Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
ร้านซ่อมหนังสือ ย่านเมืองเก่าสงขลา ชุบชีวิตหนังสือเล่มโปรด ชุบชูใจนักเดินทาง

ร้านซ่อมหนังสือ ย่านเมืองเก่าสงขลา ชุบชีวิตหนังสือเล่มโปรด ชุบชูใจนักเดินทาง

09/10/2026
ที่ชอบ
AUTHOR: อัญชิสา เรืองโรจน์
SHARE:

 ทำไมคนเราต้องซ่อมหนังสือ ทั้งที่หนังสือบางเล่มค่าซ่อมอาจจะแพงกว่าค่าปกเสียอีก 

 สำหรับคนรักหนังสือแล้ว เมื่อหนังสือเล่มโปรดชำรุดไปตามกาลเวลา ด้วยความผูกพันเราคงไม่อยากจะทิ้งหนังสือเหล่านั้นไป และการหาซื้อหนังสือเล่มใหม่ก็ไม่อาจทดแทนความทรงจำและเรื่องราวที่มีต่อหนังสือเล่มเก่าได้

 “ยุคนี้ใครเปิดร้านซ่อมหนังสือนี่อาจหาญมากที่มายืนหยัดในทางนี้ คนอื่นเขาก็คงไม่ทำกัน แต่สำหรับเรามันกลายเป็นทางของชีวิตไปแล้ว” 

 ร้านซ่อมหนังสือเล็กๆ บนถนนยะหริ่ง ย่านเมืองเก่าสงขลาแห่งนี้ สร้างขึ้นมาจากความรักในหนังสือของ ‘หมั่น-ชาญชัย ยงรติกุล’ หรือนักเขียนนามปากกาว่า ‘หินสีครีม’ ผู้เขียนหนังสือรวมกวีนิพนธ์อย่าง ดอกไม้สมถะ และ นักประกอบความฝัน 

 หากจะเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า คลินิกชุบชีวิตหนังสือ ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะเขารักษาหนังสือเก่าราวกับหมอที่กำลังวินิจฉัยคนไข้ เขาสารภาพตามตรงว่า ถึงแม้นักซ่อมหนังสือเป็นอาชีพที่ใช้เวลาทำงานนาน เมื่อเทียบกับรายได้แล้วถือว่าน้อยนิด แต่สำหรับเขาการได้เยียวยาความทรงจำให้ใครบางคน และยังได้ทำงานกับสิ่งที่รัก สิ่งนี้ก็เป็นเหมือนยาที่รักษาข้างในจิตใจของตัวเองด้วยเช่นกัน

 ภายในร้านมีทั้งหนังสือที่เขาเขียนและเย็บเล่มเองกับมือ งานกวีวรรณกรรมจากสำนักพิมพ์ ไปจนถึงเพื่อนนักเขียนนำมาฝากขาย กลิ่นของหนังสือที่เรียงราย ชวนให้หยิบหนังสือขึ้นมาเปิดทีละเล่ม ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ ที่ความบันเทิงของเรายังไม่ได้อยู่บนหน้าจอ แต่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวตามหน้ากระดาษ

 “อย่างน้อยร้านแบบนี้ก็เป็นเหมือนตัวถ่วง ถ่วงความกระหายความทันสมัยที่กำลังถาโถมเข้ามา ให้เราได้เดินช้าลงบ้างก็น่าจะดี” เขาว่าอย่างนั้น

 ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเรียกว่าถ้ำหนังสือ จริงๆ แล้วร้านชื่ออะไร

 จริงๆ แล้วร้านผมไม่มีชื่อ ก่อนจะย้ายมาตรงนี้ บ้านหลังเก่าลักษณะเหมือนถ้ำ มีช่องระบายลมระบายแสงอยู่ทางด้านหลัง บ้านเก่าสงขลาจะเป็นแบบนี้หมดไม่ว่าหลังเล็กหรือใหญ่ บางคนก็เรียกโรงเตี๊ยม บางคนก็เรียกอาศรม แต่ผมเรียกว่าถ้ำหนังสือ มันง่ายและธรรมดาดี

 คุณเติบโตมาที่เมืองเก่าสงขลาตั้งแต่เด็กเลยไหม

 เมื่อก่อนผมอยู่หาดใหญ่ ทำหนังสือกับกลุ่มนักเขียนที่หาดใหญ่ ชื่อว่าควนป่านาเล เกี่ยวกับภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรมของชุมชน ย้ายมาสงขลาช่วงแรกๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดร้านแบบทุกวันนี้ คิดว่าแค่มาเขียนหนังสือ

 ถ้าให้ย้อนไปไกลกว่านั้น เส้นทางชีวิตผมเริ่มต้นมาจากความชอบด้านดนตรี ตอนนั้นทำวงกับเพื่อนๆ ที่หาดใหญ่ แต่พอถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้มีความสุขกับมันแล้วก็เลยหยุดไป หันไปทำงานศิลปะอยู่พักหนึ่ง ไปเรียนการทำผ้าบาติกจากช่างสิบหมู่ที่เกาะยอ จนตอนหลังก็เริ่มขยับมาทำงานเขียนบทกวี ก็มีรุ่นพี่ชวนไปทำหนังสือภาคใต้ 

 แล้วจับพลัดจับผลูยังไง ถึงย้ายมาตรงนี้

 ส่วนตัวผมเป็นคนชอบอยู่ตามป่าตามเขา แต่พอถึงจุดหนึ่งของชีวิตผมต้องตัดสินใจว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน ตอนนั้นก็มีรุ่นพี่ผมคนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับกลุ่มภาคีสร้างสรรค์โทรมาหาผมว่า มีบ้านเก่าหลังหนึ่งที่เมืองเก่าสงขลาเหมาะกับผมมากเลย ผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะไม่ได้มีภาพฝันที่สงขลาเลย ไม่เคยคิดจะมาอยู่ด้วยซ้ำ คิดว่าต้องเดือดร้อนเพื่อนแน่ๆ แล้วถ้าย้ายไปจริงจะอยู่ได้นานแค่ไหน

