<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Studio Persona, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/studiopersona/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 16:33:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>จากนักเต้นชนเผ่าสู่ดาว Tik Tok เมื่อ &#8216;การเต้น&#8217; ช่วยให้มนุษย์ก้าวผ่านคืนวันร้ายๆ ได้ง่ายขึ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/art-for-all-dance-therapy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2020 11:58:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[การเต้น]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<category><![CDATA[TikTok]]></category>
		<category><![CDATA[เต้นบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[เคลื่อนไหวบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[นักบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ชนเผ่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=101900</guid>

					<description><![CDATA[<p>กาลครั้งหนึ่งราวศตวรรษที่ 17 บนเกาะกัวเดอลุป (Guadeloupe) เขตการปกครองโพ้นทะเลของฝรั่งเศส ชาวแอฟริกันจากหลายถิ่นฐานถูกซื้อมาเป็นกรรมกรในไร่อ้อย ไม่มีภาษาใดเป็นภาษากลาง วิธีเดียวที่ชาวแอฟริกันเหล่านั้นใช้สื่อสารกันคือ ‘Gwoka’ หรือการเต้นด้นสดประกอบจังหวะกลองที่ความรัก ความสุข ความเสียใจ และเรื่องราวทุกข์ทนในไร่อ้อยถูกเล่าสู่กันฟังผ่านท่วงท่าและจังหวะ กาลครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 เวลาสั้นๆ ที่ Arthur Fleck ตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่อง Joker ลุกขึ้นร่ายรำในห้องอพาร์ตเมนต์รูหนูซอมซ่อช่วยต่อลมหายใจให้เขาสู้กับชีวิตที่โหดร้ายท่ามกลางเมืองที่พร้อมจะพังครืนลงทุกเวลา ก่อนที่ไม่กี่เดือนต่อมา โลกข้างนอกจอหนังจะโหดร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม และโรคระบาดที่เรากำลังเผชิญอยู่ แต่ผู้คนก็ยังคงลุกขึ้นเต้นและเต้นด้วยกันกับคนอื่นผ่านจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า TikTok มากกว่าความบันเทิงและความสวยงามในฐานะศิลปะแขนงหนึ่ง หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ‘การเต้น’ คือกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยประคองให้มนุษยชาติผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาได้ &#160; ต้องเต้น ต้องรอด  เหตุใดมนุษย์จึงลุกขึ้นเต้น?  งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Genetic ของ Public Library of Science พาเราย้อนกลับไป 1.5 ล้านปีก่อนโดยระบุว่าสำหรับมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ‘การเต้น’ เชื่อมโยงกับ ‘การมีชีวิตรอด’  งานวิจัยเริ่มจากเปรียบเทียบดีเอ็นเอระหว่างกลุ่มนักเต้นและกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นนักเต้น และพบว่ากลุ่มคนที่เป็นนักเต้นมียีนร่วมกันอยู่สองตัวซึ่งเป็นยีนที่เชื่อมโยงกับความสามารถในการเป็นนักสื่อสารที่ดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-for-all-dance-therapy/">จากนักเต้นชนเผ่าสู่ดาว Tik Tok เมื่อ &#8216;การเต้น&#8217; ช่วยให้มนุษย์ก้าวผ่านคืนวันร้ายๆ ได้ง่ายขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">กาลครั้งหนึ่งราวศตวรรษที่ 17 บนเกาะกัวเดอลุป (Guadeloupe) เขตการปกครองโพ้นทะเลของฝรั่งเศส ชาวแอฟริกันจากหลายถิ่นฐานถูกซื้อมาเป็นกรรมกรในไร่อ้อย ไม่มีภาษาใดเป็นภาษากลาง วิธีเดียวที่ชาวแอฟริกันเหล่านั้นใช้สื่อสารกันคือ ‘Gwoka’ หรือการเต้นด้นสดประกอบจังหวะกลองที่ความรัก ความสุข ความเสียใจ และเรื่องราวทุกข์ทนในไร่อ้อยถูกเล่าสู่กันฟังผ่านท่วงท่าและจังหวะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กาลครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 เวลาสั้นๆ ที่ Arthur Fleck ตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่อง <em>Joker</em> ลุกขึ้นร่ายรำในห้องอพาร์ตเมนต์รูหนูซอมซ่อช่วยต่อลมหายใจให้เขาสู้กับชีวิตที่โหดร้ายท่ามกลางเมืองที่พร้อมจะพังครืนลงทุกเวลา ก่อนที่ไม่กี่เดือนต่อมา โลกข้างนอกจอหนังจะโหดร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม และโรคระบาดที่เรากำลังเผชิญอยู่ แต่ผู้คนก็ยังคงลุกขึ้นเต้นและเต้นด้วยกันกับคนอื่นผ่านจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า TikTok</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มากกว่าความบันเทิงและความสวยงามในฐานะศิลปะแขนงหนึ่ง หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ‘การเต้น’ คือกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยประคองให้มนุษยชาติผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาได้</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101906" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1.jpg" alt="" width="750" height="393" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-300x157.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-600x314.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ต้องเต้น ต้องรอด </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุใดมนุษย์จึงลุกขึ้นเต้น? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร <em>Genetic</em> ของ Public Library of Science พาเราย้อนกลับไป 1.5 ล้านปีก่อนโดยระบุว่าสำหรับมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ‘การเต้น’ เชื่อมโยงกับ ‘การมีชีวิตรอด’ </span></p>
<div id="attachment_101907" style="width: 872px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-101907" class="wp-image-101907 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2.jpg" alt="" width="862" height="575" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2.jpg 862w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 862px) 100vw, 862px" /><p id="caption-attachment-101907" class="wp-caption-text">Josh Spong / www.abc.net.au</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยเริ่มจากเปรียบเทียบดีเอ็นเอระหว่างกลุ่มนักเต้นและกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นนักเต้น และพบว่ากลุ่มคนที่เป็นนักเต้นมียีนร่วมกันอยู่สองตัวซึ่งเป็นยีนที่เชื่อมโยงกับความสามารถในการเป็นนักสื่อสารที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในช่วงเวลาที่โหดร้ายและยากลำบาก บรรพบุรุษของเราเมื่อล้านปีก่อนจะใช้การแสดงท่าทางและเคลื่อนไหวร่างกายเป็นจังหวะเพื่อสื่อสาร ปลุกขวัญกำลังใจ และสร้างสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นภายในกลุ่ม และเพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่อยู่รอดด้วยการมีสังคม ยิ่งมนุษย์สื่อสารและ ‘เข้าจังหวะ’ กับกลุ่มได้มากเท่าไหร่ โอกาสรอดและดำรงเผ่าพันธุ์ก็มากเท่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลุกขึ้นขยับแข้งขาเพื่อช่วยกันข้ามผ่านช่วงเวลาเลวร้ายยังคงหลงเหลือในหลายวัฒนธรรมจนทุกวันนี้ เช่น ชนพื้นเมือง Bidayuh ที่จะลุกขึ้นเต้นกระทบไม้ไผ่ในงานศพ เพราะพวกเขาเชื่อว่าการเต้นจะช่วยปลอบขวัญและเรียกรอยยิ้มกลับมาให้ญาติมิตรของผู้วายชนม์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้หลายคนเสนอว่า เหตุที่การเต้นร่วมกันมีส่วนในการสร้างสังคมให้แข็งแรง อาจเกี่ยวโยงกับระบบที่เรียกว่า mirror neurons หรือเซลล์กระจกสะท้อนในสมองของเรา เซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่สะท้อนการกระทำของคนอื่นให้ปรากฏในระบบประสาทของเรา เช่น เมื่อเราเห็นเพื่อนยกมือ ระบบประสาทในตำแหน่งที่ควบคุมการยกมือของเราก็จะทำงานเหมือนกับว่าเราเป็นคนยกมือเอง แม้เราจะไม่ได้ยกมือขึ้นจริงๆ ก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบนี้เองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีความสามารถในการ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ หรือ ‘empathy’ ซึ่งการเต้นเป็นหมู่คณะเราต้องอาศัยการมองท่าทางของเพื่อนร่วมวง ปรับจังหวะให้คล้องจอง หรือลองเต้นเลียนแบบท่าทางคนอื่น เรียกได้ว่ามนุษย์ได้ใช้สกิลความเห็นอกเห็นใจอย่างเต็มหลอดขณะกำลังเต้น บรรพบุรุษของเราที่ทุ่งสวันนาจนถึงชาวแอฟริกาในไร่อ้อยจึงผ่านช่วงเวลาแสนโหดร้ายไปได้ด้วยความเข้าใจกันโดยปราศจากคำพูด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เต้นบำบัดกาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการเต้นจะพาบรรพบุรุษเรารอดพ้นช่วงเวลาหนักหนามาได้ ตัดภาพมายังปัจจุบัน การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังพบว่าการเต้นมีสรรพคุณช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้ดีขึ้นได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน <em>New England Journal of Medicine</em> แห่ง Albert Einstein College of Medicine ระบุว่า นอกจากการเต้นเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งที่กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งเอ็นดอร์ฟิน ทำให้เรารู้สึกสดชื่นและมีความสุข การเต้นอย่างสม่ำเสมอยังเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างการเชื่อมต่อระบบประสาทใหม่ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากโรคและอาการบาดเจ็บ ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุลงได้ถึง 76 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงในอเมริกา องค์กร Dance for PD® ได้นำการเต้นเข้าไปบำบัดรักษาผู้ป่วยพาร์กินสันอย่างจริงจังเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว</span></p>
<div id="attachment_101908" style="width: 1423px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-101908" class="wp-image-101908 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3.jpg" alt="" width="1413" height="1177" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3.jpg 1413w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-300x250.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-768x640.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-1024x853.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/3-600x500.jpg 600w" sizes="(max-width: 1413px) 100vw, 1413px" /><p id="caption-attachment-101908" class="wp-caption-text">Dance for PD®</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เต้นบำบัดใจ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงปี 1950 เกิดศาสตร์แขนงใหม่ที่ชื่อ </span>Dance / Movement Therapy<span style="font-weight: 400;"> หรือ การเต้น/เคลื่อนไหวบำบัด ที่นำศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวร่างกายมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดรักษาจิตใจ ก่อนที่ American Dance Therapy Association จะก่อตั้งในปี 1966 สาขา ‘เต้นบำบัด’ จึงกลายเป็นอีกทางเลือกนอกเหนือจากการบำบัดด้วยการพูดคุยตั้งแต่นั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวเชื่อว่าท่าทางคือภาษา ภาษาร่างกายคือภาษาสากลและเป็นภาษาแรกของมนุษย์เด็กทารกปัดป้องของที่ไม่ชอบและคลานไปหาของชอบได้ก่อนจะพูดเป็น การเคลื่อนไหวจึงสามารถบอก ‘ข้างใน’ ของคนหนึ่งได้ ทั้งความคิดและอารมณ์ความรู้สึก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการบำบัดรูปแบบนี้มีตั้งแต่การหายใจ, ทำสมาธิ, กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว, เทคนิคการยืดเส้น และลองเคลื่อนไหวร่างกาย ในที่นี้นักบำบัดจะไม่ได้เป็นคนกำกับให้ผู้รับการบำบัดเคลื่อนไหวตามท่าทาง 5-6-7-8 เหมือนคลาสเรียนเต้นที่เราคุ้นเคย แต่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้รับการบำบัดลองเคลื่อนไหวร่างกาย ก่อนที่นักบำบัดจะมองหาท่าทางที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือดูมีความหมายกับคนคนนั้นเป็นพิเศษ นำไปสู่การพูดคุยและมองหาสิ่งที่อยู่ภายใต้ท่าทางหรือการเคลื่อนไหวนั้น บางทีอาจเป็นบาดแผลทางใจในอดีตหรือเรื่องราวที่เล่าออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มวัยรุ่นชาวแอฟริกามากมายเอาชีวิตรอดลี้ภัยจากสงครามมาอาศัยในสหรัฐอเมริกา ผลของการเผชิญหน้ากับความรุนแรง ความหวาดกลัวเสียงปืนและระเบิด ตกอยู่ในภาวะ ‘สู้หรือหนี’ (fight-or-flight) ซ้ำๆ ทำให้หลายคนที่มีประสบการณ์ชนิดที่สู้ก็ไม่ได้-หนีก็ไม่พ้นจนเกิดบาดแผลทางจิตใจที่สร้างความทรมานระยะยาว มีทางเลือกเดียวคือตัดความสัมพันธ์ของร่างกายและจิตใจให้รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้อยู่ในร่างกายนั้น เด็กวัยรุ่นที่อยู่ในสภาพตัดขาดจากตัวเองมากเข้ามีแนวโน้มจะแยกตัวออกจากสังคมในที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักศิลปะบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว David Alan Harris จึงสร้างโครงการที่ชื่อว่า DIER (The Dinka Initiative to Empower and Restore) นำศาสตร์การบำบัดการเต้น/เคลื่อนไหวบำบัดเข้าไปทำงานกับเด็กกลุ่มนี้ การเต้นคือกิจกรรมทำให้กายและใจเชื่อมต่อกัน (mind-body connection) เพราะเวลาเต้นเราไม่ได้คิดแล้วจึงเคลื่อนไหวแต่ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเต้นยังทำให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า sublimation หมายถึงการที่แรงกระตุ้นด้านลบที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดความรุนแรงและสิ่งที่สังคมไม่อาจยอมรับได้เปลี่ยนเป็นแรงผลักดันในทางบวกที่สร้างสรรค์ เช่นเดียวกับการเล่นกีฬาหรือทำงานศิลปะ แทนที่จะปลดปล่อยความอัดอั้นในใจด้วยความรุนแรง ก็นำแรงนั้นมาลงกับการเต้นแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้พิเศษตรงที่แฮร์ริสได้ประยุกต์การเต้น/เคลื่อนไหวบำบัดเข้ากับรูปแบบการเต้นและตีกลองแบบ Dinka ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของแอฟริกา ทำให้เด็กๆ ได้ฟื้นฟูจิตใจ ควบคู่ไปกับเข้าใจรากของตัวเอง</span></p>
