<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สมรภูมิ จันทร์นาคา, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/samoraphoom-jannakha/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/samoraphoom-jannakha/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 24 Oct 2025 09:38:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์’ และ ‘โม &#8211; วุฒิพล’ สองคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ’ ผู้เชื่อว่าดนตรีประกอบหนังต้องทำให้รู้สึกมากกว่าได้ยิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/host-film-composer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Oct 2025 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[draft till done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ซื้อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183562</guid>

					<description><![CDATA[<p>“คุยกับแม่ซื้อเหรอ?” ประโยคแซวขำๆ ของเพื่อนที่มักหลุดออกมา เวลามีใครทำท่าเหมือนกำลังคุยกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน จากประโยคแซวขำๆ ใครจะไปรู้ว่ามันมีตำนานแม่ซื้ออยู่จริงๆ ตำนานเล่าขานกันมาว่า ‘ผีแม่ซื้อ’ คือวิญญาณหญิงแก่ที่คอยปกป้องเด็กทารกตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ผีร้ายแต่อย่างใด แต่ถึงตำนานจะบอกไว้เช่นนั้น สุดท้ายแล้วก็ยังขึ้นต้นว่า ‘ผี’ อยู่ดี และหากจะยืนยันความหลอนในวัยเด็กเราคงได้ยินประโยคยอดฮิตที่พ่อแม่เราอาจจะเอาไว้หลอกที่ว่า “ถ้าไม่เป็นเด็กดี ระวังผีแม่ซื้อจับเอาไปเลี้ยงเป็นลูกนะ” หรือ “อย่าไปทักเด็กแรกเกิดว่าน่ารักน่าชัง ไม่งั้นผีแม่ซื้อจะมาเอาตัวไป”&#160; และจากตำนานความหลอน (วัยเด็ก) ทั้งหมดนี้ ได้กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญไทยให้เราได้รับชมผ่านระบบสตรีมมิงในชื่อเรื่องว่า ‘แม่ซื้อ (Host)’ ที่อาจจะทำให้เราหลอนได้มากกว่าที่คิด เราเชื่อว่าหลายคนตอนดูหนังสักเรื่อง เรามักจดจำภาพมากกว่าเสียงทั้งที่บางครั้ง เสียงก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมให้ภาพนั้นติดอยู่ในใจเรานานกว่าด้วยซ้ำ และเบื้องหลังเสียงดนตรีที่ขับเคลื่อนอารมณ์เหล่านั้น คือ ‘นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์’&#160; ศิลปินอีกแขนงหนึ่งในวงการภาพยนตร์ ผู้สร้างศิลปะที่มองไม่เห็นแต่ทุกคนได้ยิน&#160; และด้วยเหตุทั้งหมดจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของการสนทนาในครั้งนี้ แต่เราไม่ได้จะไปคุยกับผีแต่อย่างใด เราจะไปพูดคุยกับคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ‘โม &#8211; วุฒิพล อธิพงศ์กิจ’ หนุ่มร่างกำยำมาดเข้มจากเมืองโคราชลูกหลานย่าโม ที่ชื่อโมอีกที และ ‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล’ หนุ่มสไตล์การแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากญี่ปุ่น และนี่คือสองหนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังเสียงหลอนที่ทำให้คนดูขนลุกในภาพยนตร์สยองขวัญไทยเรื่อง ‘แม่ซื้อ (Host)’&#160; การมาคุยครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อถามว่าผีมีจริงไหม (หรืออาจจะมีบ้าง) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/host-film-composer/">‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์’ และ ‘โม &#8211; วุฒิพล’ สองคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ’ ผู้เชื่อว่าดนตรีประกอบหนังต้องทำให้รู้สึกมากกว่าได้ยิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“คุยกับแม่ซื้อเหรอ?”</strong></p>



<p>ประโยคแซวขำๆ ของเพื่อนที่มักหลุดออกมา เวลามีใครทำท่าเหมือนกำลังคุยกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน จากประโยคแซวขำๆ ใครจะไปรู้ว่ามันมีตำนานแม่ซื้ออยู่จริงๆ</p>



<p>ตำนานเล่าขานกันมาว่า <strong>‘ผีแม่ซื้อ’</strong> คือวิญญาณหญิงแก่ที่คอยปกป้องเด็กทารกตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ผีร้ายแต่อย่างใด แต่ถึงตำนานจะบอกไว้เช่นนั้น สุดท้ายแล้วก็ยังขึ้นต้นว่า ‘ผี’ อยู่ดี และหากจะยืนยันความหลอนในวัยเด็กเราคงได้ยินประโยคยอดฮิตที่พ่อแม่เราอาจจะเอาไว้หลอกที่ว่า<strong> “ถ้าไม่เป็นเด็กดี ระวังผีแม่ซื้อจับเอาไปเลี้ยงเป็นลูกนะ” </strong>หรือ<strong> “อย่าไปทักเด็กแรกเกิดว่าน่ารักน่าชัง ไม่งั้นผีแม่ซื้อจะมาเอาตัวไป”</strong>&nbsp;</p>



<p>และจากตำนานความหลอน (วัยเด็ก) ทั้งหมดนี้ ได้กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญไทยให้เราได้รับชมผ่านระบบสตรีมมิงในชื่อเรื่องว่า <strong>‘แม่ซื้อ (Host)’ </strong>ที่อาจจะทำให้เราหลอนได้มากกว่าที่คิด</p>



<p>เราเชื่อว่าหลายคนตอนดูหนังสักเรื่อง เรามักจดจำภาพมากกว่าเสียงทั้งที่บางครั้ง เสียงก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมให้ภาพนั้นติดอยู่ในใจเรานานกว่าด้วยซ้ำ และเบื้องหลังเสียงดนตรีที่ขับเคลื่อนอารมณ์เหล่านั้น คือ <strong>‘นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์’</strong>&nbsp; ศิลปินอีกแขนงหนึ่งในวงการภาพยนตร์ ผู้สร้างศิลปะที่มองไม่เห็นแต่ทุกคนได้ยิน&nbsp;</p>



<p>และด้วยเหตุทั้งหมดจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของการสนทนาในครั้งนี้ แต่เราไม่ได้จะไปคุยกับผีแต่อย่างใด เราจะไปพูดคุยกับคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ <strong>‘โม &#8211; วุฒิพล อธิพงศ์กิจ’</strong> หนุ่มร่างกำยำมาดเข้มจากเมืองโคราชลูกหลานย่าโม ที่ชื่อโมอีกที และ <strong>‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล’ </strong>หนุ่มสไตล์การแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากญี่ปุ่น และนี่คือสองหนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังเสียงหลอนที่ทำให้คนดูขนลุกในภาพยนตร์สยองขวัญไทยเรื่อง <strong>‘แม่ซื้อ (Host)’&nbsp;</strong></p>



<p>การมาคุยครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อถามว่าผีมีจริงไหม (หรืออาจจะมีบ้าง) แต่เราจะมาพูดคุยเพื่อฟังเสียงของคนทำเสียงในหนังอีกที และถามถึงวิธีคิด วิธีสร้างเสียงที่เกิดขึ้นภายในเรื่องนี้ ไปจนถึงความรู้สึกที่ได้ทำงานในโปรเจกต์นี้</p>



<p>เพราะในโลกของภาพยนตร์ ดนตรีประกอบไม่ใช่แค่ตัวช่วยบิวต์อารมณ์ แต่มันคือภาษาอีกภาษาหนึ่งที่สามารถทำให้เรารู้สึกไปกับเรื่องราวในหนังไปโดยไม่รู้ตัว วันนี้เราจะพาทุกคนไปเงี่ยหูฟังเสียงในหนังที่ชื่อว่า <strong>‘แม่ซื้อ (Host)’</strong> หนังที่ไม่ได้เล่าเรื่องผีแบบพยายามทำให้เรากลัว แต่ทำให้เราสงสัยแทนว่า<strong> “เสียงที่เราได้ยิน มันมาจากไหนแน่?”</strong></p>



<p>และนอกเหนือจากเรื่องเทคนิคและวิธีการสร้างเสียงในหนังแล้วนั้น ยังมีเบื้องหลังเสียงการทำงานของอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักอย่าง <strong>‘นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์’ </strong>อาชีพที่อยู่ระหว่างโลกของศิลปะการทำหนังและเทคนิคเสียงดนตรี คนที่ต้องทำงานต้องเข้าใจทั้งอารมณ์ของหนัง จังหวะของภาพ และจิตใจของคนฟัง ฟิวและโมได้พูดประโยคที่ชวนเราพยักหัวเห็นด้วยตามว่า<strong> “ดนตรีประกอบหนังต้องทำให้รู้สึก มากกว่าได้ยิน”</strong></p>



<p>นี่คือบทสนทนาที่เราจะชวนคุณมาฟัง ความคิด ความรู้สึก และกระบวนการสร้างดนตรีของสองนักประพันธ์เบื้องหลังหนังผีที่จะทำให้เราขนลุกในปีนี้ ในเรื่อง <strong>‘แม่ซื้อ (Host)’</strong> และที่มากกว่านั้นยังพาเราไปเจาะลึกถึงอาชีพนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์เขาทำงานอย่างไร และทำไมถึงมีน้อยคนที่มาอยู่ตรงนี้กับคอลัมน์ Draft Till Done ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านเสียงของพวกเขากันเลย</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“จากเสียงตำนานเล่าขาน ‘แม่ซื้อ’&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สู่หนังผีบนจอสตรีมมิงที่เล่าขานกันต่อทั่วโลก”</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183567" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เชื่อไหมว่า ‘ผีแม่ซื้อ’ มีจริง</strong></p>



<p>ฟิว : ได้ยินมานานแล้วนะ ตั้งแต่เด็กเลย ส่วนตัวเราไม่ได้เชื่อว่ามีจริง อาจจะด้วยเพราะเราไม่ได้นับถือศาสนาด้วย ถ้ามีจริงเราก็กลัวอยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่เราก็ยังไม่เคยเจอ ตอนนี้ก็เลยยังไม่กลัว</p>



<p>โม : ถ้าตอนเด็กๆ เราเชื่อนะ แต่ตอนนี้เราอาจจะไม่ได้เชื่อขนาดนั้นแล้ว แต่ถ้าอยู่ในเหตุการณ์แบบในเรื่องจริงๆ เราก็คงตกใจนะ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>ได้นึกไว้ไหมว่าหน้าตาแม่ซื้อเป็นยังไง&nbsp;</strong></p>



<p>ฟิว : สำหรับเรา ‘แม่ซื้อ’ อาจจะคิดเป็นเรื่องเจ้ากรรมนายเวรก็ได้นะ เพราะคนไทยเขาเชื่อว่าแม่ซื้อมีอยู่ทุกภาคอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเฉพาะอยู่แค่ภาคไหน แม่ซื้อติดมากับเด็กตั้งแต่เกิด เกิดมาเพื่อดูแลปกป้องเด็ก</p>



<p>โม : ถ้าภาพในหัวผมแม่ซื้อไม่ได้หลอนแบบในเรื่องขนาดนั้นนะ แม่ซื้อต้องอยู่ฝั่งเราดิวะ ต้องคอยช่วยปกป้องเราสิ</p>



<p><strong>หลังจากที่ได้รู้ว่าต้องทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง ‘แม่ซื้อ’ นึกถึงผีเป็นอย่างแรกไหม</strong></p>



<p>ฟิว : มันก็ต้องเป็นผีแหละ (หัวเราะ)</p>



<p>โม :&nbsp; ด้วยความที่ผมเป็นคนอีสาน ผมโตมากับย่าตามชนบท ก็เลยนึกถึงบรรยากาศหรือตำนานความเชื่อเหล่านั้นว่าอาจจะเป็นตำนานแมวดำที่เขาพูดว่าเป็นตัวแทนผีแม่ซื้อหรือเปล่า เราเองก็มีข้อมูลไม่เยอะด้วยตอนนั้นว่าแม่ซื้อเป็นยังไง แต่พอได้คุยกับพี่ <strong>‘ป้อง &#8211; ไพรัช คุ้มวัน’</strong> ผู้กำกับเรื่องนี้ ว่าแม่ซื้อที่เขามองเป็นแบบไหน ก็ทำให้เราเห็นภาพมากขึ้น</p>



<p>ฟิว : แต่เขาก็ให้ดูคัตติงก่อนด้วย เลยไม่ได้จินตนาการไปเองเยอะ ดูแล้วก็นั่งคุยตอนนั้นเลยว่าจะเอาเป็นแบบไหน และหน้าตาจะออกมาเป็นยังไงบ้างในเรื่องนี้ พี่ป้องเขามีทิศทางที่จะพาหนังไปอยู่แล้วว่าเขาอยากให้มันไปทิศทางไหน เราก็พร้อมเดินตามทิศทางนั้น</p>



<p><strong>ขั้นตอนกระบวนการคิดแบ่งเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ฟิว : อ่านบท คิดธีม ดูกับภาพ พอทำกับภาพเสร็จ ฟังแล้วชอบ ผ่าน! (หัวเราะ)</p>



<p>โม : ตอนแรกก็คุยกับพี่ป้องที่เป็นผู้กำกับก่อนว่าเขาต้องการยังไงคอนเซปต์เรื่องเป็นยังไง หรือคอนฟลิกต์เรื่องข้างในเป็นยังไง โจทย์คือพี่ป้องจะทำทำนองที่เป็นการร้องกล่อมเด็กของทางภาคเหนือมาก่อน แล้วค่อยส่งมาให้มาดีไซน์กันอีกที เหมือนภาพในหัวพี่ป้องเขาจะชัดในเรื่องที่ว่าอยากได้เครื่องดนตรีแบบไหน เขาก็โยนโจทย์ว่าอยากได้เสียงซอ และเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ เหมือนมีคลังอาวุธให้เราได้มาใช้กันต่อ ทีนี้ผมก็มาคุยกับฟิวว่าเราจะแบ่งหน้าที่กันยังไง ใครถนัดตรงไหน และทำอะไรบ้าง</p>



<p><strong>ตอนทำดนตรีได้คุยกับแม่ซื้อไหม</strong></p>



<p>(ฟิวและโมมองหน้ากันแล้วหัวเราะ)</p>



<p>ฟิว : คุยกับตัวเองมากกว่า เสียงในหัวมีนะ แต่คิดว่าไม่ใช่แม่ซื้อ เป็นการคุยกับตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง</p>



<p>โม : เหมือนกัน เหมือนคุยกับตัวเองว่าจะหยิบจับไอเดียที่อยู่บนอากาศมาเป็นดนตรียังไงมากกว่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183568" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หลังจากที่ได้ดูหนังทั้งเรื่องแล้ว ในแง่ดนตรีเราช่วยเสริมการเล่าเรื่องยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ฟิว : เริ่มจากคิดธีมก่อน เพราะตัวละครเอกในหนังเขามีพื้นเพมาจากภาคเหนือ เราเลยรู้สึกอยากดัดแปลงทำนองของภาคเหนือมาใส่ในเรื่อง แต่ไม่ได้เอามาทั้งหมด แค่เอามาดัดแปลงให้ฟังแล้วนึกถึงโทนนั้น แต่ละภาคก็จะมีโทนที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอีสาน เหนือ ใต้ ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะตอนรีเสิร์ชหาข้อมูล เราไปวัดที่ภาคเหนือมา แล้วได้ไปฟังพระสวด เขาสวดเป็นทำนองเหมือนร้องเพลงเลย เราคิดว่าอันนี้น่าสนใจดี ก็เลยอัดวิดีโอเอากลับมาฟังแล้วมาลองแกะเป็นดนตรีดู แล้วมันเหมาะพอดีตรงที่เราอยากทำธีมหลักของเรื่องนี้ให้มันเป็นดนตรีกล่อมเด็กที่ร้องตามได้ พอนึกถึงแม่ซื้อ เราก็อยากออกแบบให้เป็นเสียงฮัมผู้หญิงที่เป็นทำนองติดหู ถ้าดูตัวอย่างหนังก็จะได้ยินนะ แต่ก็จะมีการเล่นทำนองนี้ซ่อนอยู่ทั้งเรื่องเช่นกัน</p>



<p>โม : บทสวดแต่ละที่ก็มีเมโลดีที่ต่างกัน เพราะดนตรีแต่ละที่ก็ต่างกันจริงๆ นึกง่ายๆ แค่ดนตรีไทยในกรุงเทพฯ บ้านหนึ่งกับบ้านหนึ่งก็ไม่เหมือนกันแล้ว แต่ถ้าเป็นเมโลดีดนตรีสากล ถ้าโน้ต โด มันก็จะโดเหมือนกันหมดเลย แต่โดในไทยของแต่ละที่ก็จะไม่เหมือนกันอีก แล้วโชคดีที่ฟิวไปเจอทำนองนี้มา มันก็ช่วยพวกเราไกด์ไอเดียได้จากวลีทำนองเฉพาะตัวของเขา แล้วพวกเราก็ทำให้มันเป็นดนตรีสมัยใหม่ ให้มีความซีเนมาติกมากขึ้น</p>



<p class="has-text-align-center"><strong><em>ตัวอย่างภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ (Host)’</em></strong></p>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=RsoU7UVNEcU&amp;t=3s">แม่ซื้อ (Host) &#8211; ตัวอย่างอย่างเป็นทางการ | Prime Thailand</a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183569" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ได้ธีมมาแล้ว หลังจากนั้นเลือกวัตถุดิบยังไงให้เข้ากับธีม</strong></p>



<p>ฟิว : เราเลือกจากเครื่องดนตรีเป็นหลัก เพราะแนวดนตรีโฟล์กเฮอร์เรอร์ก็จะใช้เครื่องดนตรีที่มันเล็กลง ให้มันเหมาะกับเรื่อง อย่างเช่นดนตรีสตริง ดนตรีพื้นบ้าน อะไรแบบนั้น แต่เราอยากให้มันเป็นโฟล์กเฮอร์เรอร์ที่มีดนตรีฝรั่งผสมอยู่ด้วย มันก็ไม่ใช่โฟล์กเฮอร์เรอร์ไทยจ๋าๆ ที่จะใช้แต่เครื่องดนตรีไทยทั้งหมดขนาดนั้น แต่เรายังใส่เครื่องสายของดนตรีสากลมาด้วย ให้มาผสมกับเสียงซอให้มันเกิดความหลอน ทั้งหมดนี้ก็เป็นขั้นตอนซาวนด์ดีไซน์ ซาวนด์เอฟเฟกต์นั่นแหละ</p>



<p>โม : เหมือนเราก็จัดวางว่าเครื่องวงดนตรีซอต้องเด่นตรงนี้นะ โดยมีดนตรีใหม่ๆ ที่เราสร้างขึ้นมาครอบคลุมอีกทีหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ฟิว : เราพยายามคิดให้มันสากลไว้ก่อน ดนตรีในเรื่องนี้เลยจะมีกลิ่นความเป็นยุคกลางของฝรั่งอยู่ด้วย แต่เราหยิบแค่ทำนองเหนือใส่เข้าไปอีกที มีดนตรีไทยผสมบ้างนิดหน่อย ให้คนได้สัมผัสบรรยากาศได้มากขึ้น</p>



<p><strong>แล้วโฟล์กเฮอร์เรอร์กับเพลงโฟล์ก (Folk Song) ปกติ ต่างกันยังไง</strong></p>



<p>ฟิว : (นิ่งคิด) มันก็เป็นแนวเฮอร์เรอร์แหละนะ (หัวเราะ)</p>



<p>โม : มันคือการหยิบจับบางอย่างมาผสมกัน เหมือนกับเราหยิบดนตรีสมัยเก่า ให้มาผสมกับดนตรีสมัยใหม่ แต่มันยังมีความซีเนมาติกที่ยังมีความร่วมสมัยอยู่</p>



<p><strong>พอต้องทำงานภายใต้ธีมหลักเป็นหนึ่งเดียว&nbsp;</strong></p>



<p><strong>แต่เรามีกันสองคน คิดว่าเอกลักษณ์ของคอมโพเซอร์จะต้องเหมือนกันไหม</strong></p>



<p>ฟิว : สุดท้ายแล้วเราคิดว่าลายเซ็นของคอมโพเซอร์แต่ละคนจริงๆ ก็ไม่เหมือนกันขนาดนั้นหรอก ถ้าไม่ได้ไปก๊อปปี้เพลงเขานะ เพราะว่าวิธีฟัง การเติบโต สัญชาตญาณแต่ละคนมันต่างกัน อย่างโมก็จะถนัดดนตรีอิเล็กทรอนิกหรือซาวนด์ดีไซน์เยอะๆ ส่วนเราก็จะถนัดออเคสตราหรือเขียนทำนอง จะถนัดทางนี้มากกว่า</p>



<p>โม : ในส่วนของทำนองเมโลดีฟิวก็จะเป็นคนทำตั้งต้นมาก่อน แต่ว่าซาวนด์ตรงไหนที่ต้องดีไซน์ให้มันหลอนๆ หรือว่าซีนบู๊ๆ เราก็จะเป็นคนทำ ซีนไหนที่มันต้องการอินเทนชันหนักๆ จังหวะฉับๆ หน่อย ผมก็จะทำส่วนนั้น เราจะแบ่งกันทำในสิ่งที่แต่ละคนทำได้ดี เพราะถนัดกันคนละแบบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183570" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เห็นว่ามีใช้เครื่องดนตรีที่พังแล้วด้วยในแต่ละเพลง ทำไมต้องเป็นแบบนั้น</strong></p>



<p>ฟิว : เรียกว่าเป็นการเล่นเครื่องดนตรีในรูปแบบอื่นมากกว่า เล่นแบบที่คนปกติเขาไม่ได้เล่นกัน (หัวเราะ) นักดนตรีที่เล่นเครื่องซอเขาเอามาเล่นให้มันเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด แบบที่ไม่เป็นทำนอง ให้มันดูเป็นหนังผี สะเปะสะปะ ให้มันดูมีมิติใหม่ๆ มากขึ้น</p>



<p>โม : เราคิดว่าการเล่นเทคนิคใหม่ๆ หรือสร้างเสียงใหม่ๆ ให้คนจับต้องไม่ได้ มันจะทำให้คนดูได้ตั้งคำถามว่าเสียงนี้มันคือเสียงอะไรกันแน่ เพราะปกติเสียงดนตรีทั่วไปมันมีเมโลดีที่เรียบเรียงมาดีแล้ว แต่พอเราเอาเสียงบางอย่างที่คนจะรู้สึกระแวง สงสัย มันจะทำให้ความหลอนเกิดขึ้นมา มันเป็นเพราะเราหาคำตอบให้มันไม่ได้ คนเราก็เลยรู้สึกกลัว ระแวง เราก็คิดไอเดียมาเพื่อเล่นกับเรื่องความรู้สึกคน และใส่เข้าไปในธีมดนตรีเรื่องนี้เหมือนกัน</p>



<p><strong>ทำงานกันสองคนในเรื่องนี้ แบ่งหน้าที่กันยังไง</strong></p>



<p>ฟิว : ส่วนใหญ่ก็แบ่งเพลงกันว่าเพลงไหนใครทำหรือซีนไหนใครทำ แต่ก็จะทำธีมขึ้นมาก่อนเพื่อให้รู้ว่าจะมีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง มีทำนองอะไรบ้าง และภาพที่จะออกมาเป็นยังไงบ้าง</p>



<p><strong>ทำงานกับใครมากสุดในหนังเรื่องนี้</strong></p>



<p>ฟิว : ผู้กำกับและอีดิเตอร์จะทำงานกับสองคนนี้เยอะสุด เจอหน้ากันอยู่แค่นี้ (หัวเราะ)</p>



<p>โม : แต่จริงๆ จะเป็นแบบนี้แทบทุกเรื่องนะ เพราะเราต้องสื่อสารกับเขา แล้วบางทีมันมีการแลกเปลี่ยนไอเดียกันได้ อย่างเช่นบางทีอีดิเตอร์ก็จะบอกว่าลองแบบนี้ดีไหม เราก็ได้ ลองดู เป็นการสื่อสารร่วมกัน</p>



<p><strong>แล้ว ‘แม่ซื้อ’ กับ ‘ผู้กำกับไม่ซื้อ’ อันไหนน่ากลัวกว่ากัน</strong></p>



<p>ฟิว : ผู้กำกับดิ (หัวเราะ)</p>



<p>โม : ชอบความเล่นคำนะ (หัวเราะ) ต้องเป็นผู้กำกับอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างต้องตรงตามในสิ่งที่เขาวางไว้ เรามีหน้าที่ติดตามทิศทางนั้นไป</p>



<p><strong>คิดว่าเสียงอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ในภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ’</strong></p>



<p>ฟิว : คิดว่าเป็นทำนองที่เสียงผู้หญิงฮัมในลำคอ ฮือฮื้มฮื้อฮือ เขาจะจินตนาการออกไหมวะ (หัวเราะ) แล้วก็บทเพลงกล่อมเด็กด้วย หรืออาจจะมีอื่นๆ อีก แล้วแต่คนจะสัมผัสได้ ต้องไปฟังกันในภาพยนตร์ครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-183571" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หนังผีไทยทำกันมาเยอะมากแล้ว จนคนไทยเขาคุ้นชินจังหวะ ตุ้งแช่! ในฐานะคนทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ ยากไหม ที่จะหาอะไรใหม่ๆ ให้คนดูได้เซอรไพร์สเรื่อยๆ&nbsp;</strong></p>



<p>ฟิว : อันนี้หลักๆ อยู่ที่จังหวะผู้กำกับด้วยว่าเขากำกับภาพมายังไง เพลงก็เป็นตัวเสริมบรรยากาศ จังหวะหลอกก็จะเป็นของผู้กำกับว่าเขาจะหลอกคนยังไงมากกว่า ก็ต้องหามุมพลิกแพลงกันเรื่อยๆ แต่ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีจัมป์สแกร์เยอะนะ เน้นไปที่บรรยากาศให้มันรู้สึกเหมือนจะมี หรือบางทีก็ไม่มี ต้องมาดูเอง</p>



<p>โม : ตลอดสิบกว่าปี ผมเห็นมีคนทำดนตรีประกอบที่ทำเกี่ยวกับดนตรีไทยเยอะมากแล้ว ด้วยความที่คนไทยโตมากับความเชื่อว่า ถ้าเราเดินผ่านห้องดนตรีไทยแล้วได้ยินเสียงระนาด มันจะน่ากลัวทันที สิ่งเหล่านี้ก็เลยหล่อหลอมจนทำให้เป็นสัญลักษณ์ไปแล้ว แต่โจทย์ของเราก็ต้องบิดให้ต่างจากคนที่เขาทำมา เพราะว่าตรงจัมป์สแกร์ปกติก็จะมีผีโผล่ออกมาเลยใช่มั้ย แต่เราจะใช้ความหลอน เพื่อให้คนดูได้ตั้งข้อสงสัยจนเกิดความเอ๊ะบางอย่างว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะ ทำให้คนเดาไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้น&nbsp;</p>



<p>เหมือนเวลาเราขับรถไปต่างจังหวัดตอนกลางคืนแล้วเปิด Google Map ใจเราเวลาขับจะรู้สึกนานมาก ทั้งๆ ที่ระยะทางมันก็เท่าเดิม แค่เราไม่รู้ว่าปลายทางเป็นยังไง หนังที่เราทำมันก็เป็นแบบนั้น ให้คนดูได้ลุ้นว่าผีมันจะออกมามั้ยวะ หรือไม่ออกกันแน่ สิ่งนี้นี่แหละเลยทำให้ความกลัวในจินตนาการเรามันพุ่งมากขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183572" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>แล้วดนตรีในเรื่องนี้ ‘ถูกทำให้คนกลัว’ หรือ ‘ทำให้คนเชื่อ’ มากกว่ากัน</strong></p>



<p>โม : เหมือนต้องชั่งน้ำหนักกัน ทั้งกลัวด้วย แล้วก็ต้องมีความเชื่อด้วย แต่เนื้อเรื่องในหนังทั้งหมด เราเชื่อว่าพอได้ดูไปเรื่อยๆ เราจะเชื่อไปกับหนังโดยปริยายอยู่แล้ว แต่ว่าหน้าที่ของเราแค่เสิร์ฟชั้นเชิงความหลอนเหล่านั้นให้มันมีมากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>ฟิว : เรื่องความเชื่อ เราว่ามันก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณแต่ละบุคคลด้วยนะว่าเวลาดูแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อบ้าง เรื่องแบบนี้เราบังคับเขาไม่ได้ เราทำได้แค่ชักจูงเขาอารมณ์ไปให้ได้มากที่สุด แต่เราว่าสิ่งที่ยากมันคือภาษาหนัง หมายถึงคนทำอะยาก คนดูไม่ยากหรอก เพราะมันจะต้องหาทางทำยังไงให้คนดูเชื่อ ต้องไม่หนักไป ต้องมีเหตุมีผลเต็มไปหมด ทำหนังเลยเป็นศาสตร์ที่ยากสำหรับเรา</p>



<p>โม : เวลาผมถามคนรอบตัวว่าดูหนังที่เราทำดนตรีแล้วเป็นยังไงบ้าง ทุกคนก็จะตอบกลับมาว่า เออ ดีนะ แต่กูลืมแล้วว่าดนตรีที่มึงทำเป็นยังไง อันนี้แหละถูกแล้ว เพราะถ้าไม่ได้ยินดนตรี อันนั้นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว เราต้องการสร้างบรรยากาศองค์รวมทั้งหมดตรงนั้น ให้ทุกอย่างมันไปด้วยกันได้มากที่สุด คงเหมือนคำไทยๆ ที่เขาบอกกันว่า ผู้ปิดทองหลังพระ คงใช้ได้กับอาชีพนี้ พูดแบบนี้มันจะดูเชยปะวะ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183573" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>พอหนังต้องมาอยู่ในสตรีมมิงแล้วมันเวิล์ดไวด์มาก ในฐานะนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเล่าความเป็นผีไทยยังไง ให้คนต่างประเทศเข้าใจเหมือนกับเรา</strong></p>



<p>ฟิว : สำหรับเราคิดว่าไม่น่ายากนะ เหมือนเวลาเราดูโฟล์กเฮอร์เรอร์ของฝรั่ง ยกตัวอย่างในหนังเรื่อง MIDSOMMAR เสียงในหนังเรื่องนั้น เขาก็จะมีคาแรกเตอร์ของเขาอยู่ ถ้าใครเคยดูเรื่องนี้ จะสัมผัสได้ว่าถึงแม้จะต่างวัฒนธรรม แต่เรายังรู้สึกได้เลย เราว่าเรื่องนี้ก็จะให้ความรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าเกิดเป็นคนที่ดู World Cinema อยู่แล้วจะเข้าใจความรู้สึกการดูเรื่องนี้ไม่ยาก</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผู้ที่ทำให้คนรู้สึก มากกว่าได้ยิน”</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183574" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>วิธีคิดดนตรีประกอบภาพยนตร์ กับวิธีคิดดนตรีเพลงปกติ ต่างกันไหม</strong></p>



<p>ฟิว : ต่างเยอะเลย พอเป็นหนังแล้วมันต้องเข้าใจภาษาหนังก่อน มันเข้าใจแค่ดนตรีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นคนดูหนังด้วยถึงจะเข้าใจว่าการเอาดนตรีมาช่วยเลี้ยงภาพมันเป็นยังไง มีคนทำอาชีพตรงนี้น้อยมาก คงเป็นเพราะว่ามันต้องสามารถเข้าใจทั้งสองศาสตร์นี้ด้วย ขาหนึ่งเป็นดนตรี อีกขาหนึ่งเป็นภาพยนตร์ ถ้าเกิดเราเข้าใจทั้งสองศาสตร์ เราก็จะทำดนตรีประกอบได้ดีมากขึ้น จริงๆ ขอแค่เข้าใจสองศาสตร์ไปด้วยกัน ซึ่งหลายคนที่ทำดนตรีเป็น ก็จะทำดนตรีเป็นอย่างเดียว พอมาทำในส่วนที่ต้องทำดนตรีเพื่อเล่าไปกับภาพ ก็จะทำไม่ได้เพราะขาดความเข้าใจ บางทีตอนเราทำดนตรี เราก็จะกดดูภาพพร้อมกันไปด้วย เพราะเราต้องเข้าใจภาษาหนังก่อนว่า หนังแต่ละเรื่องที่เขาสื่อออกมา มันมีภาษาในแบบของมันอยู่&nbsp;</p>



<p>โม : ใช้คำนี้ถูกเลย ‘ภาษาหนัง’ คนที่ทำเพลงเพราะๆ ดีๆ มีเยอะมาก แต่คนที่เข้าใจกับภาพกับมีเดียจริงๆ ดันมีน้อยมากนี่สิ ถ้าอย่างเราเวลาดูหนังเรื่องหนึ่งจบ เราก็จะมาดูเลยว่าคอมโพเซอร์คนนี้คือใคร เทคนิคที่เขาใช้เขาทำยังไง ภาษาหนังมันต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจก่อนว่าหนังมันเล่ายังไง เพราะดนตรีเราต้องอันเดอร์หนังอีกทีหนึ่ง จุดที่จะต้องชูหนัง หรือชูดนตรี คือจุดไหน ก็ต้องดูภาษาหนังอีกทีว่าเขาให้เราชูได้มากน้อยแค่ไหน มันคือความบาลานซ์ของภาษาหนังกับดนตรีเราด้วย</p>



<p><strong>คิดว่าการใช้ ‘เสียง’ เข้ามาช่วยเล่าเรื่องของหนัง สำคัญมากน้อยแค่ไหน</strong></p>



<p>ฟิว : เราว่าหนังผีมันก็ต้องใช้เสียงช่วยอยู่แล้วโดยปกตินะ คิดว่าสำคัญมากเลยแหละ</p>



<p>โม : ถ้าหนังผีไม่มีดนตรีประกอบเราว่าก็จะแปลกๆ นะ ผมว่าจริงๆ ก็เป็นแทบทุกเรื่องนะ ถ้าไม่มีดนตรีประกอบ มันก็จะเหมือนขาดอะไรไป แต่มันมีหนังที่ไม่มีดนตรีประกอบอยู่นะ แล้วแต่ดีไซน์ของหนังเรื่องนั้น แต่สำหรับเราคิดว่าถ้ามันมีดนตรีประกอบแล้ว มันจะช่วยชูความรู้สึกคนดูมากกว่าเดิมแน่ๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183575" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ตอนเราทำดนตรีออกมาในแต่ละฉาก เราจะรู้ได้ยังไงว่ามันสมบูรณ์แล้ว</strong></p>



<p>ฟิว : ตอบยากเลย (นิ่งคิด) เราว่ามันคือสัญชาตญาณที่ต้องสร้างเอง ต้องดูหนังเยอะๆ ฟังเพลงเยอะๆ แล้วเหมือนจะรู้เองว่ามันยังขาดอะไรรึเปล่า ถ้ามันรู้สึกแปลกๆ ตอนเราฟัง ก็แปลว่ายังไม่สมบูรณ์ บางทีมันฟังแล้วจะรู้ได้เลยว่ายังขาดส่วนไหน ขาดเบส ก็แค่เติมเบส มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์การฟังมาเรื่อยๆ เราว่ามันคือเซนส์ของช่างฝีมือ ไม่ว่าจะศิลปะแขนงไหนก็ตาม จะวาดรูป หรือดนตรี มันจะรู้ได้เองว่าเราต้องเติมตรงไหน เราต้องใช้สีอะไร จะรู้ได้เอง</p>



<p>โม : ถ้าฟังจนรู้สึกว่าอิ่มแล้ว ฟังแล้วรู้สึกตามโจทย์นั้น เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เหมือนกับว่าถ้าเราจีบผู้หญิงคนหนึ่งแล้วเรารู้สึกว่าคนนี้ใช่เลย นั่นแหละครับอารมณ์นั้นเลย แต่ถ้ามันยังไม่ใช่ เราก็ต้องทำให้มันใช่ (หัวเราะ) บางทีที่นั่งฟังด้วยกันกับฟิว แล้วรู้สึกเหมือนกันได้เลยว่าแม่งน่าเติมอันนี้ว่ะ มันจะมีค่ากลางบางอย่างที่รู้สึกเหมือนกัน คงเรียกว่าเซนส์แหละมั้ง มันต้องฝึกฝนจริงๆ</p>



<p>แต่จริงๆ เพลงจะเพราะไม่เพราะ เราจะต้องรู้สึกเองก่อนว่ามันเพราะสำหรับตัวเราแล้วก่อนนะ แล้วเราค่อยไปดูอีกทีว่าเพราะสำหรับคนอื่นเป็นยังไง หรือสำหรับผู้กำกับเป็นยังไง จากนั้นเขาก็จะไกด์ไอเดียมาเพิ่มว่า เฮ้ย เพราะของเขาเป็นแบบนี้นะ อันนี้จะช่วยทำให้ดนตรีมันสมบูรณ์มากขึ้นไปอีก อย่างแรกคือเราต้องเซนส์ให้ได้ก่อน อย่างเช่นเรื่องนี้ ก็ต้องรู้สึกว่ามันหลอนจริงๆ ก่อน ถึงจะมองว่าสมบูรณ์</p>



<p><strong>สำหรับการฝึกให้มีเซนส์ได้ คิดว่ามีสูตรสำเร็จให้ทำตามไหม</strong></p>



<p>ฟิว : เรื่องเซนส์แต่ละคนเราว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จให้หรอก แต่มันจะต้องฝึกฝนเอง แต่ถ้าถามแนวทางมันเป็นเรื่องของการจัดการมากกว่า เราจะจัดการยังไงในการทำงาน ซึ่งมันจะไม่ได้เกี่ยวกับสกิลการทำเพลง ไม่ได้เกี่ยวกับการสร้างงานศิลปะเลยนะ แค่เราจัดระบบในหัวได้ดี มันจะช่วยเราไปได้เยอะเลย ส่วนเรื่องเซนส์ มันอยู่ที่ว่าเราโตมาแบบไหน ชอบฟังอะไร เราจะมาบังคับให้คนนี้ฟังแนวนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แนวเขาอยู่ดี แค่ต้องหาของตัวเองให้เจอ&nbsp;</p>



<p>โม : เป็นเรื่องการเปิดรับด้วยนะ ว่าเราเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน ยังสนุกกับสิ่งใหม่ๆ อยู่มั้ย มันเหมือนกับต้องตามเทรนด์หรือคำพูดตอนนี้ใน TikTok ว่าเขาฮิตอะไร เราต้องคอยศึกษาตลอด ต้องคอยศึกษาคอมโพเซอร์ในยุคนี้แต่ละคนว่าเขาทำดนตรีออกมาได้ยังไง คิดอะไร</p>



<p><strong>ตอนทำเพลงเคยมีช่วงหมดมุกไหม</strong></p>



<p>ฟิว : มีนะ แต่มันต้องใช้เวลาแหละ ถ้ามันคิดไม่ออกตอนนั้น เราก็ปล่อยไปคิดเวลาอื่น ถ้าเดดไลน์ไม่ได้บีบอะนะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>โม : ส่วนของผมไม่ค่อยมีครับ เพราะเดดไลน์จะบีบให้คิดออก อาจจะเป็นเพราะว่าตอนเราทำเพลง เราก็จะทำไปเรื่อยๆ เพราะไม่เพราะแต่ก็ทำไปก่อน แต่เดดไลน์มันจะบอกเราว่าตารางวันนี้ต้องทำเท่านี้ ได้หรือไม่ได้ เดดไลน์มามันก็ต้องได้ ของผมเลยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคิดไม่ออก</p>



<p>ฟิว : แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการมีเวลาให้ครีเอทิฟก็เป็นเรื่องที่ดีกว่านะ ในยุคปัจจุบันนี้เวลาจะทำหรือจะคิดอะไรสักอย่างขึ้นมา ทุกอย่างต้องเร็ว ต้องทัน จนกลายเป็นบีบการทำงานทุกอย่างให้เร็วขึ้น แต่กระบวรการครีเอทิฟของมนุษย์เรายังใช้เวลาเท่าเดิมอยู่ เราเห็นเขาทำการวิจัยมานะ ในหนึ่งวันของคนทำงานครีเอทิฟถ้าเอาให้มีประสิทธิภาพสุดๆ ก็ได้มากสุดแค่ 4 ชั่วโมง แต่ว่าตารางการทำงานที่เราโดนบีบให้ทำในทุกๆ วันมันมากกว่านั้นอีก อีกทั้งยังต้องทำงานเยอะขึ้นในจำนวนเงินที่ไม่ได้ต่างจากยุคก่อนมากเท่าไหร่ แต่สุดท้ายคนก็ทำงานได้เท่านี้อยู่ดี เพราะคนมันไม่ใช่หุ่นยนต์ทำเกินนี้ไม่ได้</p>



<p>โม : เราคิดว่าถ้าให้เวลาตรงนี้มันเห็นผลดีด้วยนะ เหมือนกับนักบอล เขาไม่ได้เตะบอลทุกเวลานะ เขาก็มีช่วงที่ปล่อยตัวเองอยู่ ว่าตอนนี้ซ้อมนะ ถึงตอนเที่ยงแล้วก็ต้องพัก อย่างน้อยมันก็เป็นช่วงให้เขาได้อยู่กับตัวเองเพื่อเหลาคมบางอย่างในตัว อย่างตัวผมเองถ้าฟิวก็ส่งซาวนด์มาให้เราฟังว่าซาวนด์ที่เราจะทำมันจะประมาณนี้นะ ผมก็ต้องมีเวลาไปทำการบ้านว่าจะไปหาซาวนด์ประมาณนี้จากไหนได้บ้าง มันต้องใช้เวลาคิดทั้งหมด</p>



<p><strong>คำถามจริงจัง สำหรับคนที่เป็นนักประพันธ์ดนตรีประกอบ เวลากินข้าวเปิดเพลงประกอบไหม</strong></p>



<p>ฟิว : เราไม่ค่อยชอบอยู่เงียบๆ เลยเปิดเพลงฟังตลอดเวลาครับ ยกเว้นตอนทำงานนะ (เพราะเป็นคนทำเพลง) ส่วนใหญ่ก็จะฟังเรื่อยเปื่อย แต่ถ้าฟังเยอะๆ เลยคือจะไปทางบรรเลงมากกว่า เพลงมันมีหลายแนวมาก พร้อมเสิร์ฟทุกมูดอยู่แล้ว ถ้าเราอยากผ่อนคลายก็จะไปฟังเพลงดนตรีน้อยๆ หรือเสียงบรรยากาศอะไรแบบนั้น เพราะสำหรับเราการฟังเพลงมันเป็นการผ่อนคลายไปด้วย</p>



<p>โม : ของผมแล้วแต่ช่วงครับ บางช่วงก็ฟัง บางช่วงก็ไม่ฟังเลย เพราะเราอยู่กับมันมาเยอะแล้ว แต่ถ้าตอนไหนอยากฟังก็ขึ้นอยู่กับเวลากับบรรยากาศผมตอนนั้นว่าอยากฟังแนวไหน บางทีผมก็ฟังแจ๊ส หรือตอนขับรถก็ฟังเพลง Silly Fools บางทีตอนยกเวทก็ฟังพวกฮิปฮอปให้มันกระตุ้นหน่อย อยู่ที่ว่า ณ โมเมนต์ตรงนั้น เรารู้สึกยังไงเราก็เสิร์ฟไปตามนั้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-682x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183576" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผู้สร้างเสียงบรรเลงฉากหลัง แต่น้อยคนที่จะมองเห็น”</strong></h2>



<p><strong>ความสนุกในงานสายนี้คืออะไร</strong></p>



<p>ฟิว : เราชอบเพราะว่ามันสนุก ไม่น่าเบื่อ เพราะว่าในแต่ละเรื่องแต่ละโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เราได้ทำ เราก็จะทำซาวนด์ให้มันคนละแบบ เหมือนใช้ไอเดียใหม่ๆ ตลอด มันจะไม่ใช่งานรูทีนที่ทำเหมือนเดิมเป็นปีๆ เราเลยไม่ค่อยรู้สึกเบิร์นเอาต์ในงานนี้ ได้คิดไปเรื่อยๆ สมองเราก็จะแล่นไปเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>โม : เราชอบงานนี้เพราะมันพาเราได้ไปเจอการตีความในรูปแบบใหม่ๆ เราก็จะได้ลองวิธีการใหม่ๆ ลองอาวุธใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำ มันท้าทายดี</p>



<p><strong>แล้วความยากล่ะ</strong></p>



<p>โม : ความยากสำหรับผมน่าจะเป็นช่วงแรกที่ต้องจูนกันระหว่างผู้กำกับก่อนจะเริ่มการทำงาน ว่างานที่เราจะทำเขาอยากให้ออกมาเป็นแบบไหน พอช่วงแรกเสร็จหลังจากนั้นก็จะสบายแล้ว เราจะรู้แล้วว่าเขาชอบแบบนี้ เขาชอบเสียงแบบนี้ที่เป็นสัญลักษณ์ในซีนนี้&nbsp;</p>



<p>ฟิว : คล้ายๆ กัน สำหรับเราขั้นตอนคิดธีมยากสุด คิดไอเดียตั้งต้นแรกของหนังยากสุด ไอเดียมันที่อยู่ในอากาศ อยู่ที่ว่าเราจะคว้ามันได้ไหม (หัวเราะ) เพราะถ้าไอเดียมาแล้ว ทุกอย่างมันจะไหลตามมาเอง มันเลยต้องใช้เวลามากๆ ก่อนจะเริ่มทำโปรเจกต์ ส่วนตัวเราก็จะขอบทมาก่อน เพราะว่ามันต้องใช้เวลาในการคิดก่อนว่าจะเอายังไงในเรื่องนี้ จะให้มันออกมาเป็นแบบไหน</p>



<p>โม : การมีธีมมาก่อนมันจะช่วยตบทุกอย่างให้เข้าที่เอง มันเหมือนถ้าตั้งต้นไว้ดี อันหลังสบายแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183577" style="width:750px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อาชีพนักประพันธ์ดนตรีประกอบ สำหรับทั้งสองคนคืออะไร</strong></p>



<p>โม : จริงๆ คำว่านักประพันธ์ดนตรี มันมีคำนี้มานานมากแล้วล่ะ และมีอาชีพนี้อยู่นานแล้ว แต่มันกว้างมาก เพราะมันมีนักประพันธ์ดนตรีหลายสาขามากเลย มันเป็นไปได้หมดอยู่ที่ว่าเราจะทำดนตรีประกอบอะไร ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบมีเดีย ภาพ โฆษณา หรืออื่นๆ อีกมาก แต่ถ้าในกรณีนี้พอมีคำว่า ‘ดนตรีประกอบภาพยนตร์’ เข้ามาก็เลยกลายเป็นทำดนตรีเพื่อเสริมการเล่าเรื่องของหนัง</p>



<p>ฟิว : ใช่ จะประกอบอะไรก็ได้ ถ้าพูดง่ายๆ ก็เหมือนทำเพื่อเสริมมีเดียอะไรสักอย่าง ประกอบอะไรสักอย่าง ที่ไม่ได้เป็นดนตรีหรือเพลงของตัวเอง เพราะถ้าจะทำดนตรีหรือเพลงที่เป็นของตัวเอง ก็จะเป็นทางศิลปินเดี่ยวอะไรทำนองนั้น</p>



<p><strong>มีเยอะไหม คนที่ทำอาชีพนี้</strong></p>



<p>ฟิว : ไม่เยอะ น้อยมาก น้อยเกินด้วย</p>



<p><strong>คิดว่าเป็นเพราะอะไร ถึงมีคนทำอาชีพนี้น้อย</strong></p>



<p>โม : (นิ่งคิด) บางคนเขาแค่อยากทำเพลงเฉยๆ แต่พอให้ทำดนตรีควบคู่ไปกับภาพมันดันไม่เข้ากัน ถ้าคุยในเรื่องเลี้ยงชีพ อาจจะเป็นเพราะบางคนเขาก็ไม่ได้มีโอกาสได้รับงานสายนี้ตลอดเวลา เขาก็เลยต้องเปลี่ยนสายงานไปด้วย อย่างผมเองก็งานหลักที่ได้รับเป็นหนังก็จริง แต่ก็ต้องสลับไปทำงานสายอื่นๆ ด้วย การเป็นอยู่ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน</p>



<p>ฟิว : ตลอดการทำงานในสายอาชีพนี้ เราก็พยายามเช็กลิสต์ทุกปีว่าปัญหานี้มันเกิดขึ้นจากอะไร จากที่เราวิเคราะห์ได้คือ ปัญหาเกิดจากคนเพลงเขาไม่ดูหนัง อย่างเช่นดูเพื่อวิเคราะห์ ดูเพื่อรู้วิธีการเล่าเรื่องของหนัง เราว่าเป็นเพราะสาเหตุนี้แหละ ที่ทำให้คนทำงานในสายนี้ยังมีน้อย พอมันต้องเข้าใจทั้งสองทาง ทั้งภาพยนตร์และดนตรี มันเลยยิ่งต้องรู้เยอะกว่าเดิม ต้องเข้าใจองค์รวมของศิลปะ ถ้าคุณทำดนตรีเข้าใจเครื่องดนตรีแล้ว คุณต้องไปดูวัฒนธรรมของที่อื่นๆ ด้วย ต้องเปิดโลกให้กว้างเข้าไว้</p>



<p>เราว่าทุกตำแหน่งในการทำหนังเราว่ามันต้องไปเปิดโลก ไม่เช่นนั้นเราจะทำหนังที่มันกว้างและลึกซึ้งได้ยังไง สมมุติเราทำหนังผู้อพยพ เราก็ต้องไปรู้จักผู้อพยพ สมมติเราทำหนังเกี่ยวกับการเมือง สังคม ก็ต้องตีความสังคมติดตามการเมืองอยู่ตลอดเวลา ส่วนเราทำดนตรี เราแค่ต้องไปศึกษาวัฒนธรรมดนตรีอื่นๆ บ้าง ยกตัวอย่างเช่น World Music ถ้าเป็นไปได้ศึกษาจากสิ่งนี้จะดีมาก แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกนะ แค่รู้ก็พอ เพราะเราแค่เอามาทำประกอบหนัง แต่เราไม่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อให้คนพื้นเมืองเล่น เน้นรู้กว้างไว้ก่อน คือถ้ารู้ไม่กว้าง เราจะทำได้สโคปแคปมาก มันก็เลยจำกัดคนที่จะเข้ามาทำสายอาชีพนี้พอสมควร เพราะมันต้องเนิร์ดศิลปะจริงๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183578" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>ตั้งแต่ทำงานสายนี้มา เคยเบิร์นเอาต์บ้างไหม</strong></p>



<p>ฟิว : (ตอบทันที) ไม่เคย มีแค่เหนื่อยแต่ไม่ได้เบิร์นเอาต์ เพราะหัวคิดเพลงอยู่เรื่อยๆ มีแค่เหนื่อยกายที่ไม่อยากทำแล้ว อยากนอนอะไรแบบนั้นมากกว่า เพราะบางทีแค่งานมันโอเวอร์โหลด มันไม่ได้เบิร์นเอาต์จนไม่อยากทำอาชีพนี้แล้ว มันแค่อยากพักเฉยๆ เพราะว่าอาชีพนี้ก็ทำได้เรื่อย เปลี่ยนโปรเจกต์ เปลี่ยนไอเดียมันก็ไม่เบื่อแล้ว (ยิ้ม)</p>



<p>โม : (นิ่งคิด) สำหรับเราก็มีนะ แต่สุดท้ายก็ต้องทำต่อจนกว่าโปรเจกต์นั้นจะจบลง เราว่าอาชีพนี้มันท้าทายทุกงานทุกโปรเจกต์ที่ได้ทำเลย พอเจอผู้กำกับคนใหม่ๆ เราก็รู้สึกว่าเราเก่งขึ้นไปตามเนื้องานนั้นด้วย เพราะได้ศึกษาจากผู้กำกับหรือสไตล์ความชอบแต่ละคนว่าเขาชอบฟังดนตรีแนวไหนบ้าง มันก็เป็นคลังใหม่ๆ ที่เราก็ได้เรียนรู้ไปกับเขาด้วย ทุกงานก็เลยกลายเป็นพื้นที่ทดลองงานของเราเสมอมันจะเป็นแบบนั้นมากกว่า เพราะการทำสิ่งนี้มันต้องใช้ใจมากๆ นะ มันต้องรู้สึกชอบมากๆ ด้วย เหมือนการจีบสาวว่า ‘ฉันจีบเธอแล้ว ฉันไม่เลิกกับเธอหรอก คุณยังมีจุดเด่นที่ผมยังอยากศึกษาคุณต่ออยู่’ ทำไมกูชอบเปรียบเทียบกับความรักวะ (หัวเราะ) เออ นั่นแหละ ถึงจะท้อแต่เราก็ไม่เคยอยากเลิกทำ</p>



<p><strong>ตลอดระยะเวลาการทำงานในสายนี้ ได้ให้อะไรกับเราบ้าง</strong></p>



<p>โม : อย่างแรกก็คือให้เงิน (หัวเราะ) ผมว่าอาชีพนี้เป็นช่องทางที่จะทำให้ผลงานของเราเข้าถึงหูคนดูได้ง่ายที่สุด ผมว่าคนทำงานศิลปะมันคือเป็นอาชีพที่ต้องการคนมองเห็นนะ อย่างน้อยผลงานของเรา ก็ได้ไปอยู่ในผลงานดีๆ ร่วมกันกับทุกคน ได้แชร์ไอเดียหรือว่าการตีความที่ทำออกมาร่วมกับทุกคน ผมว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่งานนี้ได้ให้กับผม</p>



<p>ฟิว : เราเป็นคนชอบลับคมสมอง งานนี้มันทำให้เราได้คิดไปเรื่อยๆ งานประเภทนี้มันทำให้เราคิดแบบที่เราอยากคิด โดยที่เรายังได้ตังค์นะ เพราะถ้าให้เราทำงานอาร์ตจ๋าๆ ที่ทำเพื่อคุณค่าชีวิต อาจจะไม่ค่อยมีกินเท่าไหร่</p>



<p><strong>คิดว่าในสายอาชีพนี้ในไทยกับต่างประเทศ ต่างกันไหม</strong></p>



<p>ฟิว : ถ้าในแง่สร้างงานเราว่าไม่ได้ต่างกัน เราว่ามันใช้แนวคิดเดียวกันเลยนะ แต่แค่เราทุนน้อยกว่าเขาเท่านั้นเอง ถ้าบ้านเราสามารถมีเงินหมุนได้จนเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศได้ก็คงดี เข้าการเมืองอีกแล้ว เพราะซอฟต์พาวเวอร์ไทยเราก็ไม่ได้น้อยหน้าเขานะ อย่างเมื่อก่อนหนังผีไทยเราอย่างเรื่อง ‘ชัตเตอร์’ ก็ดีมากๆ เลย เพียงแต่ตอนนี้ประเทศเราเดินช้ากว่าเขามาก มันเลยทำให้ล้าหลังลง ทุกวันนี้ทุนทำหนังเกาหลีเงินหมุนเขาเยอะมาก เขาเลยผลิตงานดีๆ ออกมาได้เยอะจริงๆ</p>



<p><strong>ถ้าพูดกันจริงๆ ในตอนนี้มันดีขึ้นหรือแย่ลง</strong></p>



<p>ฟิว : เราว่ามันก็ดีขึ้นนั่นแหละ เพียงแต่มันเดินช้ามาก มันค่อยๆ คลานไป จะว่าแบบนั้นก็ได้</p>



<p>โม : แต่ผมรู้สึกว่ามันถอยลงมาจากเมื่อก่อนนะ แต่มันกำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นไป มันเหมือนเป็นกราฟที่ดิ่งลง แล้วมันกำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นไปอยู่</p>



<p>ฟิว : อ้าว แล้วสรุปมันดิ่งหรือไม่ดิ่ง</p>



<p>โม : ไม่ไง หมายถึงก่อนหน้านั้นมันดิ่ง ตอนนี้ก็ค่อยๆ ดีขึ้นไง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183579" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในฐานะที่เราเป็นคนทำงานศิลปะ แล้วอยากให้ชิ้นงานที่ออกมามันยังดูมีคุณค่า แล้วบาลานซ์ยังไง ระหว่างศิลปะ (Art) กับธุรกิจ (Commercial)&nbsp;</strong></p>



<p>โม : สำหรับผมถ้าเขาจะให้ผมทำให้ Commercial จ๋าๆ เลยมันก็ได้นะ ถ้าเขาจ่ายตังค์มากพอ (หัวเราะ) อันนี้ก็พูดอย่างตรงๆ บังคับได้เลย เพราะว่าผมเองก็ทำเพลง Commercial ด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าถ้าคุณจ่ายตังค์มากพอ เราจะยอมไม่เป็นตัวเองให้คุณได้ แต่ถ้าเวลาเราทำดนตรีในหนัง มันจะมีความเป็นตัวเองครึ่งหนึ่ง กับความคิดเห็นผู้กำกับครึ่งหนึ่งผสมลงไป จริงๆ ผลงานที่ผมทำในหลายๆ เรื่อง ก็มีแอบใส่ซาวนด์แปลกๆ เข้าไปด้วยนะ เพื่อทดลองโดยที่คนอื่นไม่รู้ ผมชอบทำแบบนั้นมาก แล้วถ้ามันเข้า ผู้กำกับชอบ ผมจะรู้สึกว่านี่แหละ! ต้องอย่างงี้สิวะ! (ตบเข่าฉาด)</p>



<p>ฟิว : งานนี้มันเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่างสองอย่างคือ Commercial กับ Art เป็นงานที่เราก็ชอบจนไม่ได้คิดว่าจะไปทำอย่างอื่นแล้ว คงจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะมันอยู่ในสายเลือดไปแล้ว มันเหมาะกับคาแรกเตอร์เรา เลี้ยงชีพได้ด้วย แถมยังไม่ได้บีบไอเดียเรามากเกินไป มันพอดีแล้วสำหรับเรา</p>



<p><strong>นอกจากเงินทุน มีปัจจัยอย่างอื่นอีกไหมที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เดินช้า</strong></p>



<p>โม/ฟิว : การเมือง</p>



<p>โม : จริงๆ ไม่อยากพูดคำนี้หรอก แต่มันเกี่ยวโยงจริงๆ เพราะการทำหนังมันก็ยังเป็นอีกสายอาชีพที่ต้องการผู้คนมาหล่อเลี้ยงมันด้วย</p>



<p>ฟิว : เรื่องโครงสร้างสังคม ถ้าพื้นฐานมันดี ชีวิตผู้คนก็ดี ผลงานศิลปะที่ออกมา มันก็จะดีไปด้วย</p>