 แต่พอถึงเวลาก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ผมก็เลยต้องมา ครั้งแรกที่ไขกุญแจเข้าไป จำได้ว่ามันเป็นบ้านเก่าที่ไม่น่าอยู่เลย ช่วงแรกใช้วิธีเดินทางมาเช้า-เย็นกลับ มาทำความสะอาด ล้างบ้าน จนกระทั่งพออยู่ได้ก็ย้ายมาเลย

 พออยู่ไปสักพัก เราก็เริ่มซึมซับบรรยากาศ ดูพื้นที่ ดูผู้คน เมืองนี้ก็น่ารักดี พอได้สัมผัสเมืองจริงๆ มันมีพลังงานบางอย่างที่หาดใหญ่ไม่มี เมืองนี้ยังมีความเป็นพื้นบ้าน มีความเป็นชุมชน ผู้คนทักทายพูดคุยกัน ไม่รู้สึกแปลกหน้าหรือแปลกแยก เหมือนรู้จักกันหมด ยิ่งกว่านั้นคือยังทำกับข้าว แลกกับข้าวกัน

 อยู่ตรงนี้มาสิบปีแล้ว มองเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือบรรยากาศของเมืองนี้ยังไงบ้าง

 ผมเริ่มเห็นพลังงานของผู้คนมาตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ถ้ามองผ่านเลนส์ของผมในฐานะคนที่ทำงานศิลปะ ทำงานเขียน คิดว่าเมืองนี้เหมาะมากที่เราจะมาซุ่มทำงาน บรรยากาศมันเงียบ เงียบจนคิดว่าถ้าอยู่หาดใหญ่ เราคงไม่ได้สงบนิ่งแบบนี้แน่ๆ เพราะหาดใหญ่เพื่อนเราเยอะ แต่พอย้ายมาผมไม่รู้จักใครเลย 

 เหมือนเราเป็นเมล็ดพันธุ์แล้วมางอกที่นี่ ตอนอยู่หาดใหญ่มันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง จะว่างอกก็ไม่งอกดีเท่าไหร่ แต่พอมาอยู่สงขลามาเจอดิน เจอบรรยากาศความเป็นเมือง เจอผู้คน ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของเรามากกว่าเมืองที่เจริญแล้ว ผมมองว่ามันเป็นเมืองที่เหมาะกับการสร้างสรรค์งานศิลปะและวรรณกรรมนะ

 ตอนนั้นวงการหรือธุรกิจหนังสือทำมือเป็นยังไงบ้าง

 ผมมองว่ามันเป็นยุคปลายของหนังสือทำมือแล้วนะ ต้องเข้าใจก่อนว่าระบบการทำหนังสือทั่วๆ ไป ถ้าเราส่งโรงพิมพ์ตามกระบวนการปกติ มันใช้ต้นทุนสูงมาก พวกเราพยายามหาทางออกกันว่า ถ้าต้นทุนมันสูงขนาดนั้นก็ทำมือกันเองสิ อย่างน้อยก็ลดต้นทุน แต่เราก็เพิ่มแรง ใส่ฝีมือที่เรามีแทน กลายเป็นว่าจากจุดนั้นที่ทำให้ผมได้ฝึกทำหนังสือ ฝึกซ่อมหนังสือจนขยับมาทำงานตรงนี้ได้ มันเริ่มมาจากจุดที่เราต้องลงมือทำเองเพราะไม่มีทุน

 ฝึกทำหนังสือแล้วคิดต่อยอดเป็นธุรกิจตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่า

 ไม่เลย ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของวิถีชีวิตมากกว่า เมื่อก่อนผมเดินทาง เขียนหนังสือไปเรื่อยๆ เก็บไว้จนเต็มตู้เลย ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง และเป็นลายมือที่เราเขียนเองทั้งหมด

 พออยากเอาไปพิมพ์ก็ไม่มีเงิน คนช่วยก็มีนะ แต่เราก็ไม่อยากไปเดือดร้อนเขา มันมีความรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่หลายครั้ง อยากทำหนังสือแต่ทำไม่ได้เพราะไม่มีทุน จนกระทั่งมาเจอเพื่อนที่ทำสัปดาห์หนังสือนี่แหละ เป็นจุดเริ่มต้นหนังสือทำมือเล่มแรกของผม

 ตอนนั้นมีเงินอยู่จำกัดแค่ไม่กี่พัน ผมต้องไปเลือกดูกระดาษทำปกกับเพื่อน สรุปว่าปกที่ซื้อมาใช้ไม่ได้ วางแบบผิดหมดเลย แต่ซื้อมาแล้วก็เลยแก้ปัญหาโดยเอาปกที่ซื้อมาผิดทำเป็นสมุดเย็บมือขาย เพื่อที่จะเอาเงินทุนคืนกลับมาไปซื้อกระดาษทำปกใหม่ กลายเป็นว่าพอตั้งขายปุ๊บสมุดเย็บมือขายหมดตลอด สุดท้ายเราก็ได้เงินจากตรงนั้นมาทำหนังสือของตัวเองเล่มแรก

 ช่วงแรกที่ย้ายมาเป็นยังไงบ้าง

 เอาจริงๆ ช่วง 4 – 5 ปีแรก ผมไม่เปิดหน้าร้านนะ ผมตั้งใจแค่มาซุ่มเขียนหนังสือ ทำงานคราฟต์อยู่ด้านใน สลับกับการเดินทาง ตอนนั้นจะเดินทางทุกปี ช่วงปลายปีก็จะขึ้นไปทางเหนือ ไปหาเพื่อนๆ และไปจัดเวิร์กช็อปอยู่ที่อำเภอปาย ได้เที่ยวและทำงานไปด้วย กลับมาก็เขียนหนังสือทำสมุดบันทึกตามออเดอร์ออนไลน์นิดหน่อย 