<div id="erdyt-6a51848d1ed5f" data-id="wHkwJ49SvGs" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-wHkwJ49SvGs-6a51848d1ed5f" data-vid="wHkwJ49SvGs" data-src="https://www.youtube.com/embed/wHkwJ49SvGs?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/wHkwJ49SvGs/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมาคือ ‘วันแห่งการเต้นสากล’ หรือ International Dance Day องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (</span>UNESCO<span style="font-weight: 400;">) สนับสนุนให้การเต้นมีวันสำคัญเป็นของตัวเอง เพราะถือว่า การเต้นคือศิลปะ–เครื่องแสดงออกของมนุษยชาติที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมและวัฒนธรรมไปข้างหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ปีนี้การออกมาเฉลิมฉลองด้วยการเต้นร่วมกันอาจเป็นไปได้ยาก และมาตรการป้องกันโรคระบาดในหลายๆ ประเทศยังไม่อนุญาตให้เราเต้นร่วมกันได้ แต่นี่คงเป็นอีกปีที่โลกให้กำเนิดนักเต้นหน้าใหม่มากมาย มนุษย์ที่เต้นด้วยกันในทุ่งหญ้าในวันนั้นยังคงออกมาเต้นด้วยกันผ่านแอพฯ TikTok และแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสื่อสารความรู้สึก เยียวยากันและกัน ประคองเผ่าพันธุ์ของเราให้ผ่านช่วงเวลาที่ไม่ง่ายนี้ไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">Gregory Vuyani Maqoma นักเต้นจากแอฟริกาใต้ผู้เขียนสาส์นวันเต้นสากลประจำปีนี้เขียนไว้ว่า </span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">เราต้องการเต้น เพื่อให้โลกยังระลึกอยู่เสมอว่ามนุษยชาติยังไม่หายไป</span></p></blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์คนใดที่กำลังนั่งทุกข์ ลองทำตามบรรพบุรุษดูสักครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลุกขึ้นเต้นกันเถอะ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.livescience.com/619-survival-dance-humans-waltzed-ice-age.html" target="_blank" rel="noopener">livescience.com</a></p>
<p><a href="https://medium.com/@cryptopath/mirror-neurons-and-the-role-they-play-in-dance-movement-therapy-995f4007db74" target="_blank" rel="noopener">medium.com</a></p>
<p><a href="https://www.nationalgeographic.com/travel/2020/04/how-dance-connects-people-during-coronavirus/" target="_blank" rel="noopener">nationalgeographic.com</a></p>
<p><a href="https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa022252" target="_blank" rel="noopener">nejm.org</a></p>
<p><a href="https://www.sciencedaily.com/releases/2006/02/060213183707.htm" target="_blank" rel="noopener">sciencedaily.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-for-all-dance-therapy/">จากนักเต้นชนเผ่าสู่ดาว Tik Tok เมื่อ &#8216;การเต้น&#8217; ช่วยให้มนุษย์ก้าวผ่านคืนวันร้ายๆ ได้ง่ายขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิชาแอปเปิล : เมื่ออาจารย์ญี่ปุ่นสอนวิชาออกแบบทั้งเทอมด้วยแอปเปิลหนึ่งลูก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/apple-ken-miki/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Jun 2020 16:26:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ดีไซน์]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Ken Miki]]></category>
		<category><![CDATA[เคน มิกิ]]></category>
		<category><![CDATA[APPLE : Learning to Design Designing to Learn]]></category>
		<category><![CDATA[แอปเปิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาแอปเปิ้ล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=99397</guid>

					<description><![CDATA[<p>ห้องเรียนวิชาออกแบบที่เรารู้จักเป็นแบบไหน มีโต๊ะเขียนแบบ, เครื่องเขียนนานาชนิด, กองโมเดลและเศษกระดาษ, ผนังเต็มไปด้วยภาพสเกตช์ดีไซน์ของนักศึกษา, หลักการออกแบบมากมายทดไว้บนกระดาน ฯลฯ ห้องเรียนวิชาออกแบบของนักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัย Osaka University of Arts อาจคล้ายกับที่เรารู้จัก จะต่างก็ตรงที่ตลอดหนึ่งเทอมของการเรียน จะมี ‘แอปเปิ้ล’ หนึ่งลูกวางไว้บนโต๊ะของนักศึกษาทุกคนเสมอ  เปล่า, มหาวิทยาลัยไม่ได้บริการอาหารว่างเป็นแอปเปิลให้นักศึกษาแต่อย่างใด ทว่าตลอด 13 สัปดาห์ของวิชานี้ เด็กๆ ในคลาสจะได้เรียนพื้นฐานการออกแบบผ่านแอปเปิลลูกเดียว หนังสือ APPLE: Learning to Design, Designing to Learn เขียนโดย Ken Miki นักออกแบบมือรางวัลชาวญี่ปุ่น ที่มีสตูดิโอของตัวเองชื่อ Ken Miki &#38; Associates เขาคืออาจารย์เจ้าของ ‘วิชาแอปเปิล’ ที่เรากำลังพูดถึง หนังสือเล่มนี้บันทึกการเรียนการสอนสุดแหวกและแสนทดลองวิชานี้เอาไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่ผ่านวัยมหาวิทยาลัยมาแล้วคงรู้ดีว่า วิชาเรียนในช่วงปีหนึ่งเป็นเหมือนประตูบานแรกที่ชี้เป็นชี้ตาย ถ้า ‘เปิด’ ชีวิตมหาวิทยาลัยได้ดีมันอาจเปลี่ยนชีวิตนักศึกษาตาใสให้หลงใหลในสิ่งที่เรียนไปตลอด 4 ปี แต่ถ้าเปิดไม่ดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/apple-ken-miki/">วิชาแอปเปิล : เมื่ออาจารย์ญี่ปุ่นสอนวิชาออกแบบทั้งเทอมด้วยแอปเปิลหนึ่งลูก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ห้องเรียนวิชาออกแบบที่เรารู้จักเป็นแบบไหน มีโต๊ะเขียนแบบ, เครื่องเขียนนานาชนิด, กองโมเดลและเศษกระดาษ, ผนังเต็มไปด้วยภาพสเกตช์ดีไซน์ของนักศึกษา, หลักการออกแบบมากมายทดไว้บนกระดาน ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ห้องเรียนวิชาออกแบบของนักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัย Osaka University of Arts อาจคล้ายกับที่เรารู้จัก จะต่างก็ตรงที่ตลอดหนึ่งเทอมของการเรียน จะมี ‘แอปเปิ้ล’ หนึ่งลูกวางไว้บนโต๊ะของนักศึกษาทุกคนเสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เปล่า, มหาวิทยาลัยไม่ได้บริการอาหารว่างเป็นแอปเปิลให้นักศึกษาแต่อย่างใด ทว่าตลอด 13 สัปดาห์ของวิชานี้ เด็กๆ ในคลาสจะได้เรียนพื้นฐานการออกแบบผ่านแอปเปิลลูกเดียว</span></p>
