x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

Word on the Water – The London Bookbarge : บทสนทนาว่าด้วยหนังสือ สายน้ำ และความรัก

บ่ายวันจันทร์ที่อากาศร้อนอบอ้าว ทางเดินริมคลองรีเจนท์มีเพลงแจ๊สเบาๆ ลอยอยู่ในอากาศ ฉันเดินงงๆ ตามเสียงเพลงไปโดยไม่รู้จุดหมายและไม่รู้ตัวเลยว่าในอีกไม่กี่นาที ฉันกำลังจะได้คุยเรื่องความรักกับชายแปลกหน้าอย่างเอาจริงเอาจังได้นานกว่าครึ่งชั่วโมง

ในที่สุดฉันก็เจอต้นกำเนิดเสียงเพลง ร้าน Word on the Water คือร้านหนังสือลอยน้ำแห่งเดียวในกรุงลอนดอน บนดาดฟ้าเรือมีนักดนตรีคนหนึ่งกำลังบรรเลงแซกโซโฟนอย่างสบายใจบนเวทีเล็กๆ เสียงนุ่มๆ จากเครื่องดนตรีทองเหลืองชวนให้คนที่ผ่านไปมาหลายคนหยุดฟังอย่างตั้งใจ

แม้ที่นี่จะนิยามตัวเองว่าเป็นร้านหนังสือ
แต่ในสายตาฉันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย
เหมือนบ้านของคนรักหนังสือที่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามานั่งเล่นได้โดยไม่ต้องเกรงใจเจ้าของบ้าน
สิ่งแรกที่น็อกหัวใจคนรักหนังสืออย่างเราให้ตายสนิทตั้งแต่ยังไม่ทันเดินเข้าร้าน
คือแผงขายหนังสือบนดาดฟ้าด้านหน้าเวทีที่เต็มไปด้วยหนังสือวรรณกรรมคลาสสิกมือสองในราคาที่คนกระเป๋าแบนอย่างฉันเอื้อมถึงได้ไม่ยาก

ทางขึ้นเรือเป็นสะพานไม้เล็กๆ ที่พาไปสู่ห้องรับแขกเปิดโล่ง พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้มีเตาผิงและเก้าอี้ตัวใหญ่ให้เราได้หยิบหนังสือในร้านมานั่งอ่านพร้อมมองหงส์ขาวว่ายน้ำผ่านไปมา
ก่อนจะเดินลงบันไดไปที่ร้านหนังสือด้านในซึ่งมีม้านั่งยาวตรงกลาง และชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือหลายประเภท
ทั้งศิลปวัฒนธรรม
ศิลปะร่วมสมัย ปรัชญา วรรณกรรม และหนังสือเด็ก วางอัดแน่นอยู่เต็มทุกด้านของผนังจนทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าเรือลำนี้จะจมเพราะบรรทุกของเกิดขนาดหรือเปล่านะ

“ขายหนังสือบนเรือแบบนี้ไม่กลัวหนังสือตกน้ำหรอคะ” ฉันเริ่มบทสนทนากับ Jonathan Privett
หรือ จอห์น คุณลุงเจ้าของร้าน

“ผมว่ามันเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่านะ” จอห์นยิ้ม
พร้อมตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี

พอเห็นว่าลุงจอห์นอัธยาศัยดี ฉันเลยเริ่มหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ
แล้วถามนู่นถามนี่ตามประสานักท่องเที่ยวขี้สงสัย จอห์นเล่าให้ฟังว่า
ไอเดียร้านหนังสือที่ไม่เหมือนใครแห่งนี้เกิดขึ้นง่ายๆ จากคำสองคำ

รัก + สนุก

ย้อนเวลาไป 5 ปีก่อน
จอห์นที่ทำงานขายหนังสือมากว่า 30 ปีได้พบกับ Paddy Screech ทั้งคู่มีความรักใน 2 สิ่งเหมือนกัน คือรักหนังสือ และรักการใช้ชีวิตบนเรือ

“งั้นมาทำร้านหนังสือบนเรือกัน” เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นอย่างง่ายดายด้วยประโยคนี้ประโยคเดียว

ทั้งคู่หาเรือที่ถูกใจอยู่นาน จนในที่สุดก็เจอ The Captain เจ้าของเรือดัชต์ที่มีอายุกว่า
100 ปีที่สนใจร่วมหุ้นเปิดร้านด้วยกัน