 แต่พอเมืองเริ่มเติบโตขึ้น มีคนเริ่มเข้ามาเปิดร้านกาแฟมากขึ้น เราก็รู้สึกว่าตรงนี้น่าจะทำอะไรได้มากขึ้น หลังจากนั้นก็ค่อยๆ งอกใหม่ทีละมุมตามผลงานที่เราสร้างขึ้นมาตามทุนที่มี ไม่ได้รีบร้อนอะไร

 วิถีชีวิตเป็นคนชอบเดินทาง พอต้องมาปักหลักอยู่กับที่เดียวรู้สึกยังไง

 ทุกวันนี้มันก็เป็นทางชีวิตไปแล้ว เมื่อก่อนผมก็ไม่เคยคิดอยากจะมานั่งเฝ้าร้านแบบนี้นะ ไม่คิดว่าวันหนึ่งเราต้องมานั่งดูร้านจนไปไหนไม่ได้ เพราะเราเป็นคนชอบเดินทาง แต่ในเมื่อตอนนี้มันมีพันธะผูกพันแบบนี้แล้ว เราก็ต้องอยู่กับมัน ปรับวิถีใหม่ของตัวเองว่าไม่ต้องเดินทางก็ได้ แต่จะทำยังไงให้อยู่แล้วรู้สึกไม่ขาด 

 ถึงจุดหนึ่งคนที่มาเที่ยวเขาก็แวะมา คนที่มีวิถีชีวิตหรือวิธีคิดคล้ายๆ กันเขาก็มาบ่อยขึ้น แถมยังพาเพื่อนมาด้วย กลายเป็นจุดพักผ่อน เป็นจุดที่ว่าถ้ามาแถวนี้แล้วต้องมากินกาแฟ มานั่งคุยกัน สุดท้ายเราก็ได้เพื่อนใหม่ๆ ที่ไหลเวียนเข้ามา กลายเป็นว่าถ้ามาสงขลาก็ต้องแวะมาที่นี่ เรื่องราวของผู้คนมันไหลมาหาเราเองจากกลุ่มคนเหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เดินทางเหมือนกันแต่เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง

 หนังสือที่วางในร้านเลือกจากอะไรบ้าง

 ตอนแรกมีแค่หนังสือของเราเอง ช่วงหนึ่งก็เป็นหนังสือบทกวีล้วนๆ เมื่อก่อนแถวนี้จะมีร้านหนังสืออยู่ 4 ร้านด้วยกัน มีร้านหนังสือเล็กๆ, ร้านซ่อมหนังสือ, ร้านประภาคาร และร้าน dot.b เวลาที่มีกิจกรรมอะไรเราก็จะมารวมตัวกัน ตอนนั้นเราอยากเอาหนังสือมาวางขายบ้าง คิดว่าจะเอาแนวไหนดี สุดท้ายก็เลือกเป็นบทกวี เพราะเป็นแนวที่เราชอบ รู้จักดีอยู่แล้ว สามารถแนะนำลูกค้าได้ ร้านผมช่วงนั้นก็เลยกลายเป็นร้านที่มีแต่หนังสือบทกวีทั้งหมด

 แต่หลังจากนั้นลูกค้าเริ่มถามหาหนังสือแนวอื่นมากขึ้น ซึ่งหนังสือดีๆ บางเล่มปกก็หายาก หนังสือดีๆ เล่มใหม่ๆ ก็ไม่ได้มีเยอะ ส่วนมากเป็นหนังสือเก่าแต่ถ้าเราหาได้ก็จะซื้อมาตั้งไว้เผื่อลูกค้าเลยอย่าง โจนาธาน ลิฟวิ่งสตัน นางนวล, เจ้าชายน้อย หรือต้นส้มแสนรัก พวกนี้ถ้าเห็นที่ไหนผมก็จะซื้อเลย หลังๆ พอมีคนเข้ามาที่ร้านมากขึ้น เราก็เริ่มติดต่อตรงกับสำนักพิมพ์เอง เลือกจากเล่มที่เราชอบ ใช้วิธีซื้อขาดมาเลย แต่จะซื้อคราวละไม่เยอะ พอหมดแล้วค่อยสั่งต่อ คัดเฉพาะเล่มที่คิดว่ามีกลุ่มลูกค้าของเราจริงๆ

 แน่นอนว่าธุรกิจร้านหนังสือไม่ง่าย ที่ผ่านมาเจออุปสรรคอะไรบ้าง

 จริงๆ มันก็พูดยาก มีแต่คนห่วงทั้งนั้นแหละ เคยมีคนถามผมเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ จนบางทีผมก็ตอบกวนๆ เขาไปเหมือนกันว่า วันหนึ่งถ้าเราหายไป ไม่ต้องถามหรอกว่าหายไปไหน แต่ให้กลับไปลองคิดดูสิว่า ตอนที่เรายังอยู่ เราอยู่กับมันมาได้ยังไง เพราะบางทีเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราผ่านมาได้ยังไง แต่สิ่งสำคัญคือเรามีเพื่อน มีกัลยาณมิตรที่ดี คอยช่วยเหลือกัน สำหรับเมืองสงขลาถ้าคุณจริงใจกับสิ่งที่คุณทำ ก็จะมีคนเข้ามาคอยเอื้อ เขาจะไม่ปล่อยให้คุณต้องโดดเดี่ยวแน่นอน

 ในมุมมองของคุณ อาชีพนักซ่อมหนังสือเป็นยังไง

 คุณต้องเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะๆ ต้องมีหนังสือเยอะๆ พอเริ่มมีหนังสือเยอะๆ มันก็จะมีเล่มที่ชำรุดเสียหาย ในจำนวนนั้นมันก็คือหนังสือที่ดี เล่มที่เราอ่านแล้วรู้สึกรักและผูกพันกับมัน พอเริ่มจากตรงนั้น มันจะเกิดความรู้สึกที่อยากจะซ่อมแซมให้มันกลับมาอยู่ในสภาพที่ดี