<div id="attachment_99399" style="width: 446px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-99399" class="wp-image-99399 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1.jpg" alt="วิชาแอปเปิ้ล" width="436" height="661" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1.jpg 436w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/1-198x300.jpg 198w" sizes="(max-width: 436px) 100vw, 436px" /><p id="caption-attachment-99399" class="wp-caption-text">lars-mueller-publishers.com</p></div>
<p class="p1"><span style="font-weight: 400;">หนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">APPLE: Learning to Design, Designing to Learn</span></i><span style="font-weight: 400;"> เขียนโดย Ken Miki นักออกแบบมือรางวัลชาวญี่ปุ่น ที่มีสตูดิโอของตัวเองชื่อ <a href="http://ken-miki.net/" target="_blank" rel="noopener">Ken Miki &amp; Associates</a> เขาคืออาจารย์เจ้าของ ‘วิชาแอปเปิล’ ที่เรากำลังพูดถึง หนังสือเล่มนี้บันทึกการเรียนการสอนสุดแหวกและแสนทดลองวิชานี้เอาไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนที่ผ่านวัยมหาวิทยาลัยมาแล้วคงรู้ดีว่า วิชาเรียนในช่วงปีหนึ่งเป็นเหมือนประตูบานแรกที่ชี้เป็นชี้ตาย ถ้า ‘เปิด’ ชีวิตมหาวิทยาลัยได้ดีมันอาจเปลี่ยนชีวิตนักศึกษาตาใสให้หลงใหลในสิ่งที่เรียนไปตลอด 4 ปี แต่ถ้าเปิดไม่ดี ก็อาจทำให้เด็กๆ เข็ดขยาดวิชานั้นไปตลอดชีวิตได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับวิชาพื้นฐานการออกแบบที่อาจารย์เคนรับผิดชอบ เขามองว่างานออกแบบไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อยู่ในชีวิตของทุกคนในทุกวัน ตั้งแต่เตียงที่เราตื่น เสื้อผ้าที่เราใส่ มือถือที่เราหยิบ รถไฟฟ้าที่เรานั่ง หนังที่เราดู การ์ตูนที่เราอ่าน ฯลฯ ดังนั้นแทนที่จะรีบให้นักศึกษาที่เพิ่งก้าวขาเข้าสู่คณะออกแบบกระโจนเข้าใส่วิชาดรอว์อิ้งหรือนั่งฟังเลกเชอร์ทฤษฎีการออกแบบยากๆ ตั้งแต่ปีหนึ่ง ทำไมไม่สอนให้พวกเขาได้เรียนรู้ ‘หัวใจ’ ของการออกแบบจากเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันก่อน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-99400 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/2-e1591100106975.jpg" alt="วิชาแอปเปิ้ล" width="625" height="385" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘แอปเปิล’ จึงถูกอาจารย์เคนเลือกมาเป็นสื่อการสอน ไม่ใช่แค่คลาสเดียว แต่ตลอดทั้งเทอม เหตุผลของมันไม่ใช่แค่เพราะเขากินแอปเปิลเป็นอาหารเช้าทุกวัน แต่เพราะแอปเปิลลูกเดียวสามารถเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ได้ทั้งเรื่องของการมองเห็น เสียง กลิ่น สัมผัส และรสชาติ เช่นเดียวกับงานออกแบบที่ทำงานกับสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แอปเปิลยังเป็นสัญลักษณ์ของความรู้และนวัตกรรมมากมายในเรื่องเล่าและประวัติศาสตร์ ตั้งแต่แอปเปิลของอดัมและอีฟ แอปเปิลที่หล่นลงกลางกระหม่อมเซอร์ไอแซก นิวตัน จนถึงแอปเปิลบนเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล แม้ว่าเราทุกคนคิดว่าตัวเองรู้จักแอปเปิลเป็นอย่างดี แต่ในแอปเปิลลูกเล็กๆ ตรงหน้า ยังมีจักรวาลกว้างใหญ่ที่เรายังไม่เคยเข้าไปค้นหา และสุดท้ายแอปเปิลก็เหมือนการเรียนรู้คือต้องใช้เวลากว่าจะโต</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เรียนรู้การดีไซน์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอด 13 สัปดาห์ เคน มิกิ ออกแบบคอร์สเรียนโดยยึดหลัก ‘อร่อยและย่อยง่าย’ ด้วยการบูรณาการพื้นฐานการออกแบบ เข้ากับจักรวาลในลูกแอปเปิลผ่าน 6 กระบวนการหลัก–ทำความเข้าใจ (understanding), สังเกต (observation), ใช้จินตนาการ (imagination), คิดวิเคราะห์ (analysis), ปรับปรุงแก้ไข (revision) และคิดให้เป็นภาพ (visualization)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหนังสือของเขา เคนบันทึกการเรียนการสอนตั้งแต่คาบแรก เริ่มจากการตั้งคำถามว่าเราจะวัดพื้นที่ผิวของแอปเปิลทั้งลูกได้ยังไงโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ? ก่อนนำคำตอบของนักศึกษาคนหนึ่งมาให้ทุกคนในชั้นเรียนทดลอง นั่นคือการเอาเชือกไหมพรมหลากสีพันรอบลูกแอปเปิลให้ปิดพื้นผิวเดิมให้มากที่สุด ผลที่ได้คือแอปเปิลในชุดไหมพรมสุดน่ารักเรียกรอยยิ้มทั้งชั้นเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ชื่นชมความน่ารักกันได้ไม่นาน ทุกคนกลับต้องหุบยิ้มเพราะอาจารย์เคนสั่งให้แกะเชือกทั้งหมดออกพร้อมบอกว่ากระบวนการ ‘ทำ-รื้อ’ นี่แหละคือสิ่งที่ทุกคนควรได้เรียนรู้ในคาบแรก เพราะเหล่านักออกแบบจะต้องเจอมันไปตลอดตั้งแต่ในการเรียนไปจนถึงการทำงานออกแบบ เคนยังสอนต่อว่าการรื้อนั้นใช่จะเป็นกระบวนการที่เสียเปล่าเพราะเราจะนำไหมพรมแต่ละเส้นออกมาคลี่เป็นเส้นเพื่อเรียนรู้เรื่องระยะทางและพื้นที่กันต่อ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือบทเรียนเรื่องพื้นผิว พื้นที่ และปริมาตร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-99401 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/3-e1591100233394.jpg" alt="วิชาแอปเปิ้ล" width="675" height="474" /></p>
<div id="attachment_99403" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><a href="lars-mueller-publishers.com"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-99403" class="wp-image-99403 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4.jpg" alt="วิชาแอปเปิ้ล" width="675" height="501" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-300x223.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/4-600x445.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></a><p id="caption-attachment-99403" class="wp-caption-text">lars-mueller-publishers.com</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกคาบอาจารย์เคนให้นักศึกษาลองปอกเปลือกแอปเปิลและตัดให้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใกล้เคียงกันที่สุด จากนั้นลองสมมติว่าแผ่นเปลือกแอปเปิลคือแผ่นเปลือกโลก นำทั้งหมดมาเรียงกันเป็นแผนที่โลก ซึ่ง ‘แผนที่’ นี่เองเป็นบทเรียนแทนการสอนออกแบบ Information Graphic เบื้องต้น ด้วยวิธีนี้ เราจะเห็นว่าอินโฟกราฟิกนั้นย่อยและคลี่คลายข้อมูลที่ซับซ้อนของภูมิประเทศ 3 มิติ (หรือในที่นี้คือลูกแอปเปิล) ออกมาให้กลายเป็น 2 มิติ ทุกวันนี้เรารับรู้ข้อมูลจากแผนที่ขนาดเล็กอย่างแผนที่รถไฟฟ้า ไปจนถึงแผนที่ที่บอกเราว่าโลกกำลังร้อนขึ้นขนาดไหน</span></p>
