กลิ่นยังคงชื้น ดินยังคงชุ่ม เสียงแมลงบางชนิดยังคงร้องเกรียวกราวราวกับบิดขี้เกียจก่อนเริ่มวันใหม่แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาของสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์อย่างมนุษย์เช่นเราเอง ที่จริงเสียงนั้นอาจจะเป็นการรบราแย่งอาหารเช้าหรือเผลอเหยียบเท้าเพื่อนก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
บรรยากาศอบอุ่นปนชื้นแบบนี้หากไม่ได้มีหมายนัดคงนอนตื่นสายตะวันโด่งเห็นจะได้ ระหว่างทางเราจึงขอลองหยิบยกหลักคำสอนของเธอมาลองใช้ดูสักหน่อย ‘การสังเกตจะทำให้เราค้นพบบางอย่าง’ ความเร็วของการจ้ำอ้าวค่อยๆ ลดลง สายตาเริ่มสอดส่ายซ้ายขวาแล้วพบว่า
เจ็บ…
อาการแสบๆ คันๆ รีบทำให้เราก้มไปยังบริเวณที่มีอาการแล้วพบว่ามีตัวอะไรสักอย่างสีน้ำตาลหวังปองร้ายข้าพเจ้า 1 ราย งั้นคงต้องรีบน้อมรับคำสอนแล้วจ้ำอ้าวต่อเพื่อไปเรียนรู้หลักสูตรให้ครบก่อนนำมาใช้น่าจะดีกว่า

หย่อนกาย
เฉดสีเขียวปนน้ำตาลของสถานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผลงานที่เธอหอบหิ้วมาแผ่กระจายบนโต๊ะจนแทบล้น ความชอบในธรรมชาติของเธอทะลักผ่านดวงตา การหยิบจับอวดโชว์ผลงาน ลามไปจนถึงน้ำเสียงจากโดยปกติที่ค่อนไปทางเนิบนาบแต่กลับกระฉับกระเฉงเมื่อยามที่อธิบายผลงานอย่างทันควัน
จากผลงานคงไม่พ้นสายการเรียนที่เกี่ยวกับธรรมชาติเป็นแน่!
“สวัสดีค่ะ ลีนา (ลีนา มะลูลีม) แรกเริ่มเราเรียนคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษแล้วก็ไปเรียนต่อภาษาศาสตร์ เรียกได้ว่าทั้งชีวิตไม่มีอะไรเกี่ยวกับธรรมชาติเลย”
ผู้ตอบหัวเราะกับความสวนทางระหว่างหนทางชีวิตกับความชอบส่วนตัว
ผู้เขียนหัวเราะให้กับความสามารถในการคาดคะเนของตัวเองที่ค่อนข้างติดลบ
ก่อนเธอปลอบใจด้วยเหตุผลที่ว่า
“เราเป็นคนไม่เก่งเลข เพราะฉะนั้นพอขึ้นม.ปลายเลยไม่สามารถเลือกสายวิทย์ได้ ก็ต้องหันไปเรียนภาษา แต่เราว่าความชอบวิทยาศาสตร์ ความชอบธรรมชาติมันก็ยังอยู่ในตัวเราตลอด”
เธอเริ่มพลิกหน้ากระดาษไปสู่ปฐมบทความชอบของเธอในตอนแรก
“เราชอบธรรมชาติตั้งแต่จำความได้ ชอบแมลง เลี้ยงผีเสื้อ เดินเล่นในสวน สถานที่เวลาไปเที่ยวกับครอบครัวก็มักเป็นป่าตลอด เราก็เริ่มบันทึกธรรมชาติตั้งแต่เริ่มฟัง พูด อ่าน เขียนได้”