 คุณต้องมีหัวใจตรงนี้ก่อน คุณถึงจะมองเห็นคุณค่าของมันแล้วพาหนังสือเล่มนั้นไปรักษา แต่ถ้าคุณไม่เห็นหัวใจของหนังสือตรงนี้ คุณจะหยิบมันไปซ่อมเลยโดยไม่ได้สนใจอะไร มันจะไม่มีแรงบันดาลใจที่จะทำ แล้วเราก็คงไม่มีแรงบันดาลใจที่จะไปเรียนรู้ด้วยว่ากระบวนการซ่อมมันคืออะไร หรือเราสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง

 ความนิยมของคนที่เอาหนังสือมาซ่อมในยุคก่อนกับยุคนี้เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

 ผมว่าแทบไม่ต่างนะ ไม่ว่าจะเป็นบริบทของผู้คนหรือหนังสือ คนที่เอาหนังสือมาซ่อมส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวบ้าน ผู้สูงอายุ ที่มักจะนำพวกตำรายา ตำราโหราศาสตร์ คัมภีร์ต่างๆ ที่เก็บรักษา หรือพวกหนังสือเก่าๆ ที่เขาไม่รู้จะซ่อมที่ไหนก็เอามาให้เราซ่อมให้ 

 บางเล่มซื้อใหม่ได้ บางเล่มซื้อใหม่ไม่ได้ แต่ต่อให้ซื้อใหม่ได้มันก็ไม่เหมือนกันอีก เพราะหนังสือเล่มนั้นมันมีความทรงจำเฉพาะของเจ้าของ บางทีคนรักให้มา พ่อแม่ซื้อให้ เพื่อนซื้อให้ หรือจากเงินเดือนก้อนแรกในชีวิตที่ไปซื้อมา มันเลยทดแทนกันไม่ได้

 เวลามีคนเอาหนังสือมาให้ คุณรับซ่อมหมดเลยหรือเปล่า

 เราก็ไม่ได้ซ่อมให้ทุกคน มีเงินมาเร่งเร้าเราก็ไม่ทำให้ เราไม่ใช่คนที่จะไปทำอะไรแบบนั้น เพราะงานพวกนี้เราเลือกได้ ถ้าเราจริงจัง นิ่ง ซื่อสัตย์กับงานมากพอ

 บางคนอาจจะไม่ได้มีความทรงจำหรือความรักให้หนังสือมากพอ ปัญหาที่ผมเจอบ่อยๆ คือ บางคนเดินทะเล่อทะล่าเอาหนังสือมาให้ผมซ่อมเลย มันเหมือนเขาข้ามขั้น พอข้ามขั้นจิตใจคุณมันก็ไม่ได้ไง พอเขาเดินเข้ามาหา เรามองแป๊บเดียวก็รู้แล้วว่าคนนี้ไม่ได้รักหนังสือจริงๆ มาทรงนี้คือมาเพื่อจะเอาอย่างเดียว

 จริงๆ การซ่อมหนังสือของผม ผมแทบไม่ได้อะไรเลยเมื่อเทียบกับเวลาที่เราเสียไป ผมอยากทำให้กับเล่มที่มันควรจะทำจริงๆ และทำให้กับเจ้าของหนังสือที่รู้คุณค่าของมัน ผมจะดูเรื่องนี้เป็นอันดับแรก ซ่อมหรือไม่ซ่อมเราต้องได้พูดคุยกันก่อน ไม่ใช่อยู่ๆ จะส่งมาเลย แบบนั้นผมไม่เอาผมส่งตีกลับหมด

 แล้วมีวิธีดูยังไง

 ยกตัวอย่าง มีคนหนึ่งถือหนังสือมา สภาพหนังสือคือแย่มาก ผมทำท่าจะหยิบขึ้นมาดู เขาก็รีบบอกเลยว่าต้องระวังนะมันเป็นหนังสือคัมภีร์ พอผมเริ่มเอาหนังสือวางบนตักเพื่อจะดูโครงสร้าง เขาก็บอกวางไม่ได้อีก เพราะมันศักดิ์สิทธิ์ ผมรู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่คนที่รักหนังสือในแบบปกติ เราเองก็ไม่รู้หรอกว่าความเชื่อของเขาเป็นแบบไหน แต่หลักของผมคือ ในเมื่อคุณเอามาให้ซ่อม คุณก็ต้องไว้ใจเรา เพราะเราคือคนซ่อมหนังสือ

 พอมันเริ่มต้นด้วยพลังงานแบบนั้นแล้ว เขาก็จู้จี้ลามไปถึงเรื่องราคาและเวลา ซึ่งงานซ่อมหนังสือมันไม่สามารถตอบแบบนั้นได้ทันที ผมอาจจะประเมินภาพรวมคร่าวๆ ให้ได้ แต่ไม่สามารถประเมินขาดได้เลยว่าจะจบที่เท่าไหร่ เพราะหนังสือแต่ละเล่ม พอรื้อโครงสร้างออกมาแล้ว งานมันจะงอกออกไปอีก แล้วถ้างอกมันก็ขยายเวลาทำงานออกไป ยากขึ้นไปอีก ถ้าเกิดเราไปประเมินราคาตั้งแต่ตอนที่เนื้องานยังไม่งอก เราก็เหนื่อยเลย ปกติซ่อมหนังสือมันก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว ถ้าประเมินผิดขึ้นมาคือเจ็บตัว เข้าเนื้อ เสียเวลาเปล่าๆ