<p>โม : เขาเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่น คนทำงานครีเอทิฟเลยไม่ค่อยโดนเห็นค่าสักเท่าไหร่ มีคนเคยตั้งคำถามกับผมว่าคนทำงานสายครีเอทิฟหรือทำงานในสายนี้ ทำไมราคาจ้างงานถึงต้องแพงขนาดนี้ แต่เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเราต้องเรียนอะไรมาบ้าง ศึกษายังไง และกว่าจะเป็นผลงานหนึ่งชิ้นต้องผ่านขั้นตอนการคิดอะไรมาบ้าง กว่าเราจะหยิบจับอากาศมาเป็นดนตรีได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย</p>



<p>ฟิว : ราคาจ่ายเงินการทำงานในสายอาชีพนี้ มันยังไม่คุ้มมาก ถ้าเทียบในอุตสาหกรรมดนตรีไทย ยังไม่เท่าเพลงพ็อปหรอก เพราะเพลงพ็อปเข้าถึงคนฟังง่าย มีเงินหมุนเยอะ แต่เป็นเพราะสิ่งนั้นทำแล้วมันเห็นผลผลกับผู้ประกอบการ เห็นผลกับคนฟัง พอได้รับผลตอบรับเยอะ ผู้ประกอบการเขาก็ยอมจ่าย แต่พอเป็นสายดนตรีประกอบภาพยนตร์แบบเรา ถึงหนังจะดี แต่ถ้ามันไม่เห็นผลประกอบการ เอาง่ายๆ ก็คือขายไม่ได้พูดตรงๆ ผู้ประกอบการเขาก็ไม่อยากลงทุน เราก็เข้าใจเขา ทำหนัง Art ไปก็ไม่ดีอีก งานขาย Commercial เลยอยู่รอดได้มากกว่า</p>



<p>โม : ก็ย้อนกลับไปเหมือนเดิมว่าถ้าเขาบังคับเรามาก ก็ต้องยอมจ่ายเยอะ (หัวเราะ) แต่แรกๆ ที่เราทำก็แทบไปขอเขาทำฟรีเลยนะ เพราะเราอยากลองทำ อยากเก็บเครดิต ในช่วงมหา’ลัย แต่มันก็เริ่มมาจากเพราะอยากทำจริงๆ&nbsp;</p>



<p><strong>แชร์ให้ฟังหน่อยว่าต้องฝึกยังไง ถึงจะมาทำในสายอาชีพนี้ได้</strong></p>



<p>โม : ต้องเนิร์ดในหลายด้าน เนิร์ดในการฟัง เนิร์ดในการทำ ทุกวันนี้ผมยังเหมือนทำเพลงทุกวันอยู่เลยนะ เช่น เฮ้ยก่อนจะออกไปร้านกาแฟ ลองซาวนด์แบบนี้ดูหน่อยดีกว่า ต้องหมั่นฝึกฝนทำเรื่อยๆ</p>



<p>ฟิว : เราว่าก็แค่ลงมือทำ มันคืองานที่ต้องลองทำไปเรื่อยๆ ถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี ก็ทำต่อไป ชีวิตประจำวันของเราบางทีก็ทำดนตรีไปเรื่อยๆ ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำเพื่อฝึกเฉยๆ แต่บางทีอิลิเมนต์พวกนั้นมันได้เอากลับมาใช้นะ บางโปรเจกต์มันมีไอเดียที่คล้ายๆ ที่เคยลองทำ เราก็หยิบมาใช้ในงานบ่อยๆ แต่สุดท้ายเราว่าต้องเริ่มจากวิธีคิด ส่วนเรื่องสกิล ความถนัด มันจะตามมาหลังจากที่เราได้ลงมือทำแล้ว ถ้าวิธีคิดและไอเดียของเราลับคมมาดีแล้ว ทุกอย่างจะง่ายมากหลังจากนั้น คนดังๆ หลายคน สกิลเขาก็อาจะไม่ได้เก่งเท่าคนอื่นๆ แต่วิธีคิดของเขามันไปไกลกว่าชาวบ้าน เขาเลยดัง คนอื่นเขาอาจจะคิดเป็นทำนอง แต่เขาคิดเป็นคอนเซปต์แล้วค้นหาวิธีเล่นเสียงทีหลัง เพราะเสียงมันเล่นได้หลายแบบ&nbsp;</p>



<p><strong>ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่เห็นทั้งสองคนจากบทสัมภาษณ์นี้ แล้วอยากเข้ามาทำงานสายอาชีพนักประพันธ์ดนตรีประกอบ มีแนวทางแนะนำยังไงบ้าง</strong></p>



<p>โม : เราว่าอยากทำสิ่งไหน ก็ต้องชอบสิ่งนั้นด้วย เราว่ามันต้องเริ่มจากต้องเป็นคนชอบดูหนังมากๆ ที่ไม่ใช่แค่หนังแมสนะ รวมไปถึงหนังอินดีและหนังอาร์ตด้วย มันจะช่วยเรื่องจินตนาการได้เยอะมากในการคิดดนตรี และจะช่วยเราตอบเหตุผลได้เลยว่าทำไมถึงต้องทำดนตรีแบบนี้ อีกอย่างคือเรื่องการชอบฟังดนตรี ต้องลองเสพดนตรีเยอะๆ หลากหลายแนว มันจะช่วยในตอนเวลาที่เราทำหรือสร้างงาน พอเรากินของดีเข้าไปเยอะๆ พอเวลาเราจะคายออกมา เราจะหยิบซาวนด์อิมเมจในหัวออกมาใช้ได้ สองอย่างที่เน้นย้ำ คือดูกับฟังให้เยอะ</p>



<p>ฟิว : ถ้าเสริมจากเรื่องนี้ เราว่าต้องรู้จักกับคนในวงการภาพยนตร์ให้มากจะได้มีที่ทางในการเติบโต แต่ก่อนที่จะรู้จักกับเขาได้ ก็ต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อนนะ ฉะนั้นถ้าเป็นคนดูหนังอยู่แล้วจริงๆ มันก็จะคุยง่ายมาก เพราะปกติเวลาเราเริ่มหัวข้อการคุยในสายหนังเราไม่คุยเรื่องเพลงนะ เราคุยเรื่องหนังอย่างเดียวเลย เพราะด้วยความที่เราชอบหนังอยู่แล้วด้วย คุยในเชิงวิเคราะห์หนังไปเลยว่า หนังเรื่องนี้มันเล่ายังไง มีสไตล์ลีลาแบบไหนในการเล่า เรื่องนี้ดีไม่ดียังไง เหมือนมาถกเถียงเรื่องประเด็นนี้กัน รู้ให้เยอะ และลงมือทำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183580" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในฐานะคนทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ สิ่งที่สำคัญที่สุดของอาชีพนี้คืออะไร</strong></p>



<p>โม : ในมุมผมคือทำยังไงก็ได้ให้คนดูเขารู้สึกมากขึ้นกว่าเดิม จุดนี้จะทำยังไงให้คนดูเขาเศร้าได้ หรือร้องไห้ได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองการรับรู้ของแต่ละคนด้วยนะว่าถ้าเราทำดนตรีออกไปแล้ว มันจะถึงจุดนั้นของอารมณ์คนดูไหม สำหรับผมเรามีหน้าที่แค่ว่า ถ้าจังหวะนี้เราต้องโกยอารมณ์คนดูแล้วใช่ไหม ได้! เราจะดันบรรยากาศนั้นขึ้นมาให้สุดเลย อย่างเช่นรู้สึกถึงความเย็นในห้องนั้น รู้สึกถึงความก้องของห้องนั้น หรือถ้าในบทพูดนี้ เราจะทำยังไงให้การสารภาพรักมันเศร้าได้มากแค่ไหน หรือสุขได้มากแค่ไหน เราก็ต้องทำตามโจทย์นั้นให้ได้มากที่สุด</p>



<p>ฟิว : มีคำยอดนิยมที่พูดกันว่า ‘ดนตรีประกอบหนัง ต้องทำให้รู้สึก มากกว่าได้ยิน’ พอหนังเริ่มเล่น มันไม่ได้ยินหรอกว่าเสียงดนตรีเป็นยังไง เพราะเราตั้งใจดูหนังอยู่ แต่ดนตรีมันจะเป็นตัวช่วยเสริมมากกว่า ยกเว้นว่ามันจะมีบางซีน หรือบางจังหวะที่ดนตรีขึ้นมาเด่นได้ อันนั้นก็เต็มที่ได้เลย แต่สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะคนทำดนตรีประกอบ คือทำยังไงก็ได้ให้คนรู้สึก เราว่าเท่านั้นก็สำเร็จแล้ว</p>



<p>โม : (พยักหน้าเห็นด้วย)</p>



<p><em>ปล. ภาพยนตร์เรื่อง ‘แม่ซื้อ (Host)’ ต้อนรับฮาโลวีนทันที เพราะหนังเข้าฉายแล้วบนสตรีมมิงที่ Prime Video เท่านั้น อย่าลืมไปรับชมรับฟังความหลอนกันถ้วนหน้า ขอให้ได้พบกับแม่ซื้อของทุกท่านโดยสวัสดิภาพ (เป็นเรื่องดีหรือเปล่านะ)</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/host-film-composer/">‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์’ และ ‘โม &#8211; วุฒิพล’ สองคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ’ ผู้เชื่อว่าดนตรีประกอบหนังต้องทำให้รู้สึกมากกว่าได้ยิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘นิยุติ สงสมพันธุ์’ ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของนักเขียนผู้ล่วงลับและจิตวิญญาณแห่งเรื่องเล่าที่ยังคงอยู่ ณ ‘หลาดใต้โหนด’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/lad-tainod-phatthalung/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Sep 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183028</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเดินทางในครั้งนี้ เรามีโอกาสได้ไปร่วมทริปเดินทางกับ ‘FLYNOW’ แบรนด์เสื้อผ้าสายแฟชันสุดเก๋ และ ‘ช่างชุ่ย’ ศูนย์รวมความสร้างสรรค์ ตั้งแต่ขายของตลาดนัดยันคอนเสิร์ต ที่จัดระดมทริปนี้ไปเยือนภาคใต้ทั้ง 3 จังหวัด หนึ่งในนั้นมีจังหวัดพัทลุงอยู่ด้วย ในวันที่ 3 ของทริป เริ่มต้นวันกันด้วยความตั้งใจที่จะไปเดินตลาดตอนเช้าวันอาทิตย์ ที่ที่จะไปเยือนก็คือ ‘หลาดใต้โหนด’ เราได้ยินชื่อนี้มาหลายครั้งในฐานะตลาดที่กำลังเป็นที่นิยม ตลาดที่ใครต่อใครพูดกันว่าไม่เหมือนตลาดไหนในประเทศไทย แต่เมื่อได้ไปถึงจริงๆ สิ่งที่พบเจอกลับกลายเป็นมากกว่าตลาดขายของธรรมดา เพราะคือเรื่องราว ความทรงจำ และความหมายที่สืบเนื่องมาจากชายคนหนึ่งที่จากไปแล้ว และอีกชายหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนี้ ณ ที่หลาดใต้โหนด ‘หลาดใต้โหนด’ ไม่ใช่สถานที่ แต่คือ ‘ผู้คน’ “Asgard is not a place, it&#8217;s a people.” วลีสุดฮิตจากหนังมาร์เวล คำกล่าวของโอดิน ตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Thor Ragnarok &#160;ที่มีความหมายลึกซึ้งว่าจิตวิญญาณที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ดินแดนหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่คือ ‘ผู้คน’ เมื่อเราได้ก้าวเข้าไปในสถานที่แห่งนี้แล้ว ทำให้เราได้นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาทันที คำว่า ‘หลาด’ ในภาษาใต้แปลว่า ‘ตลาด’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lad-tainod-phatthalung/">‘นิยุติ สงสมพันธุ์’ ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของนักเขียนผู้ล่วงลับและจิตวิญญาณแห่งเรื่องเล่าที่ยังคงอยู่ ณ ‘หลาดใต้โหนด’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การเดินทางในครั้งนี้ เรามีโอกาสได้ไปร่วมทริปเดินทางกับ <strong>‘FLYNOW’</strong> แบรนด์เสื้อผ้าสายแฟชันสุดเก๋ และ <strong>‘ช่างชุ่ย’ </strong>ศูนย์รวมความสร้างสรรค์ ตั้งแต่ขายของตลาดนัดยันคอนเสิร์ต ที่จัดระดมทริปนี้ไปเยือนภาคใต้ทั้ง 3 จังหวัด หนึ่งในนั้นมีจังหวัดพัทลุงอยู่ด้วย ในวันที่ 3 ของทริป เริ่มต้นวันกันด้วยความตั้งใจที่จะไปเดินตลาดตอนเช้าวันอาทิตย์ ที่ที่จะไปเยือนก็คือ <strong>‘หลาดใต้โหนด’</strong> เราได้ยินชื่อนี้มาหลายครั้งในฐานะตลาดที่กำลังเป็นที่นิยม ตลาดที่ใครต่อใครพูดกันว่าไม่เหมือนตลาดไหนในประเทศไทย แต่เมื่อได้ไปถึงจริงๆ สิ่งที่พบเจอกลับกลายเป็นมากกว่าตลาดขายของธรรมดา เพราะคือเรื่องราว ความทรงจำ และความหมายที่สืบเนื่องมาจากชายคนหนึ่งที่จากไปแล้ว และอีกชายหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนี้ ณ ที่หลาดใต้โหนด</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘หลาดใต้โหนด’ ไม่ใช่สถานที่ แต่คือ ‘ผู้คน’</strong></h2>



<p><strong>“Asgard is not a place, it&#8217;s a people.” </strong>วลีสุดฮิตจากหนังมาร์เวล คำกล่าวของโอดิน ตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Thor Ragnarok &nbsp;ที่มีความหมายลึกซึ้งว่าจิตวิญญาณที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ดินแดนหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่คือ ‘ผู้คน’ เมื่อเราได้ก้าวเข้าไปในสถานที่แห่งนี้แล้ว ทำให้เราได้นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาทันที</p>



<p>คำว่า ‘หลาด’ ในภาษาใต้แปลว่า ‘ตลาด’ ส่วนคำว่า ‘โหนด’ มาจากคำว่า ‘ตาลโตนด’ รวมเป็นคำว่า ‘หลาดใต้โหนด’ ที่ตั้งอยู่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ตลาดแห่งนี้เปิดทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ตลาดที่มีบรรยากาศพิเศษไม่เหมือนใคร เพราะตั้งอยู่กลางสวนยางพารา ป่าไม้สูงใหญ่ เหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่อีกโลกที่รายล้อมด้วยร่มเงาและความเขียวขจี ทำให้ผู้คนที่มาเดินอย่างเรารู้สึกได้ถึงทั้งความสงบและความคึกคักไปพร้อมๆ กัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183046" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-15.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ที่นี่ไม่มีแผงเหล็ก ไม่มีป้ายโฆษณาสีฉูดฉาด มีแต่เพียงเก้าอี้ไม้และโต๊ะเรียงราย ให้จับจองตามบรรยากาศความชื้นของดินที่หากตั้งใจเปิดประสาทสัมผัส คุณจะได้กลิ่นธรรมชาติเป็นแน่ นอกจากนี้ยังโอบล้อมไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพ่อค้าแม่ค้าที่นำของพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น ผัก ผลไม้ ไปจนถึงงานหัตถกรรมและดนตรีพื้นเมืองมาขาย ให้ความรู้สึกอบอุ่น และสบายใจอย่างบอกไม่ถูก</p>



<p>เมื่อเดินเข้าสู่ตลาดจะพบเห็นป้ายใหญ่ที่เขียนไว้ว่า <strong>‘บ้านนักเขียนใต้โหนด’</strong> ด้วยความสงสัยในฐานะนักเขียน (ที่จะต้องหาเรื่องมาเล่า) ว่าทำไมตลาดถึงมีบ้านนักเขียน แล้วบ้านนักเขียนเกี่ยวอะไรกับตลาด เราจึงก้าวเข้าไปในบ้านหลังนั้นเพื่อค้นหาคำตอบมาให้ผู้อ่านได้รู้ไปพร้อมกัน</p>



<p>เมื่อก้าวเข้าไปที่แห่งนี้ จะพบกับรอยประทับมือของนักเขียนที่ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติในแต่ละปี และยังมีศิลปินแห่งชาติในหมวดอื่นๆ อีกด้วย อีกทั้งยังมีมุมแสดงผลงานจิตรกรรม มีร้านกาแฟให้นิ่งจิบชิลล์ๆ และยังมีห้องสมุดให้อ่าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ถูกประทับไว้แทบทุกมุมในบ้านหลังนี้ ตั้งแต่หน้าบ้าน หรือบนปกหนังสือแทบทุกเล่มที่เรียงรายไว้นั่นคือบุคคลที่ชื่อว่า <strong>‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’</strong> ทำให้เราฟันธงว่า บ้านหลังนี้คงเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านนักเขียนของชายคนนี้แน่นอน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183047" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-15.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’ นักเขียนแห่งรางวัลผู้ล่วงลับ&nbsp;</strong></h2>



<p>หากย้อนกลับไปในยุคที่คนอ่านหนังสือกันเยอะกว่านี้ ชื่อของ <strong>‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’ </strong>คงจะคุ้นหูผู้อ่านอยู่บ้าง เพราะเขาคือนักเขียนผู้ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2539 จากรวมเรื่องสั้น ‘แผ่นดินอื่น’ ที่รวม 8 เรื่องสั้นขนาดยาวที่สะท้อนคนภาคใต้ ตีแผ่เบื้องลึกที่ไม่มีใครพูดถึง และมีผลงานอีกมากมาย เช่น ‘คนใบเลี้ยงเดี่ยว’ ‘สะพานขาด’ ‘บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร’ และ ‘จดหมายถึงเพื่อน’ ด้วยผลงานแน่นขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้รางวัลซีไรต์ไปครอง ผลงานของเขามีทั้งความงดงามในภาษา และความเข้มข้นของเนื้อหา ที่หยิบยกเรื่องราวของคนชายขอบ ความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางของมนุษย์มาเล่าอย่างละเมียดละไม เขาเป็นนักเขียนที่เชื่อในพลังของเรื่องเล่า เชื่อว่าวรรณกรรมสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และเขายังเป็นนักเขียนวรรณกรรมที่ได้ฉายาว่า <strong>‘นักเขียนหนุ่มตลอดกาล’&nbsp;</strong></p>



<p>แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือหลังจากที่เราได้หาข้อมูลจากอากู๋เพิ่มเติม ทำให้รู้ว่าฉายาที่ว่านี้ไม่ได้มาเพราะกนกพงศ์หน้าเด็กตลอดกาล แต่เป็นเพราะเขาได้จากไปอย่างกะทันหันในปี 2549 ด้วยโรคร้ายอย่างไข้หวัดใหญ่ ซึ่งการจากไปของเขาไม่เพียงทิ้งช่องว่างใหญ่ให้กับแวดวงวรรณกรรมไทย แต่ยังทิ้งความโศกเศร้าแก่ผู้ที่รักและชื่นชมงานเขียนของเขาให้ยังคงนึกถึง และสถานที่แห่งนี้ ก็ดูจะเป็นหลักฐานยืนยันเช่นกันว่าเขาไม่ได้จากไปไหน</p>



<p>ในระหว่างที่เราเดินสำรวจภายในบ้านที่เป็นพิพิธภัณฑ์ของชายที่ชื่อกนกพงศ์อยู่นั้น เราก็พบกับชายคนหนึ่งที่นั่งจิบกาแฟอยู่มุมหนึ่งของบ้าน ใบหน้าของเขาชวนให้นึกถึงใครบางคนที่เราเพิ่งเห็นจากบ้านนักเขียน คล้ายมาก คล้ายกับรูปปั้นที่ตั้งไว้ในบ้านหลังนี้ นึกแวบขึ้นมาทันที <strong>“กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เขายังมีชีวิตอยู่เหรอนี่” </strong>(หากเป็นแบบนั้น ผมคงจะพิสูจน์ได้แล้วว่าโลกหลังความตายมีจริง) แต่แล้วความจริงทุกอย่างก็คลี่คลาย เขาคนนั้นไม่ใช่นักเขียนรางวัลซีไรต์ผู้ล่วงลับไปแล้ว หากแต่คือพี่ชายของเขา <strong>‘นิยุติ สงสมพันธุ์’ </strong>ที่หน้าตาแสนละม้ายคล้ายคลึงอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าคล้ายคงไม่ใช่เพียงใบหน้า แต่เป็นแววตาและท่าทาง รวมถึงเจตนารมณ์ที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับผู้คนต่างหากที่ทำให้เราสัมผัสได้จากตัวเขาคนนี้</p>



<p>เรามีโอกาสได้พูดคุยกับนิยุติประมาณ 15 นาที แต่เรื่องราวที่เขาเล่า กลับมีกำลังมากพอจะอยู่ต่อในใจยาวนานกว่านั้น เขาเล่าอย่างเรียบง่ายถึงความตั้งใจที่ทำให้ตลาดแห่งนี้เกิดขึ้น และในทุกคำพูดของเขา เราสัมผัสได้ถึงเงาของกนกพงศ์ที่ยังคงอยู่ และเป็นต้นตอที่จะทำให้เราได้ทราบถึงที่มาที่ไปว่าทำไมตลาดถึงมีบ้านนักเขียน แล้วบ้านนักเขียนเกี่ยวอะไรกับตลาดกันแน่ ความจริงทุกอย่างอยู่ที่ชายคนนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จาก ‘กนกพงศ์’ สู่ ‘นิยุติ’</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จิตวิญญาณแห่งบ้านนักเขียนใต้โหนด</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-14-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183048" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-14-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-14-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-14-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-14-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-14-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-14.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ถึงแม้ว่า <strong>‘นิยุติ สงสมพันธุ์’</strong> ไม่ได้เป็นนักเขียนแต่เขาเดินบนเส้นทางศิลปินไม่ต่างกับน้องชายเช่นกัน เขาเป็นศิลปินในนามของวง ‘ใต้สวรรค์’ ที่ปล่อยผลงานเพลงในฐานะวงอินดีภาคใต้มามากมาย อย่างเพลง ‘เห่เล’ ‘สัญญาใต้ต้นท้อน’ และ ‘ชุมนุมเทวดา’ แต่หลังจากที่กนกพงศ์เสียไป เขาเลือกที่จะกลับมาอยู่บ้านเกิดและจะสืบต่อเจตนารมณ์อีกทางหนึ่งของน้องชายเขาให้ยังคงอยู่ ร่วมกับพี่ชายอีกคน ‘เจน &#8211; สงสมพันธุ์’ ซึ่งในอดีตเคยเป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 2 สมัย และเป็นผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาสำนักพิมพ์นาครอีกด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183049" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-14.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>“ในตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจให้ที่แห่งนี้เป็นตลาดเป็นขายของ แต่สร้างที่แห่งนี้ไว้เป็น ‘บ้าน’ เพื่อจะได้รำลึกถึงกนกพงศ์ แล้วก็สานต่อเจตนารมณ์ของเขา จนกลายเป็น ‘บ้านนักเขียนใต้โหนดสีสันศิลปะ’ เป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะกับเพื่อนๆ นักเขียน ศิลปิน เพื่อมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และส่งต่องานด้านศิลปะให้กับเด็กรุ่นใหม่” </strong>นิยุติได้ย้อนถึงที่มาที่ไปของหลาดใต้โหนดให้เราฟัง หากคุณได้มาสัมผัสจะเห็นได้ว่าไม่ได้มีโซนตลาดขายของกิน แต่ยังมีพื้นที่กิจกรรมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลานเวทีกิจกรรม ห้องเรียนรู้สอนศิลปะสำหรับเด็กและครอบครัว ไปจนถึงพื้นที่โชว์ศิลปินนักร้อง ทุกอย่างถูกรวมไว้ในที่นี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183050" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>“แรกๆ ชาวบ้านยังไม่เข้าใจว่าผมจะทำอะไร พื้นที่นี้มีไว้ทำอะไร และเรียกกลุ่มพวกผมว่าฮิปปี เพราะผมมีเพื่อนที่เป็นฝรั่งด้วย และพวกผมก็มีแต่คนผมยาวๆ เขาคิดว่าเป็นแหล่งมั่วสุมรึเปล่า (หัวเราะ) แต่พอเขาเห็นว่ามีสอนเด็กๆ ทำกิจกรรม พ่อแม่เห็นเด็กๆ เรียนรู้และสนุกสนาน พวกเขาก็ค่อยๆ เปิดใจมากขึ้น จากจุดนั้นก็เลยเริ่มมีครอบครัวมาทำกิจกรรม ตลาดก็เริ่มครึกครื้นมากขึ้น” </strong>แต่ใครจะไปรู้ว่าการทำสิ่งต่างๆ ด้วยใจรัก จากพลังงานดีๆ ที่คนหนึ่งส่งไปถึงอีกคนจะยิ่งใหญ่ขึ้นมาจนกลายเป็นตลาดนัดที่โด่งดังที่สุดในพัทลุงจนมาถึงปัจจุบันนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จาก ‘บ้านนักเขียนใต้โหนด’&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>กระโจนเป็น ‘หลาดใต้โหนด’ ของชาวพัทลุง</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183051" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-left">ความตั้งใจของนิยุติไม่อยากให้ที่นี่เป็นเพียงโมเดลธุรกิจอย่างตลาดนัดทั่วไป แต่อยากช่วยเหลือชุมชนให้สามารถเลี้ยงชีพได้ ในบ้านเกิดของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องหวังพึ่งตั๋วรถมุ่งตรงทำงานที่กรุงเทพฯ<strong> </strong>เพียงอย่างเดียว</p>



<p><strong>“ผมออกไปสำรวจดูชีวิตชาวบ้านว่าเขาทำอะไรกันบ้าง สิ่งที่ผมเห็นคือชาวบ้านเขาตั้งโต๊ะพับขายของ ผัก ผลไม้ กันหน้าบ้าน แล้วก็นั่งเฝ้าโต๊ะกันทั้งวันรอคนมาซื้อ ขายได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เห็นแบบนั้นแล้ว ผมก็คิดง่ายๆ ว่าอยากให้เขามารวมตัวกันสักที่หนึ่ง ผมก็เลยลงมือทำขยายพื้นที่นี้ ถมดิน ปูทางเดิน เรียงโต๊ะข้างถนนประมาณ 10 กว่าโต๊ะ คนขับรถผ่านมาเห็นก็จอดซื้อ เริ่มสนใจเพราะเป็นของแท้จากชาวบ้าน เราก็ขยายพื้นที่ตามธรรมชาติ จนกลายเป็นตลาดทุกวันนี้”</strong></p>



<p>ในมุมมองของคนธรรมดา หากหวังอยากให้ตลาดแห่งหนึ่งยั่งยืน และคนในชุมชนมาจับจ่ายเลี้ยงชีพก็คงไม่พอ หวังพึ่งนักท่องเที่ยวมาแวะเวียนบ่อยครั้งคงยาก บวกกับความเป็นเมืองรองอย่างพัทลุงโมเดลธุรกิจในการทำตลาดทางธุรกิจเช่นนี้คงไม่คุ้มทุนเป็นแน่ ด้วยความสงสัยเราอยากรู้ว่าเขาจะมีทางออกได้ยังไงบ้าง</p>



<p><strong>“ในทางธุรกิจสิ่งที่ผมทำ ผมคิดว่าคนอื่นเขาน่าจะไม่ทำกัน เพราะที่นี่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นรีสอร์ต หรือร้านอาหาร ผมตั้งใจทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่เรียนรู้มา 4 ปี แต่คนมาเริ่มรู้จักมากขึ้น เพราะผมจัดคอนเสิร์ตบ่อย เวทีนั้นก็มีไว้รำลึกถึงกนกพงศ์ เหมือนเราก็พยายามสานต่อในสิ่งที่เขาอยากจะทำ จากที่อยู่แค่ตรงข้างถนนก็ลามมาจนถึงพื้นที่ลานกว้างด้านใน ผมก็กระจายสัดส่วนออกไปมากขึ้น งอกตามธรรมชาติ ตามที่แม่ค้าแม่ขายเขาวางกัน เหมือนรวมพลังกันช่วยให้ที่แห่งนี้เกิดขึ้น เพื่อเป็นแหล่งที่ทำให้คนพัทลุงได้มีพื้นที่เลี้ยงชีพของตัวเองกัน”</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183052" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เห็นได้ชัดว่าหลาดใต้โหนดเกิดขึ้นจากความหวังเล็กๆ ที่อยากให้คนในท้องถิ่นมีพื้นที่สร้างรายได้ อยากให้คนเมืองได้กลับมานึกถึงรากฐานของตัวเอง และอยากให้ตลาดแห่งนี้เป็น ‘พื้นที่แห่งชีวิต’ มากกว่าการค้าขาย ผลลัพธ์คือหลาดใต้โหนดได้กลายเป็นหนึ่งในตลาดชุมชนที่มีชื่อเสียงที่สุดของภาคใต้ และยังคงเติบโตด้วยพลังของผู้คนที่ไหลเวียนมาสร้างชีวิตชีวาให้กับที่แห่งนี้อยู่เสมอ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘งานรำลึกกนกพงศ์’&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พลังของวรรณกรรมไทยและความคิดถึงของผู้คน</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183053" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นอกจากหลาดใต้โหนดจะเป็นตลาดและบ้านนักเขียนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สืบต่อเจตนารมณ์ของ<strong> ‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’</strong> มาโดยตลอดนั่นก็คือ <strong>‘งานรำลึกถึงกนกพงศ์’</strong> ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์</p>