<div id="attachment_99404" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-99404" class="size-full wp-image-99404" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/5-e1591100409534.jpg" alt="" width="675" height="474" /><p id="caption-attachment-99404" class="wp-caption-text">lars-mueller-publishers.com</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทเรียนเรื่องสี เราอาจคุ้นเคยกับการเรียนทฤษฎีสีผ่านวงล้อสี แต่เคน มิกิ เข้าห้องมาพร้อมคำถามว่า “แอปเปิลในมือเราสีอะไรกันแน่?” นักศึกษาพากันสังเกต นอกจากจะเห็นว่าสีเปลือกแอปเปิลในมือแต่ละคนต่างกัน พวกเขายังพบว่าสีแดงหรือเขียวของแอปเปิลนั้นมีเฉดที่หลากหลายผสมอยู่ เคนจึงให้นักศึกษาลองผสมสีแอปเปิลของตัวเองขึ้นมาให้เหมือนที่สุดด้วยการใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มเป็นจุดบนกระดาษเพื่อบังคับสายตาให้สังเกตสีอย่างละเอียดยิ่งขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าทึ่งคือเขาบอกว่ากระบวนการ ‘จุดสี’ ที่ดูธรรมดาๆ อย่างที่ทุกคนกำลังทำคือพื้นฐานของเทคโนโลยีการพิมพ์แบบสี่สี CMYK ในปัจจุบัน จบด้วยการร่วมกันทำชาร์ตสีแอปเปิลที่ดูแตกต่างกันได้ถึง 8,000 เฉด </span></p>
<div id="attachment_99405" style="width: 530px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-99405" class="size-full wp-image-99405" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6.jpg" alt="" width="520" height="360" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6.jpg 520w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/6-300x208.jpg 300w" sizes="(max-width: 520px) 100vw, 520px" /><p id="caption-attachment-99405" class="wp-caption-text">ken-miki.net</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">จากกระบวนการทำความเข้าใจ (understanding) และสังเกต (observation) สู่กระบวนการ ใช้จินตนาการ (imagination) กันบ้าง ในบทเรียนเรื่องรูปร่างและรูปทรง เคนมาพร้อมคำถามที่ว่า “แอปเปิลจะพาจินตนาการเราไปได้ไกลถึงจุดไหน?” พร้อมให้นักศึกษาลองปอกเปลือกแอปเปิลให้เป็นเส้นไม่ขาดจากกัน จากนั้นจึงนำเกลียวขยุกขยุยมาเป็นจุดตั้งต้นของการจินตนาการ กลายเป็นภาพวาด doodle </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อจบคาบ เขานำภาพวาดของทุกคนมากางรวมกันและให้แต่ละคนโหวตชิ้นที่ชอบเพื่อให้นักศึกษาเจ้าของผลงานได้ฝึกอธิบายจินตนาการของตัวเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99406" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/7-e1591100502969.jpg" alt="" width="506" height="675" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการนำแอปเปิลมาสอนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อไม่ให้เด็กๆ เครียดและจมอยู่กับการออกแบบจนหลงลืมความอร่อยของแอปเปิล ช่วงกลางเทอมเขาจึงคั่นด้วยปาร์ตี้แบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่นโดยให้ทุกคนคอสเพลย์เป็นแอปเปิลและสร้างสรรค์อาหารที่มีแอปเปิลเป็นส่วนผสมนำมากินร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการเรียนวิชาแอปเปิลที่เราหยิบมาเล่าเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ในคาบหลังๆ เคนยังพานักศึกษาท่องโลกแอปเปิลไปจนถึงการทำ mind mapping ความคิดจากแอปเปิลเพื่อเรียนรู้กระบวนการสังเคราะห์ไอเดีย, ใช้แอปเปิลทำการ์ตูนช่อง, ทำสมุด flip book และแอนิเมชั่นในธีมแอปเปิลเพื่อเรียนรู้การเล่าไอเดียออกมาเป็นภาพ </span></p>
<div id="attachment_99407" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-99407" class="wp-image-99407 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/8-e1591100533359.jpg" alt="" width="675" height="482" /><p id="caption-attachment-99407" class="wp-caption-text">lars-mueller-publishers.com</p></div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99412" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9.jpg" alt="" width="675" height="462" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9-300x205.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/9-600x411.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99410" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10.jpg" alt="" width="512" height="315" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10.jpg 512w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-300x185.jpg 300w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และแล้วก็ถึงโปรเจกต์สุดท้ายของวิชาแอปเปิล อย่าเพิ่งคิดว่ามันคือการฝึกงานที่สวนแอปเปิลหรือออกแบบแพ็กเกจน้ำแอปเปิลแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เคนให้นักศึกษาทำคือการรวบรวมผลงานของพวกเขาตลอด 13 สัปดาห์ไปโชว์ในนิทรรศการชื่อ APPLE+ ที่จัดขึ้น ณ หอศิลป์กลางเมืองโตเกียว Ginza Graphic Gallery (สีแดงบนพื้นแกลเลอรีคือสีของแอปเปิล 8,000 เฉดที่ได้จากการเรียนในห้องนั่นแหละ) รวมถึงบันทึกกระบวนการเรียนการสอนตลอดเทอมออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ทั้งหมดคือกระบวนการเรียนรู้และส่งต่อความรู้ที่เคน มิกิ ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น</span></p>
<div id="attachment_99413" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-99413" class="size-full wp-image-99413" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/11-e1591100740818.jpg" alt="" width="675" height="570" /><p id="caption-attachment-99413" class="wp-caption-text">osaka-geidai.ac.jp</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ดีไซน์การเรียนรู้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ย่อหน้าแรกของ </span><i><span style="font-weight: 400;">APPLE: Learning to Design, Designing to Learn</span></i><span style="font-weight: 400;"> เขียนว่า “สำหรับใครที่เรียนการออกแบบเป็นครั้งแรก, ใครที่อยู่ในโลกการออกแบบมาแล้วหลายต่อหลายปี, ใครที่กำลังสอนวิชาออกแบบ หรือใครก็ตามที่ไม่ได้สนใจเรื่องการออกแบบเลย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่หนังสือเล่มนี้และการสอนด้วยแอปเปิลตอบโจทย์แทบทุกคนแม้กระทั่งคนที่ไม่สนใจเรื่องการออกแบบ อาจเพราะคำถามว่า “เราจะออกแบบอย่างไร?” อาจเป็นแค่ส่วนเปลือกและเนื้อของแอปเปิล แต่ส่วนที่เป็นแกนกลางและเมล็ดของแอปเปิลคือคำถามที่ว่า “เราจะออกแบบการเรียนรู้อย่างไร?” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนที่เป็นผู้สอน สิ่งที่วิชาแอปเปิลสอนเราคือ ‘ทักษะการหยิบทุกอย่างในโลกมาเป็นสื่อการสอน’ เทคนิคการสอนวิชาการออกแบบผ่านแอปเปิลของเคนทำให้เรานึกถึงรูปแบบการสอนของพระอาจารย์ในนิทานเซนที่มักหยิบสิ่งของง่ายๆ ใกล้ตัวมาใช้เป็นสื่อการสอนให้พระลูกศิษย์ได้อย่างมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน กิ่งไม้ ดวงจันทร์ หรือแม้แต่ลมที่กำลังพัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้เขียน ประสบการณ์ตรงจากการเรียนวิชา Pedagogy–ที่ว่าด้วยการเรียนการสอน ใน The European Graduate School ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อาจารย์ผู้สอนก็เข้ามาในคาบแรกพร้อมกับ masking tape (ที่เราเรียกกันว่าเทปหนังไก่หรือเทปนิตโต้) ให้นักศึกษามาดึงไปคนละเส้นยาวๆ พร้อมโจทย์ว่า “เทปเส้นนี้สามารถเป็นอะไรได้บ้าง?” โดยเน้นให้สร้างความหมายในเชิงจินตนาการแบบไม่ต้องยึดติดกับฟังก์ชั่นเดิมของมัน บางคนให้ความหมายว่าเส้นเทปคือเวลา ปลายด้านหนึ่งคืออดีต ส่วนอีกด้านคืออนาคต ในขณะที่บางคนใช้เส้นเทปมาทำเป็นกรอบล้อมตัวเองเพื่อทำความเข้าใจเรื่องขอบเขต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99414" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/12-e1591100783552.jpg" alt="" width="514" height="675" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจารย์ประจำคาบสรุปให้ฟังว่า ทักษะการทำทุกอย่างในโลกให้กลายเป็นสื่อการสอนไม่ได้เป็นเพียงแค่ลีลาการสอนที่ทำให้นักเรียนสนุกและสนใจ แต่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่คนเป็นผู้สอนทุกคนต้องมี เพราะเมื่อถึงคราวที่ครูต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรมีจำกัด ทุกอย่างต้องสามารถหยิบมาสร้างการเรียนรู้ได้ เช่น ถ้าครูต้องไปทำงานกับเด็กๆ ในค่ายผู้ลี้ภัยที่มีแค่เตียงและหมอน ของทั้งสองอย่างต้องกลายเป็นสื่อการสอนของเราได้ทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนที่เป็นผู้เรียน ในบทส่งท้ายของหนังสือเคนบอกว่า หากเราลองเขียนอักษรคันจิคำว่า ‘การเรียน’ (gakumon) แบบย้อนกลับจะได้เป็นวลีว่า ‘เรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม’ ความหลงใหลในการตั้งคำถาม กระหายที่จะได้มาซึ่งความรู้ และเอร็ดอร่อยไปกับการได้รู้คือหัวใจของการเรียน วิชาแอปเปิลของเขาจึงเริ่มด้วยคำถามเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคิดว่าเราทุกคนสามารถเรียนหลักสูตรของเคน มิกิ ได้ทันทีและเรียนได้ทุกวัน เพียงหยิบของที่ใกล้ตัวที่เรารู้สึกหลงใหลมันที่สุดในตอนนี้และถามว่า “เราสามารถเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนผมนั้นได้สื่อการสอนของตัวเองแล้ว วิชาต่อไปที่ผมกำลังจะลงเรียน ชื่อว่า ‘วิชาข้าวเหนียวมะม่วง’</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อ้างอิง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">APPLE: Learning to Design, Designing to Learn </span></i><span style="font-weight: 400;">เขียนโดย Ken Miki</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/apple-ken-miki/">วิชาแอปเปิล : เมื่ออาจารย์ญี่ปุ่นสอนวิชาออกแบบทั้งเทอมด้วยแอปเปิลหนึ่งลูก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พูดไม่ออกต้องบอกผ่านภาพ : เข้าใจศิลปะบำบัดผ่าน Stranger Things และ Parasite</title>
		<link>https://adaymagazine.com/art-therapy-stranger-things-parasite/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ติณห์นวัช จันทร์คล้อย]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 May 2020 05:05:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพวาด]]></category>
		<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[stranger things]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[Parasite]]></category>
		<category><![CDATA[ปรสิต]]></category>
		<category><![CDATA[art for all]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ซีรี่ส์]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะบำบัด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=96656</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครเคยดูซีรีส์เรื่อง Stranger Things คงจำตัวละครที่เป็นกุญแจหลักของเรื่องอย่างเจ้าหนู Will Byers ได้ วิลคือผู้ประสบชะตากรรมเลวร้ายจากการถูกปีศาจเงามืด Mind Flayer เข้าควบคุมร่างกายและจิตใจ บังคับให้เขาต้องกลายเป็นผู้ส่งสารจาก Upside World สู่โลกมนุษย์ จนสูญเสียความเป็นตัวเอง เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงพล็อตสำคัญของซีรีส์ที่ทำให้คนดูนั่งไม่ติดเก้าอี้เท่านั้น แต่เมื่อมองผ่านแว่นของนักจิตวิทยา เราจะพบว่าในความโชคร้ายของวิลมีเรื่องราวของศิลปะบำบัดซ่อนไว้ให้เราเรียนรู้มากมาย &#160; ความเจ็บปวดที่ไม่มีเสียง สำหรับวิล ประสบการณ์การมองเห็นและเชื่อมต่อจิตใจกับปีศาจเงามืดคือเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (traumatic event) ที่สร้างบาดแผลทางใจ ส่งผลให้วิลไม่สดใสเหมือนเด็กคนอื่นในแก๊ง และยังอาจกลายเป็นปมในใจต่อเนื่องในวัยผู้ใหญ่หากไม่ได้รับการเยียวยา แต่ทำไมทั้งๆ ที่ต้องเจอเหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัวถึงขนาดนั้น วิลกลับไม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ใครฟัง นั่นเพราะตัวละครวิลเป็นเหมือนตัวแทนของผู้มีบาดแผลทางใจในวัยเด็ก มีการค้นพบว่าในคนที่มีบาดแผลทางใจแบบนี้ สมองส่วน Broca ที่เป็นศูนย์กลางควบคุมเรื่องการพูดจะตัดการเชื่อมต่อทันทีที่ภาพความทรงจำในอดีตถูกกระตุ้นขึ้นมา ผู้ประสบเหตุการณ์เลวร้ายส่วนใหญ่ เช่น ผู้ที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง หรือถูกคุกคามทางร่างกาย จะไม่สามารถเล่าเหตุการณ์นั้นออกมาเป็นคำพูดได้ เช่นเดียวกับวิล ทุกครั้งที่เขาต้องเล่าว่าตัวเอง ‘เห็น’ อะไร หรือรู้สึกยังไงในเหตุการณ์วันนั้น เขาทำได้เพียงปิดปากเงียบและแสดงความหวาดกลัวออกมาผ่านแววตา แม้วิลจะไม่สามารถเล่าเรื่องได้ แต่สิ่งที่เป็นเบาะแสให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ของวิล รวมถึงคนดูอย่างเรา สามารถปะติดปะต่อเรื่องราว นำไปสู่ความเข้าใจประสบการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นได้คือ ‘ภาพวาด’ การวาดทำให้วิลเล่าสิ่งที่ตัวเองประสบออกมาได้ง่ายกว่าการพูด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-therapy-stranger-things-parasite/">พูดไม่ออกต้องบอกผ่านภาพ : เข้าใจศิลปะบำบัดผ่าน Stranger Things และ Parasite</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ใครเคยดูซีรีส์เรื่อง <em>Stranger Things</em> คงจำตัวละครที่เป็นกุญแจหลักของเรื่องอย่างเจ้าหนู Will Byers ได้ วิลคือผู้ประสบชะตากรรมเลวร้ายจากการถูกปีศาจเงามืด Mind Flayer เข้าควบคุมร่างกายและจิตใจ บังคับให้เขาต้องกลายเป็นผู้ส่งสารจาก Upside World สู่โลกมนุษย์ จนสูญเสียความเป็นตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงพล็อตสำคัญของซีรีส์ที่ทำให้คนดูนั่งไม่ติดเก้าอี้เท่านั้น แต่เมื่อมองผ่านแว่นของนักจิตวิทยา เราจะพบว่าในความโชคร้ายของวิลมีเรื่องราวของศิลปะบำบัดซ่อนไว้ให้เราเรียนรู้มากมาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-96688 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-9.jpg" alt="ศิลปะบำบัด" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-9-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/1-9-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ความเจ็บปวดที่ไม่มีเสียง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับวิล ประสบการณ์การมองเห็นและเชื่อมต่อจิตใจกับปีศาจเงามืดคือเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (traumatic event) ที่สร้างบาดแผลทางใจ ส่งผลให้วิลไม่สดใสเหมือนเด็กคนอื่นในแก๊ง และยังอาจกลายเป็นปมในใจต่อเนื่องในวัยผู้ใหญ่หากไม่ได้รับการเยียวยา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ทำไมทั้งๆ ที่ต้องเจอเหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัวถึงขนาดนั้น วิลกลับไม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ใครฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นเพราะตัวละครวิลเป็นเหมือนตัวแทนของผู้มีบาดแผลทางใจในวัยเด็ก มีการค้นพบว่าในคนที่มีบาดแผลทางใจแบบนี้ สมองส่วน Broca ที่เป็นศูนย์กลางควบคุมเรื่องการพูดจะตัดการเชื่อมต่อทันทีที่ภาพความทรงจำในอดีตถูกกระตุ้นขึ้นมา ผู้ประสบเหตุการณ์เลวร้ายส่วนใหญ่ เช่น ผู้ที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง หรือถูกคุกคามทางร่างกาย จะไม่สามารถเล่าเหตุการณ์นั้นออกมาเป็นคำพูดได้ เช่นเดียวกับวิล ทุกครั้งที่เขาต้องเล่าว่าตัวเอง ‘เห็น’ อะไร หรือรู้สึกยังไงในเหตุการณ์วันนั้น เขาทำได้เพียงปิดปากเงียบและแสดงความหวาดกลัวออกมาผ่านแววตา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้วิลจะไม่สามารถเล่าเรื่องได้ แต่สิ่งที่เป็นเบาะแสให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ของวิล รวมถึงคนดูอย่างเรา สามารถปะติดปะต่อเรื่องราว นำไปสู่ความเข้าใจประสบการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นได้คือ ‘ภาพวาด’ การวาดทำให้วิลเล่าสิ่งที่ตัวเองประสบออกมาได้ง่ายกว่าการพูด และเรื่องราวที่ปลดปล่อยลงบนกระดาษยังทำให้ครอบครัวและเพื่อนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับวัยเยาว์ของวิล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของวิลในซีรีส์ <em>Stranger Things</em> นี่เองคือประตูที่กำลังจะนำเราไปสู่ความเข้าใจเรื่อง ‘ศิลปะบำบัด’ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-96689 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-8.jpg" alt="ศิลปะบำบัด" width="675" height="377" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-8-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/2-8-600x335.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>พูดไม่ออกต้องบอกผ่านภาพ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ศิลปะบำบัด</span> (art therapy)<span style="font-weight: 400;"> คือศาสตร์ที่นำกระบวนการทำศิลปะและการสร้างสรรค์หลายรูปแบบมาใช้เป็นทางเลือกในการเยียวยาผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้าย คนที่มีเรื่องราวที่พูดออกมาไม่ได้ หรือแม้แต่รู้สึกไม่สมดุลทางอารมณ์ ทำให้พวกเขาสามารถแสดงเรื่องราวหรือความรู้สึกภายในได้ผ่านภาพวาดหรืองานศิลปะ นำไปสู่การประเมินสภาวะทางจิตและการเยียวยารักษาเพื่อให้กลับมาสู่สุขภาพใจที่สมดุล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า art therapy ถูกบัญญัติขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1950s โดยจิตแพทย์หญิง Margaret Naumburg แต่ก่อนหน้านั้นมีการรายงานคุณประโยชน์ของศิลปะในมุมที่ช่วยเยียวยาอาการป่วยไข้ รวมถึงนำกระบวนการแบบศิลปะบำบัดไปประยุกต์เข้ากับการรักษาแบบดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว จนถึงวันนี้ศิลปะบำบัดแตกแขนงออกไปมากมายหลายรูปแบบ ทั้งศิลปะบำบัดด้วยการวาดภาพ, ดนตรีบำบัด, จิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว โดยไม่จำกัดว่าจะต้องมีทักษะการวาดรูปหรือเคยทำศิลปะมาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีศิลปะบำบัดที่ผสมผสานวิธีการแสดงออกหลากหลาย อย่าง expressive arts therapy ที่บูรณาการทั้งการวาดรูป การปั้นดิน การเขียน การถ่ายภาพ การตัดแปะ ไปจนถึงการเคลื่อนไหว การแสดงละคร หรือแม้แต่การใช้เสียงดนตรี เพื่อให้นักบำบัดสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมและผู้บำบัดรู้สึกปลอดภัยที่จะแสดงออกที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และบางครั้งการที่ผู้บำบัดสามารถเล่าสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาได้ เท่ากับเรียนรู้ว่าบาดแผลในใจหรือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับตนเองคืออดีตที่ผ่านไปแล้ว วางมันลง และกลับมาตระหนักรู้อยู่กับตัวเองในปัจจุบัน หรือบางครั้งนักศิลปะบำบัดอาจสะท้อนสิ่งที่สังเกตเห็นในงานศิลปะ การมองจากมุมของผู้สังเกตการณ์อาจเห็นบางอย่างที่ผู้บำบัดไม่เคยมองเห็น นำไปสู่การทำงานกับหัวข้อนั้นๆ ต่อไป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-96690 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-10.jpg" alt="ศิลปะบำบัด" width="450" height="654" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-10.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/3-10-206x300.jpg 206w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>นักศิลปะบำบัด = ผู้ถอดรหัสจากภาพวาด (?) </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่าสุดภาพยนตร์เกาหลีที่กวาดเกือบทุกรางวัลบนเวทีโลกอย่าง <em>Parasite</em> โดยผู้กำกับ Bong Joon-ho ก็นำเสนอตัวละครพี่สาวจากครอบครัวคิมที่ปลอมตัวเป็นนักศิลปะบำบัดนาม Jessica เข้าไปดูแลลูกชายตระกูลปาร์ก ผู้มีอาการไฮเปอร์แอ็กทีฟหรือภาวะสมาธิสั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ศาสตร์ศิลปะบำบัดถูกพูดถึงในภาพยนตร์อย่างจริงๆ จังๆ ในแง่คุณประโยชน์ของการเยียวยาทางจิตใจ และยังเป็นการเปิดตัววิชาชีพนักศิลปะบำบัดให้คนทั่วโลกได้รู้จักมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังดูเหมือนลูกชายตระกูลปาร์กจะโชคดีกว่าวิลใน <em>Stranger Things</em> ที่มีนักจิตบำบัดมาดูแลและเยียวยา แต่นักบำบัดตัวปลอมที่ศึกษาศาสตร์นี้ด้วยกูเกิลและอ้างว่าจบสาขาจิตวิทยาและศิลปะบำบัดอย่างเจสซิกาจะน่าเชื่อถือสักแค่ไหน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบคือบรรดาจิตแพทย์และนักจิตบำบัดต่างพากันออกมาให้ความเห็นกับตัวละครนี้ นั่นเพราะเธออาจทำให้ผู้ชมเข้าใจบทบาทของนักศิลปะบำบัดคลาดเคลื่อนไปได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96692" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-5.jpg" alt="" width="675" height="281" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-5-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/4-5-600x250.