 แต่ตรงนี้ยังไม่ใช่ประเด็น ประเด็นมันอยู่ตรงที่กิริยาท่าทางและความเห็นแก่ตัว ไม่เข้าใจคนซ่อมเลย ไม่รู้ว่าคนซ่อมต้องเหนื่อยทำอะไรบ้าง ไม่เห็นหัวใจของคนทำงาน นึกถึงแค่สิ่งที่ตัวเองจะได้ เทียบเป็นราคา ดูแล้วก็มีราคาในหัวของตัวเองอีกในการประเมินเรา ซึ่งคุณไม่รู้อะไรเลย แต่คุณมาประเมินเราตามความคิดของคุณ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าไม่น่ารัก คุณต้องไว้ใจเราแล้วก็เชื่อเรา พอประเมินแล้วว่าคุณไม่ได้รักหนังสือจริง หรือรักแบบผิดๆ ในมุมมองของเรา เราก็ไม่อยากซ่อมให้

 แต่อีกแบบหนึ่งคือ ถือหนังสือคัมภีร์มาเหมือนกัน ห่อผ้าอย่างดี กอดคัมภีร์เดินเข้ามาในร้าน เข้ามาทักทายพูดคุยกันก่อน ถามไถ่ว่าซ่อมได้ไหม พูดถึงคัมภีร์เล่าเรื่องราวของคัมภีร์เล่มนั้นให้ฟังว่าได้มาจากคนในครอบครัว เคยใช้เวลาอ่านร่วมกับคนที่รักยังไงบ้าง แล้วก็บอกให้เราซ่อมเลย เท่าไหร่ค่อยว่ากัน เขาเข้าใจเรา พอเข้าใจเรามันก็ง่าย เพราะเรารู้แล้วว่าต่อให้ซ่อมได้หรือไม่ได้มันก็มีคุณค่า ซ่อมให้ฟรีก็ได้ เราเองก็รอคอยคนแบบนี้อยู่เหมือนกัน 

 มีเกณฑ์อะไรบ้างที่จะรับหรือไม่รับ

 หนึ่งคือคุณรักหนังสือจริงไหม แต่ผมจะไม่ถามคุณ ผมจะดูวิธีของคุณ ตั้งแต่คุณถือหนังสือมาเลย ดูสาเหตุการชำรุดของหนังสือ ซึ่งมันบอกได้เลยนะว่าหนังสือคุณผ่านอะไรมา หนังสือทุกเล่มมันสามารถวินิจฉัยได้หมดเลย แค่ดูจากบาดแผลของมัน

 เหมือนรักษาคนเหมือนกันนะ

 ผมเคยพูดอยู่หลายครั้งว่า การซ่อมหนังสือก็เหมือนหมอวินิจฉัยคนไข้ เพราะว่าคนไข้แต่ละคนป่วยมาไม่เหมือนกัน คุณผ่านอะไรมาบ้าง หนังสือก็เช่นเดียวกัน บางทีเจ้าของไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยพาไปทำอะไรมาบ้าง 

 หนังสือไม่เหมือนกันสักเล่ม ก็ต้องมาวินิจฉัยก่อนว่ามันผ่านอะไรมา แต่หลักๆ คือสภาพอากาศไม่ดี หรือเจอความชื้น ถ้าเปรียบกับคนก็เหมือนป่วยหรือเป็นหวัด หนังสือมันก็เปื่อย ผุพังได้เหมือนกัน แต่ก็มีรายละเอียดอะไรมากกว่านั้น

 หลังจากวินิจฉัยเสร็จ กระบวนการถัดไปคืออะไร 

 คำถามแรกที่ผมจะถามคือ รีบไหมครับ รอได้ไหม วิธีการของผมคือจะไม่ให้ลูกค้ามาเร่งเร้าผมเด็ดขาด แต่ว่าผมก็จะไม่ทิ้งงาน แล้วผมก็จะตีเวลาเผื่อเสมอ จริงๆ หนังสือใช้เวลาซ่อมแค่วันสองวันก็เสร็จแล้ว พอจังหวะได้ สมาธิได้ เราก็ลงมือทำเลย แต่เราก็ต้องรันไปตามคิว ผมก็จะประเมินและบอกเวลาไปว่าเต็มที่ก็น่าจะไม่เกินสองอาทิตย์ ถ้างานเสร็จก่อนสองอาทิตย์ เดี๋ยวผมจะเป็นฝ่ายโทรไปแจ้งเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเสร็จก่อนเวลาที่บอกไว้ 

 ทุกวันนี้ยังมีร้านซ่อมหนังสือเหลืออยู่บ้างไหม

 น้อยมากเลย ในสงขลาอาจจะมีทำอยู่เงียบๆ เล็กๆ แต่ถ้าเปิดเป็นร้านน่าจะไม่มีแล้ว มีแค่ร้านนี้ร้านเดียว ส่วนในกรุงเทพฯ ก็มีรุ่นพี่ผมคนหนึ่งเปิดอยู่แถวเอกมัย แต่ของเขาเริ่มจากร้านเอกสาร ทำปก รับซ่อมประมาณหนึ่ง แต่ของผมคือการทำครบกระบวนการเลย เราทำได้ตั้งแต่เย็บกี่ สามารถรื้อชิ้นส่วนออกมา ขึ้นโครงใหม่ ประกอบใหม่ เราทำได้หมด

 แต่ต้องเข้าใจก่อนว่ายุคนี้ใครมาเปิดร้านซ่อมหนังสือนี่อาจหาญมากที่มายืนหยัดในทางนี้ คนอื่นเขาแม่งก็คงไม่ทำกัน ทำอย่างอื่นสบายไปแล้ว แต่สำหรับเรามันกลายเป็นทางชีวิตไปแล้ว ทางชีวิตเรามีสมุดบันทึก งานซ่อมหนังสือ มีหนังสือทำมือ มีหนังสือดีๆ ที่เป็นประโยชน์ที่เราคัดปกเอามาวางขาย ทั้งหมดนี้มันรวมอยู่ด้วยกันหมดเลย