<p>นิยุติเล่าให้ฟังว่า <strong>“ก่อนหน้านั้น เราเริ่มจัดงานรำลึกเมื่อประมาณ 4 &#8211; 5 ปี หลังจากที่เขาเสียไป พอมีที่นี่ เราก็ตัดสินใจจัดเป็นประจำ และเลือกให้จัดต่อเนื่อง 2 วัน 2 คืน งานนี้ไม่ได้จัดเพื่อโชว์ หรือเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เพื่อสนับสนุนวรรณกรรมไทยจริงๆ” </strong>เขายิ้มพลางพูดต่อว่า<strong> “ผมว่าเป็นงานที่มีนักเขียนมารวมตัวกันมากที่สุดแล้ว ถ้าเทียบกับงานของหน่วยงานอื่นๆ หลายคนมาที่นี่ด้วยใจรักจริงๆ จุดประสงค์เดียวคือมาร่วมกันรำลึกถึงกนกพงศ์ และส่งต่อความรักในเรื่องเล่าให้กับผู้คนรุ่นใหม่”</strong></p>



<p>นอกจากเวทีสนทนาและงานวรรณกรรมแล้ว งานนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษอย่างการประทับรอยฝ่ามือของศิลปิน ซึ่งนิยุติได้แรงบันดาลใจมาจากฮอลลีวูดที่เขาประทับรอยเท้าไว้ (ก็ดูเท่ดี เราก็เลยเท่บ้าง) เขาอธิบายว่า<strong> “ผมคิดว่าอยากให้มีอะไรที่เป็นเหมือนเครื่องหมายของงานศิลปะในตัวตนศิลปิน เราเลยให้ศิลปินและนักเขียนได้ประทับรอยมือเก็บไว้ เพื่อให้เห็นว่าที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงบ้านหรือแหล่งตลาด แต่เป็นสถานที่ที่ศิลปินหลายรุ่นมาส่งต่อพลังและความคิดสร้างสรรค์ในกับคนรุ่นหลัง”</strong></p>



<p>บ้านนักเขียนใต้โหนดแห่งนี้ กลายเป็นที่เดียวในไทยที่รวบรวมรอยฝ่ามือของศิลปินชื่อดังไว้มากที่สุด ศิลปินแห่งชาติ นักเขียน และศิลปินรุ่นใหม่ มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ความพิเศษของที่นี่จึงไม่ได้มีแค่ตลาดกับอาหารเท่านั้น แต่เป็นพลังของผู้คนที่มาเติมเต็มพื้นที่นี้ด้วยใจจริง </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183054" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>นิยุติทิ้งท้ายบทสนทนาไว้ <strong>“สำหรับผม สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่จำนวนคนหรือความดัง แต่เป็นการที่คนมาที่นี่แล้วรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วม ได้มีส่วนในเรื่องราว และเข้าใจถึงคุณค่าของวรรณกรรมไทย เหมือนกับว่าพลังของน้องชายผมยังคงอยู่ ผ่านสิ่งที่ผู้คนทำร่วมกันตรงนี้” </strong>งานรำลึกนี้จึงไม่ใช่แค่การระลึกถึงนักเขียนผู้ล่วงลับ แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับผู้คนทุกวัย ทั้งเด็ก เยาวชน ครอบครัว และนักเขียนรุ่นใหม่ ที่ได้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ศิลปะและวรรณกรรมสามารถเกิดขึ้นจริง และเติบโตด้วยความร่วมมือและพลังใจของผู้คน</p>



<p>ตลอดการพูดคุย เรานั่งมองหน้าเขาระหว่างพูด จากนั้นก็พลันนึกขึ้นได้ว่า นี่ไม่ใช่เพียงนิยุติ แต่เหมือนเรากำลังได้เห็นเงาของกนกพงศ์ผ่านทั้งน้ำเสียง คำพูด แววตา และท่าทีของเขา ทั้งหมดนี้ที่เขาได้ทำเริ่มต้นจากได้รับพลังงานส่งต่อของชายคนหนึ่งจนถึงอีกคน และกลายเป็นหลายๆ คนที่รวมกันอยู่ในที่แห่งนี้ ‘ที่หลาดใต้โหนด’ เพราะที่นี่กลายเป็นพื้นที่กลางใจของชุมชนคนพัทลุง ทุกเช้าวันอาทิตย์ คนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว ศิลปิน และคนที่แสวงหาความหมายบางอย่าง จะมาพบปะกันตรงนี้ มันคือพื้นที่ของการแลกเปลี่ยน ทั้งสินค้า เรื่องเล่า และพลังใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่เป็นเหตุทำให้ที่แห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ ใครจะไปเชื่อว่าพลังการเล่าเรื่องของคนๆ หนึ่ง จะส่งต่อเจตนารมณ์ให้กับอีกคนในการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ จนกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงผู้คนไว้ด้วยกันมากมาย ต่อชีวิตให้ใครหลายคน สถานที่เป็นเพียงแค่จุดรวมผู้คน แต่พลังงานของคนในนั้นที่ไหลเวียนอยู่ นั่นต่างหากคือชีวิต ณ ที่แห่งนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183055" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>“หลาดใต้โหนด ไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน” </strong>อย่างแท้จริง (อย่างที่โอดินได้กล่าวไว้) และทั้งหมดที่เล่ามาคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนสถานที่ที่มีชื่อว่า ‘หลาดใต้โหนด’ หากคุณได้ลองไป คุณอาจจะพบความบังเอิญจนทำให้คุณตกหลุมรัก ในแบบที่เราได้เจอในที่แห่งนี้ (บ้าจริง นี่เรารักที่นี่ไปแล้วหรือนี่)</p>



<p><em>ปล. หากใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วอยากย้อนกลับไปหาอ่านผลงานของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เราเชื่อว่าคงหาอ่านยากแล้ว แต่ถ้าคุณอยากหาอ่านให้ได้จริงๆ ผมมีที่หนึ่งอยากแนะนำว่ามีขายแน่ๆ ใช่แล้ว ที่หลาดใต้โหนด เพราะเราเองก็ได้มาแล้วหนึ่งเล่ม ถ้าคุณอยากอ่าน ต้องไปจับจองด้วยมือคุณเองแล้ว (เสียค่าหนังสือ 200 แต่เสียค่าตั๋ว 2000 นะ)</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lad-tainod-phatthalung/">‘นิยุติ สงสมพันธุ์’ ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของนักเขียนผู้ล่วงลับและจิตวิญญาณแห่งเรื่องเล่าที่ยังคงอยู่ ณ ‘หลาดใต้โหนด’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ปู๊นปู๊น!’ ขบวนรถไฟสายล้านนาอารีย์ ที่จะพาเราแวะชานชาลาวัยจิ๋วจากคณะละครปู๊นปู๊น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/poon-poon-theatre-ari/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 20 Sep 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[founder]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182946</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ปู๊นปู๊น!” เสียงหวูดดังยาว ขบวนรถไฟของเรากำลังเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา พร้อมพาทุกคนไปลงสถานีลับกลางกรุงเทพฯ ที่ชื่อว่า ‘ล้านนาอารีย์เธียเตอร์’ ฟังชื่อแล้วเหมือนอยู่เหนือมาก แต่จริงๆ แล้วยังอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะที่แห่งนี้แอบซ่อนอยู่กลางเมืองย่านอารีย์ ปลายทางวันนี้เราจะพาทุกคนไปเจอกับกลุ่มละครเด็กที่มีชื่อว่า ‘คณะละครปู๊นปู๊น’ รถไฟหยุดลงที่สถานี บ้านทรงไทยล้านนาหลังใหญ่โผล่ตระหง่านท่ามกลางตึกสูงสี่เหลี่ยมรอบด้าน  เหมือนเผลอหลงทางหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่ง บ้านไม้ยกพื้นหลังนี้ไม่ได้มีไว้แค่ตั้งสวยๆ คลาสสิกแต่อย่างใด แต่เหมือนกำลังบอกเราว่า “เอ้า! ถอดความเป็นผู้ใหญ่ทิ้งก่อนนะ เพราะที่นี่คือโลกของเด็กๆ” ใต้ชายคาบ้านที่เต็มไปด้วยกองทัพของเล่น ฝูงม้าโยกเยก สนามหญ้า และหนังสือนิทานที่วางเรียงแน่นเต็มชั้น ผนังบ้านติดวาดภาพสีเทียนแปะไว้ทั่วผนัง เติมชีวิตชีวาให้บ้านหลังนี้ จนรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงโดยศิลปินรุ่นเล็กอายุไม่เกินสิบขวบ เราเดินเข้ามาในบ้านกำลังจะก้าวเข้าสนามหญ้า เหลือบเห็นผู้หญิงในชุดเดรสหลากสีรุ้ง กำลังยืนยิ้มต้อนรับแต่ไกล ไม่ผิดแน่ เธอคือ ‘เตย &#8211; ณิชา รอดอนันต์’ ผู้ก่อตั้งคณะละครปู๊นปู๊น เธอเอ่ยปากพร้อมกวักมือเรียกเราด้วยความสดใส มือก็ชี้ไปที่ป้ายไม้เล็กๆ “กรุณาถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน” เอ้า! โรงละครที่ไหนเขาให้ถอดรองเท้ากันล่ะ! (แต่ที่นี่เป็นแบบนั้น) เพราะที่นี่ไม่ใช่โรงละครธรรมดา แต่คือ ‘บ้าน’ ที่หากคุณจะก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ คุณจะต้องถอดความเป็นผู้ใหญ่ทิ้งไว้สักครู่ เพื่อสัมผัสพื้นหญ้า สัมผัสพื้นทราย คล้ายตอนเด็กๆ ที่เราก็ต่างเคยเล่นสนุก อย่างที่บอกข้างต้น “ถอดความเป็นผู้ใหญ่ทิ้งก่อนนะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/poon-poon-theatre-ari/">‘ปู๊นปู๊น!’ ขบวนรถไฟสายล้านนาอารีย์ ที่จะพาเราแวะชานชาลาวัยจิ๋วจากคณะละครปู๊นปู๊น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“ปู๊นปู๊น!” เสียงหวูดดังยาว ขบวนรถไฟของเรากำลังเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา พร้อมพาทุกคนไปลงสถานีลับกลางกรุงเทพฯ ที่ชื่อว่า<strong> ‘ล้านนาอารีย์เธียเตอร์’</strong> ฟังชื่อแล้วเหมือนอยู่เหนือมาก แต่จริงๆ แล้วยังอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะที่แห่งนี้แอบซ่อนอยู่กลางเมืองย่านอารีย์ ปลายทางวันนี้เราจะพาทุกคนไปเจอกับกลุ่มละครเด็กที่มีชื่อว่า <strong>‘คณะละครปู๊นปู๊น’</strong></p>



<p>รถไฟหยุดลงที่สถานี บ้านทรงไทยล้านนาหลังใหญ่โผล่ตระหง่านท่ามกลางตึกสูงสี่เหลี่ยมรอบด้าน  เหมือนเผลอหลงทางหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่ง บ้านไม้ยกพื้นหลังนี้ไม่ได้มีไว้แค่ตั้งสวยๆ คลาสสิกแต่อย่างใด แต่เหมือนกำลังบอกเราว่า <strong>“เอ้า! ถอดความเป็นผู้ใหญ่ทิ้งก่อนนะ เพราะที่นี่คือโลกของเด็กๆ”</strong> ใต้ชายคาบ้านที่เต็มไปด้วยกองทัพของเล่น ฝูงม้าโยกเยก สนามหญ้า และหนังสือนิทานที่วางเรียงแน่นเต็มชั้น ผนังบ้านติดวาดภาพสีเทียนแปะไว้ทั่วผนัง เติมชีวิตชีวาให้บ้านหลังนี้ จนรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงโดยศิลปินรุ่นเล็กอายุไม่เกินสิบขวบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182949" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เราเดินเข้ามาในบ้านกำลังจะก้าวเข้าสนามหญ้า เหลือบเห็นผู้หญิงในชุดเดรสหลากสีรุ้ง กำลังยืนยิ้มต้อนรับแต่ไกล ไม่ผิดแน่ เธอคือ <strong>‘เตย &#8211; ณิชา รอดอนันต์’</strong> ผู้ก่อตั้งคณะละครปู๊นปู๊น เธอเอ่ยปากพร้อมกวักมือเรียกเราด้วยความสดใส มือก็ชี้ไปที่ป้ายไม้เล็กๆ <strong>“กรุณาถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน”</strong> เอ้า! โรงละครที่ไหนเขาให้ถอดรองเท้ากันล่ะ! (แต่ที่นี่เป็นแบบนั้น) เพราะที่นี่ไม่ใช่โรงละครธรรมดา แต่คือ ‘บ้าน’ ที่หากคุณจะก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ คุณจะต้องถอดความเป็นผู้ใหญ่ทิ้งไว้สักครู่ เพื่อสัมผัสพื้นหญ้า สัมผัสพื้นทราย คล้ายตอนเด็กๆ ที่เราก็ต่างเคยเล่นสนุก อย่างที่บอกข้างต้น <strong>“ถอดความเป็นผู้ใหญ่ทิ้งก่อนนะ เพราะที่นี่คือโลกของเด็กๆ” </strong>ดูท่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ&nbsp;</p>



<p>บ้านแห่งนี้คือโรงละครของคณะละครปู๊นปู๊น ที่เคยทำผลงานมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น <strong>‘Joey The Dreamer’ ‘ดึ้บดึ้บ เดอะมิวสิคัล’ ‘MY OWN EGG’ </strong>และอีกหนึ่งไฮไลต์ก็คือการร่วมมือกับ <strong>‘นกขุนทอง ร้องฮู้!’</strong> รายการเด็กในตำนานที่ทุกบ้านต้องเคยเปิดจอทีวีทิ้งไว้ตอนเช้า <strong>‘เจ้าขุนทอง’</strong> หุ่นมือนกแก้วขี้เล่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในบ้านหลังนี้ จนกลายเป็นโชว์ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ร่วมเอนจอยไปพร้อมๆ กันมาแล้วด้วย&nbsp;</p>



<p>&nbsp;ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมนต์เสน่ห์ของบ้านไม้ล้านนา หรือเพราะพลังความใจดีของเจ้าของบ้านกันแน่ ที่ทำให้เราเผลอหายใจยาว รู้สึกเหมือนหลุดจากความวุ่นวายในเมืองไปชั่วคราว เมื่อเราพูดคุยกันเรื่องความสงบของบ้าน และเล่าถึงชีวิตชีวาของบ้านหลังนี้ ที่เติมเต็มไปด้วยเด็กๆ ที่คอยแวะเวียนมาซนจนทำให้บ้านนี้มีชีวิตขึ้น เธอยิ้มแล้วตอบง่ายๆ ว่า<strong> “เด็กๆ เขาสามารถทำให้เราไม่ต้องรีบ เพราะบางทีพวกเขาก็ใช้เวลากับตรงหน้าได้อย่างใจเย็นมากเลยล่ะ”</strong> ฟังแล้วเหมือนโดนสอนบทเรียนชีวิตแบบเนียนๆ โดยไม่ต้องเปิดตำรา และอาจเป็นเพราะพลังงานของเด็กๆ ที่หลงเหลือไว้ที่นี่ ถึงทำให้เราสัมผัสได้ถึงความสงบภายในบ้านหลังนี้</p>



<p>เรากับเตยเลือกนั่งลงตรงมุมใต้หลังคาที่มีกระเบื้องใส แสงแดดลอดลงมาพอดีเหมือนสปอตไลต์ธรรมชาติ เก้าอี้จิ๋วสีเขียวแดงที่ตั้งไว้ให้เรานั่งข้างกันก็น่ารักเสียจนรู้สึกว่า ถ้ามีนมโรงเรียนสักกล่องด้วยนี่ คงเหมือนนั่งรอครูมาเล่านิทานตอนอนุบาลจริงๆ และเมื่อผ่อนคลายได้ที่ รถไฟก็เตรียมเป่านกหวีดดังอีกครั้ง ถึงเวลาแล้วที่เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับเธอคนนี้ให้มากขึ้น ทั้งเหตุผล ความฝัน และความหวังที่ทำให้เธอตั้งต้นขบวนรถไฟ <strong>‘คณะละครปู๊นปู๊น’</strong> ขึ้นมา เตรียมตัวให้พร้อม ขบวนกำลังจะออกจากสถานีต่อไปในอีก สาม สอง หนึ่ง ปู๊น! ปู๊น!</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชานชาลาที่หนึ่ง</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘สถานีออกตัวรถไฟปู๊นปู๊น’</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182950" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อะไรคือแรงบันดาลใจแรกที่ทำให้เกิดคณะละครปู๊นปู๊น</strong></p>



<p>มีรุ่นพี่ที่เขาเรียนจบจากมหา’ลัย แล้วเขาก่อตั้งกลุ่มละครเด็กขึ้นมาชื่อว่า ‘Yellow Fox Theatre’ ก็ทำให้เราจุดประกายได้ว่า เราสามารถทำละครเด็กเป็นอาชีพได้นะ มันสามารถทำเป็นโปรดักชันแล้วเอาไปทัวร์ทั่วประเทศได้ มันมีลู่ทางที่ทำให้ก่อเกิดเป็นอาชีพ</p>



<p>อยู่มาวันหนึ่งตอนที่เราทำงานกับรุ่นพี่ เราก็ไปเจอกับ <strong>‘</strong><strong>พริม &#8211; ญาณิศา กายสุต’</strong> เพื่อนของเราที่ทำคณะละครปู๊นปู๊นขึ้นมาด้วยกัน เขาเรียนอยู่มหิดล ทำดนตรีมิวสิคัล เรารู้สึกชอบเอนเนอร์จีเขามาก ชอบคนสไตล์แบบนี้ รู้สึกว่าเรายังขาดในสิ่งที่เขามี แล้วเราก็เชื่อว่าเขาเองก็ขาดในสิ่งที่เรามี มั่นเนาะ (หัวเราะ) เพราะเราจบละคร แล้วเขาจบดนตรี มันจะช่วยเสริมกันได้พอดี ทีนี้เราก็เดินดุ่มๆ เข้าไปหาเขาเลยว่า เราชื่อเตยนะ เราทำละครเด็กอยู่ มาแลกคอนแทกกันไหม เผื่อมีอะไรน่าสนใจก็มาทำละครด้วยกัน เราว่ามันน่าจะดี เขาก็เออออกับเราแบบงงๆ เหมือนกันนะตอนนั้น (หัวเราะ)</p>



<p>หลังจากที่ได้แลกคอนแทกมา มีอยู่วันหนึ่งพริมไปอิเกีย ซื้อใบไม้ใบใหญ่มา แล้วถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลว่า “แม่ง มันใหญ่กว่าที่คิด ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี” เราทักตอบไปบอกว่า “เอามาเล่นละครไหม” จุดเริ่มต้นมันเริ่มจากตรงนั้น แล้วเราก็นัดเจอกัน นัดคุยบทกัน จนเกิดมาเป็นละครเรื่องแรก ‘ดึ้บดึ้บ เดอะมิวสิคัล’ เป็นหนอนสองตัว สีแดงกับสีเหลือง เราคิดเริ่มต้นมาจากใบไม้ แล้วก็คิดต่อว่าอะไรเกี่ยวข้องกับใบไม้บ้าง นึกถึงหนอน บวกกับตอนนั้นหนอน Lava มันกำลังดังพอดี เลยเอามาเป็นต้นแบบ แต่ก็ปรับให้เป็นในแบบของเรา กลายเป็นหนอนเหลืองหนอนแดงสองคน อันนั้นเรื่องแรกเลย เป็นจุดเริ่มต้นในการทำคณะละครขึ้นมา</p>



<p><strong>ตอนเริ่มทำละครเรื่องแรก ทำกันแค่สองคนเลยไหม</strong></p>



<p>ตอนนั้นเรารู้จักกับกลุ่มละคร Babymime เขามาซ้อมกันที่บ้านหลังนี้ พี่ๆ เขาก็เสนอว่ามีซีนทะเลาะกันใช่ไหม ถ้างั้นลองเล่นเป็นละครใบ้ดูไหม ให้ตัวละครวิ่งไล่กัน เราก็ลองเอามาใส่ แล้วก็มี <strong>‘พี่หยา &#8211; จรรยา </strong><strong>ธนาสว่างกุล</strong><strong>’</strong> (นักแสดงหญิงที่รับบท ‘พี่ผิน’ ในละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส) เขามาช่วยดู แนะนำว่าบทเพิ่มตรงนี้ไหม ให้บทมันดูเมกเซนส์ขึ้น เราว่าคอมมิวนิตีของคนกลุ่มละคร ทุกคนพร้อมให้คำแนะนำมากๆ เขาน่ารักกันทุกคน พร้อมที่จะช่วยเหลือให้ความรู้โดยที่ไม่ได้ขออะไรตอบแทน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเราเลย</p>



<p><strong>ทำไมถึงเลือกใช้ชื่อ “ปู๊นปู๊น” เป็นชื่อคณะ</strong></p>



<p>เราอยากเดินทางไปเจอเด็กทั่วประเทศไทย แล้วเราก็คิดว่าอะไรมันสามารถพาเราไปได้บ้าง เราก็นึกถึงรถไฟ แต่จะตั้งชื่อว่าเป็นคณะละครรถไฟมันก็ดูแปลกๆ (หัวเราะ) ก็เลยนึกถึงเสียงรถไฟปู๊นปู๊น! ถ้างั้นก็เอาเป็นชื่อ ปู๊น ปู๊น! เลยแล้วกัน ตั้งแต่ตอนนั้นเราก็ใช้ชื่อนี้มาตลอด เพราะมันเป็นสิ่งที่สื่อถึงเราได้ชัดเจน บอกความเป็นเราได้มากที่สุด เราชอบรถไฟตรงที่มันเคลื่อนไปข้างหน้าช้าๆ แต่มันเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังอยู่บนรางของมันเสมอ พอถึงที่หมายมันก็จะวนกลับมาที่จุดเดิม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182951" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทำไมถึงตั้งชื่อโรงละครแห่งนี้ว่า ‘ล้านนาอารีย์เธียเตอร์’ จุดเริ่มต้นมาจากอะไร</strong></p>



<p>คุณพ่อเขาก็เล็งเห็นว่าเราสนใจสิ่งนี้จริงๆ พ่อเขาก็เลยแอบซุ่มทำพื้นที่ไว้ให้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะทำออกมาเป็นแบบไหน มันก็มีช่วงที่เราก็สงสัยนะ เพราะว่าเขาจะชอบพาเราไปเชียงใหม่ พาไปดูบ้านทรงไทย ตอนแรกเราก็นึกว่าจะออกมาเป็นบ้านไม้โมเดิร์น โล่งๆ โปร่งๆ มีกระจกเยอะๆ ปรากฏว่าพอมาถึง ปึ้ง! พ่อเรายกบ้านไม้เรือนไทยล้านนาจากเชียงใหม่มาไว้กลางอารีย์ เป็นบ้านไม้เรือนไทยกุ๊กกู๋เลย (หัวเราะ) แต่ช่วงแรกๆ ที่นี่มันดูเป็นบ้านผีมาก จนมีรุ่นพี่มาขอเช่าถ่ายหนังผีจริงๆ ช่วงแรกที่ทำก็เปิดเป็นโรงละครเด็กทั้งๆ ที่เป็นบ้านไม้กุ๊กกู๋นั่นแหละ จนเราก็ได้ฟีดแบกกลับมาจากผู้ปกครองว่า ตอนแรกก็เกือบจะไม่พาลูกมาแล้ว เพราะเปิดเพจดูแล้วรู้สึกว่ามันน่ากลัว แล้วลูกเขาก็กลัว (หัวเราะ) แต่พอมาเจอจริงๆ ก็ต่างจากภาพที่เห็น พอได้ฟีดแบกมาแบบนี้มาเรื่อยๆ เราก็เลยปรับๆ จนมาบ้านล้านนาอารีย์ในเวอร์ชันทุกวันนี้แหละ</p>



<p><strong>ถ้าทุกคนก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ จะได้เจอกับอะไรบ้าง</strong></p>



<p>ก็คงเป็นบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นบ้านแล้วกัน เพราะที่นี่เป็นโรงละครที่คุณต้องถอดรองเท้าเข้าบ้าน คุณเคยดูละครที่ไหนแล้วคุณต้องถอดรองเท้าไหม ที่นี่เป็นแบบนั้น (หัวเราะ) เพราะเราตั้งใจให้คุณถอดรองเท้าตั้งแต่สนามหญ้า เราอยากให้คุณได้ถอดเท้าเปล่าแล้วเล่นกับพื้นหญ้า พื้นทราย เพราะตอนเด็กๆ เราก็ต่างเคยเล่นอะไรแบบนี้กัน อย่างตอนเด็กๆ เราโตที่อังกฤษ พ่อเราก็จะพาเดินไปสวนสาธารณะ แค่เลี้ยวซ้ายซอยเดียวก็เจอแล้ว ทุกที่ก็จะมีสวนสนามเด็กเล่นให้ได้วิ่งเล่น เหงื่อแตก คลุกคลีกับดินทรายพื้นหญ้า แต่ในกรุงเทพ มันมีแต่ตึก ไม่ค่อยมีแบบนั้น เราเข้าใจว่าพ่อแม่คงไม่สามารถปล่อยลูกออกไปหน้าบ้านแล้วเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาแล้วเจอสวนสาธารณะได้ มันก็ต้องขับรถออกไปอีกตั้งไกล เราเลยรู้สึกอยากทำพื้นที่ให้เด็กได้วิ่งปล่อยพลังงานของเขา</p>



<p>แต่จริงๆ สถานที่ก็เลือกผู้ชมให้เราแล้วประมาณหนึ่งนะ เพราะคนที่จะมาที่นี่จะต้องเป็นคนที่เปิดกว้างในการเรียนรู้ของเด็ก ถ้าเด็กเขาเล่นมือเปรอะ เขาก็ไปล้างมือได้ ถ้าเด็กเขาเล่นเท้าเปรอะ ก็ค่อยไปล้างเท้าได้ ทุกอย่างมันเลอะแล้วก็ทำความสะอาดได้ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะต้องเข้มงวดเสมอไป แต่เราก็จะคอยดูแลสถานที่ให้สะอาดที่สุด เพื่อที่จะได้ปลอดภัยสำหรับเด็ก ตอนนี้ก็มีบ่อทรายให้เด็กเล่น สนามหญ้า ม้าโยก ของเล่นสารพัดที่จะให้เด็กๆ ได้สนุก แล้วก็มีหนังสือนิทานให้เด็กเลือกอ่านได้ มันไม่ได้เป็นแค่โรงละครเพื่อดูละครจบแล้วก็จากกันไป แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น</p>



<p><strong>ทำไมถึงตัดสินใจทำละครเด็ก</strong></p>



<p>มีหลายคนถามนะว่าทำไมต้องทำละครเด็ก ทำไมต้องอยู่กับเด็ก จริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่เราสนใจโดยที่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน เวลาออกไปข้างนอกแล้วเราเห็นเด็ก เราจะโฟกัสไปที่เด็กก่อนเลยอย่างแรก มันคงเหมือนคนที่ชอบน้องแมวสายตาก็พุ่งไปหาน้องแมว เพราะมันคือสิ่งที่เราสนใจ อยากพูดคุย อยากเจอ อยากอยู่ด้วยทั้งวัน คงเพราะแบบนั้นเราถึงตัดสินใจทำอาชีพนี้&nbsp;</p>



<p><strong>เป็นคนชอบละครเด็กตั้งแต่เด็กเลยไหม</strong></p>



<p>ใช่ อาจจะเป็นเพราะพ่อเราชอบพาไปดูละคร เปิดละครเด็กให้ดูตั้งแต่เด็ก อย่างเช่นตาวิเศษเห็นนะ หรือปลาฉลามฟันหลอ มีแค่ไม่กี่เรื่องที่ยังจำได้ ตอนนี้เราก็จำเรื่องราวในเรื่องไม่ได้แล้วว่ามันพูดถึงเรื่องอะไร (หัวเราะ) จำได้แค่ว่าตอนที่พ่อเราพาไปดู เรามีความสุขมาก เราชอบมาก มันก็เลยหล่อหลอมเรามาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้</p>



<p><strong>คิดว่าเสน่ห์ของละครเด็กคืออะไร</strong></p>



<p>เราคิดว่ามันคือการที่เด็กๆ ได้สนุกกับเรื่องราวนั้น ไม่จำเป็นต้องรู้และเข้าใจเรื่องราว ณ วัยนั้นหรอก อย่างเช่นสมมุติเด็กที่มาดูละครเราวัย 4 ขวบ เขาไม่รู้หรอกว่าเรื่องราวเป็นไง เขารู้แค่ว่าตลกดี ดูแล้วสนุก เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับวัยนั้น อันนั้นคือเป้าหมายของเรา เด็กเอนจอย มีความสุข ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้เล่นกับเพื่อน ดูละครของเราแล้วมีความสุขในวันนั้น แต่ถ้าอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า เขามองย้อนกลับมาคิดเรื่องราวในวันนั้น เขาจะรู้ได้เองว่าเรื่องราวในวันนั้นมันตั้งใจจะบอกเราแบบนี้นี่หว่า! จริงๆ ผู้ใหญ่ก็เป็นนะ เวลาเราดูหนังหรือละคร เราต้องใช้เวลาผ่านไปสักหนึ่งหรือสองวัน หรืออาจจะต้องกลับไปดูอีกรอบเราถึงจะเข้าใจมันมากขึ้นว่าจริงๆ มันมีสอดแทรกอีกเยอะ มีอะไรที่ซ่อนเอาไว้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ เราว่าละครเด็กก็เหมือนกัน</p>