ยังจำบันทึกเรื่องแรกได้ไหม
เธอยิ้มก่อนหันไปกระตือรือร้นคุ้ยหาหลักฐาน
“เล่มนี้น่าจะเป็นเล่มแรก เวลาไปเที่ยว พ่อชอบให้บันทึกการเดินทางเลยจะมีลายมือเรากับพ่อปะปนกันไปบ้าง เล่มแรกน่าจะช่วงปี 2543 บันทึกตอนไปเขาใหญ่แล้วเจอกระรอก ส่วนมากจะบันทึกพวกสัตว์ต่างๆ ที่เราเจอกับอารมณ์ของเราในตอนนั้น”
คงเพราะจ่าฝูงของเธอชื่นชอบธรรมชาติจึงได้หล่อหลอมสมาชิกตัวจิ๋วอย่างเธอให้หลงใหลตามกันไปด้วย ก่อนจะเปิดไล่ไปหน้าที่เธอประทับใจเป็นพิเศษจนเก็บไว้ไม่ไหว ขอเธอระบายความอัดอั้นด้วยการเล่าให้ฟังหน่อยก็แล้วกัน
“จริงๆ มีเรื่องนี้ด้วย! ตอนนั้นเราไปแม่ฮ่องสอนแล้วก็ไปน้ำตกที่ชื่อ ‘น้ำตกแม่สุรินทร์’ เรายังจำภาพได้อยู่เลย ตอนเย็นวันนั้นเรายืนอยู่แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรสักอย่างบินจากต้นไม้อีกต้นไปอีกต้นเหนือหัวเราแล้วก็พบว่ามันคือ ตุ๊กแก!
มันคือ ‘ตุ๊กแกบิน’ ที่เราเคยเจอรูปในหนังสือแต่วันนั้นเป็นวันแรกที่ได้เห็นตัวจริง คือตุ๊กแกแถวบ้านเรามันก็มีแหละแต่มันบินไม่ได้ เราเลยตื่นเต้นแล้วก็ประทับใจมากที่เห็นตุ๊กแกบินได้จนถึงทุกวันนี้ซึ่งมันก็นานมากแล้ว”
ความชอบธรรมชาติในมุมมองตอนเด็กกับปัจจุบันเปลี่ยนไปบ้างไหม
“ความรู้สึกของเราต่อธรรมชาติไม่ได้แตกต่างแต่พอโตขึ้นมันเหมือนมีคำเรียกความรู้สึกมากขึ้น เรารู้สึกว่าความรู้สึกของเรากับธรรมชาติเหมือนเดิมตลอด ตอนเด็กๆ เวลามีคนมาตัดต้นไม้ใหญ่ในบ้านเรา เราก็จะรู้สึกเสียใจโดยที่เราไม่รู้ว่าทำไมถึงเสียใจที่ต้นไม้มันหายไปแต่พอโตขึ้นมันเริ่มอธิบายได้ว่าเพราะว่าเราเคยมีความสัมพันธ์กับต้นไม้ต้นนี้ เราเห็นมันทุกวัน เราไปยืนดูเวลาผึ้งมาทำรังทุกวัน เหมือนเราอธิบายได้มากขึ้นแต่ความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิม”