 ตอนที่มีคนมาบอกคุณว่าอาจหาญมาก คุณตอบเขาว่าไง

 ผมก็ยิ้มเฉยๆ เราก็ไม่รู้ว่าจะตอบอะไร รอยทางเราก็มีเรื่องราวเยอะแยะ มันก็งอกขึ้นมาโดยทางชีวิต ทางชีวิตที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเรา เป็นทางที่ไม่ขัดแย้งกับความคิดและหัวใจของเรา เราซื่อสัตย์กับมันหมดทุกอย่าง พร้อมที่จะเรียนรู้กับมันเพื่อให้มันดีขึ้น ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น เรามองเรื่องพวกนี้โดยที่เราไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันจะเป็นยังไง

 ตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กดื้อ ทำอะไรไม่ค่อยเหมือนเพื่อน ชอบอะไรแปลกๆ เราก็มีความแปลกมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว พอมาทำอะไรแบบนี้มันก็ไม่เหมือนเพื่อน ทำอะไรที่คนอื่นเขาไม่ทำ เราไม่ต้องแข่งกับใครนอกจากตัวเอง ปกติพยายามเลี่ยงในการแข่งขันอยู่แล้วด้วย อย่างการเขียนหนังสือ ผมก็ไม่เคยที่จะไปเปรียบเทียบกับใคร แค่เราอ่านแล้วรู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์กับเราไหม เราฉลาดขึ้นไหม เราอ่านแล้วรู้อะไรมากขึ้นไหม คนอื่นก็น่าจะรับสิ่งนี้ไปได้ด้วยรึเปล่า แค่นั้นเลย เราไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น 

 ในเมื่อเงินจากการซ่อมหนังสือไม่ได้เยอะขนาดนั้น แล้วร้านอยู่ได้ด้วยอะไร

 ตอบยากมาก พวกเราอยู่กันเหมือนอาศรม แลกเปลี่ยนกัน มีเสบียงอะไรก็มาแบ่งปันกัน เราเอื้อเฟื้อกันไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

 ถ้าจะพูดให้เห็นภาพชัดลงไปอีก คือกลับมาที่ตัวผมเอง อย่างแรกคือ ผมไม่มีพันธะ ไม่มีครอบครัวที่ต้องมาบีบคั้นให้เราต้องหาเงินมากๆ อย่างที่สองคือ ข้าวของของผมมีน้อยมาก เราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าปัจจัยสี่ เราเลยอยู่กับมันได้ แล้วก็อยู่อย่างมีความสุขด้วย ไม่ได้รู้สึกฝืนหรืออยู่แบบจำยอม

 เรามีศักดิ์ศรี แบบนี้มันก็งาม แต่งามในแบบความธรรมดา กิเลสหรือวัตถุอื่นๆ ไม่ได้มาทำงานกับเรามาก ถามว่ามีไหมก็มี แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรขนาดนั้น หัวใจของเราจริงๆ คืออยากสร้างงาน อยากเขียนงานออกมาดีๆ แค่นั้น นั่นคือกิเลสของเรา ถ้าเขียนบทกวีก็อยากเขียนบทกวีที่ดี เป็นประโยชน์ 

 ตรงนี้แหละเป็นเหมือนยาที่รักษาข้างในของเรา เงินมันรักษาแค่ข้างนอก ช่วยให้เราซื้อของกินเพื่อดำรงชีวิต แต่มิติด้านหัวใจข้างใน เราก็ต้องกินยาดูแลมัน ยาของผมก็คือการสร้างงาน ยิ่งสร้างงานได้มากเท่าไหร่ หัวใจเราก็ยิ่งดี แต่เมื่อไหร่ที่สร้างงานไม่ได้ หัวใจเราก็เริ่มไม่ดี เราก็ต้องคอยประคับประคองมัน

 วิถีชีวิตของคุณเป็นยังไง

 ผมจะแบ่งออกเป็น 3 อย่างเสมอ หนึ่งคือความฝัน สองคือความจริง สามคือการเดินทาง เพื่อน และมิตรภาพ หมายความว่าทั้งทุน ปัจจัย และเวลาที่ผมมี ผมจะแบ่งให้กับสามอย่างนี้ อย่าให้อันไหนมากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพื่อที่จะขับเคลื่อนมันไปด้วยกัน ชีวิตผมมีแค่นี้ 

 ความฝันของผมคือการเขียนหนังสือ ทำสำนักพิมพ์ สร้างงาน เป็นรายได้เลี้ยงเรา เราไม่สามารถปล่อยได้ ความจริงคือสิ่งที่ต้องเผชิญ ก็คืองานหน้าร้าน รายได้จากการขายหนังสือบ้าง กาแฟบ้าง เลี้ยงให้ความฝันเราขยับไปได้ ส่วนการเดินทาง เพื่อน และมิตรภาพ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนเรา เราได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ ซึ่งเมื่อเราได้รับมา เราก็ถ่ายทอดส่งต่อให้กับคนที่พร้อมจะรับต่อจากเราอีกที มีทั้งการรับและการให้ เป็นสมดุลของชีวิต

 ผมจะไม่ไปสุดโต่งกับความฝันอย่างเดียว เพราะผมคงขยับความฝันไม่ได้ถ้าลืมความจริง เพื่อนมิตรภาพก็เหมือนกัน เราต้องยืนหยัดและซื่อสัตย์กับสิ่งที่เราเป็น

 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ภาพของเมืองสงขลาเป็นไปอย่างที่เคยคิดไหม

 เมืองมันก็เติบโตของมันไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้โตจนถึงขั้นเละเทะ อาจจะเกือบๆ น่าเป็นห่วงอยู่บ้าง แต่ก็ยังถือว่าพอไหวอยู่ 