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉากที่เจสซิกานั่งคุยกับคุณนายตระกูลปาร์กหลังจากปลอมตัวเข้าไปบำบัดลูกชายบ้านนี้ครั้งแรก เธอวิเคราะห์ภาพวาดของเด็กน้อย Da-song ได้เป็นฉากๆ แถมยัง ‘ตีความ’ ด้วยว่า ส่วนสีดำที่อยู่ตรงมุมขวาล่างของทุกภาพคือ ‘มุมจิตเภท’ และบอกอีกว่านั่นคือปริศนาเร้นลับในจิตใจทาซง ก่อนจะถามชวนคุณนายปาร์กว่าอยากไขปริศนานี้ไปด้วยกันไหม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การนำเสนอภาพของนักศิลปะบำบัดในแบบผู้วิเศษที่สามารถไขรหัสลับภาพวาดในเรื่อง <em>Parasite </em>อาจสร้างมุมมองที่ผิดต่อศิลปะบำบัดไปสักหน่อย American Art Therapy Association ถึงกับต้องเผยแพร่บทความเพื่อปรับความเข้าใจกันใหม่จากกรณีนี้ ว่ากระบวนการที่นักศิลปะบำบัดและผู้บำบัดทำร่วมกันครั้งแรกเป็นการทดสอบว่าผู้บำบัดมีความคุ้นเคยกับศิลปะในระดับไหน ตั้งเป้าหมายและจุดประสงค์ของกระบวนการ ทำความเข้าใจปัญหาเบื้องต้น และมองเห็นจุดแข็งเบื้องต้นของผู้บำบัดเท่านั้น อย่างไรก็ตามภาพภาพเดียวไม่สามารถบอกชัดเจนทะลุปรุโปร่งว่าเกิดอะไรขึ้นภายในจิตใจของทาซงอย่างที่เจสซิกาทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่ Pennsylvania Art Therapy Association ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้ผู้ชมว่า &#8216;นักศิลปะบำบัดไม่ได้มีหน้าที่ให้นิยามว่าตรงไหนคือมุมจิตเภท (the schizophrenia zone) อย่างที่ตัวละครเจสซิกาทำ อันที่จริงไม่มีแม้แต่คำว่า zone ด้วยซ้ำ&#8217;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96693" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-5.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-5-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/5-5-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงอยู่ที่ศาสตร์ศิลปะบำบัดอย่าง clinical art therapy จะเน้นกระบวนการวาดภาพเป็นหลัก นักศิลปะบำบัดจะประเมินสภาวะทางจิตใจและอารมณ์ด้วยการมองหาสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ในภาพ เช่น รูปคนแสดงท่าทางแบบนี้หรือรูปบ้านลักษณะนี้ ‘มักจะ’ นำไปสู่อาการทางจิตแบบไหนในเชิงสถิติ แต่ทุกเคสไม่มีคำตอบตายตัวที่ฟันธงได้ในปราดเดียว นักศิลปะบำบัดเชื่อว่าผู้บำบัดคือคนที่รู้เรื่องราวในภาพดีที่สุด มุมสีดำของทาซงอาจเป็นลานกว้างแสนสงบสำหรับเขา หน้าที่ของนักศิลปะบำบัดจึงเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและสร้างความสัมพันธ์ที่ผู้บำบัดรู้สึกไว้วางใจจนสามารถแสดงเรื่องราวออกมา ก่อนจะช่วยไกด์พวกเขาไปสู่การเยียวยาและการเติบโตทางอารมณ์ในทางที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายครั้งนักศิลปะบำบัดโดยเฉพาะแขนง expressive art therapy ทำหน้าที่สร้างความท้าทายและเอื้อให้ผู้บำบัดเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ เช่น ถ้าวงกลม 2 วงนี้ต่อกันมันจะเป็นยังไง ถ้าความรู้สึกในภาพถูกเปล่งออกมาเป็นเสียงมันจะเป็นแบบไหน หรืออยากลองเล่นอะไรกับภาพวาดเหล่านี้ไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าจะมีตัวละครหนึ่งที่ดูมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับนักศิลปะบำบัดที่สุดในมุมนี้ คงไม่ใช่เจสซิกาจาก <em>Parasite</em> แต่เป็น Joyce Byers แม่ของเจ้าหนูวิลใน <em>Stranger Things</em> ที่แม้ไม่ได้เป็นนักศิลปะบำบัด แต่ในขณะที่คนอื่นตัดสินรูปวาดของวิลเป็นแค่สัตว์ประหลาดในเกมหรือลายเส้นขยุกขยุยจากอาการทางใจที่ไม่ปกติ จอยซ์กลับใช้เวลาสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูลจากรูปที่วิลวาดจนเห็นว่ากระดาษแต่ละแผ่นมีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมต่อกัน จนนำไปสู่การค้นพบแผนที่ดินแดน Upside World ใต้เมือง Hawkins </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณแม่จอยซ์ไม่ได้ตัดสินว่าวิลวาดอะไร หรือกำลังเป็นอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพียงให้เวลาและบอกออกมาสั้นๆ ว่า <em>“ดูสิ มันต่อกันล่ะ!” </em> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96695" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/7-5.jpg" alt="" width="675" height="351" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/7-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/7-5-300x156.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/7-5-600x312.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-96694" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/6-6.jpg" alt="" width="675" height="346" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/6-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/6-6-300x154.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/6-6-600x308.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<h4><em><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></em></h4>
<p><em>แวน เดอ คอล์ค, เบสเซล.  2562.  <strong>ฝันร้ายในร่างกาย.</strong>  แปลโดย ภัทร กิตติมานนท์.  กรุงเทพฯ: สวนเงินมีมา.</em></p>
<p><a href="https://arttherapy.org/blog-unpacking-the-so-called-art-therapist-character-in-parasite/?fbclid=IwAR0BrfNTTXVqCrbg4qOTuSnLDwDrQA127tFmuZXe_VTWyexEiJjfF0YM5NE"><span style="font-weight: 400;">American Art Therapy Association</span></a></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/paarttherapy/posts/the-film-parasite-that-won-best-picture-last-night-portrayed-art-therapy-in-an-u/2980103085346391/"><span style="font-weight: 400;">Pennsylvania Art Therapy Association</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/art-therapy-stranger-things-parasite/">พูดไม่ออกต้องบอกผ่านภาพ : เข้าใจศิลปะบำบัดผ่าน Stranger Things และ Parasite</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