ผูกพันกับสิ่งมีชีวิตอะไรในสวนมากที่สุด
“ตั้งแต่สมัยเด็กจะมีต้นมะม่วงต้นหนึ่งเกิดหลังเรานิดเดียวถ้านับอายุจากตอนนั้นถึงตอนนี้น่าจะอายุประมาณ 30 ปี ซึ่งใกล้ๆ กัน ทุกปีก็จะมีผึ้งหลวงมาทำรังใหญ่อยู่บนต้นไม้ เราก็จะเฝ้าดูว่าปีนี้ผึ้งมาแล้วแต่สักพักมันก็ไปแล้วปีหน้าเราก็เฝ้ารอมันใหม่ แต่ถ้ามองลงมาใต้ดินก็จะมีจักจั่นมาวางไข่พอถึงหน้าร้อนเขาก็ขึ้นมาลอกคราบบนต้นมะม่วง เราก็เฝ้ารอจักจั่นเหมือนกัน แต่ละปีมันจะมีวัฏจักรที่เราเฝ้ารอ
แต่แล้ววันหนึ่งต้นมะม่วงก็โดนตัด เราเสียใจมากแต่ไม่รู้จะบอกผู้ใหญ่ว่าอะไร ต้นไม้ต้นนี้เลยเป็นต้นที่เรารู้สึกพิเศษจนถึงปัจจุบัน กระทั่งในตอนนี้เราก็ยังเก็บตอไม้ของมันเอาไว้ ทุกหน้าฝนมันก็จะมีเห็ดงอกออกมาเต็มเลย”
ได้เรียนรู้อะไรหลังจากทำความรู้จักกับระบบนิเวศ
“อาจจะต้องเล่าโยงกับความเป็นมาที่ว่าเรามาเชื่อมธรรมชาติกับศิลปะได้อย่างไร เมื่อก่อนเราเริ่มบันทึกด้วยรูปแบบตัวอักษรเป็นหลักแต่เพิ่งเริ่มวาดภาพสังเกตธรรมชาติเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา มันเป็นช่วงที่เราเริ่มทำสวนหน้าบ้านที่เรียกว่า ‘wildlife garden’ มันคือสวนที่เป็นมิตรกับสัตว์หมายความว่าเรามีแหล่งน้ำให้เขา เราไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เรามีแหล่งอาหาร มีแหล่งที่อยู่อาศัย เราก็ทำไปเรื่อยจนผ่านไป 1 ปี เราสังเกตได้ว่ามีสัตว์เข้ามาใช้งานสวนประมาณ 200 กว่าชนิดมันเลยกลายเป็นจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า โห! พื้นที่แค่ประมาณ 50 ตารางวาเองแต่มีสัตว์ตั้ง 200 ชนิด เราเลยรู้สึกว่าเราอยากเริ่มบันทึกว่าใครเข้ามาใช้งานพื้นที่เราบ้าง
พอสังเกตไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ที่ไม่เคยเจอ เช่น มีผึ้งตัวหนึ่งที่บริเวณก้นมีสีฟ้าและเขาจะชอบดอกไม้ที่ชื่อว่าดอกพวงครามเป็นพิเศษ ในสวนมีดอกไม้เยอะมากแต่เขาก็ไม่ชอบจะอยู่ที่ต้นพวงครามตลอด เรารู้สึกว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ถ้าเราไม่ได้สังเกตเราจะไม่มีทางรู้เลย”
สิ่งมีชีวิตที่เราเพิ่งเคยเจอครั้งแรกที่สวนหน้าบ้าน
“เยอะมาก เราทำสวนมา 3 ปีนับรวมจำนวนสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เจอมันประมาณ 300 กว่าชนิดซึ่งเราคิดว่าเกินครึ่งเราไม่เคยเจอเช่น ตัวนี้เราไม่เคยเจอที่อื่นมาก่อนเลยมันชื่อว่า ‘ผึ้งบิงแฮม’ มันแตกต่างตรงที่ผึ้งปกติที่เคยเจอ เขาจะทำรังใหญ่ๆ แล้วอยู่กันเยอะๆ เป็นฝูงแต่ผึ้งพวกนี้เขาเรียก solitary bee แปลว่าผึ้งโดดเดี่ยว ผึ้งสันโดษ”
จากการสันนิษฐานระบบนิเวศในธรรมชาติเธอจึงขอสรุปด้วยคำว่า ‘connection’
“เรารู้สึกว่าทุกชีวิตมันเชื่อมโยงกันไม่ว่าจะเป็นพืชที่เล็กมากๆ อย่างเห็ดราหรือสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยต่างมีบทบาทหน้าที่ของเขาในธรรมชาติหมด ซึ่งสุดท้ายทุกชีวิตต่างมาเชื่อมโยงกัน”

สังเกต
หนึ่งวันของเธอถูกแบ่งสันปันส่วนออกไปตามภาระหน้าที่แต่เธอมักจบวันด้วยการทิ้งตัวลงเงียบๆ ในสวนหน้าบ้าน เอนกายท่ามกลางสิ่งมีชีวิตนับร้อย แล้วค่อยๆ ปล่อยใจร่างระบายออกมาเป็นผลงานที่เปรียบเสมือนการบ้านประจำวันของลีนา
“เราพยายามลงสวนทุกวันประมาณครึ่งชั่วโมง มันเหมือนเป็นช่วง wind down ที่ได้ผ่อนคลายของเรา บางคนอาจจะผ่อนคลายจากการไปวิ่ง แต่ของเราคือการลงไปในสวนแล้วดูว่าวันนี้เหล่าผึ้งกำลังทำอะไร วันนี้มีแมงมุมหน้าใหม่หรือเปล่า”
ระยะเวลาลงสำรวจมักไม่ได้ยาวนานไปเกินกว่าหนึ่งชั่วโมงด้วยอุปนิสัยขี้เบื่อของเธอ เธอจึงให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอมากกว่า