“ตอนนั้นเราสามคนหมกมุ่นกับการทำร้านนี้มาก เราสนุกกับการคิดว่าจะวางชั้นหนังสือตรงไหน ปลูกต้นไม้ดีไหม เติมอะไรเข้าไปในร้านได้บ้าง
แล้วลงมือทำกันทั้งวันทั้งคืนจนไม่หลับไม่นอน ในหัวเรามีแต่ความตื่นเต้นว่าร้านนี้จะทำให้คนประหลาดใจได้ขนาดไหนนะ ตอนนั้นพวกเราไม่กลัวอะไรเลย
เรายังหนุ่มและเราไม่มีอะไรต้องเสียนอกจากเวลา”
จอห์นเล่าพร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

พอเปิดกิจการ นอกจากอุปสรรคเรื่องการหาที่จอดเรือ Word on the Water ก็ต้องเจอปัญหาเดียวกับร้านหนังสือทั่วไปที่ยอดขายลดลงเพราะร้านหนังสือออนไลน์และสื่อดิจิทัล
แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้
ทุกวันจอห์นและแพดดี้จะตั้งใจเลือกหนังสือเล่มใหม่เข้ามาขายในร้านด้วยตัวเอง

“ทุกเล่มต้องเป็นหนังสือที่เราชอบ อยากแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่าน
เราเลือกเพราะเรามั่นใจว่าพวกมันจะเปลี่ยนชีวิตคนอ่านเหมือนที่มันเคยเปลี่ยนชีวิตเรามาแล้ว” จอห์นเล่า
พร้อมขยายความว่า “การทำร้านหนังสือเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้จักและรักมันหมดหัวใจ
สำหรับผมมันยากมากนะที่จะตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วออกไปทำสิ่งที่เราไม่ได้รัก”

“แรกๆ ฉันว่ามันคงสนุกดีนะ
แต่การต้องนั่งเฝ้าร้านทุกวันตลอด 5 ปี คงเป็นงานที่น่าเบื่อน่าดู
ทุกวันนี้คุณยังอยากตื่นขึ้นมาทำงานนี้อยู่หรอ” ฉันถามต่อ

“ผมไม่เคยเบื่อเลย” จอห์นตอบ “เพราะหนังสือที่เข้ามาขายในร้านมักจะแตกต่างกันไปทุกวัน
และบทสนทนากับคนอ่านก็ไม่เคยซ้ำกันสักวันเช่นกัน
ทุกวันนี้ผมยังสนุกกับการคุยกับลูกค้าเรื่องหนังสือ แลกเปลี่ยนเล่มที่เราชอบ
ผมได้เรียนรู้อะไรจากพวกเขาเยอะมาก อย่างน้อยก็ได้รู้จักหนังสือดีๆ หลายเล่มที่ไม่เคยรู้มาก่อน
มันสนุกมากจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ทุกวันได้นั่งถกเถียงกันเรื่องหนังสือ”

จอห์นเล่าต่อว่าด้วยความที่หนังสือเด็กทุกเล่มในร้านลดครึ่งราคา
หลายครอบครัวเลยมักพาเด็กๆ มาที่นี่ คล้ายเป็นกิจกรรมวันหยุดที่พ่อแม่จะพาลูกๆ มาเลือกซื้อหนังสือพร้อมสำรวจเรือที่มีอายุกว่าร้อยปี
ส่วนหนุ่มสาวหลายคู่คิดว่าบรรยากาศของร้านนี้ช่างโรแมนติก
พวกเขาเลยมักพาแฟนมาออกเดต หลายคนมาขอแต่งงานกันบนเรือก็มี

“เสียงตอบรับและปฎิกิริยาของผู้คนเหล่านี้นี่แหละที่เป็นกำลังใจให้ผมอยากทำงานนี้ต่อ
มีหลายครั้งคนที่เข้ามาคุยกับผมในร้านหนังสือแล้วพวกเขาร้องไห้
ร้านนี้ทำให้พวกเขาตระหนักว่าสังคมนี้มีบางอย่างผิดพลาด
ชีวิตของพวกเขามีบางอย่างขาดหายไป และพวกเขาต้องการมันกลับมา ทุกวันนี้เราเกิดและเติบโตมาในค่านิยมว่าเราทุกคนต้องเรียนให้ดี
เพื่อที่จะมีงานที่ดี และมีเงินมากมายถึงจะทำให้ครอบครัวมีความสุข
แต่ผมกลับเชื่อว่าถ้าทุกคนได้ทำงานที่ตัวเองรัก งานที่เราทำจะสร้างสังคมที่ดี
และโลกของเราคงดีกว่านี้มาก”