<p><strong>ถ้าเลือกนิทานหนึ่งเรื่องให้ตัวเองตอนเด็กได้ จะเลือกเรื่องอะไร</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182952" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-10.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘Beautiful Oops!’ </strong>เป็นนิทานภาพ นิทานภาพจะไม่ค่อยมีข้อความ มีแต่ภาพ อย่างในเรื่องนี้ก็จะมีแต่คำว่า Oop! Aww! อะไรแบบนี้ จะใช้คำน้อยมาก แต่เราชอบเพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดพลาด กระดาษมีรูจะทำอย่างไร เปิดมาอีกหน้าก็กลายเป็นลูกตา หรือเปิดไปอีกหน้า กระดาษมันฉีกขาด ก็กลายเป็นปากจระเข้ มันกำลังสอนว่าเราไม่ต้องเพอร์เฟกเหมือนใคร ทุกอย่างมีความสวยงามในแบบของมันอยู่ ถึงแม้ว่าคนบางคนอาจจะมองว่าเป็นข้อผิดพลาด แต่สิ่งเหล่านี้มันเหมือนเป็นตราประทับเฉพาะตัวของเราคนเดียวนะ ไม่เหมือนใคร มันช่วยเปลี่ยนมุมมองเราเลย</p>



<p>อาจจะไม่ใช่นิทานที่เราอยากแนะนำให้เราตอนเด็ก แต่เป็นนิทานที่เราอินมาจนถึงทุกวันนี้ เรารู้สึกว่าถ้าแนะนำใครได้เราก็อยากแนะนำให้อ่านเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าในสังคมตอนนี้ คำว่าเปรียบเทียบมันเยอะมาก เด็กอาจจะเปรียบเทียบไปโดยไม่รู้ตัว เพราะเขาอาจจะไม่เข้าใจคำว่าเปรียบเทียบ เราก็แค่เป็นในแบบของเรา เจ๋งในแบบของเรา ลองมองเปลี่ยนมุม สิ่งที่เราคิดว่าเลวร้าย มันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชานชาลาที่สอง</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘สถานีแห่งความคิดและสร้างสรรค์ผลงาน’</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182953" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ก่อนที่จะมาเป็นละครหนึ่งเรื่อง มีกระบวนการยังไงบ้าง</strong></p>



<p>เราเริ่มจากว่าครั้งนี้อยากจะสื่อสารอะไร เราค่อนข้างตั้งต้นมาจากตัวเราก่อนว่าเราอยากเล่าอะไร เราไม่อยากใส่อะไรดาร์กๆ ลงไปในชิ้นงานให้เด็กดู แต่อันนี้ก็เป็นเรื่องของรสนิยมในการนำเสนอนะ บางคนก็ไม่จำกัดอายุเข้าชมก็มี แต่เราแค่คิดว่า ไม่เห็นต้องรีบให้เด็กรู้ถึงความดาร์กบนโลกนี้ เราอยากจะให้เขาได้เห็นสิ่งที่สวยงาม แต่ก็ยังแทรกคำสอนอยู่ข้างในนั้น เพียงแค่เราก็ไม่ได้เน้นเรื่องนี้มาก มันอยู่ที่เด็กด้วยว่าเขาจะเรียนรู้ได้เอง มีความคิดความอ่านในแบบของเขา</p>



<p>แต่การที่เราได้ทำละครกับเด็กๆ มันมีข้อดีเหมือนกันนะ เพราะในหนึ่งปีเราจะทำละครใหญ่หนึ่งเรื่อง แล้วมันดีตรงที่เราจะได้เจอกับเด็กแก๊งใหม่ที่เราไปเผชิญมาในทุกๆ ปี เราก็จะได้ประเด็นใหม่ๆ ที่มันน่าสนใจมาจากเด็กๆ หรือพ่อแม่ที่เข้ามาคุยกับเรา เราก็หยิบเอาพวกนั้นมาเล่าต่อ</p>



<p><strong>ก่อนจะรับชมละครมีกระบวนการอะไรให้เด็กๆ ได้ทำก่อนไหม</strong></p>



<p>กระบวนการละครของเรา เวลาการเล่นละครก็ประมาณ 45 นาที แต่เราบอกเวลาการรับชมกับผู้ชมว่ามีระยะเวลา 2 ชั่วโมง ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่าเราเผื่อเวลาให้เด็กได้คุ้นชินและปรับตัวกับสถานที่ก่อน ให้เขารู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ปลอดภัยนะ เพราะเราคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมาคอยบอกพวกเขาว่าที่นี่เป็นที่ปลอดภัย เราแค่ปล่อยให้เขาได้สัมผัสเอง เพราะเด็กๆ เขารับรู้ด้วยสัญชาตญาณเสมอ เขาจะเข้าใจก็ต่อเมื่อเห็นทุกอย่างเป็นภาพที่หยิบจับได้ เราก็แค่เตรียมพื้นที่ให้พร้อม ให้เขาได้มาเล่นสนุกตามวัยพวกเขา</p>



<p>ก่อนจะเข้ารับชมละคร เราก็จะมีกิจกรรมงานศิลปะให้เด็กๆ ได้ทำ เราก็จะดึงจุดเด่นของเรื่องนั้นๆ มาให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการทำงานศิลปะ เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง หรือถ้าเรื่องไหนมีเพลง เราก็จะสอนให้เขาร้องเพลงเพื่อให้พวกเขาได้ร้องตาม พอเข้าไปโรงละครจริงๆ เราค่อยบอกกติกาในการดูละคร เพราะเด็กเขายังไม่รู้ว่าการดูละครต้องทำยังไง เราต้องมีหน้าที่คอยบอกเหตุผลเขาว่าทำไมทำแบบนี้มันถึงไม่ดี เราจะเน้นเป็นประโยคคำถาม เช่น หนูลุกขึ้นยืนได้ไหม เขาก็ตอบมาว่าไม่ได้ เราก็ถามกลับไปว่า ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ เขาก็ตอบเองว่า เดี๋ยวจะไปบังเพื่อนข้างหลังนะ เราไม่ได้ไปยัดเยียดคำตอบใส่เขา เราก็ต้องเปิดกว้าง เพราะเราคิดว่าที่นี่ไม่ใช่โรงเรียน ไม่ใช่ที่บ้าน เพราะฉะนั้นเด็กๆ เขาสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ เราไม่มีกฎระเบียบอะไร มีแต่กฎเริ่มต้นที่ทุกคนรู้พร้อมกัน สร้างร่วมกัน แล้วจะทำไปพร้อมๆ กัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-4-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182954" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-4-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-4-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-4-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานกับเด็ก สำหรับเตยคืออะไร</strong></p>



<p>เรารู้สึกว่าคงต้องอิมโพรไวส์เก่ง ตามเขาให้ทัน เขาพูดอะไรก็ต้องฟังจริงๆ ฟังแบบไม่ต้องตัดสินเขาว่าต้องทำแบบไหน เราทำค่ายให้เด็กๆ มาร่วมกิจกรรม รู้ว่าต้องดูแลเด็กประมาณไหน ต้องมีอะไรบ้าง ต้องมีพี่เลี้ยงกี่คน แล้วพี่เลี้ยงคนหนึ่งต้องดูแลกี่คน เขาเป็นเด็กเล็ก อะไรก็เกิดขึ้นได้ง่ายมาก สำหรับเราช่วงหลังเราจะไม่ได้เจอเด็กด้วยตัวเอง เพราะเราทำงานกันเป็นทีม เรามีหน้าที่เพียงแค่เทรนด์นักแสดงของเราให้พร้อมสำหรับการเจอเด็ก ซึ่งคนเหล่านั้นเราก็เลือกมาแล้วว่าเขาต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง หนึ่งคือเขาต้องรักเด็กมาก สองคือต้องมีไหวพริบ สามคืออิมโพรไวส์ได้ ข้อนี้ถ้ายังทำไม่ได้ ก็มาฝึกหน้างานกันได้ แต่สองข้อแรกสำคัญมาก ถ้าคุณไม่สามารถทำงานนอกสคริปต์ได้เลย หรือไม่ได้รักเด็กจริงๆ จะทำงานยาก เพราะว่าเด็กบางคนอยู่ดีๆ เราบอกให้ไปขวา แต่พวกเขาจะไปซ้ายให้ได้ก็มี หนูอยากบิน ณ ตอนนั้นเลย คุณจะแก้ไขสถานการณ์เหล่านั้นอย่างไร อันนี้ก็ต้องเป็นสิ่งที่เราต้องคอยดูหน้างานเสมอ</p>



<p><strong>แล้วถ้าเจอเด็กที่เขาไม่เอนจอยกับโชว์เรา เตยมีวิธีการยังไงให้เขาอยู่ ณ โมเมนต์ตรงนั้นได้</strong></p>



<p>ต้องดูก่อนว่าเป็นเพราะอะไร โชว์เราไม่น่าสนใจรึเปล่า เราดึงเด็กได้ไม่มากพอรึเปล่า เราอายคอนแทกกับเขาน้อยไปรึเปล่า สิ่งแรกสำหรับเราคือต้องอายคอนแทก เราไม่ชอบทำละครใหญ่ๆ ที่คนดูเป็น 100 &#8211; 200 คน เพราะเราไม่สามารถอายคอนแทกกับเขาได้ครบทุกคนจริงๆ เรารู้สึกว่าเด็กเขาจะอยู่กับเราก็ต่อเมื่อเราให้เขาเข้ามาอยู่ในโลกของเรา และเราเองก็ต้องเข้าไปอยู่ในโลกของเขาด้วย เพราะฉะนั้นการที่เราใส่ใจกับเขาได้ทุกคน มองหน้าเด็กได้ทุกคน นักแสดงคุยโต้ตอบกับเด็กได้ทุกคน อันนั้นแหละที่จะทำให้เด็กไม่มีทางหลุดกับเรา เพราะเขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราว เพราะเราออกแบบมาให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของเรา ถ้าเขาหลุด แสดงว่าเรื่องนี้ก็ไปต่อไม่ได้ เด็กๆ คือส่วนหลักในการดำเนินเรื่องนี้นะ เพราะเด็กๆ เขาจะได้รู้สึกว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ ถ้าฉันตกขบวนไป เรื่องนี้จะไปต่อไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นเลยไม่ค่อยเจอเด็กที่หลุดออกไป ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็กๆ ทารกเลย ที่เกินคำว่าสมาธิไปแล้ว&nbsp;</p>



<p><strong>เวลาเลือกประเด็นมาเขียนบท หยิบมาจากปัญหาที่เด็กๆ บอกรึเปล่า</strong></p>



<p>เรามองว่าส่วนมากเด็กๆ เขาไม่ค่อยบอกปัญหาตัวเองหรอก เขาจะบอกสิ่งที่เขาชอบ อย่างน้อยเราก็จะเอาสิ่งที่เขาชอบมาใส่ แล้วเราก็ต้องสังเกตเองด้วย อย่างเช่นเด็กๆ ชอบแย่งของกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเห็นเขาทำระหว่างรอชมละคร เราก็เอาสิ่งนั้นมาทำเป็นละครเล่นให้เขาดูว่า แย่งของมันไม่ดียังไง เราสามารถแบ่งกันเล่นได้ไหม ก็กลายเป็นประเด็นที่บอกว่าเราสามารถแบ่งปันกันได้นะ แต่อะไรแบบนี้ถ้าเราจะถอดจากตัวพวกเขาได้ เราจะต้องสังเกตพวกเขาว่าเขาทำอะไรอยู่ หรือเรื่องบางเรื่องที่พวกเขามีปัญหากัน ณ ตอนนั้น เราควรพูดตักเตือนเขาเลยไหม หรือต้องพูดทีหลัง ยิ่งเราทำค่ายอะไรแบบนี้ เราจะไม่ทำให้ใครขายหน้ากับคนอื่นเด็ดขาด ถ้าเด็กคนไหนมีปัญหา เราก็พาเขาออกมาคุยแยก เราจะไม่พูด ณ ตอนนั้น ตรงนั้น แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่ทุกคนควรระวัง เด็กทุกคนเป็นปัญหา เราก็ค่อยพูดออกไปกับทุกคน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182955" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เวลาทำงานกับเด็ก เตยบอกว่าเขาจริงใจมาก แล้วเตยต้องปรับโหมดไหม เพราะเราอยู่ในจุดที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว</strong></p>



<p>ส่วนตัวเราไม่ค่อยเป็นผู้ใหญ่หรอก (หัวเราะ) ขอโทษนะ แต่เราเป็นคนพูดภาษาคล้ายๆ เด็กเลย พอเราเจอเด็กปุ๊บ เราก็กลายเป็นเด็กทันที ไม่ได้เป็นครู ไม่ได้เป็นพี่ แต่เรากลายเป็นเพื่อนเขาเลย ทันทีที่เจอเขาตอนนั้น เราก็คิดว่าเขาคือเพื่อนเราแล้ว คุณอยากพูดอะไรพูดเลย เราจะซัพพอร์ตคุณเต็มที่ คุณอยากจะไปดาวอังคาร อยากจะไปดาวพุธ ดาวศุกร์ จะขึ้นยานอวกาศ มีเอเลียนโผล่มา หรืออยากจะไปไหนเราจะไปด้วย คงเป็นแบบนั้น แต่พอเราโตขึ้น พอเราทำค่ายที่ต้องดูแลเด็กหลายคน บางทีมันก็ต้องมีกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันนะ เพราะการรับมือเด็กหลายๆ คนก็ไม่เหมือนกัน เด็กบางคนเราต้องนิ่งบ้าง ไม่งั้นเขาจะดื้อ แต่เราก็ค่อยๆ ปรับจากโหมดที่เป็นเพื่อนกับเขานะ ต้องมีโหมดที่คอยดูแลเขาบ้างว่าอันนี้เป็นพี่นะ อันนี้ต้องพอแล้วนะ อันนี้เยอะเกินไปแล้วนะ อะไรแบบนั้น</p>



<p><strong>เตยคิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนยังเข้าใจผิด เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก</strong></p>



<p>สำหรับเราคิดว่าการชี้นำเด็กไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ชี้นำในที่นี้คือการป้อนข้อมูลทุกอย่างที่เราคิดว่าดีกับเขา แล้วอยากจะมอบให้ อย่างเช่นตอนกินข้าว จับมือแล้วสอนว่า ต้องใช้มือขวากินข้าวนะ แล้วถ้าเด็กถนัดมือซ้ายล่ะ มันเหมือนพยายามยัดเยียดให้เขาได้รู้ผลลัพธ์ปลายทาง แต่จริงๆ เด็กเขามีความคิดเป็นของตัวเองแล้วนะ เราแค่อย่าไปจำกัดกรอบความคิดของพวกเขา เห็นเด็กอายุแค่ 3 &#8211; 4 ขวบ แต่เขามีไอเดียแล้วนะ แล้วไม่แน่ อาจจะเป็นไอเดียที่ทำให้เราว้าวเสียด้วยซ้ำ เพราะเราอาจจะมีความคิดแบบนั้นไม่ได้แล้วในตอนแก่ (หัวเราะ) คือพวกเขาใสมาก จริงใจมาก เขาคิดอะไรเขาก็พูด&nbsp;</p>



<p>เราต้องไม่ไปวางกรอบใส่เขาว่า หนูต้องเริ่มทำจากหนึ่งไล่ไปจนถึงสี่ หนูไม่สามารถทำจากสี่ สอง หนึ่ง สาม ได้นะ เขาก็จะตั้งคำถามแล้วว่าทำไมทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรถูกหรือผิด แต่ถ้าสิ่งไหนที่เป็นกฎบรรทัดฐานสังคมที่ต้องทำให้ถูกต้อง อันนั้นเราพูดได้ บอกเขาได้ แต่อะไรที่มันไม่จำเป็น อย่างเช่นสิ่งที่ต้องทำ หรือสิ่งที่ต้องเป็น เราก็ปล่อยให้เขาได้ค้นหาเอง เราทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าดูได้ เรามีหน้าที่ดูเขาเติบโต คอยประคองเขา เพราะเรารู้สึกว่าบทเรียนที่ดีที่สุด คือความล้มเหลวหรือความผิดพลาด อะไรพวกนี้มันทำให้เติบโตได้จริงๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเด็กแค่ไหน เขาจะได้เรียนรู้ไม่ต่างกับเรา แล้วเราก็รู้สึกว่าตอนเด็กๆ เราก็เป็นแบบนั้น ถ้าไม่ได้ลองทำเอง ไม่ได้ลองพลาดเอง ก็จะไม่รู้ว่าอย่าเอามือไปจับน้ำร้อน อย่าเอามืดไปจับมีด เราตอน 6 ขวบ อยากกินฝรั่งมาก อยากปอกผลไม้เอง เอามีดมาปอกโดนมีดบาด เลือดไหลเต็มเลย หลังจากนั้นก็จำ ไม่จับมีดอีกเลย แต่อันนั้นก็คือไม่ดีนะ ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียว (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เตยคิดเห็นยังไงบ้าง กับการที่มีคนบอกว่า “อย่าเอางานอดิเรกที่ชอบ มาทำเป็นอาชีพ”</strong></p>



<p>เราก็เคยตั้งคำถามกับตัวเองนะว่าแล้วทำไมเราต้องทำอะไรที่มันนอกเหนือจากสิ่งที่เราสนใจล่ะ ในเมื่อเรามีลู่ทางที่ให้เราทำได้ คนชอบแมวก็ยังทำคาเฟ่แมวแล้วอยู่กับแมวทั้งวันไปเลย เราชอบเด็ก เราก็เลยทำอะไรที่เกี่ยวกับเด็ก เพราะว่าเราสนใจอยู่แล้ว เราชอบมองเขา ชอบพูดคุย ชอบเป็นเพื่อนกับเขา ก็เลยตัดสินใจทำจริงจังขึ้นมา ถ้าเราชอบและรักจริงๆ เราก็จะหาทางทำมันในสักวันหนึ่ง</p>



<p><strong>เคยคิดไหมว่าการทำสิ่งนี้ของเรา จะสามารถช่วยเหลือเด็กๆ ได้</strong></p>



<p>ความคิดนั้นเราไม่เคยคิดเลยนะว่าเราจะต้องมาช่วยเหลือเด็ก แต่เด็กนั่นแหละที่ช่วยเหลือเราอยู่ เราเคยตื่นมาแล้วรู้สึกไม่ได้อยากตายนะ แต่ก็ไม่ได้อยากอยู่ มันไม่มีอะไรให้ทำแล้ว จบมาใหม่ก็ยิ่งเคว้ง แล้วยิ่งจบสาขาละครอีก เราก็ไม่เคยมีความคิดอยากเป็นพนักงานออฟฟิศ ถึงจะเคยลองทำเราก็ยังไม่ทิ้งเด็ก ไปเป็นครูพิเศษเพื่อเจอเด็กอะไรแบบนั้นตลอด เราเลยรู้สึกว่า เด็กคงเป็นแรงผลักดันในการมีชีวิตอยู่ของเรา ถ้าถามคนอื่นก็คงมีแบบของตัวเอง เช่น ฉันชอบเที่ยว ฉันอยากไปเที่ยวรอบโลก ฉันเลยต้องทำงานหาเงินเพื่อไปเที่ยว แต่ของเราคือการได้ตื่นมาเจอเด็ก มันคือสิ่งที่ต่อชีวิตให้เราอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ มันคือสิ่งที่เราสนใจ อยากพูดคุย อยากเจอ อยากอยู่ด้วยทั้งวัน</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชานชาลาที่สาม</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘สถานีส่งต่อความรู้สึกถึงผู้โดยสาร’</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182956" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>สำหรับเตยคิดว่าความสำคัญในการที่ให้ครอบครัวมาดูละครพร้อมหน้ากันคืออะไ</strong>ร</p>



<p>เราเคยเจอพ่อแม่ที่มาถามว่า <strong>“ถ้าพาลูกมาดูแล้วจะได้อะไรกลับไป” </strong>ตอนนั้นก็เราตอบไปว่าอย่างแรกเราอยากให้เขาได้มาสนุกก่อน ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง เราก็คงตอบไม่ได้ว่าถ้าพวกเขาดูแล้วจะได้อะไรกลับไป เพราะละครที่เราทำมันไม่ใช่แบบนิทานอิสป ที่ตอนจบจะทิ้งท้ายด้วยเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ของเราไม่มีแบบนั้น แต่หน้าที่ของเราคือ เพิ่มเรื่องราวให้พ่อแม่ไปพูดคุยกับลูกมากขึ้น</p>



<p>เราว่าจริงๆ แล้วการมาดูละครเด็กมันไม่ได้มีแค่มาดูจบแล้วกลับบ้านไปเฉยๆ แต่การมาดูละครพร้อมครอบครัว มันทำให้พ่อแม่ได้มีเรื่องราวไปพูดคุยกับลูกต่อ นั่นถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราไม่ได้ทำละครให้เด็กดูอย่างเดียว เราอยากให้มาดูทั้งครอบครัว เพราะเราอยากเพิ่มเรื่องราวให้เขาได้พูดคุยกันในวันนั้น เพราะเราคิดว่า มันก็เป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่นะ ในการหาเรื่องคุยกับลูก เพราะมันจะมีแต่ประโยคซ้ำๆ อย่างเช่นไปโรงเรียนเป็นยังไงบ้างลูก วันนี้กินข้าวกับอะไร วันนี้สนุกไหม มันก็วนลูปอยู่แค่นี้ แต่การที่พาเขามาทำกิจกรรมแบบนี้ มันมีเรื่องคุยได้เยอะเลย คุยในสิ่งที่เขาสนใจ ทำให้กระชับความสัมพันธ์แล้วได้รู้จักลูกเรามากขึ้นด้วย</p>



<p><strong>เคยมีโมเมนต์ไหนที่แสดงอยู่แล้วชอบไหม</strong></p>



<p>เราเคยนั่งอยู่ข้างหลังคุณแม่คนหนึ่งตอนละครโชว์อยู่ คุณแม่ก็พิมพ์ไลน์บอกเพื่อนว่า ‘ต้องพาลูกมาดูนะ ลูกเรามองแบบไม่เรียกหาจอโทรศัพท์เลย’ เราเห็นแบบนั้นก็รู้สึกดีใจนะ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่า คุณแม่คะ! ดูละครก่อนค่ะ! อย่าเพิ่งเล่นมือถือ! (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เคยมีละครเรื่องไหนของปู๊นปู๊นที่ทำให้ครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้นแบบไม่คาดคิดไหม</strong></p>



<p>มีละครเรื่องหนึ่งเราทำเกี่ยวกับเรื่องการแปรงฟัน เป็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่ชอบกินโน่นกินนี่แล้วไม่ชอบแปรงฟัน แล้วก็เจ็บฟัน เราก็แต่งเพลงขึ้นมา แล้วมีคุณแม่ทักมาหลังบ้านว่า <strong>“ขอบคุณมากที่แต่งเพลงนี้ ทำให้สงบศึกกับลูกไปได้หลายวัน โดยการชวนเขามาร้องเพลงแปรงฟัน แล้วก็แปรงฟันไปด้วย”</strong> พอได้ยินแบบนั้นเราก็ประทับใจมากๆ รู้สึกขอบคุณที่เขามาบอกเล่าเรื่องราวดีๆ แบบนี้ให้เราได้ยิน มันทำให้เรารู้ว่า ละครของเรามันทำงานอยู่นะ ขนาดเราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น แต่มันก็ยังทำงานอยู่ เราไม่นึกว่าเพลงที่เราแต่งมันกลับทำให้บ้านหลังหนึ่ง หรือหลายๆ บ้านที่อาจจะไม่ได้ทักมา ทำให้พวกเขามีเรื่องราวคุยกันได้มากขึ้น สงบศึกกับลูกได้มากขึ้น (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่เรารู้สึกดีมาก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182957" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เคยเจอผู้ใหญ่ที่อินกับละครของปู๊นปู๊นหนักกว่าเด็กไหม</strong></p>



<p>มีละครบางเรื่องของเราก็ทำให้พ่อแม่ร้องไห้เลยนะ คือเรื่องไดโนเสาร์โจอี้ เรื่องมันจะเล่าเกี่ยวกับความฝัน (เดินไปหยิบตุ๊กตาหุ่นมือที่เป็นไดโนเสาร์มา) เพราะเราคิดว่าทุกคนต้องมีความฝันอยู่แล้วล่ะ ในมุมเด็ก ความฝันสำหรับพวกเขาอาจจะคิดแค่ว่านอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาแล้วพูดว่าเมื่อคืนหนูฝันค่ะ แต่ในเรื่องนี้เราเลือกมาสามประเด็นหลัก เล่าผ่านตัวละคร 3 ตัว&nbsp; คนแรกคือคนที่ไม่รู้ว่าความฝันคืออะไร แล้วก็ไม่รู้จะมีไปทำไม คนที่สองคือคนที่พยายามทำตามความฝัน แต่ยังไม่ถึงสักที คนที่สามคือคนที่ทำตามความฝันถึงแล้ว แต่ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี&nbsp;</p>



<p>ถึงประเด็นมันจะดูเป็นผู้ใหญ่ แต่เรานำเสนอในรูปแบบเด็กๆ อย่างเช่นละครหุ่นมือ ละครเพลง ละครเด็ก เราใช้ภาษาที่ไม่ยาก เด็กเขาก็ชอบฟังเพลง เขาก็ร้องเพลงตาม พ่อแม่ดูแล้วร้องไห้ แต่เด็กดูแล้วขำชอบใจ (หัวเราะ) พ่อแม่เขาก็จะเข้าใจตรงที่ดูแล้วก็รีเลตกับตัวเอง ว่าเราทุกคนมีความฝันนะ แต่พออยู่โลกความจริงมันอาจจะทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ว่าอย่างน้อยเราก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นสิ่งฮีลใจตัวเราได้นะ ว่าครั้งหนึ่งเราได้ทำแล้ว พ่อแม่บางคนก็ดูแล้วซึมเลยก็มี สะอื้นเลยก็มี เราว่าสิ่งนี้น่าจะการันตีได้แล้วละครเด็กอาจจะไม่ได้เหมาะสำหรับเด็กเสมอไป</p>



<p><strong>แล้วตั้งใจสอดแทรกบทเรียนสำหรับผู้ใหญ่ไว้ด้วยหรือเปล่า</strong></p>



<p>ไม่ได้คิดนะ แต่ทำไปทำมา ละครมันก็คุยกับพ่อแม่ไปด้วยตัวของมันเอง เราไม่ได้ตั้งใจสอดแทรกอะไรไว้ในนั้น อย่างเช่นตอนทำงานเขียนบท เราทำกันหลายคน ก็มีทะเลาะกันบ้าง ว่าจะใส่อะไรเข้าไปสอดแทรกแง่คิดสำหรับพ่อแม่ไหม แต่เป้าหมายของเราคืออยากให้เด็กสนุกเท่านั้นก็พอ เรื่องข้อคิดสอดแทรกมันเป็นเรื่องรอง เราคิดว่าพ่อแม่ที่มีภาระแบกรับอยู่ทุกวันนี้ เท่านั้นเขาก็เครียดมากพอแล้ว เราไม่ต้องไปสอนวิธีเขาเลี้ยงลูกหรอก เพราะเราเองก็ยังไม่มีลูก เราจะไปสอนเขาได้ยังไง (หัวเราะ) เราเลยพยายามหาตรงกลางกันว่า เราไม่ได้จะทำละครเพื่อสอนพ่อแม่ แต่เราทำละครเพื่อเด็ก เพื่อในอนาคตถ้าเด็กโตขึ้นมา แล้วนึกถึงละครเราเขาจะนึกถึงเรื่องดีๆ ส่วนพ่อแม่ก็เป็นผลพลอยได้แล้วกัน</p>



<p><strong>เตยคิดเห็นยังไงกับการที่พ่อแม่ตั้งคำถามว่า “มาดูแล้วจะคุ้มไหม”</strong></p>



<p>การที่พ่อแม่จะพาเด็กมาทำกิจกรรมอะไรแบบนี้ เราเข้าใจเขานะว่ามันจะต้องคุ้มค่าประมาณหนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้คนเขาให้ความสำคัญเรื่องความคุ้มค่ามากขึ้น เราก็คิดว่าจะทำยังไงได้บ้างที่จะทำให้ 2 ชั่วโมงนี้คุ้มค่ามากที่สุด เราทุกคนล้วนมีเป้าหมายคือการทำให้เด็กมีความสุข ส่วนโมเมนต์ของครอบครัวจะเป็นยังไง มันจะตามมาหลังจากที่คุณเห็นลูกคุณเล่นแล้วมีความสุข เราจะสร้างโมเมนต์นั้น เราเตรียมที่ไว้ให้คุณได้ใช้เวลากับลูกๆ เพราะในวันปกติคุณอาจจะต้องไปทำงาน แต่วันนี้คือวันที่เราสร้างพื้นที่ความทรงจำดีๆ ให้คุณกับลูก ให้คุณได้เห็นเวลาลูกเติบโต ให้คุณได้เห็นว่าลูกทำอย่างนี้ได้ด้วย ลูกทำแบบนั้นได้ด้วย ส่วนเรื่องความคุ้มค่า เราว่ามันแล้วแต่ว่าใครจะมองเห็นในมุมไหน แต่เราก็พยายามจะรวมทุกอย่างนั้นไว้ในที่เดียว เพื่อให้เวลาของครอบครัวคุ้มค่าที่สุด</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชานชาลาที่สี่</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘สถานีปลายทางของรถไฟปู๊นปู๊น’</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182958" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อนาคตข้างหน้า อยากให้คณะละครปู๊น ปู๊นเติบโตไปเป็นแบบไหน</strong></p>