การลงสวนทุกวันทำให้ได้เรียนรู้อะไร
“ทักษะการสังเกต ได้ฝึกการสังเกตเยอะมาก บางคนอาจตั้งคำถามว่าแล้วทำไมเราต้องฝึกการสังเกตใช่ไหม เรารู้สึกว่าการสังเกตทำให้เราเห็นสิ่งที่เรียกว่า wonder ความมหัศจรรย์ในสิ่งที่มันดูเหมือนไม่มีอะไร
ในวันที่เราจัดกิจกรรมที่บ้านสวนสุดาวรรณเราเคยให้โจทย์ว่าภายในครึ่งชั่วโมงให้ไปสังเกตรอบบ้านว่ามีอะไรบ้างผลปรากฏว่าเวลาแค่นั้นกับพื้นที่แค่นั้นถ้าเราตั้งใจมองจริงๆ มันมีความมหัศจรรย์เยอะมากที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน”
ความมหัศจรรย์สำหรับลีนาคืออะไร
“มันนิยามยากนะแต่เรารู้ว่าอะไรมันก็เป็นความมหัศจรรย์ไปหมดสำหรับเราเช่น ที่บ้านมันมีปาดเหนือตัวเล็กๆ มันจะชอบมานั่งอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ที่บ้านทุกวัน แล้วเราก็ชอบไปทำความรู้จักว่า เธอเป็นใคร มาทำอะไร (หัวเราะ) ทำไมสัตว์ตัวหนึ่งถึงเลือกพื้นที่นี้ ทำไมเวลานี้มันจึงชอบอยู่ตรงนี้ พฤติกรรมที่แท้จริงมันคืออะไร แค่นี้เราก็รู้สึกว่ามันเป็นความมหัศจรรย์แล้ว
ที่จริงเขามีชื่อด้วยนะ คุณเรย์ มาจาก ray of sunshine เพราะเรย์ชอบหากินตอนกลางคืนพอกลางวันก็จะมานั่งอาบแดด”

เมื่อ 3 ปีที่แล้วผลงานการบันทึกของเธอเริ่มกลายร่างจากตัวอักษรสู่ลายเส้นงานศิลปะที่เธอจัดวางให้อยู่ในหมวดหมู่ Nature Journal บ้างก็ตวัดอยู่บนกระดาษแวะเวียนไปฉวัดเฉวียนบ้างตามจอวาดดิจิทัล ความต่างของแหล่งบรรจุปลายปากกาคืออะไร
“ความต่างคืองานมือมันเร็ว เราสามารถพกออกไปข้างนอกแล้วเราทำตอนนั้นได้อย่างรวดเร็ว และมันทำให้เราไม่สนใจความสวยงามเท่าไหร่ สีไม้มันแก้ยากกว่าดิจิทัลเราเลยวาดไปเพื่อบันทึกสิ่งที่เราอยากจะจำได้ไม่ใช่วาดเพื่อความสวยงามขนาดนั้น ตอนนี้ถ้าวาดผิดก็ขีดฆ่าไปเลย”
เราชะงักกับคำจำเพาะช่วงเวลาของเธอ
ตอนนี้ แปลว่าเมื่อก่อนเราค่อนข้างเคร่งหรอ
“ใช่ เมื่อก่อนเป็นเพราะเราเคยเรียนวาดรูป Botanical Art ที่เป็นการวาดทางพฤกษศาสตร์มันต้องการความเป๊ะ ความเหมือนเพราะฉะนั้นมันเลยติดตัวมาว่าเราอยากจะวาดให้เหมือนต้องวาดให้เป๊ะ แต่พอเริ่มมาบันทึกธรรมชาติเราเปลี่ยน mindset จากการวาดให้เหมือนเป็นวาดเพื่อให้ตัวเราจำ ฉะนั้นมันเลยมองคนละมุมเราไม่ได้สนใจแล้วว่ามันต้องเหมือนหรือมันต้องสวยงามมันแค่ทำยังไงให้ตัวเราจำได้”