“และเมื่อพวกเขาได้เห็นว่าร้านหนังสือแห่งนี้กำลังทำหน้าที่นั้น
เรื่องของเราคงโดนใจพวกเขาล่ะมั้ง”

หลังจากนั่งคุยกันสักพัก จอห์นก็พาฉันเดินลงเรือเพื่อแนะนำหนังสือหลายเล่มที่เขาชอบเป็นพิเศษ
สารภาพตามตรงว่าฉันจำชื่อและเนื้อหาในหนังสือภาษาอังกฤษเหล่านั้นไม่ได้สักเล่ม
แต่ฉันจดจำได้เพียงแววตาที่เป็นประกายของจอห์นขณะที่มองหนังสือและเล่าเรื่องราวของพวกมันให้ฉันฟัง

“จอห์น
สมมติว่าถ้าวันนึงเรือลำนี้จะจมน้ำขึ้นมาจริงๆ คุณจะช่วยเล่มไหนออกมาเป็นเล่มแรก”
ฉันถามคำถามที่อยากรู้มานาน แล้วหนุ่มใหญ่เจ้าของร้านก็ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“ทุกเล่มนั่นแหละ
เพราะผมรู้จักพวกเขาหมด และรักพวกเขาเท่าๆ กัน”

Famous Attraction: The Little prince by Antoine de Saint-Exupéry

วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังที่เล่าเรื่องราวของปรัชญาชีวิตผ่านการเดินทางไปยังดวงดาวต่างๆ ของเจ้าชายน้อย
เวอร์ชันที่ขายในร้านนี้เป็นรุ่นพิเศษปกแข็ง ปกออกแบบใหม่ได้น่ารักน่าอ่านมาก

Hidden Attraction: Wide Sargasso Sea by Jean Rhys

นิยายโศกนาฎกรรมความรักที่เล่าถึงเรื่องราวก่อนเหตุการณ์ในหนังสือขายดี
Jane
Eyre
ในหนังสือเล่มนี้
ตัวละครหลักคือ Antoinette Cosway หญิงสาวจาเมกาที่ถูกขายให้แต่งงานกับหนุ่มอังกฤษ
ท่ามกลางสังคมแห่งความเกลียดชัง การกดขี่ผู้หญิง
และความสัมพันธ์ทางเพศที่บิดเบี้ยว ในที่สุดหญิงสาวก็กลายเป็นบ้าและถูกขังอยู่ในห้องใต้หลังคา

High Season: บ่ายวันอาทิตย์ร้านจะคึกคักเป็นพิเศษ
เพราะจะมีการแสดงดนตรีสดบนดาดฟ้า เลยมักมีครอบครัว เพื่อนฝูง
และคู่รักมาเดินเล่นในร้าน แต่ถ้าชอบบรรยากาศเงียบสงบ
แนะนำช่วงเวลาบ่ายของวันธรรมดา ถ้าวันไหนโชคดี อาจจะได้ฟังเพลงจากนักดนตรีที่มาเล่นก็ได้นะ

“การทำร้านหนังสือเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้จักและรักมันหมดหัวใจ สำหรับผมมันยากมากนะที่จะตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วออกไปทำสิ่งที่เราไม่ได้รัก” – Jonathan Privett

Word on the Water

Address: York Way, Granary Square, N1 C London, United Kingdom
Hours: ทุกวัน 12.00 – 19.30 น.
How to
get there:
นั่งรถไฟใต้ดินมาขึ้นที่สถานี
King’s Cross St. Pancras แล้วเดินตรงมาทาง Granary Square จะเจอร้านตั้งอยู่ในคลองรีเจนท์ฝั่งขวาของสะพาน

facebook
|
Word On The Water – The London Bookbarge
twitter | @wordonthewater

Author

ฟาน.ปีติ

ปีติชา คงฤทธิ์ นักออกแบบภาพประกอบประจำนิตยสาร a day งานอดิเรกคือการทำอาหารคลีน, วิ่ง และต่อกันพลา

Related Posts