<p>บอกเลยว่าเราไม่เคยมองภาพใหญ่ในการทำสิ่งนี้เลย เราชอบที่เราเป็นแบบนี้ ชอบที่เราเคลื่อนไปช้าๆ เหมือนกับรถไฟที่มันไปเรื่อยๆ ตามรางของมัน พอมันเคลื่อนไปถึงจุด มันก็วนกลับมาที่เดิมอยู่ในราง แล้วมันก็เดินหน้าไปต่อ แล้วก็วนกลับมา เราเลยรู้สึกว่าเราโอเคมากถ้าบางทีเราต้องถอยหลังกลับบ้าง ไปข้างหน้าบ้าง เพราะฉะนั้นเราไม่เคยเลือกรับงานเลย งานเล็กงานใหญ่เรารับหมด เรารู้สึกว่ามันก็คืองานที่ทำให้เราได้ไปเจอเด็กๆ เรามองภาพว่ามันยังจะเป็นแบบนี้ต่อไป จนกว่าจะมีใครบางคนเหนื่อย หรือบอกว่าไม่ไหว เราก็ต้องหาคนใหม่มาเติมเต็ม คงเรียกว่าค่อยเป็นค่อยไปตามจังหวะของมันแหละ เราไม่ได้มองว่าเราจะต้องเป็นตัวท็อปที่สุด หรือต้องเป็นคณะละครที่ใหญ่ที่สุดหรือดีที่สุด เราแค่คาดหวังให้มันเป็นรถไฟขบวนหนึ่ง ที่เดินทางไปเรื่อยๆ กับเด็กๆ โตไปพร้อมๆ กัน หรือถ้าจะมีพันธมิตรเพิ่มอีก หรือคนที่สนใจละครเด็กมาร่วมเดินทางไปกับเรา เราก็ยินดีแล้วก้พร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อกัน</p>



<p><strong>อยากให้ครอบครัวที่พาลูกมาดูได้อะไรกลับไปรึเปล่า</strong></p>



<p>เราอยากให้พ่อแม่ได้มีเรื่องราวไปคุยกับลูกต่อ ไม่อยากให้เขามาดูแล้วมันจบอยู่แค่ที่นี่ โดยที่อาจจะไม่เกี่ยวกับละครเลยก็ได้นะ อย่างเช่นลูกชอบบ้านแบบนี้ไหม ลูกมาแล้วเจอเพื่อนใหม่รึเปล่า ให้มันมีเรื่องราวได้พูดคุยกันต่อ เราคิดว่าพลังของการสื่อสารมันดีมากเลยนะ เพราะเด็กตอนนี้โดนให้อยู่ในลู่ในทางเยอะประมาณหนึ่ง เราแค่สะเทือนใจว่าทำไมเด็กอายุแค่ 3 &#8211; 4 ขวบต้องบังคับให้เขาพูดได้แล้ว ซึ่งเด็กบางคนเขาอาจจะไม่ชอบพูดก็ได้ เขาอาจจะเป็นอินโทรเวิร์ต เขาอาจจะไม่ชอบพูด แต่เขาชอบเก็บข้อมูล ชอบนั่งฟัง เด็กแบบนั้นโตมาเป็นอัจฉริยะตั้งเยอะก็มีนะ เด็กเขาอาจจะชอบวาดรูป ชอบเขียน ไม่อยากให้ต้องไปเค้นเขา ปล่อยให้เขาได้เติบโตตามช่วงเวลาของตัวเอง เรามองว่ามันเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่มากกว่าที่ต้องคอยถาม เพราะเด็กเขายังไม่รู้จะพูดอะไร เราก็ต้องคอยถามว่าเขารู้สึกยังไงด้วย เราเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นตัวช่วยเพิ่มให้พ่อแม่มีเรื่องไว้ถาม ไว้พูดคุยกันกับเด็กมากกว่าประโยคเดิมๆ แบบนั้นคงดีมากๆ</p>



<p><strong>อยากให้เด็กๆ จดจำปู๊นปู๊นเป็นอะไร</strong></p>



<p>เราเคยคิดคำนิยามเหมือนกันนะว่าสามคำสำหรับคณะละครปู๊นปู๊นคืออะไร สรุปได้คือสดใส เสียงดนตรี สายรุ้ง คงเป็นสามคำง่ายๆ เบสิก เพราะเราคิดว่าสามคำนี้มันเป็นคำที่ง่ายแล้วก็อธิบายไปในตัวอยู่แล้ว สดใสก็คือสดใสจริงๆ เราพร้อมเจอเด็กด้วยความสดใส ไม่อ่อม พร้อมสนุกไปกับเขา ดนตรีเราก็ใช้ดนตรีในการสื่อสารเล่าเรื่อง ส่วนสายรุ้งก็เป็นสีที่เราชอบ แล้วยังเป็นตัวแทนสีสันหลากหลายอีกด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182959" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อยากฝากอะไรถึงครอบครัวที่อยากพาเด็กๆ มาดู หรือคุณครูที่อยากพามาทำกิจกรรมที่นี่ไหม</strong></p>



<p>เรามองว่าที่นี่ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ มีผู้คนที่อยู่ที่นี่ คอยให้ความสนุก ให้ความรู้เสริมเข้าไปโดยที่เด็กไม่รู้สึกว่าโดนบังคับว่านี่คือการเรียน ที่เขากลับบ้านไปแล้วต้องตอบให้ได้ว่าเขามาทำไม ทุกอย่างที่นี่เราสอนเขาผ่านการเล่น ผ่านความสนุก ผ่านความสุข ถ้าอยากให้เขาได้ค้นหาอะไรใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากให้เด็กๆ วิ่งเล่นในสวนสัตว์ เอนจอยกับสวนสนุก แต่ถ้าพาเด็กๆ มาทำกิจกรรมที่นี่ เรียกว่าเราอาจจะช่วยแบ่งเบาพวกคุณได้นะ (หัวเราะ) เพราะคนที่นี่พร้อมจะมอบความรักให้เด็กๆ เสมอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182960" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><em>หลังจากที่เรานั่งสัมภาษณ์กันเสร็จ เราและตากล้องก็ได้ขอถ่ายภาพเธอไว้ เพื่อนำไปใช้ในการประกอบบทความ ในขณะที่กำลังถ่ายรูปเธออยู่ มีบางแอกชันที่เราบรีฟให้เธอนั่งเล่นของเล่น เธอนั่งต่อของเล่นราวกับเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง เมื่อตากล้องเราเอ่ยว่าขอให้เธอนั่งขยับย้ายเปลี่ยนมุม เธอเอ่ยกลับมาว่า </em><strong><em>“เรากำลังเล่นอยู่น่ะสิ นายต้องใจเย็นนะ ไม่ต้องรีบ” </em></strong><em>เป็นความประทับใจเล็กๆ ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนจบ สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจเราก่อนออกไปเจอโลกภายนอกที่แสนจะวุ่นวายอีกครั้ง ว่าเราอย่าลืมเด็กข้างในตัวเรา ค่อยๆ ใจเย็น แล้วฟังเสียงของเขาให้ชัด ค่อยๆ วิ่งเล่นบนเส้นทางชีวิต อย่าเร่งรีบจังหวะนักเลย</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/poon-poon-theatre-ari/">‘ปู๊นปู๊น!’ ขบวนรถไฟสายล้านนาอารีย์ ที่จะพาเราแวะชานชาลาวัยจิ๋วจากคณะละครปู๊นปู๊น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘House of Mask &#038; Mime’ กลุ่มละครที่ไม่ได้มีแค่หน้ากากและละครใบ้ แต่คือโชว์อะไรก็ได้ที่ไม่พูด!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/house-of-mask-and-mime/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Sep 2025 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[House of Mask & Mime]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[founder]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182792</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพจำละครใบ้สำหรับทุกคนมีหน้าตาเป็นอย่างไร? บ้างก็มองว่าคือคนทาหน้าขาว จมูกยาวจมูกสั้น ขยับมือไม้ไร้เสียง ไร้คำพูด บ้างก็มองว่าคือตัวตลกหน้ายิ้ม ชอบสร้างความตลก ที่วัยเด็กเราอาจจะมองว่าไม่ตลกเอาซะเลย บ้างก็มองว่ามีไว้สำหรับเด็ก เพราะเป็นละครที่เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่สำหรับ House of Mask &#38; Mime นิยามว่า “ละครใบ้ เป็นได้มากกว่านั้น เพราะคือโชว์อะไรก็ได้ที่ไม่พูด” สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักบ้านหลังนี้ วันนี้เราจะพาไปแง้มประตู และเข้าไปทำความรู้จัก พูดคุยกับกลุ่มละครใบ้ที่มีชื่อว่า ‘House of Mask &#38; Mime’ ว่าพวกเขาเป็นใคร มีที่มาที่ไปในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอย่างไรและอะไรกันแน่ที่ทำให้พวกเขาชอบทำในสิ่งนี้ Who is ‘House of Mask &#38; Mime?’&#160; ‘House of Mask &#38; Mime’ คือกลุ่มละครที่ใช้หน้ากากและละครใบ้ในการนำเสนอเรื่องราว นอกจากนี้ยังมีอีกสารพัด อย่างที่ ‘ลิซ่า’ หรือ ‘ลิสา ศรีพัฒนาสกุล’ ผู้ก่อตั้งบ้านหลังนี้กล่าวไว้ว่า “House of Mask [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/house-of-mask-and-mime/">‘House of Mask &amp; Mime’ กลุ่มละครที่ไม่ได้มีแค่หน้ากากและละครใบ้ แต่คือโชว์อะไรก็ได้ที่ไม่พูด!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182808" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ภาพจำละครใบ้สำหรับทุกคนมีหน้าตาเป็นอย่างไร?</p>



<p>บ้างก็มองว่าคือคนทาหน้าขาว จมูกยาวจมูกสั้น ขยับมือไม้ไร้เสียง ไร้คำพูด บ้างก็มองว่าคือตัวตลกหน้ายิ้ม ชอบสร้างความตลก ที่วัยเด็กเราอาจจะมองว่าไม่ตลกเอาซะเลย บ้างก็มองว่ามีไว้สำหรับเด็ก เพราะเป็นละครที่เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก</p>



<p>แต่สำหรับ <strong>House of Mask &amp; Mime </strong>นิยามว่า <strong>“ละครใบ้ เป็นได้มากกว่านั้น เพราะคือโชว์อะไรก็ได้ที่ไม่พูด”</strong></p>



<p>สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักบ้านหลังนี้ วันนี้เราจะพาไปแง้มประตู และเข้าไปทำความรู้จัก พูดคุยกับกลุ่มละครใบ้ที่มีชื่อว่า <strong>‘House of Mask &amp; Mime’</strong> ว่าพวกเขาเป็นใคร มีที่มาที่ไปในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอย่างไรและอะไรกันแน่ที่ทำให้พวกเขาชอบทำในสิ่งนี้</p>



<h1 class="wp-block-heading has-text-align-center">Who is ‘House of Mask &amp; Mime?’&nbsp;</h1>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182809" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘House of Mask &amp; Mime’ </strong>คือกลุ่มละครที่ใช้หน้ากากและละครใบ้ในการนำเสนอเรื่องราว นอกจากนี้ยังมีอีกสารพัด อย่างที่<strong> ‘ลิซ่า’ </strong>หรือ<strong> ‘</strong><strong>ลิสา ศรีพัฒนาสกุล’ </strong>ผู้ก่อตั้งบ้านหลังนี้กล่าวไว้ว่า <strong>“House of Mask &amp; Mime คือโชว์ที่อะไรก็ได้ที่เป็น Non-verbal (ไม่ใช้คำพูด)”</strong> เพราะภาษากาย สามารถสื่อสารให้คนทั้งโลกเข้าใจเหมือนกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจภาษาพูดของกันและกัน และบางทีอาจพูดได้ลึกซึ้งมากกว่าบางประโยคซะอีก อย่างเช่นที่ผมกำลังจะอธิบายคำนิยามถึงพวกเขาตอนนี้ แนบลิงก์การแสดงคงจะเห็นภาพมากกว่า</p>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://youtu.be/oN0o4gGCU8s?si=-d1J-R2Yq2hfdrpf">House of Mask &amp; Mime The Original Show | Teaser 2025</a></p>



<p>ตัวอย่างการแสดง <strong>‘The Original Show’</strong> นี้ คือชุดการแสดงที่เป็นต้นตำรับของบ้าน ลิซ่าเล่าถึงที่มาว่า <strong>“เราตั้งชื่อนี้เพราะมันตามชื่อเลย เป็นโชว์ตัวแรกที่เราคิดได้ และเป็นโชว์ขายของเราด้วย เรามั่นใจว่าโชว์นี้เจ๋งสุด” </strong>ซึ่งในการแสดงนี้ประกอบไปด้วย 7 เรื่องสั้นคือ Big Eyes, Emoji, Karaoke, La Luna, Yellow Line, Light of Life และ Homeless ที่มีส่วนผสมระหว่างหน้ากาก ละครใบ้ ตัวตลก สิ่งของ และวัตถุ ที่นำมาใช้เล่าเรื่องผ่านร่างกายโดยไม่มีคำพูด</p>



<p>ถึงแม้การแสดงของพวกเขาจะ Non-verbal แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะ Non-stop อยู่แค่ในไทย เพราะพวกเขาเดินทางไปไกลถึงระดับโกอินเตอร์เลยทีเดียว ไปทัวร์มาแล้วทั้งในญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฝรั่งเศส อิตาลี เช็ก เยอรมนี และล่าสุดคือสวิตเซอร์แลนด์ ในเทศกาลการแสดง Festival International des Artistes de rue ที่เมือง Vevey</p>



<p>ตามที่ชื่อบอกไว้ว่า<strong> ‘House’</strong> เพราะที่นี่ก็ไม่ใช่แค่กลุ่มละคร แต่ที่นี่เป็น <strong>‘บ้าน’&nbsp;</strong></p>



<p>เมื่อมาถึงที่บ้านแห่งนี้ เรารีบเอ่ยปากขอลิซ่าพาทัวร์บ้านนี้สักหน่อย เธอตอบ <strong>“ได้สิ เดี๋ยวจะพาไปดูโรงละคร”</strong> ในขณะที่เธอพาทัวร์ลัดเลาะกองไม้ กองสังกะสี ที่แห่งนี้เป็นโรงเลื่อยไม้เก่า ระหว่างที่เธอชี้มุมโน้นมุมนี้ แววตาเธอเป็นประกายเหมือนแสงที่ส่องจากบนเวที มีผ้าม่านปาดยาวจากฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่ง ที่นั่งคนดูเรียงร้อยกันเป็นแถว เธอเอ่ยว่ากำลังจะเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นโรงละคร เพื่อให้คนละครตัวเล็กๆ ได้มีพื้นที่แสดงผลงานในแบบที่ควรจะได้มี</p>



<p>ตลอดการเดินชมบ้านหลังนี้ เหมือนเธอกำลังพาเราเดินเข้ามาในความฝันที่เต็มไปด้วยกลิ่นไม้ และฝุ่นผงเล็กๆ ที่กำลังประกอบเป็นเวทีกว้างใหญ่ในอนาคตสักวันหนึ่ง และนั่นยิ่งทำให้เราสนใจในตัวเธอขึ้นไปอีกว่าเธอกำลังจะพาเราไปค้นพบอะไรอีกบ้าง</p>



<p>เรานั่งอยู่ในบ้านที่รวมตัวละคร 7 ชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน เราจะกล่าวถึงคาแรกเตอร์พวกเขาสักหน่อย เราชวนเขาถอดหน้ากากของแต่ละตัวละครออก เพราะหากคุณได้เห็นมนุษย์ที่โคจรมารวมกันหลังหน้ากากเหล่านี้ คุณจะพบกับความตั้งใจ ความฝัน ความหวัง ที่โคจรมารวมกันในบ้านหลังนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182811" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘ลิซ่า-ลิสา ศรีพัฒนาสกุล’</strong> หญิงใหญ่ประจำบ้าน พร้อมฟาดด้วยลุกนิ่งๆ <strong>‘เติ้ล-</strong> <strong>อรรนพ กิจเกษร’ </strong>พี่ชายคนโต คู่หูผู้ก่อตั้งแรกเริ่มบ้านนี้ MVP กวนที่สุดประจำบ้าน ถือหน้ากากปากกระจับ <strong>‘นัทสึ-</strong><strong>คาซุมิ อิชิกามิ’</strong><strong> </strong>เซียนตัวตลกอิมพอร์ตจากญี่ปุ่น ที่พูดไทยได้นิดหน่อย <strong>‘กวิน-กวิน พิชิตกุล’ </strong>พี่คนกลางหนวดยาวมาดเซอร์ ดูท่าทางจะดุดัน แต่พลิกล็อก เพราะสุภาพที่สุดแล้วในบ้านนี้ <strong>‘จิ๊บ-ชนิดา ปัญญาเนรมิตดี’ </strong>พี่สาวคนรองเสื้อส้ม ที่พร้อมรับจบทุกปัญหาแทนคนในบ้าน ซ้ายสุดคือ <strong>‘ยอร์ช-สหัสวรรษ ทาติ๊บ’ </strong>น้องเล็กเมืองเหนือจากเชียงใหม่ ลงมาแอ่วไกลถึงกรุงเทพฯ และสุดท้าย<strong> ‘เจ็ต-</strong> <strong>ธนารัฐ ชมพูวณิชกุล’</strong> พ่อหนุ่มสวมหน้ากากลูกตาที่ไม่ได้อยู่บนใบหน้า แต่อยู่บนตัวเขา</p>



<p>ตอนนี้เรานั่งล้อมวงอยู่กับพวกเขาแล้ว เมื่อผมเริ่มถาม คำตอบของพวกเขาสลับกับเสียงหัวเราะกันเป็นระยะ และเงียบลงในบางช่วง ตลอดการสัมภาษณ์ทำให้เราเห็นถึงความอบอุ่นของบ้านหลังนี้ พวกเขาคิดสิ่งเดียวกัน หายใจจังหวะเดียวกัน ราวกับเป็นคนเดียวกัน และนั่นอาจเป็นเสน่ห์ของการใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านหลังนี้ก็ได้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>1</strong></h2>



<h1 class="wp-block-heading has-text-align-center">How did ‘House of Mask &amp; Mime’ get started</h1>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182812" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จุดเริ่มต้นของ House of Mask &amp; Mime เกิดขึ้นได้ยังไง&nbsp;</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า :</strong> เราทำละครใบ้กับเติ้ลสองคนมาก่อนตั้งแต่ 16 ปีที่แล้ว แต่มีเหตุที่ทำให้เราต้องแยกทางกันไป หลังจากนั้นเราก็ทำโชว์คนเดียวมาสักพัก มีบางทีที่เราก็คิดงานขึ้นมาได้ แต่งานที่คิดมันต้องเล่นหลายคนนี่สิ งั้นก็ทำทีมเลยดีกว่า แต่ก็ไม่รู้จะทำกับใครดี จนสุดท้ายเรารู้สึกว่ามีแค่เติ้ลคนเดียวนี่แหละที่น่าจะทำด้วยได้ (หัวเราะ) คุยกับเติ้ลว่าเรามาทำทีมกันไหม แต่เราจะไม่เล่นนะเติ้ลก็ตอบตกลง จึงเกิดเป็น House of Mask &amp; Mime ขึ้นมา</p>



<p><strong>ทำไมถึงตั้งชื่อกลุ่มว่า House of Mask &amp; Mime สนใจสองศาสตร์นี้โดยเฉพาะเลยไหม</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า :</strong> จริงๆ บ้านหลังนี้ไม่ได้มีแค่หน้ากากหรือละครใบ้นะ ตอนที่เราตั้งชื่อนี้ขึ้นมา เราก็ไม่ได้คิดว่าแล้วในอนาคตกูจะสร้างงานอื่นๆ อีกได้ไหมวะ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าอย่างอื่นที่น่าสนใจมันก็มี เราเริ่มหยิบอย่างอื่นที่นอกเหนือจากละครใบ้หรือหน้ากากเข้ามาใส่ในโชว์ มีทั้งดนตรี สิ่งของวัตถุ การเคลื่อนไหวร่างกาย แดนซ์ สารพัดอย่าง ไม่ได้มีแค่สองศาสตร์เท่านั้น แต่เราเอาหลายๆ อย่างมารวมกันจนกลายเป็นโชว์อะไรก็ได้ที่ไม่พูด แต่ก็ไม่แน่นะ อนาคตอาจจะพูดก็ได้</p>



<p><strong>ศิลปินใน House of Mask &amp; Mime มีกี่คน รวมตัวกันได้ยังไง</strong></p>



<p><strong>เติ้ล :</strong> หลักๆ ตอนนี้ก็มีกันอยู่ประมาณ 6 คนครับ เพราะว่าคนที่ เจ็ต! ยังไม่มา (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ก็จะเจอหน้ากันอยู่แล้ว อย่างนัทสึก็เป็นแฟนเราเอง เราก็ต้องมาฝึกให้เอง เริ่มจากเล่นไม่เป็นก็ต้องสอนทุกอย่าง (นัทสึมองตาขวาง) ล้อเล่น! อะโธ่ เขาเป็นนักแสดงตัวตลกที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว</p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>นัทสึเป็นนักแสดงตัวตลกที่ญี่ปุ่น เราเห็นว่าเขาเป็นนักแสดงที่เก่งมากๆ ได้รู้จักกันตอนไปทำโชว์ที่ไต้หวัน เราก็เลยชักชวนมาร่วมทีม</p>



<p><strong>เติ้ล :</strong> คนอื่นๆ ก็เห็นจากหลายๆ งานที่พวกเขาได้แสดงนี่แหละ อย่าง กวินกับจิ๊บ เขาก็มีความสนใจในละครใบ้อยู่แล้วเราก็เลยชวนมา แล้วก็น้องเล็กของเรา ยอร์ช ส่งตรงจากเชียงใหม่ ไอ้เด็กนี่มีแวว เราเห็นจากตอนที่เปิดออดิชัน House of Mask &amp; Mime Next Gen ก็เลยชวนมาร่วมเหมือนกัน ตอนแรกที่ทำก็ไม่มีภาพ พอเป็นละครใบ้ก็ยากที่จะอธิบายว่าเราจะทำกันออกมาเป็นแบบไหน เริ่มจากชวนมาทำความรู้จักกันก่อน แต่สุดท้ายก็โดนหลอกให้มาอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-6-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-182813" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-6-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-6-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-6-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-6.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p><strong>อะไรที่ทำให้สนใจละครใบ้และการใช้หน้ากาก เสน่ห์ของสิ่งนี้คืออะไร</strong></p>



<p><strong>เติ้ล : </strong>‘ละครใบ้’ เราว่ามันตรงตัวเลยนะ มันคือการที่เราไม่ได้พูดออกมาเป็นประโยคหรือไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่คือการสื่อสารผ่านภาษาร่างกาย เราคิดว่าภาษาร่างกายค่อนข้างสากล เพราะเรามั่นใจว่าคนทั้งโลกจะเข้าใจเหมือนกัน แต่อาจจะต่างออกไปตรงที่ใครจะเข้าใจและตีความเป็นแบบไหน แต่ยังไงทุกคนก็เข้าใจแน่ๆ</p>



<p><strong>นัทสึ :</strong> สำหรับฉันตั้งแต่ที่สร้างผลงานแสดงมา ฉันก็ไม่ใช้ภาษาพูดเลย เพราะว่าเวลาไปฉันโชว์ ฉันอยากให้ใครก็ดูได้ โดยที่ไม่กำหนดว่าต้องพูดเป็นภาษาไหน แต่ความเข้าใจก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ฉันว่าเป็นเพราะแบบนี้ ฉันเลยเลือกสื่อสารผ่านหน้ากาก ผ่านละครใบ้ค่ะ</p>



<p><strong>ในเชิงศิลปะและชีวิตคิดว่าหน้ากากและภาษาใบ้หมายถึงอะไร</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>โห ยากจัง (นิ่งคิด) ละครใบ้สำหรับเราคงเป็นสิ่งเสพติด เพราะเคยมีความสุขกับมันมากๆ แล้วก็มีความทุกข์กับมันมากๆ เราพยายามจะหนีมันด้วยนะ แต่ก็ไม่เคยหนีรอด สุดท้ายหัวสมองก็พาเรากลับมาที่เดิมเสมอ เรารู้สึกว่าคงหนีไปไหนไม่รอดแล้วล่ะ เราคงต้องทำไปจนกว่าจะตาย</p>



<p><strong>ยอร์ช : </strong>ส่วนตัวเราชอบละครใบ้มากจนหาเรียนจากยูทูบเอง เพราะเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมาก พอไม่มีภาษา มันก็พาเราไปไกลรอบโลกเลย มันให้ประสบการณ์ชีวิตเรามากๆ คำว่าละครใบ้สำหรับเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหมายความว่ายังไง แต่มันกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว</p>



<p><strong>กวิน :</strong> ผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง เวลาที่ผมต้องการจะแสดงความรัก หรืออารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ผมจะพยายามแสดงออกมาผ่านร่างกาย ซึ่งละครใบ้และหน้ากากทำให้ผมได้พูดสิ่งนั้นชัดเจนมากขึ้น ผมพูดได้มากขึ้นในการกอดแค่หนึ่งที พูดได้มากขึ้นในการจับมือแค่หนึ่งครั้ง เพราะผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง เช่น ‘รักนะเว้ย’ ‘คิดถึงนะเว้ย’ ผมจะทำผ่านการสัมผัสมากกว่า ละครใบ้สำหรับผมเลยเป็นภาษาบอกรักของผมไปแล้ว</p>



<p><strong>เติ้ล : </strong>ของเรามันเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว จริงๆ ทุกคนก็มีพื้นฐานละครใบ้อยู่แล้วนะ ในขณะที่เรากำลังคุยกันอยู่ตอนนี้เราก็ยังใช้อยู่เลย เพียงแค่พวกเราทำสิ่งนี้แบบจริงจังมาเรื่อยๆ จนเป็นอาชีพไปแล้ว เวลาใช้ชีวิตทุกวันนี้ก็เหมือนแสดงอยู่ (กอดนัทสึ) นี่ไงทำอยู่เห็นไหม</p>



<p><strong>นัทสึ :</strong> ฉันก็จะคล้ายๆ กับเติ้ลค่ะ ไม่เกี่ยวว่าจะต้องเป็นหน้ากากหรือละครใบ้ สำหรับฉันการแสดงมันก็คือการใช้ชีวิต แต่ว่าการแสดงกับการใช้ชีวิตของฉัน จะต่างกันตรงที่ฉันใช้พลังงานในแต่ละเวลาต่างกัน อย่างตอนฉันใช้ชีวิตอยู่คนเดียวหรืออยู่เฉยๆ ฉันก็อาจจะใช้มันแค่ 30% แต่ตอนที่ฉันแสดงบนเวที ฉันก็ใช้พลังงาน 100% รู้สึกว่ามันกลายเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นชีวิตของฉัน</p>



<p><strong>เอกลักษณ์ของ House of Mask &amp; Mime ต่างจากกลุ่มละครใบ้อื่นๆ ยังไง</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>โห ยากเลย คิดไม่ออกเหมือนกันนะ บางทีสิ่งนี้ต้องให้คนอื่นที่คอยมองแล้วบอกเราอีกทีเหมือนกันว่าเป็นยังไง</p>



<p><strong>เติ้ล :</strong> ลิซ่าเคยบอกไว้ว่า House of Mask &amp; Mime เกิดขึ้นมาจากการที่เราเคยไปดูการแสดงที่ใช้หน้ากากหรือละครใบ้ทั่วโลก พอดูงานเขาแล้วก็สงสัยว่า ทำไมโชว์นี้เขาไม่ทำแบบนี้วะ ลิซ่าก็เลยสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาเพื่อทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ได้ทำ พูดแซวกันเล่นๆ สร้างเพื่อมาดูเองไง (หัวเราะ) แต่จริงๆ มันเกิดจากการตั้งคำถามว่าถ้าเขาไม่ทำ แล้วใครจะทำ งั้นก็หยิบสิ่งนี้มาทำเพื่ออุดรอยรั่วซะ</p>



<p><strong>ถ้าวันนั้นไม่ได้เริ่มทำกลุ่มนี้ เคยคิดไหมว่าชีวิตตอนนี้จะเป็นยังไง</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>คงนอนตายตาไม่หลับ (ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย)</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>2</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Experience of ‘House of Mask &amp; Mime’</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-3-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182814" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-3-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-3-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-3-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-left"><strong>ล่าสุดไปทัวร์ที่ต่างประเทศเล่าประสบการณ์ให้ฟังหน่อย</strong></p>



<p><strong>กวิน :</strong> ล่าสุดเพิ่งไปเล่นที่สวิตเซอร์แลนด์ครับ ที่นั่นจะเปลี่ยนจุดเล่นไปตามถนนในเมือง โชว์ที่เราเตรียมไปมีชื่อว่า Original Show พอนึกดูแล้ว พวกเราดูจะค่อนข้างเป็นของแปลกของเทศกาลนั้นเหมือนกันนะ (หัวเราะ) เพราะเราเป็นแนวสตอรีมีเรื่องราว แล้วส่วนใหญ่โชว์ในงานเขาจะซัดกันที่สกิลเทคนิคผาดโผน ความตระการตา คนดูเขาก็แปลกตาแปลกใจที่ได้เห็นงานของเรา หลายคนเดินๆ อยู่ก็มาทักว่า “You good” โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กอันนี้ชัดเจนมากว่าจะชอบกัน</p>