หลังจากหันมาทำผลงานวาดเรากดดันไหม
“เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นนะ เราเคยมีช่วงที่คิดตลอดว่าจะวาดอะไรดี นักวาดบางคนเขาจะวาดเล่าเรื่องราวเก่งแต่เราทำแบบนั้นไม่ได้ พอช่วงที่เริ่มมาวาดเป็น Nature Journal มันเลยกลายเป็นความผ่อนคลาย มันกลายเป็นเหมือนเราเจอจุดที่เราอยากทำโดยที่ไม่ต้องกดดัน ไม่ต้องสนใจว่าสวยงามหรือเปล่าแค่มันมีความหมายก็พอ
ช่วงก่อนหน้านี้เวลาเรานำผลงานไปวางขาย คนก็ชอบเข้ามาชมผลงาน เช่น สวยจัง วาดเก่งจัง แต่ยิ่งช่วงหลังที่เราเริ่มทำงานกับพวกธรรมชาติ เริ่มหยิบพืช แมลง หรือสัตว์ที่ใกล้ตัวมาสร้างผลงานบทสนทนามันก็เริ่มลากยาวถึงความหมายของพืช ของสัตว์ชนิดนั้นๆ มันก็ทำให้เรา success ประมาณหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้
อีกอย่างที่เราตั้งใจทำสิ่งนี้เพราะส่วนตัวเราอยากให้คนนำพืชหรือสัตว์ในไทยมาทำงานศิลปะเยอะๆ ด้วย อย่างตอนเด็กๆ เราอ่านหนังสือจะเจอแต่ต้นโอ๊ก ซึ่งในไทยเราไม่มี เด็กฝั่งเราก็จะไม่เข้าใจ ไม่มีทางจะเชื่อมโยงกับต้นโอ๊กได้เพราะมันไม่มีอยู่รอบๆ ตัวเขา เราเลยอยากเห็นงานวาดที่หยิบพืชและสัตว์ในไทยมาใช้งานมากขึ้นเพื่อที่คนจะได้เชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวตัวเองได้มากขึ้น
จริงๆ พืชหรือสัตว์ในไทยมันมีน่ารักเยอะเลย อย่างผึ้งที่เราบอกที่จริงเจอง่ายมากถ้าเดินไปดูตามดงดอกไม้!”

แต่หนทางของความสำเร็จก็มักมีขวากหนามอยู่เรื่อยไปแม้กระทั่งเธอคนนี้ก็ไม่โดนละเว้นจากขวากหนามที่แอบเกี่ยวรั้งทิ่มแทงจนเธอเคยเรียกมันว่า ‘ภาระทางจิตใจ’
“ด้วยความที่เราไม่ได้เรียนศิลปะเฉพาะทางมาตั้งแต่แรก เราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เราวาดมันเรียกว่าสวยหรือเปล่า อย่างที่บอกว่าเราวาดรูปเล่าเรื่องไม่เก่งแล้วเราจะเอาอะไรมาวาด คอนเทนต์ของงานเราคืออะไรกันแน่ มันต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ความชื่นชอบของเราจึงกลายเป็นภาระทางจิตใจ จนกระทั่งเราเจอกับธรรมชาติการรังสรรค์ผลงานมันเลยง่ายขึ้น เบาขึ้น และเป็นธรรมชาติมากขึ้น”
คิดว่าจุดเด่นของผลงานตัวเองคืออะไร
“เราเป็นคนชอบใส่ข้อมูลลงไป มันจะมีความวิทยาศาสตร์ประมาณหนึ่ง ชอบนับเลข ชอบใส่สถิติ อะไรที่ดูเป็นแพตเทิร์น อันนี้อาจจะเป็นจุดที่ต่างจากคนอื่นแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนทำนะ(หัวเราะ)”