 ส่วนตัวเรามองว่าสงขลาเริ่มมีกลิ่มหอมว่าที่อื่นๆ กลิ่นมรดกโลกบ้าง การทำงานอีเวนต์ก็จะมากขึ้น ซึ่งบางอีเวนต์ก็ไม่รู้มาจากไหน ช่วงหนึ่งเยอะเกินไปสำหรับเมือง บางงานก็ไม่ได้เข้ากับเมือง ไม่ได้สัมพันธ์อะไรกับชุมชนเลย เอาแต่ภาพเสร็จก็รื้อ กลายเป็นว่าไม่ว่าอีเวนต์ไหนก็มาลงที่นี่กันหมด ช่วงหนึ่งมันมากเกินไปสำหรับเมือง

 บางครั้งชาวบ้านในพื้นที่เขาก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย อยู่ๆ ก็เอาป้ายมาติด ซึ่งบางทีมันเกินไป หลายงานคุณไม่เข้าหาชุมชนเท่าที่ควร ต้องรู้บริบทชุมชนนี้ด้วยว่ามันก็มีความจำเพาะอยู่เหมือนกัน ทุกคนไม่ได้จะเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด มีความแตกต่างกันไป ไปบังคับอะไรเขาไม่ได้ หรืออย่างเรื่องการพัฒนาเมืองบางสายที่อยากจะปิดถนนไม่ให้มีรถวิ่งเลย ทำเป็นถนนคนเดินทั้งหมด คุณก็ต้องเข้าใจบริบทด้วยว่า บ้านหลายๆ หลังในย่านนี้เขาไม่ได้เปิดทำธุรกิจ เขาทำมาหากิน ทำงานเช้าเย็นกลับ พอคุณไปทำแบบนั้น มันกระทบกับวิถีชีวิตประจำวันของเขา เขาไม่ได้ยอมอยู่แล้วเพราะเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรจากธุรกิจพวกนี้ มันก็เลยยังหาจุดลงตัวไม่ได้

 ในแง่เศรษฐกิจ เอาเข้าจริงๆ แล้วย่านเมืองเก่าสงขลาเท่าที่ผมเห็น คนสงขลาด้วยกันเองนี่แหละที่เข้ามาซัปพอร์ตเมืองเก่าสงขลามากกว่า คนข้างนอกอย่างมากก็มากันแค่ช่วงเทศกาล แถวนี้ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานออฟฟิศ เป็นข้าราชการทั้งนั้น เมืองมันอยู่และหมุนเวียนได้แบบนี้มาตั้งนานแล้ว มันไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวจ๋าเหมือนกับจังหวัดอื่นๆ

 สำหรับแพลนที่จะทำในอนาคตของร้านนี้ คิดไว้ยังไงบ้าง

 คิดว่าจะเอาอะไรออก (หัวเราะ) คือที่มีอยู่มันดีแล้ว แต่กำลังคิดให้มันพอดี รู้สึกว่ายิ่งเยอะก็ยิ่งเหนื่อย 

 อีกอย่างหนึ่งคือเราก็ต้องอยู่กับความจริงด้วย ทำมันให้รอด มันก็ต้องปรับสมดุลให้ได้ว่าจะบริหารจัดการยังไงให้มันพอดี ถ้าหนักเกินไปก็ไม่ดี เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาตังค์ที่นี่อยู่แล้ว สำหรับผมสงขลาไม่ใช่เมืองที่จะมาตังค์ ถ้าหวังกำไรสร้างตัวไปที่อื่นเถอะ ที่นี่ไม่ตอบโจทย์ มันไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นหรอก

 คิดว่าร้านหนังสือเล็กๆ มีความสำคัญกับจังหวัดหรือย่านยังไงบ้าง

 อย่างน้อยมันก็เป็นตัวถ่วง ถ่วงในความทันสมัย ความสมัยใหม่ที่กำลังถาโถมเข้ามา อย่างน้อยมันก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่ทำให้เห็นว่า มีร้านแบบนี้ที่คอยเหวี่ยงบรรยากาศและพลังงานเฉพาะตัวแบบนี้อยู่นะ ทำให้เห็นถึงความแปลก ความต่าง เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้ก้าวเข้ามาสัมผัส คุณจะมองเห็นอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องภูมิปัญญา พลังงาน ความเป็นศิลปะ วัฒนธรรม งานฝีมือบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับอะไรบางอย่างได้ด้วย เป็นศูนย์กลางหนึ่งที่รวบรวมสิ่งเหล่านี้เอาไว้อยู่

 ผมก็พยายามสร้างบรรยากาศให้มันเป็นตัวของมันเองที่สุด ไม่อยากเอาตัวเองไปครอบงำมัน ปล่อยให้เนื้องานมันแสดงตัวของมันเอง แต่ละอย่างที่เราสร้างขึ้นมาก็ปล่อยให้มันเป็นไป เราเองก็เป็นเพียงแค่คนคนหนึ่งที่เข้ามาอยู่อาศัยร่วมใช้ชีวิตกับมัน ไม่ได้ไปแสดงความเป็นเจ้าของอะไรกับมัน แต่มองว่าที่นี่คือพื้นที่พื้นที่หนึ่งที่คุณมาสร้างสรรค์อะไรได้

 จากที่คุณสังเกต ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ยังอ่านหนังสือกันเยอะไหม

 สิ่งสำคัญคือพื้นที่ พอมันมีพื้นที่ที่ทำให้คนได้มารวมกัน มันก็เหมือนเวลาเราเป็นเด็กแล้วมีของเล่นนั่นแหละ พอคนหนึ่งเริ่มนั่งเล่น อีกคนก็อยากเล่นตาม ร้านนี้ก็เหมือนกัน เราสร้างพื้นที่ตรงนี้ขึ้นมา พอคนหนึ่งหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน อีกคนก็อยากจะอ่านตาม 

