา ทำให้ชุมชนไม่สามารถวางแผนรายได้ระยะยาวได้ จนกระทั่งเริ่มทดลองปลูกกาแฟหลังเห็นต้นแบบการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนของปางขอนเป็นตัวอย่าง 

และเมื่อโครงการนี้เข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้ ด้านการปลูกและการดูแลคุณภาพ พร้อมรับซื้อเมล็ดกาแฟอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานที่ชัดเจน กาแฟจึงค่อยๆ กลายเป็นอาชีพหลักของผาลั้งภายในเวลาไม่ถึงสิบปี พื้นที่ซึ่งเป็นเนินเขาสูง ต่ำสลับกัน ทำให้หมู่บ้านสามารถปลูกได้ทั้งสายพันธุ์ Arabica และ Robusta และมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี 

การปลูกกาแฟยังทำให้ชุมชนผาลั้งต้องดูแลผืนป่าอย่างสม่ำเสมอ เพราะกาแฟต้องอาศัย ร่มเงา ความชุ่มชื้นและระบบนิเวศที่สมบูรณ์ในการเติบโต เกษตรกรจึงเรียนรู้ที่จะรักษาต้นไม้ใหญ่ ปลูกไม้ร่มเงาเพิ่มและไม่ทำการเผาป่า ส่งผลให้ป่าผาลั้งยังคงอุดมสมบูรณ์

“ตอนเริ่มปลูกกาแฟใหม่ๆ ยังกินกาแฟไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่รู้ว่านี่คือพืชที่ให้โอกาส ปัจจุบันผาลั้งปลูกกาแฟกันมากขึ้นกว่า 200 ครัวเรือน และมีรายได้เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อปีต่อครัวเรือนเฉพาะจากการขายเมล็ดกาแฟ แม้ต้นทุนการดูแลจะสูง แต่ก็คุ้มค่าเพราะมี OR รับซื้อแน่นอนและให้ราคาที่เป็นมาตรฐาน และที่สำคัญการปลูกกาแฟทำให้เราต้องดูแลป่า เพราะถ้าป่าดี กาแฟก็ดี เราเชื่อว่าถ้าเราดูแลกาแฟดี กาแฟก็จะดูแลผาลั้งและป่าของเราด้วยเช่นกัน”

จากไร่บนดอย สู่แก้วกาแฟในเมือง

สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดจากการเดินทางในครั้งนี้คือ ปัจจุบันฟาร์มกาแฟในเชียงรายและจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือมีคนรุ่นใหม่เริ่มกลับมา ปลูกกาแฟ เปิดคาเฟ่ เปิดโฮมสเตย์ และสร้างอนาคตบนผืนดินบ้านเกิดของตัวเองมากขึ้น พลังของคนกลุ่มนี้ทำให้บ้านเกิดหรือแหล่งปลูกกาแฟของพวกเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพราะกาแฟทำให้ความหวังของคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านนี้เติบโตต่อเนื่อง 

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือกาแฟจากปางขอนและผาลั้งจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการแปรรูปที่ศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ Café Amazon (OASYS) รวมถึงการผลิตกาแฟดริปและกาแฟแคปซูลที่ใช้เมล็ดจากพื้นที่ต้นแบบโดยตรง ทำให้รสชาติ กลิ่นและคุณค่าที่เกิดขึ้นบนยอดดอยถูกส่งต่อถึงมือผู้ดื่มในเมืองได้อย่างครบถ้วน

จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับชุมชนผู้ปลูกกาแฟมากกว่า 10 ปี OR พัฒนา Café Amazon Standard ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาคุณภาพ การอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เป็นมาตรฐานกลางที่ยกระดับกาแฟไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางของการปลูกไปจนถึงปลายทางที่กาแฟหนึ่งแก้วถูกเสิร์ฟให้ผู้ดื่ม เพื่อให้คุณภาพดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอและให้คุณค่าของกาแฟทุกเมล็ดยังคงอยู่ครบถ้วนตลอดเส้นทาง 

ต้นน้ำ: ใส่ใจตั้งแต่การคัดเมล็ดเชอรี่ การจัดร่มเงา การดูแลต้นกาแฟ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี ช่วยให้ได้ผลผลิตที่ดีตั้งแต่ต้นทาง 

กลางน้ำ: กระบวนการแปรรูป ควบคุมความชื้น คัดเกรด และคั่วภายใต้มาตรฐานเดียวกันที่ศูนย์ OASYS ก่อนต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เมล็ดกาแฟคั่วสำเร็จ กาแฟกลุ่ม Home Used เช่น ดริปและแคปซูล 

ปลายน้ำ: การส่งต่อประสบการณ์ผ่านกาแฟคุณภาพสู่ผู้บริโภคผ่านกว่า 4,500 สาขาของ Café Amazon พร้อมการสื่อสารที่จริงใจ  ทำให้ผู้ดื่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกาแฟในแก้วกับชีวิตของเกษตรกรบนดอยจริงๆ  

เรื่องราวของปางขอนและผาลั้งจึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของชุมชนบนดอย แต่เป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย เพื่อบอกว่าหากเกษตรกรหรือคนธรรมดามีความรู้ โอกาส และตลาดที่เป็นธรรม อาชีพเล็กๆ บนยอดดอยก็สามารถเปลี่ยนชีวิตให้ผู้คนได้จริง  เราเชื่อว่าการที่จะรู้จักพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง การได้สานสัมพันธ์และมีบทสนทนากับคนในพื้นที่ คือวิธีการทำความรู้จักที่เรียบง่ายแต่ใส่ใจมากที่สุด อย่างที่แบรนด์ Café Amazon ทำเสมอมา


AUTHOR