ผลลัพธ์
จากการบ้านประจำวันนำไปสู่นิทรรศการ จากการสังเกตเพียงแค่สวนหน้าบ้านกลายร่างเป็นกิจกรรมที่รองรับคนหลายสิบ เธอแพร่กระจายอุปนิสัยขี้สงสัยชวนสังเกตของเธอสู่โลกกว้าง หรือนี่อาจเป็นเพียงพื้นที่สำหรับนักสังเกตมาร่วมขบวนการไปด้วยกันก็ไม่เชิง
“นิทรรศการที่จัดขึ้นมีชื่อว่า ‘ช่างสังเกต’ มันเป็นการสรุปวิธีการสังเกตและเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่เราลองใช้แล้วก่อนนำมาเสนอว่ามันมี 3 วิธีที่ทำได้ง่ายๆ
วิธีที่ 1 คือ Way of sensing การใช้ประสาทสัมผัส ใช้ตาดู ใช้หูฟัง ใช้จมูกดม
วิธีที่ 2 คือ Finding Pattern สังเกตธรรมชาติโดยการใช้ข้อมูลอย่างเช่น เก็บสถิตินับเลข ทำแผนที่ วิธีนี้จะค่อนข้างวิทยาศาสตร์หน่อย
ส่วนวิธีที่ 3 คือ Result connecting เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของเราว่าเวลาได้กลิ่นนี้เรานึกถึงอะไรเช่น มันมีดอกไม้ที่ชื่อว่า ‘ดอกกาหลง’ เวลาเราดมรู้สึกว่ากลิ่นมันเหมือนสบู่ดอกแก้ว แบบนี้ก็นับว่าเป็นการเชื่อมโยงกับประสบการณ์ส่วนตัวว่าเรานึกถึงอะไร
นิทรรศการนี้มันเริ่มจากการที่เราเชื่อว่าทุกคนมีวิธีเชื่อมต่อกับธรรมชาติแตกต่างกันแต่มักจะเป็น 1 ใน 3 วิธีนี้ทุกคนอาจจะถูกจริตกับวิธีใดวิธีหนึ่ง แม้แต่คนที่รู้สึกว่าไม่ได้ชอบธรรมชาติก็สามารถเชื่อมโยงได้”

เจตจำนงตั้งต้นก่อนจัดทำนิทรรศการอยากสื่อสารถึงใคร
“คนทั่วไป ใครก็ได้เลย ส่วนสื่อถึงอะไรคือเราอยากจะให้เขากลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ มันมักจะมีคำถามต่อว่าทำไมคนเราต้องเชื่อมโยงกับธรรมชาติใช่ไหม มีนักเขียนคนหนึ่งเขียนหนังสือเรื่อง Last Child in the Woods เด็กคนสุดท้ายในป่า เขาบอกว่าคนเราไม่สามารถรักษาสิ่งที่เราไม่รักได้ แล้วเราก็ไม่สามารถรักในสิ่งที่เราไม่เห็นไม่ได้ยินไม่ได้กลิ่นได้ นั่นแปลว่าถ้าเราพูดกันเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติรักษาสิ่งแวดล้อมแต่ถ้าเราไม่ได้รู้จักรักธรรมชาติก่อนเราจะไม่มีทางรักษาได้เลย จึงเป็นจุดเริ่มต้นว่าเราต้องเชื่อมต่อกับธรรมชาติก่อนที่เราจะไปพูดกันต่อในเรื่องใหญ่ๆ ว่าจะรักษายังไง”
แล้วสำเร็จไหม
“เราคิดว่าสำเร็จนะ อย่างที่เราว่ามันจะมีวิธีที่เวิร์กสำหรับทุกคนไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ค่อนข้างชัดเจนว่าทุกคนสามารถเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้แค่ต้องเอาตัวไปรู้จักกับมัน ขอแค่ให้เวลาในการสังเกตนิดนึงเท่านั้นพอ”
คนที่สร้างผลงานจากสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วต่อยอดไปสู่นิทรรศการที่เติบโตขึ้นอีกขั้น อยากส่งต่ออะไรให้กับคนที่กำลังตัดสินใจอยากริเริ่มสร้างผลงานของตัวเองบ้างหรือไม่
“ก็คงบอกได้แค่ว่าให้ลองทำดู ใช้โอกาสในการค้นหาตัวเองเยอะๆ กว่าเราจะหาเจอจุดที่เรารู้สึกลงตัวกับการทำงานศิลปะมันก็ไม่ใช่แค่ปี สองปีมันใช้เวลานานเหมือนกัน ซึ่งการที่ตอบได้ว่าสุดท้ายแล้วเราต้องการจะทำอะไรมันเกิดจากการลองทำมาก่อนล้วนๆ จะเวิร์กบ้างไม่เวิร์กบ้างก็ไม่เป็นไรไม่เวิร์กก็เดี๋ยวลองใหม่แค่นั้น”

ก่อนเธอจะทิ้งท้ายด้วยคติประจำใจของชาว solitary (human)
เรื่องพรุ่งนี้ก็เป็นเรื่องของพรุ่งนี้ เรื่องเมื่อวานก็เป็นเรื่องของเมื่อวาน
เราโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไปทีละอย่าง
One Day at The Time