 เพราะฉะนั้นพื้นที่สำคัญมาก ในการทำให้คนได้มาเจอกัน รวมถึงบรรยากาศและพลังงานข้างในร้าน เพียงแค่คุณเดินเข้ามาแต่ตัว ปล่อยให้สัมผัสต่างๆ ได้ทำงาน เห็นมุมหนังสือต่างๆ สนใจเล่มไหนก็ลองหยิบขึ้นมาอ่าน ยุคนี้ไม่ค่อยมีแล้ว เพราะมันถูกทำให้ค่อยๆ หายไป พอเด็กรุ่นใหม่ได้เข้ามาสัมผัสพื้นที่แบบนี้ มันก็เกิดการจุดประกายและต่อยอดความคิดของเขาต่อไปได้

 ในมุมของคนที่อยู่กับหนังสือมาทั้งชีวิต มีอะไรอยากจะบอกกับคนรุ่นใหม่บ้างไหม

 ลองอ่านดูบ้าง หนังสือที่เขาบอกว่าดี ที่คนนั้นคนนี้บอกว่าดีก็ลองอ่านดู เล่มที่เขาบอกว่าไม่ดีก็อ่าน จะได้รู้ว่าไม่ดียังไง เล่มที่เขาบอกว่าดีก็อ่านดูว่าดียังไง อยากให้อ่าน ผมเชื่อว่าหนังสือมันเปลี่ยนทัศนะคนได้ 

 บางทีแค่ประโยคเดียวมันก็ทำงานกับข้างในเรา ถ้าจังหวะมันได้ คุณอาจจะติดล็อกตรงปมนั้นพอดี แล้วบังเอิญไปอ่านหนังสือที่มันคลายปมคุณได้ คุณก็จะเห็นทางว่าชีวิตมีทางให้เลือก มีทางให้รู้สึกนี่หว่า ไม่ได้คับแคบกับทางเลือกทางเดียวหรือความรู้สึกเดียว สิ่งที่เราอ่านมันก็เป็นประสบการณ์ของมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน หนังสือเล่มไหนที่มันดี มันก็เป็นสากล สามารถร่วมรู้สึกและเข้าใจมันได้เหมือนกัน

 คิดว่ามีเรื่องอะไรในวงการหนังสือ ถ้าเกิดขึ้นได้จะช่วยเหลือคนหนังสือได้อีกเยอะมาก

 สิ่งที่จะช่วยคนหนังสือได้เยอะคือคุณต้องช่วยซื้อหนังสือ อ่านหนังสือ จริงๆ จุดเปลี่ยนของชีวิตคนเรา หนังสือมีผลมาก ถ้าย้อนกลับไปในวัยดื้อของเรา ถ้าไม่เจอหนังสือดีๆ เล่มนั้นเล่มนี้ที่คอยฟาดเราให้เข้าร่องเข้ารอย เราก็คงไม่มีวุฒิภาวะที่จะเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจมนุษย์ เข้าใจทุกข์สุขต่างๆ ว่าจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรขนาดนั้น หนังสือมันช่วยขยายความทุกอย่างให้เราหมดเลย

 วรรณกรรมมันไม่ใช่ตำรา มันคือเลือดเนื้อ มีความรู้สึกของตัวละครที่นักเขียนสร้างขึ้นมา เพื่อให้เราเห็นว่าชีวิตมนุษย์เรามันมีหลากหลายมิติเหลือเกิน ในความเป็นจอมโจรหรือมหาโจรที่เขาเดินเข้ามาปล้นคุณ อีกมิติหนึ่งเขามีความรักอันลึกซึ้งให้กับลูกและเมียของเขาเหมือนกัน ส่วนที่คนเคารพนับถือก็อาจจะทำเรื่องผิดบาปหรือผิดธรรมได้เหมือนกัน ทำให้เราเห็นว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นดำหรือขาวไปทั้งหมด

 สุดท้ายแล้ววรรณกรรมบอกเราว่า เรียนรู้มนุษย์ให้มาก เข้าใจให้มาก พอเราเรียนรู้และเข้าใจได้ เราก็จะรู้จักรัก และพอเราเริ่มรู้จักรัก เราก็จะรู้จักให้อภัย พอคุณให้อภัย คุณก็จะไม่ตัดสินใคร และการไม่ตัดสินก็คือการปลดปล่อยสัญชาตญาณให้เรายอมรับว่า คนเราไม่เหมือนกันเลย ชีวิตมนุษย์มันมีความหลากหลายมาก ทุกคนก็เป็นแบบนั้นที่มีทั้งดีและไม่ดี

 ถ้าคุณได้อ่านหนังสือดีๆ ได้ฟังเพลงดีๆ ดูภาพศิลปะดีๆ หรือดูหนังดีๆ สิ่งเหล่านี้มันจะช่วยขัดเกลาตัวคุณได้มาก ทำให้เรากลายเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น ตัวผมเองก็เติบโตมากับสิ่งเหล่านี้ 

 แต่ลึกไปกว่านั้นคือเรามีเวลาได้หยุดพัก เฝ้ามองความงามในมิติอื่นของชีวิตด้วย

Tags:ที่ชอบa dayร้านซ่อมหนังสือถ้ำหนังสือร้านหนังสือเมืองเก่าสงขลา
Share :
Author
อัญชิสา เรืองโรจน์
Photographer
-
SPONSOR RUN BANGKOK 2026: I AM #1 รวมพลังนักวิ่งกว่า 4,600 คน
AgendaSPONSOR RUN BANGKOK 2026: I AM #1 รวมพลังนักวิ่งกว่า 4,600 คนนักเขียน : a team
ลีนา มะลูลีม พาเพ่งพินิจพิจารณา เปลี่ยนโลกธรรมดาให้มหัศจรรย์
Portfolioลีนา มะลูลีม พาเพ่งพินิจพิจารณา เปลี่ยนโลกธรรมดาให้มหัศจรรย์นักเขียน : อารยา อุตอามาต
โลกพิศวงบนหน้าจอของ Jane Schoenbrun ผู้กำกับเควียร์น่าจับตาแห่งยุค
See Saw Sceneโลกพิศวงบนหน้าจอของ Jane Schoenbrun ผู้กำกับเควียร์น่าจับตาแห่งยุคนักเขียน : a team