<p><strong>เติ้ล : </strong>แต่เขาพูดเป็นภาษาอิตาลีนะ</p>



<p>(ทุกคนหัวเราะ)</p>



<p><strong>กวิน :</strong> ใช่ๆ ตอนที่พวกเราเดินๆ อยู่ตามถนน แล้วมีคนหนึ่งเขาเดินมาพูดอิตาลีกับผม ผมงงไปเลยเพราะไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร (หัวเราะ) แล้วจู่ๆ ก็มีอีกที่คนเดินผ่านมาเขาก็แปลให้ว่า “He said you good” พวกเขาน่ารักกันมากเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182815" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/07-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แสดงว่าคนที่นั่นเขามองงานศิลปะเป็นสิ่งที่เห็นได้ทุกที่เลยใช่ไหม</strong></p>



<p><strong>กวิน : </strong>ผมรู้สึกว่ามันเป็นแบบนั้นนะ มันใกล้กับชีวิตประจำวันเขา รู้สึกว่าการที่เขามาดูมันเป็นเรื่องปกติจังเลย</p>



<p><strong>แล้วพื้นที่การแสดงในไทยแตกต่างจากที่ยุโรปมากน้อยแค่ไหน</strong></p>



<p><strong>กวิน : </strong>Street Performance ในไทยผมไม่แน่ใจว่าใช้คำว่าอะไร คงใกล้กับคำว่า Street Event มั้งครับ มันมีการจัดเตรียมมาอย่างเหมาะสมในเรื่องของมุมคนดู เทคนิคไฟ พื้นที่การแสดง ตัดกลับไปที่ยุโรป เราต้องเอาเชือกมาตีเส้นแบ่งคนดูกันเอง (หัวเราะ) ที่นั่นก็จะบ้านๆ เลย แต่ก็แปลกดีนะ ความรู้สึกแรกมันเหมือนจะตรงข้ามกัน เพราะคนไทยเราอาจจะดูบ้านๆ ซะมากกว่า</p>



<p><strong>ลิซ่า :</strong> ถ้าในเอเชียมักจะมีรูปแบบการจัดเวทีเหมือนในไทย เขาจะจัดให้แบบมีแบ็กดร็อป มีพิธีกรพูดเข้าโชว์ให้ จัดที่นั่งคนดูให้เราเรียบร้อยเลย แต่ที่ยุโรปก็จะดิบหน่อย เราตั้งพื้นที่โชว์กันเอง คนดูล้อมวงดูกันเอง เสน่ห์ก็จะต่างกันแล้วแต่พื้นที่</p>



<p><strong>สำหรับทีม House of Mask &amp; Mime ชอบแบบไหนมากกว่า</strong></p>



<p><strong>ยอร์ช : </strong>เอาจริงๆ ชอบความดิบของยุโรป ชอบคุณภาพของผู้ชมที่ยุโรปด้วย เขาแสดงความคิดเห็นต่องานเราแบบตรงไปตรงมาเลย ชอบก็คือชอบ ถ้าไม่ชอบก็เดินผ่านเลย อีกอย่างคือเขาให้ทิปจริงจังมาก เขาดูให้คุณค่ากับคนสร้างโชว์ เขาสนุกกับโชว์ เขาก็จ่ายตอบแทน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182816" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/08-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>บรรยากาศผู้ชมในแต่ละประเทศมีรีแอกกับการแสดงต่างกันไหม</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า :</strong> คนดูแต่ละประเทศก็จะรีแอกต่างกัน ถ้าคนไทยก็ค่อนข้างที่จะรีแอกมากกว่ารึเปล่านะ เดาไม่ได้เลย เพราะแล้วแต่คนจะรู้สึก</p>



<p><strong>เติ้ล : </strong>ด้วยความที่เราเป็นคนไทยเหมือนกัน เทสต์เรา หรือว่ามุกตลกของเราก็จะเป็นมุกตลกที่ทุกคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว คนดูที่ไทยก็จะมีความเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าต่างชาติ คนไทยก็จะเข้าใจได้ว่า เอ้ย! เข้ามุกนี้มีชงมีตบแบบนี้แน่นอน</p>



<p><strong>ลิซ่า :</strong> มันก็จะมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นนะ อย่างเช่นเล่นมุกนี้ที่ไทยนี่ตลกฮามาก แต่ไปเล่นที่ยุโรปนี่เงียบกริบเลย แต่บางอันแราก็เล่นแบบไม่ได้ตั้งใจเล่นให้เป็นมุก แต่ตรงโน้นฮาเฉย</p>



<p><strong>กวิน :</strong> จุดที่เราไม่คาดคิดครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182817" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/09.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จากการที่ได้ไปทัวร์ต่างประเทศเยอะมาก แต่ในไทยยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักคิดว่าเป็นเพราะอะไร</strong></p>



<p><strong>นัทสึ :</strong> ในฐานะที่ฉันไม่ใช่คนไทย ฉันจะมองในมุมที่ต่างออกไป ถ้าฉันพูดไม่ดีขอโทษนะ (หัวเราะ) จากที่ฉันเห็น Street Performer ในไทยบ่อยๆ คือหลังจากที่เขาเล่นเสร็จก็จะขอบริจาค แต่คนดูส่วนใหญ่รู้สึกไม่ได้เต็มใจที่จะจ่าย ตอนที่ฉันไปแสดงตามถนน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็จะมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ เขาอาจจะคิดว่าฉันไม่ได้เล่นที่โรงละครเลยมาเล่นที่ถนนรึเปล่า (หัวเราะ) เพราะว่าวัฒนธรรมไทย เขาคุ้นชินว่าเล่นให้ดูแล้วต้องจ่ายเงิน พอมีสิ่งนี้เยอะๆ คนก็เลยไม่ดูกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182818" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>รู้สึกท้อบ้างไหม</strong></p>



<p><strong>ยอร์ช : </strong>เรามองเป็นความสงสัยมากกว่านะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากดังขึ้นกว่านี้หรอก ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นเลย โดยส่วนตัวที่เราทำอยู่เพราะอยากเรียนรู้กับมัน ชอบมัน อยากจะจมลึกไปกับเสน่ห์ละครใบ้อีก มันจะดังหรือไม่ดังก็เป็นโชคชะตาของเราแล้วกัน แค่เราทำต่อไป แต่ก็น่าคิดเหมือนกันนะ เราก็ไปต่างประเทศกันมาก็เยอะ แล้วก็มีแนวโน้มจะได้ไปมากขึ้นอีก เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ค่อยได้เล่นที่ไทย</p>



<p><strong>เคยมีโมเมนต์ไหนจากคนดู ที่ยังจำได้จนถึงตอนนี้ไหม</strong></p>



<p><strong>จิ๊บ </strong>: มีครั้งหนึ่งที่เราจำได้แม่นที่สุด คือที่ประเทศจีน มีผู้ใหญ่คนหนึ่งเขามากับลูก เขาเดินมาบอกกับเราว่า ในตอนที่เขามีลูกแล้ว ละครสำหรับเด็กและครอบครัวที่ผ่านมา มันไม่ได้มีไว้เพื่อเขาเลย ส่วนใหญ่ละครสำหรับเด็กและครอบครัวมันทำเพื่อให้เด็กอยู่กับการแสดง แต่โชว์ของพวกเราเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขารู้สึกว่าโชว์นี้ก็ต้อนรับเขาเหมือนกัน เขารู้สึกว่าได้สัมผัสกับสิ่งที่เราสื่อสาร พวกเราไม่ได้ปล่อยเขาทิ้งไว้เพียงแค่เขาพาลูกมาดู มันทำให้เรารู้สึกเต็มอิ่มที่ทำให้ใครสักคนรู้สึกแบบนั้นได้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>3</strong></h2>



<h1 class="wp-block-heading has-text-align-center">How did you make ‘House of Mask &amp; Mime’</h1>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182819" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ขั้นตอนเวลาคิดงานขึ้นมาใหม่ เริ่มจากอะไร</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>แต่ละชิ้นงานก็มีที่มาไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ถ้าเราคิดออกแล้ว เราก็จะเขียนเป็นสตอรีบอร์ดไว้ วาดเป็นภาพการ์ตูนออกมาให้ทีมอ่าน แต่บางอันก็คิดเรื่องไม่ออกเลย อย่างเช่นโชว์โคมไฟ เราก็สั่งทำพร็อปโคมไฟมาก่อน บางทีก็ต้องมีของออกมาลองก่อน เพื่อหามุมมองการเล่าของมันจากตอนที่หยิบจับสิ่งของนั้นว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง</p>



<p><strong>คิดว่าทำไมละครใบ้ถึงไม่ต้องมีบทพูด</strong></p>



<p><strong>เติ้ล : </strong>เอาจริงๆ มันพูดได้นะ แต่เราว่ามันคือการที่เรามีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะขึ้นมากกว่า ใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อสร้างองค์ประกอบภาพขึ้นมา หรือคุมจังหวะให้เข้ากับแอกชันท่าทางของเรา ตัวอย่างละครใบ้ที่เราเคยเห็นบ่อยๆ คือเล่นกับกระจก โดยใช้มือไต่ๆ ไปมา มีจังหวะหยุดบ้าง ค่อยๆ ขยับมือทีละนิดบ้าง เทคนิคพวกนี้นี่แหละที่ยุโรปก็เอามาผสมกับละครพูด</p>



<p><strong>ลิซ่า :</strong> มีหลายกลุ่มละครที่ยุโรปที่เอาละครใบ้มาผสมกับละครพูดนะ เขาก็เอามาเป็นส่วนผสมในการเล่าเรื่อง เพียงแต่ว่าเราไปดูเขา เราฟังภาษาพูดเขาไม่ออกเท่านั้นเอง (หัวเราะ) มันก็มีนะที่เขาบอกว่าเป็นละครใบ้ แต่ก็พูดทั้งโชว์เลย</p>



<p><strong>เติ้ล : </strong>แต่ก็เป็นละครใบ้นะ เพราะเขายังใช้ร่างกายในสื่อสารเป็นหลัก</p>



<p><strong>จิ๊บ : </strong>หลายๆ ครั้งเราก็เคยนั่งถกเถียงกันในประเด็นนี้ จนสุดท้ายได้คำตอบว่ามันคือการใช้ร่างกายให้เป็นเครื่องมือสื่อสาร สุดท้ายแล้วมันคือการพลิกแพลงเครื่องมือไปมามากกว่า ไม่ต่างกับที่เราฝึกใช้เสียง อยู่ที่ว่าเราต้องการสื่อสารออกไปแบบไหน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182820" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เด็กและผู้ใหญ่ ตอบสนองต่อละครใบ้ต่างกันยังไง แล้วตั้งใจออกแบบให้เข้าถึงทั้งคู่ไหม</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>ตอนแรกที่คิดว่าจะทำสิ่งนี้ ไม่ได้คิดว่าคนดูจะเป็นใคร คิดแค่ว่าทำออกมาแล้วเราชอบงานตัวเองไหม ครั้งแรกพวกเราเล่นในเทศกาลละครกรุงเทพฯ (BTF) เขาจำกัดอายุคน ต้องมีอายุมากกว่า 7 ขวบขึ้นไปถึงจะดูได้ เราก็คิดว่าไปแล้วว่าคงไม่เหมาะกับเด็ก แต่พอเริ่มไปเล่นที่ต่างประเทศ เราก็ไม่ได้จำกัดอายุคนดู ก็มีเด็กมาดูบ้าง ผู้ใหญ่บ้าง เราก็เพิ่งมาค้นพบตอนนั้นเลยว่า อ้าว! เด็กชอบเฉยว่ะ จริงๆ มันดูได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเลยว่ะ ไม่ได้คิดว่าต้องมีกลุ่มคนดูเฉพาะเลย</p>



<p><strong>ใช้เงินทุนตัวเองในการทำหรือมีพาร์ตเนอร์ข้ามาช่วยบ้างรึเปล่า</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>เราใช้เงินทุนตัวเองหมดเลย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากมีนายทุนช่วยนะ (หัวเราะ) แต่เรามองมันเหมือนสิ่งเสพติดไปแล้ว ถ้ามันติดแล้วต่อให้แพงแค่ไหนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ไม่งั้นเราก็คงจะลงแดงตายแน่ๆ</p>



<p><strong>จิ๊บ : </strong>เราว่ามันจำเป็นที่ต้องใช้ทุนตัวเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีพาร์ตเนอร​์เป็นนายทุน หรือเป็นการสนับสนุนจากรัฐบาล จะมีโจทย์หรือมีเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่ทำให้เราไม่สามารถทำสิ่งที่เราอยากทำได้เต็มที่ ด้วยความที่เราตั้งใจให้คนไทยได้รู้ว่าความเป็นไปได้ของละครมันกว้างกว่านี้ ห่ามได้กว่านี้ และสนุกได้กว่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีแค่รูปแบบเดียว พอมันมีหลายอย่างที่เราอยากจะสื่อสาร เราก็ต้องเริ่มจากลงทุนด้วยตัวเองไปก่อน ถ้ามีพาร์ตเนอร์ที่เขาเห็นด้วยกับทิศทางของเรา ก็คงเข้ามาเอง</p>



<p><strong>เคยถามตัวเองไหมว่า “ที่ทำอยู่ตอนนี้คุ้มไหม”</strong></p>



<p><strong>นัทสึ : </strong>คุ้มคืออะไร (กระซิบถามเติ้ล)</p>



<p><strong>เติ้ล : </strong>คุ้มไง! คุณค่าทางจิตใจอะ!&nbsp;</p>



<p>(ทุกคนหัวเราะ)</p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>สำหรับเราถ้าพูดถึงในเรื่องเงิน มันไม่คุ้มแน่นอน แต่ถ้าเรื่องความรู้สึก สำหรับเราคุ้มนะ แต่ก็อาจจะมีบ้างที่เรารู้สึกว่าอยากทำให้ได้ตามที่เราคาดหวังไว้ แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้ทำนะ</p>



<p><strong>จิ๊บ : </strong>ในแง่ของการลงทุนมันไม่คุ้มอยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากนั้น ที่พวกเราจัด <a href="https://youtu.be/PQDauocqGJc?si=XRSBSIF_cXuXyJD8"><strong>Silent Festival Theatre </strong></a>ขึ้นมา เพราะเราอยากจะนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับผู้ชม เราอยากแชร์ให้คนได้เห็นงานดีๆ จากศิลปินหลากหลายประเทศ แต่สิ่งที่เป็นคือเราขาดทุนมาเสมอเลย แต่ถามว่าเรียนรู้กับการลงทุนบ้างไหม ก็ไม่ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>แล้วได้อะไรจากการทำสิ่งนี้</strong></p>



<p><strong>จิ๊บ : </strong>สุดท้ายเราคิดว่างานดีๆ มันต้องมีคนดูสิ เพราะฉะนั้นเราจะตั้งราคาบัตรสูงไม่ได้ ถ้ามันทำให้คนได้มาดูงานดีๆ เรายอมขาดทุนก็ได้ เราขอแค่อย่างเดียว ขอให้บัตรเต็ม เต็มไปด้วยคนที่เขาอยากมาดูจริงๆ มาดูฟรีก็ยังได้เลย ขอแค่มาดูก็พอ ถ้าถามว่าคุ้มไหม มันคงคุ้มตรงที่ถ้าเราได้แชร์ความชอบของเราต่อไป แล้วเราก็มีเพื่อนที่ชอบอะไรแบบนี้เพิ่มขึ้น แค่นั้นก็คุ้มแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>4</strong></h2>



<h1 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>We’re ‘House of Mask &amp; Mime’</strong></h1>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182821" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-left"><strong>ในฐานะคนทำงานศิลปะอยากบอกอะไรกับผู้คนในตอนนี้ไห</strong>ม</p>



<p><strong>เติ้ล : </strong>จริงๆ งานทุกชิ้นที่เราทำ ก็ถูกพูดออกไปอยู่แล้วนะ พอเป็นละครใบ้ที่ไม่มีคำพูด มันก็ยิ่งทำงานในแบบของมัน เราค่อนข้างมั่นใจว่าต่อให้คุณดูตอนนี้หรือว่าดูอีก 10 ปีข้างหน้า ต่อให้อนาคตผ่านไปแล้วใครเอากลับมาเล่น มันก็ยังสื่อสารในแบบของมันอยู่เสมอ แต่ก็ขึ้นอยู่กับหลายอย่างด้วย ไม่ว่าจะช่วงเวลา ประสบการณ์ของคุณ เราเลยอยากชวนมาสัมผัสด้วยตัวเองดีกว่า เพราะพอไม่มีประโยคพูด ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจะได้รับสารอะไรกลับไปในขณะที่รับชม</p>



<p><strong>กวิน : </strong>สำหรับผมการที่ใครสักคนจะมาดูศิลปะการแสดงสด มันคือการที่ทั้งผู้สร้างและผู้ชม ออกจากบ้านเพื่อมารวมตัวกันอยู่ภายในพื้นที่เดียว ทั้งสองฝ่ายต้องเริ่มจากความไว้เนื้อเชื่อใจกันพอสมควร การที่เขาจะออกจากบ้านมาเพื่อรับชม เขาต้องมั่นใจก่อนว่า ‘มาดูแล้วมันจะดีไหม’ ผมเลยรู้สึกว่า อยากให้ไว้ใจกันสักนิดแล้วลองมาดู คุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบไม่รู้ ผมรับปากไม่ได้ แต่ผมจะภาวนาให้ประตูบานแรกของพวกคุณเปิดก่อน แล้วหลังจากนั้นเราค่อยว่ากันครับ</p>



<p><strong>คิดว่าอุปสรรคของการทำสิ่งนี้คืออะไร&nbsp;</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>ถ้าพูดถึงแค่ละครใบ้ คนไทยอาจจะคิดว่าเป็นละครสำหรับเด็ก ทั้งภาพลักษณ์ในการแต่งหน้าขาว แต่งเป็นตัวตลกอะไรลักษณะนั้น ไม่ได้บอกว่าทำมาเพื่อเด็กแล้วไม่ดีนะ เพราะอยู่ที่จุดประสงค์ด้วย แต่ถ้าให้ตีความละครใบ้สำหรับคนยุโรป คนที่มาดูแทบจะไม่มีเด็กเลย มีผู้ใหญ่และคนแก่เยอะมากด้วยซ้ำ เราว่าคนไทยไม่ได้มองว่าสิ่งนี้คือของที่ผู้ใหญ่เสพได้ สุดท้ายมันอยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละคน</p>



<p><strong>กวิน : </strong>ผมตอบในฐานะนักแสดงแล้วกันนะ เวลาที่ได้ใช้ไปกับการทำสิ่งนี้ ผมเล่นโชว์เดิมจนจำไม่ได้แล้วว่าเล่นไปกี่รอบแล้ว (หัวเราะ) สำหรับนักแสดงมันก็ท้าทายที่ต้องเผชิญกับสัญชาตญาณมนุษย์ เหมือนที่มีคนเคยบอกไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่เบื่อง่าย ทำให้เป็นสิ่งที่ท้าทายมากในทุกวันที่จะต้องก้าวข้ามบันไดในการทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ แต่ก็ต้องออกไปแสดงให้ดีที่สุด ต่อให้มันเป็นชิ้นงานเดิม ก็ต้องมีเสถียรภาพในทุกๆ ประเทศที่เราไป ซึ่งอันนี้คือภารกิจหลักในใจผมเลยครับ</p>



<p><strong>การแคสต์ศิลปิน ‘Silent Theatre Festival 2026’ มีเป้าหมายอะไรมากกว่าการหาศิลปินไปร่วมแสดงไหม</strong></p>



<p><strong>จิ๊บ : </strong>สำหรับ Silent Theatre Festival เป็นการรวมการแสดงรูปแบบที่ Non-verbal ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ละครใบ้ จะเป็นอะไรก็ได้ นอกเหนือจากเรื่องที่เราอยากเอางานดีๆ มาให้ทุกคนได้ดู เราก็อยากจะดึงคนที่เขารู้สึกแบบเดียวกับเรา ได้มาร่วมจอยกับเราด้วย พอมีคนที่เขาเริ่มรอคอยสิ่งนี้ เราก็อยากจะให้คนที่จะได้มาดูได้รับชมความหลากหลายมากขึ้น อยากตอบแทนความคาดหวังจากของทุกคน และสนุกไปพร้อมๆ กัน ซึ่งใครอยากจะมาจอยกับเราบ้าง เราก็ไม่รู้ ก็เลยเปิดรับสมัคร ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาสมัครเยอะเลย หลากหลายประเทศด้วย รอติดตามกันนะ</p>



<p><strong>มองปลายทางของการทำ </strong><strong>House of Mask &amp; Mime เป็นยังไง</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า :</strong> ปลายทางสำหรับเรา คือการที่ไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองอีกแล้ว ให้งานมันเดินไปได้ด้วยตัวเอง สมาชิกทุกคนมีความรักบ้านหลังนี้ เหมือนกับว่าบริษัทนี้เป็นบ้านของพวกเขา (หันไปสบตากับทุกคน ทุกคนยิ้มตอบ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182822" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/14.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อยากให้คนจดจำ House of Mask &amp; Mime ว่าอะไร</strong></p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>เราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรแบบเดิม เวลาจะทำโชว์ชิ้นใหม่ขึ้นมา เราอยากให้ดูสดใหม่เสมอ อยากทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำ อยากให้คนดูรู้สึกว่า บ้านหลังนี้จะพาเราไปเจออะไรใหม่ๆ อีกบ้างนะ เขาจะได้เห็นมุมมองอะไรที่ต่างออกไปจากมุมที่เขาเคยเห็นมากขึ้น</p>



<p><strong>เติ้ล : </strong>สำหรับเราถ้าเรื่องภาพจำตอบยากจริงๆ แต่ถ้าตอบว่าอยากจะทำให้มีภาพจำยังไง เราอยากให้มันมีอายุยืนยาว ให้ตัวชิ้นงานนี้อยู่ไปอีก 10 &#8211; 20 ปีเลย ซึ่งจริงๆ ถ้านานขนาดนั้นเราคงเล่นไม่ได้แล้ว เราเล่นไม่ไหว (หัวเราะ) แต่เราคิดว่าถ้าชิ้นงานมันเหนือกาลเวลา ต่อให้อีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า งานชิ้นนี้มันยังมีคนเล่นอยู่โดยที่ไม่ใช่พวกเราแล้ว จนมันทำให้คนที่ดูแล้วรู้สึกว่า โห งานชิ้นนี้แม่งยังอยู่มาได้ถึงตอนนี้อีกเหรอวะ เราอยากให้มันเป็นแบบนั้น คงอิ่มใจน่าดู</p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>เราเปลี่ยนใหม่ดีกว่า เราเอาแบบเติ้ลแล้วกัน (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>เติ้ล :</strong> อ้าว ลอกการบ้านทำไม</p>



<p><strong>ลิซ่า : </strong>จะได้ไม่ต้องทำใหม่ไง!</p>



<p><strong>จิ๊บ :</strong> สำหรับเราอยากให้คนจำบ้านหลังนี้เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย</p>



<p><strong>นัทสึ : </strong>กล้าได้กล้าเสียแปลว่าอะไร เหมือนคาราคาซังรึเปล่า?</p>



<p><strong>ทุกคน :</strong> ไม่ใช่! (หัวเราะ)<br><strong>นัทสึ :</strong> ฉันรู้สึกว่าอยากให้ทุกคนมอง House of Mask &amp; Mime คือโปรเฟสชันนัลทีม ถ้ามีชื่อ House of Mask &amp; Mime ขึ้นมาในงานไหนแล้วทำให้คุณรู้สึกว่าถ้ามีชื่อนี้อยู่ในงานก็ต้องไปดูให้ได้ เท่านั้นฉันก็ดีใจแล้วค่ะ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/house-of-mask-and-mime/">‘House of Mask &amp; Mime’ กลุ่มละครที่ไม่ได้มีแค่หน้ากากและละครใบ้ แต่คือโชว์อะไรก็ได้ที่ไม่พูด!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘VARIS’ ศิลปินเนิร์ดดนตรีนอกกรอบ หลงใหลท่วงทำนองชนิดที่ can’t let u go</title>
		<link>https://adaymagazine.com/varis-sony-music/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Aug 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Varis]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182571</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราเชื่อว่าหลายคนเวลาไปดูคอนเสิร์ตคงคาดหวังที่จะได้เจอศิลปินคนโปรดเล่นสดสักครั้ง ฟังเพลงโปรดสักเพลง แต่บางครั้งพอไปถึงคอนเสิร์ตก็อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างแบบไม่คาดคิด ที่ทำให้เราได้ค้นพบศิลปินเจ๋งๆ สักคนแบบไม่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงโซโลกีตาร์สุดเฟี้ยวเด้งเข้าหู หรือทำนองมันเร้าจนทำให้เราต้องหยุดดูว่าคนที่เป็นต้นเหตุเสียงนี้เป็นใคร! It pains and torments Oh, the thoughts that&#8217;s on my mind But I couldn&#8217;t back out not even knowing why I&#8217;m sorry, I I&#8217;m sorry, I I&#8217;m sorry, I I just can&#8217;t let you go ณ คอนเสิร์ตแห่งหนึ่ง เมื่อสามปีที่แล้ว เสียงกีตาร์สุดเฟี้ยว แทรกกับเสียงร้องสุดมันสลับกันเร้า จนทำให้เราต้องสับขาเดินตามเสียงนั้นไป ขาหยุดนิ่งเมื่อถึงหน้าเวที เพลงที่ดังขึ้นตอนนั้นคือ ‘can’t let u go’ เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกเหมือนชื่อเพลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/varis-sony-music/">‘VARIS’ ศิลปินเนิร์ดดนตรีนอกกรอบ หลงใหลท่วงทำนองชนิดที่ can’t let u go</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เราเชื่อว่าหลายคนเวลาไปดูคอนเสิร์ตคงคาดหวังที่จะได้เจอศิลปินคนโปรดเล่นสดสักครั้ง ฟังเพลงโปรดสักเพลง แต่บางครั้งพอไปถึงคอนเสิร์ตก็อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างแบบไม่คาดคิด ที่ทำให้เราได้ค้นพบศิลปินเจ๋งๆ สักคนแบบไม่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงโซโลกีตาร์สุดเฟี้ยวเด้งเข้าหู หรือทำนองมันเร้าจนทำให้เราต้องหยุดดูว่าคนที่เป็นต้นเหตุเสียงนี้เป็นใคร!</p>



<p class="has-text-align-center"><em>It pains and torments</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>Oh, the thoughts that&#8217;s on my mind</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>But I couldn&#8217;t back out not even knowing why</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>I&#8217;m sorry, I</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>I&#8217;m sorry, I</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>I&#8217;m sorry, I</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>I just can&#8217;t let you go</em></p>



<p>ณ คอนเสิร์ตแห่งหนึ่ง เมื่อสามปีที่แล้ว เสียงกีตาร์สุดเฟี้ยว แทรกกับเสียงร้องสุดมันสลับกันเร้า จนทำให้เราต้องสับขาเดินตามเสียงนั้นไป ขาหยุดนิ่งเมื่อถึงหน้าเวที เพลงที่ดังขึ้นตอนนั้นคือ <strong>‘can’t let u go’ </strong>เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกเหมือนชื่อเพลง แหงนหน้าขึ้นเวทีเห็นโลโกศิลปินสีแดงเด่นสะดุดตา <strong>‘VARIS’</strong> หรือ <strong>‘วิน วริศ คงสุวรรณ’ </strong>ดูท่าเราจะค้นพบศิลปินโปรดเพิ่มอีกคนซะแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182574" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สืบเพิ่ม<strong> ‘</strong><strong>VARIS’ (วริศ)</strong> หรือ <strong>‘วิน วริศ คงสุวรรณ’</strong> เคยได้รางวัล<strong>ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม </strong>จากงานคมชัดลึกอะวอร์ดเมื่อปี 2021 เราร้องโว้ว! ออกมาเพราะศิลปินที่เราค้นพบดีกรีโคตรเทพ! ด้วยเหตุนี้ก็ยิ่งน่าจับตามองว่าเขาคงจะเติบโตไปได้ไกลอีกแน่ แต่หากค้นชื่อนี้ในวงการกระแสเพลงหลักอาจยังไม่คุ้นหูนัก คงเพราะด้วยดนตรีที่แปลกแหวกแนวที่ได้ผสมผสานซาวนด์หลายอย่างในเพลง ไม่ว่าจะเป็น Rock, Electronic, R&amp;B, Hiphop, Alternative มีกลิ่น Folk หน่อยๆ ฟังรวมๆ กลับเท่ซะงั้น เพราะมันทำให้เราอยากจะโยกหัวตามจังหวะเพลง กระโดดได้ทุกทีที่ดนตรีมันเร้า และพร้อมจะพาเราพุ่งเข้าไปในเสียงดนตรีได้ทุกเมื่อ</p>



<p>แต่แท้จริงแล้ว นิยามเพลงของวินคือแนวไหนกันแน่ วินสารภาพว่า <strong>“มันคือแนวอะไรก็ได้ที่เราชอบเลยเว้ย เท่านั้นเลย</strong>” โถ่วิน เราน่าจะได้คำตอบจากนายตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องสาธยายนาน</p>



<p>เห็นยังดูเด็กแบบนี้แต่ไม่ใช่ว่าวินเพิ่งเป็นศิลปินหน้าใหม่ในวงการเพลงแต่อย่างใด เพราะวินทำเพลงมาตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัยแล้ว เขาลุยทำเพลงด้วยตัวเองทุกกระบวนการ แถมยังมีเพลงคุ้นหูหลายเพลงเสียด้วย เช่น <strong>‘0.01’, ‘N.’ </strong>และ <strong>‘Did I?’</strong> ล่าสุดตอนนี้ได้เปิดตัวเป็นศิลปินในค่าย <strong>SONY MUSIC</strong> ด้วยเพลง&nbsp; <strong>‘Zoned Out’ </strong>และ <strong>‘IN TIME’</strong>&nbsp;</p>



<p><strong>“ไอ้หนุ่มคนนี้มีค่ายแล้วเว้ย!”</strong> วินพรวดขึ้นมาในช่วงสัมภาษณ์ แต่ขอเบรกไว้ก่อนนะ ขอโปรยเสน่ห์นายเพิ่มอีกนิด</p>



<p>วินในวันนั้นต่างจากวินในวันนี้พอสมควร จากหนุ่มผมรองทรงเป็นหนุ่มผมยาวมาดเซอร์ ท่าทีดูนิ่งขึ้น แต่ก็ยังแอบกวนในบางที จากหนุ่มบ่าพาดด้วยกีตาร์โปร่งชิลๆ ตอนนี้บ่าพาดด้วยกีตาร์ไฟฟ้าเฟี้ยวๆ เมื่อก่อนสวมเสื้อเชิ้ตเรียบง่าย ช่วงนี้มีสร้อยคอหินเสริมมาด้วย ดูจะอินเลยไม่น้อย (เพราะใส่ทุกงานที่เล่น)&nbsp;</p>



<p>เดินทางมาครึ่งทศวรรษกว่าจะมีค่าย วันนี้เราอยากชวนวินมานั่งพูดคุยถึงเส้นทางศิลปินตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เราจะพาล้วงไส้พุงล้วงพุงถึงตัวตนของวินแบบจริงๆ จังๆ ฉะนั้นระวังตัวไว้ให้ดีเพราะพวกคุณอาจจะตกหลุมรักหนุ่มคนนี้โดยไม่รู้ตัว (เตือนแล้วนะ) เล่ามาถึงตรงนี้ ยังไม่เข้าเรื่องสักที งั้นเริ่มเลยแล้วกัน</p>



<p><strong>“นี่คือเริ่มแล้วเหรอครับ”</strong> วินอึ้งบวกขำเล็กน้อย เราตอบวินไปให้รู้ว่าใช่แล้วล่ะ เราเริ่มคุยกันแบบนี้แหละ <strong>“ว้าว อย่างกับรายการ The Driver ที่เขาชอบเปิดรายการกัน”</strong> เราขำพลางกันพอหอมปากหอมคอให้บรรยากาศผ่อนคลาย หลังจากนี้เราก็จะซัดคำถามให้วินอย่างจริงจังแล้ว&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘N.’ ตัวย่อคำนามที่นิยาม ‘VARIS’</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182575" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แนะนำตัวเองในฐานะ VARIS ในเวลา 0.01 วิ</strong></p>



<p>ห้ะ! (ขำพรวด อ้าปากค้าง) วริ- (หมดเวลา)&nbsp;</p>



<p><strong>ล้อเล่น มีชื่อเพลงเกี่ยวกับเวลาทั้งทีจะไม่แกล้งได้ไง แนะนำตัวตามสไตล์ได้เลย</strong></p>



<p>(ดัดเสียงเข้ม) สวัสดีครับ VARIS ครับ ชื่อจริงชื่อวริศ ชื่อเล่นชื่อวิน เป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ มิวสิกไดเรกเตอร์ ประมาณนี้ครับ</p>



<p><strong>แล้วถ้าแนะนำตัวในฐานะวินเฉยๆ ล่ะ</strong></p>



<p>(ดัดเสียงเข้มอีกรอบ) สวัสดีครับ ชื่อเล่นชื่อวิน ชื่อจริงชื่อวริศ เป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ มิวสิกไดเรกเตอร์ ประมาณนี้ครับ<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182576" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ตัวตนของ ‘VARIS’ กับ ‘วิน’ ในตอนนี้คือคนเดียวกันรึเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ครับ ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะตอบว่าไม่ แต่ตอนนี้เราว่ามาถึงจุดที่ใช่แล้ว</p>



<p><strong>แล้วจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าเรามาถึงจุดที่ใช่แล้ว</strong></p>



<p>พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในการทำงาน ทำเพลง หรือสร้างผลงานอะไรออกมาสักอย่าง เรากล้าคิด กล้าทำ กล้าเอาด้านที่เมื่อก่อนเราไม่ค่อยกล้าโชว์ออกมามากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะแยกตัวตนกับงานออกจากกัน แต่ตอนนี้มันรวมเป็นสิ่งเดียวกันแล้ว ในเวลาเดียวกันก็ทำให้รู้สึกว่าเราก็แค่มนุษย์คนหนึ่งที่มั่นใจขึ้น กล้าขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้นจากการที่เราทำสิ่งนี้มาเรื่อยๆ จนเรียนรู้และหล่อหลอมมาเป็นเราในทุกวันนี้&nbsp;</p>



<p><strong>ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อนที่มาเล่น Live in a day คิดว่าตอนนี้ตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหน</strong></p>



<p>เคยกลับไปย้อนดูแล้วก็คิดกับตัวเองว่า ‘ไอ้หมอนั่นใครวะ’ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็รู้สึกเปลี่ยนไปเยอะนะ ในเรื่องของการรู้จักตัวเอง ช่วงนั้นเป็นช่วงมหา’ลัย มันคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงการค้นหาตัวเองว่าเราอยากเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ค้นหาสิ่งที่ชอบ รสนิยมอะไรต่างๆ มันเป็นช่วงเวลาลองผิดลองถูก ตัวตนของวริศทุกอย่างก็เริ่มมาจากตรงนั้นพอดี</p>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://youtu.be/sNm3dKntCC8?si=S15Ad8Cet2uMZ_Sb">Varis &#8211; N. | Live in a day</a>&nbsp;</p>



<p><strong>คิดว่าตอนนี้เจอผู้ใหญ่คนนั้นของตัวเองแล้วหรือยัง</strong></p>



<p>เรียกว่ารู้จักกันดีขึ้นแล้วกัน เราทำความเข้าใจผู้ใหญ่คนนั้นได้ดีขึ้นกว่า 5 ปีที่แล้วเยอะเลย แต่เราก็เชื่อว่าจุดนี้มันยังไม่สุดหรอก ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182577" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จากการทำเพลงที่ผ่านมา คิดว่าเพลงไหนที่เป็นตัวตนเรามากที่สุด</strong></p>



<p>เพลง ‘V’ ในอัลบั้ม ‘Supervillain’ คอนเซปต์คือเราจะเล่าเรื่องในระยะเวลาหนึ่งคืน 8 ชั่วโมง 8 เพลง เพลงแรกชื่อ ‘22:00’ ก็คือ 4 ทุ่ม เพลงสุดท้ายคือ ‘V’ เป็นเวลาตี 5 ช่วงพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น เนื้อหาในเพลงนั้นเราเขียนเพื่อฮีลใจตัวเอง เขียนเพื่อบอกตัวเองให้รู้จักรักตัวเองมากขึ้น ถ้าใครจะอยากรู้จักเรา ลองฟังเพลงนั้นดู เพราะนั่นคือมุมที่เราเผยความอ่อนแอออกมาแล้ว</p>



<p><strong>เพลงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้วินได้เรียนรู้ว่ากำลังโตขึ้นรึเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ เราให้ทั้งอัลบั้ม ‘Supervillain’ เลย อย่างที่บอกไปว่าเราเขียนอัลบั้มนั้นเพื่อฮีลตัวเองด้วย ตอนนั้นมันมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งปัญหาส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ใดๆ บวกกับตอนนั้นคือช่วงที่เรียนจบมา แถมยังลาออกจากงานพอดี&nbsp; ช่วงนั้นรู้สึกว่าชีวิตถาโถมมากเลย เราก็เลยทำอัลบั้มนี้เพื่อสะท้อนตัวเอง ทำให้เราได้ทำความเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วก็ฮีลตัวเองไปในเวลาเดียวกัน</p>



<p><strong>เพราะถึงช่วงวัยเบญจเพสด้วยรึเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ๆ อายุ 25 เลย เราไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมถึงต้องเป็นตัวเลขนี้ หรือว่าเบญจเพสเป็นจุดเช็กพอยต์ของมนุษย์เหรอ หรืออาจจะเป็น Quarter Life Crisis ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของจริง โคตรมันอะ ชีวิตตอนนั้น ก็เลยได้เพลงมาเยอะเลย (หัวเราะ)</p>



<p>หลังจากจบอัลบั้มนั้นก็ได้ทำคอนเสิร์ตเล็กๆ ชื่อ ‘V for VARIS’ พอดี เหมือนเวลาพาเราไปเจอสิ่งที่ใช่เองมั้ง แต่ ณ เวลานั้นเราเองก็คงไม่รู้หรอก คิดแค่ว่า ‘เชี่ย ทำไมชีวิตวุ่นวายจังวะ’ แต่ว่าพอมองย้อนกลับไปมันก็คงถูกแล้วล่ะที่เป็นแบบนั้น มันคงมีการเดินทางบางอย่างที่พาเราให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เป็นคนที่รักตัวเอง และรู้จักตัวเองมากขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182579" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>รักตัวเองของวินตอนนี้เป็นยังไง</strong></p>



<p>เราว่าความหมายและเนื้อหาของมันคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ แต่ถ้าให้นึกสิ่งที่ยึดเป็นหลัก คือเอาใจเราไว้ก่อน เราต้องเอาตัวเองไว้ก่อน​โดยที่ไม่เบียดเบียนคนอื่นนะ ต้องนึกถึงตัวเองให้มากๆ แคร์จิตใจตัวเองให้มากๆ เพราะว่าสุดท้ายคนที่อยู่กับเราก็คือเรา ต้องกลับมาให้ความสำคัญตัวเองที่สุด</p>



<p><strong>วินเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลายมาก ก่อนจะมาเป็นศิลปินเคยทำอะไรมาบ้าง&nbsp;</strong></p>



<p>เมื่อก่อนก็มีช่วงชีวิตที่เคยทำงานประจำ แต่ก็ลาออกมาแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นทำงานเป็น Sound Engineer อยู่เกือบๆ สองปี เนื้องานที่เราต้องทำก็คืออัดเสียงนักพากษ์ไทยให้ตรงกับเสียงในหนังต่างชาติ และแก้ไขเสียงพูดของนักพากษ์ให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุด ตอนนั้นอยากมีรายได้เป็นของตัวเอง ความเด็กจบใหม่ไฟแรงอยากสร้างเนื้อสร้างตัวเราว่าทุกคนก็คงเป็นแหละ</p>



<p><strong>สิ่งนี้ยากกว่าการทำเพลงไหม</strong></p>



<p>เราว่าคนละอย่างเลย มันใช้สกิลพื้นฐานคล้ายๆ กันกับเรื่องโปรแกรม แต่ว่าสุดท้ายเรื่องวิธีคิด เซนส์มันต่างกัน การที่เราไปทำสิ่งนั้นมาก็ทำให้เราได้สกิลติดตัวบางอย่างมาทำเพลงนะ อย่างการทำ MV เราจะซีเรียสมากเรื่องซิงค์ปาก เพราะเราทำหนังพากษ์มา อะไรแบบนี้มันก็จะมีติดมาอยู่</p>



<p><strong>จุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าอยากออกจากงานประจำมาทำดนตรีแบบสุดตัว</strong></p>



<p>สำหรับเรามันคือจุดที่เริ่มรู้สึกว่าเราไม่ได้อยากทำงานประจำตลอดไป เหมือนเรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เรารักจะทำมันจริงๆ คืออะไร ก็คือการทำเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ อะไรแบบนี้ ก็มานึกได้ว่าเราไม่มีเวลาให้มันมากพอ เราก็เลยจัดระเบียบชีวิตใหม่หมด สุดท้ายก็เลยตัดสินใจตัดงานประจำออกไป</p>



<p>ตอนนั้นก็กลัวตัวเองจะไม่มีกินเหมือนกันนะ (หัวเราะ) แต่พอทุกวันนี้ชีวิตเราต้องกำหนดว่าเป็นฟรีแลนซ์ปุ๊บ เรื่องนิสัยก็เปลี่ยนไปเยอะเพราะต้องมีวินัยมากขึ้น ต้องมีระเบียบมากขึ้น เพื่อจัดการชีวิตเราให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งเรื่องเงิน พลังงาน ความรู้สึกของเรา เรื่องตารางเวลาชีวิตต่างๆ เพราะถ้าเราไม่มีวินัย ไม่มีระเบียบ ชีวิตก็จะเละเทะได้เหมือนกัน</p>



<p><strong>วินรวมตัวกับเพื่อนในวง VARIS ได้ยังไง</strong></p>



<p>ตั้งแต่ตอนเรียนมหา’ลัยเลย ด้วยความที่เราเรียนดุริยางค์มันก็มีสังคมคนทำดนตรี ตอนปี 2 &#8211; 3 ก็เหมือนมีรุ่นพี่กำลังจะไปเล่นงานข้างนอกกับแก๊งเพื่อนๆ ตอนนั้นเราก็มีเพลงของตัวเองประมาณหนึ่ง เขาชวนเราไปเล่นด้วยก็เลยต้องหาวงแบ็กอัปเพิ่ม เริ่มฟอร์มทีมชวนเพื่อนๆ ชวนคนรู้จักกันมา มือกลองกับมือกีตาร์ก็คือเล่นร้านด้วยกันปกติมาก่อนแล้ว ส่วนมือคีย์บอร์ดเป็นเพื่อนในแก๊งเดียวกันที่มาเพิ่มค่อยๆ มารวมตัวกัน แล้วก็กลายเป็นวงนี้ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นวงนี้อยู่ มีเปลี่ยนมือเบสไปทีหนึ่ง แล้วก็เพิ่มมือทรัมเป็ตมา เรียกว่าไม่เคยขาดกัน</p>



<p>เรารู้สึกขอบคุณเพื่อนๆ มากนะ ดีใจมากๆ จากเมื่อก่อนที่เป็นเด็กมหา’ลัยอยู่หอ กินเหล้าเข้าเรียนทำโปรเจกส่งอาจารย์ แต่ทุกวันนี้เราโตเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินกัน จากวันนั้นถึงวันนี้เราเปลี่ยนไปเยอะ แต่เพื่อนกลุ่มนี้ก็ยังอยู่ เราว่าเป็นความโชคดีแล้วกัน เหมือนชีวิตเรามันไปด้วยกันได้</p>



<p><strong>มีปัญหากับเพื่อนบ้างไหมตอนที่ตัดสินใจมาเป็นศิลปินเดี่ยว</strong></p>



<p>เราคุยสิ่งนี้กันหลายครั้งมาก ถึงแม้ว่าจุดยืนของ VARIS จะชัดเจนขึ้นว่า เป็นศิลปินเดี่ยว เป็นโปรดิวเซอร์ แต่เราว่าสุดท้าย VARIS ก็จะมีแก๊งของเขาเหมือนกัน เราไม่ได้ทรีตเขาเป็นแบ็กอัปอย่างเดียว พวกเขาคือหมู่มวล คือพลังงานของเรา แล้วทุกคนก็เข้าใจสิ่งนี้ ประจวบเหมาะที่เราก็เป็นเพื่อนกันจริงๆ เพื่อนในวง VARIS ก็คือเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตเราแล้ว (หัวเราะ) เรารู้กันว่าสิ่งนี้ก็คือการทำงาน ในขณะเดียวกันเราก็รู้ว่าเราเป็นเพื่อนกัน ก็ต้องหาจุดบาลานซ์ความพอดีกันไปเรื่อยๆ ถ้าชีวิตเราจะดำเนินต่อไปพร้อมๆ กัน แต่เรียกได้ว่าเราเองก็โชคดีแล้วกันที่มีเพื่อนที่พร้อมจะลุยไปกับเรา ขอบคุณนะเพื่อน (ยิ้ม)</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘Zoned Out’ หลุดกรอบอารมณ์ไปกับเสียงดนตรี</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182580" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-left"><strong>คิดว่าตัวเองเนิร์ดดนตรีไหม</strong></p>



<p>(วินหลุดยิ้ม เหมือนจะอ้าปากบอกว่าไม่ แต่สุดท้ายก็แพ้เสียงในหัว) ก็ได้ ยอมรับว่าเนิร์ด (หัวเราะ) อาจจะด้วยความที่เราเป็นเด็กดนตรีด้วยมั้ง เราว่าข้อแตกต่างระหว่างคนเรียนดนตรีกับคนไม่เรียนดนตรีอย่างเดียวไม่ใช่ว่าทำเป็นหรือไม่เป็น แต่เรามีเครื่องมือสื่อสารมากแค่ไหนต่างหาก เราอาจจะมีเครื่องมือในการสื่อสารได้มากกว่าคนที่ไม่เรียนดนตรี มันให้ความสะดวกละกัน เวลาเราอยากให้เพลงตรงนี้เป็นแบบนี้ เราก็พูดศัพท์อะไรสักอย่างขึ้นมา เรากับเพื่อนก็เก็ทกัน</p>



<p><strong>ยกตัวอย่างได้ไหม&nbsp;</strong></p>



<p>อย่างเช่นเวลาเราสื่อสารกับเพื่อน เราก็จะรู้กันว่ามันเรียกว่าอะไร เช่น ขอแบบ Attack ไวๆ หรือแบบปล่อย Release ยาวๆ อะไรแบบนี้ งงไหม (หัวเราะ) มันก็จะมีคำที่เราพูดกันแล้วก็จะเก็ทว่ามันคือเสียงอะไร หน้าตาแบบไหน แต่เอาจริงๆ ไหม การรู้ทฤษฏีดนตรี การได้เรียนรู้ผ่านระบบการศึกษาดนตรีมา พอถึงเวลาทำงานจริงๆ มันก็มีหลายอย่างนะที่เราต้องแก้ไขหน้างานเหมือนกัน เราก็ต้องเรียนรู้ว่าบางอย่าง มันก็ไม่ได้เป็นแบบแผนขนาดนั้นว่ะ บางอย่างมันใช้ใจกว่านั้นว่ะ ก็ต้องเรียนรู้กันไป</p>



<p><strong>คิดว่าเพราะอะไรที่ทำให้หลงใหลกับดนตรีได้นานขนาดนี้</strong></p>



<p>โห โคตรยาก (นิ่งคิด) เราว่าพอมันมาถึงจุดนี้มันเป็นความรักในดนตรีไปแล้วว่ะ มันเหมือนเรารักอะไรสักอย่าง ก็จะมีช่วงแรกๆ เราอาจจะหลงใหลมันด้วยความหวือหวา ด้วยความสนุก แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็จะทำให้ได้เจอช่วงเวลายากๆ ได้เห็นสิ่งที่ไม่ดี ได้เห็นด้านมืดของมัน แต่พอเราผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ แล้วเรายังอยู่กับมันอยู่ มันก็คือการพิสูจน์ความรักในดนตรีอย่างหนึ่งเลยนะ อันนี้เปรียบเทียบเหมือนคล้ายๆ กับมีแฟนเลย เราว่าที่ทุกวันนี้มันยังอยู่ในชีวิตของเราอยู่เพราะว่าเรารักมัน เรามองมันเป็นคู่ชีวิตไปแล้ว คู่ชีวิตที่มีชื่อว่าดนตรี คู่ชีวิตที่ไม่มีอะไรมาแทน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182581" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>กระบวนการทำเพลงของวินเริ่มจากอะไรยังไง</strong></p>



<p>เริ่มจากมีไอเดียตั้งต้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อร้อง ดนตรี หรือทำนองต้องมีไอเดียตั้งต้นหมดเลย แต่ก็แล้วแต่ช่วงที่คิดได้นะ ถ้าอย่างตัวเราเองจะชอบเริ่มจากทำนองก่อน เพราะสำหรับเรามันสำคัญ เรารู้สึกเนื้อเพลงก็สำคัญนะ แต่สิ่งที่ทำให้คนจำเนื้อเพลงก็คือทำนองที่เอาเนื้อเพลงนั้นเข้าไปใส่ ทำนองก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้คนจำที่สุด</p>



<p><strong>แล้วทุกครั้งที่วินคิดไอเดียตั้งต้น เริ่มจากตัวเองหรือรอบข้างมากกว่ากัน</strong></p>



<p>ส่วนใหญ่มาจากเรื่องที่เราอินนะ เราว่าคนเขียนเพลงทุกคนจะเขียนจากเรื่องที่เราอินเป็นส่วนใหญ่ อย่างเราถ้าเรารู้สึก เราก็จะแต่งเพลงออกมาได้ง่ายกว่า พวกเรื่องใกล้ตัว เรื่องความรู้สึกต่างๆ ที่มันกระวนกระวายในใจเรา อัดอั้น เราก็รู้สึกว่าการเขียนเพลงเหล่านี้ออกมา มันก็เป็นเหมือนการระบาย และสรุปเพื่อทำความเข้าใจมันเหมือนกัน</p>



<p><strong>นิยามแนวเพลงตัวเองไว้ว่ายังไง</strong></p>



<p>เราเลิกคิดสิ่งนี้ไปนานมากแล้ว เอาจริงมันคือแนวอะไรก็ได้ที่เราชอบเลยเว้ย เท่านั้นเลย แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เริ่มจับทางได้ว่า VARIS ก็คงเป็นแนวเพลงที่พื้นฐานมาจากเพลงร็อก แต่ว่าก็จะมีแนวของอิเล็กทรอนิกส์, อาร์แอนด์บี, ฮิปฮอปแล้วก็โฟล์กผสมลงไปบ้าง แต่เราว่าหลักๆ มันคือเพลงอีโมที่ดนตรีแปลกหน่อยเท่านั้นแหละ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราพยายามจะทำนะ แต่ไม่ได้นิยามเหมือนกัน</p>



<p><strong>ชอบพาร์ตไหนมากที่สุดในการทำดนตรี</strong></p>



<p>ชอบพาร์ตไหนสุดเหรอ เราก็ยังชอบการเป็นศิลปินที่สุดอยู่ดีนะ ชอบการเล่นร้องเพลงตัวเอง ชอบเพอร์ฟอร์มเพลงตัวเอง การเชื่อมต่อกับผู้คน เพราะเวลาเล่นสดเราให้ความสำคัญมากนะ เพราะว่าเราต้องคุยกับคนดู เชื่อมต่อกับคนดูผ่านตัวเรา ผ่านวงเรา ผ่านดนตรีที่เราเล่นออกมา เราให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นที่สุด เราเลยรู้สึกว่าด้านที่ชอบที่สุดก็อาจจะเป็นด้านนี้แหละ</p>



<p><strong>เราเคยได้ยินวินพูดตอนเล่นสด ณ ร้านแห่งหนึ่งว่า “งานนี้เป็นงานเดียวของผมทั้งเดือนเลย ผมจะใส่ให้เต็มที่” วินรู้สึกอะไรอยู่ตอนนั้น</strong></p>



<p>ตอนนั้นคงคิดประมาณว่าผิดหวังในตัวเองที่คนมองไม่เห็นมากแหละมั้ง คนไม่ชอบเพลงเรารึเปล่า ทำไมไม่โดนจ้าง แต่สำหรับเราตอนนี้ก็ค่อนข้างก้าวข้ามมันไปได้แล้วล่ะ แต่ก่อนในวัยที่อายุน้อยกว่านี้ก็มีนอยด์อยู่บ้าง แต่สิ่งที่เรียนรู้ได้ตอนนี้คืองานเยอะน้อยอาจจะไม่สำคัญเท่าว่าเราทำงานนั้นๆ ให้เต็มที่และมีความหมายขึ้นได้แค่ไหน ถ้างานเราเยอะขึ้น เราก็หวังว่าเราจะคงคุณภาพไว้ได้เท่าเดิมเหมือนกัน</p>



<p>และสิ่งสำคัญสำหรับเราคือการสื่อสาร ความจริงใจ และเรื่องในใจที่เรานั้นแสดงออกมาเป็นสิ่งสำคัญ เราพยายามเขียนเพลงอีโมออกมาเพื่อเอาด้านที่เราอ่อนแอออกมาโชว์ และบอกกับทุกคนว่าเราก็เป็นสิ่งนี้เหมือนกันนะ เราเป็นตัวเองได้ อ่อนแอได้ อ่อนแอเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้นในสักวันหนึ่ง แล้วมันไม่เป็นไรเลย เราก็มนุษย์เหมือนกัน เราก็ดีลกับปัญหาเหมือนกัน การสื่อสารของเราจะเป็นอะไรประมาณนั้นที่เราอยากให้คนได้รับกลับไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182582" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>นอกจากทำเพลงตัวเอง วินก็ทำเพลงให้คนอื่นด้วย อยากรู้ว่าวิธีคิดต่างกันไหม</strong></p>



<p>เวลาเราทำเพลงกับใคร เราให้ความสำคัญกับรากฐานของเขาที่สุด อะไรคือสิ่งที่มนุษย์คนนี้เป็น มนุษย์คนนี้ชอบ เพราะบางทีคนเราทุกคนจะมีสิ่งที่ตัวเองเป็น และสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น เราเลยพยายามหาตรงกลางของสิ่งนั้นกับศิลปินทุกคนที่เราร่วมงาน ว่าเราสามารถทำจุดเชื่อมได้มากแค่ไหน เราจะพยายามทำความรู้จักเขาให้มากที่สุด คุยกับเขาเหมือนนั่งคุยอย่างนี้เลย เวลาเราทำเพลง เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถทำเพลงให้ใครแบบที่เราไม่รู้จักเขาไม่ได้ หนึ่งคือมันจะกลายเป็นเพลง VARIS ไม่ใช่เพลงเขา สองคือเรารู้สึกว่าเราเอาเปรียบเขาไปนิดหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ถ้าหากว่าเราทำเพลงให้ใคร เราจะบอกเขาตลอดว่าเราไม่รู้นะว่าเพลงจะฮิตจะดัง หรือคนชอบมากน้อยแค่ไหน แต่หนึ่งคือผมจะทำให้คุณชอบ สองคือผมจะทำเพลงให้คุณแล้วถ้าหากว่าคุณไปทำงานต่อกับคนอื่น คุณจะรู้จักตัวเองมากขึ้นผ่านเพลง เราพยายามให้เป็นแบบนั้นกับการทำเพลงทุกครั้ง</p>



<p><strong>ความยากง่ายต่างกันยังไง</strong></p>



<p>ถ้าเราเปรียบเทียบการทำเพลงเหมือนการเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง การทำเพลงตัวเองคือการเลี้ยงลูกเรา เราเป็นพ่อแม่ เราเลี้ยงลูกเราก็จะกังวลทุกอย่าง เพราะเราอยู่ใกล้ชิดเขา เราเป็นคนให้กำเนิดเขามา เรารู้จักเขาในมุมที่ลึกซึ้งมากกว่า ตัดกลับมาถ้าหากเราเป็นโปรดิวเซอร์ เหมือนเราเป็นครูที่โรงเรียนให้เด็กคนหนึ่ง เรารักเขาก็จริง เราแคร์เขาก็จริง แต่ว่าเราไม่ได้มีสิทธิ์ทุกอย่าง หรือเราไม่ได้มองในมุมลึกเพราะเราไม่ได้อยู่กับเด็กคนนี้ที่บ้าน เรามองอย่างนั้นนะ</p>



<p>ข้อดีเวลาทำเพลงให้คนอื่น เราจะสามารถมองในมุมที่กว้างออกมาได้ เราสามารถเห็นภาพรวมได้ คงเพราะอะไรแบบนี้ที่เวลาทำเพลงตัวเองเราจะจมมากๆ บางทีเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเริ่มคุยกับคนอื่นให้มากขึ้นเหมือนกันนะ เพื่อที่จะสะท้อนในมุมกว้างของเราออกมาให้เราได้เห็นบ้าง เหมือนเวลาเราลงหลุมไปลึกๆ บางทีก็มองไม่เห็นว่าข้างบนหลุมหน้าตาเป็นยังไง สำหรับเราก็ยากอยู่เหมือนกันนะ</p>



<p><strong>คำว่า ‘ศิลปิน’ วินนิยามไว้ว่าอะไร</strong></p>



<p>(หัวเราะ) โห ยากจัง ศิลปินเหรอ คิดแป๊บนะ (เงียบไปพักหนึ่ง) ศิลปินสำหรับก็คงนิยามว่าเป็นคนที่สะท้อนอะไรบางอย่างออกมาในงานละกัน สร้างอะไรบางอย่าง สะท้อนอะไรบางอย่างออกมาในชิ้นงาน ในผลงาน ตอบกว้างๆ ไว้ก่อนแล้วกัน (หัวเราะ) เพราะว่าศิลปินแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนะ บางคนก็ทำเบื้องหลังมากกว่า บางคนก็เพอร์ฟอร์มออกมาได้โดดเด่นมากกว่า มันก็นิยามยาก แต่สำหรับเรา เราว่ามันคือคนที่แบบสะท้อนอะไรบางอย่างออกมาผ่านตัวตนของเขา หรือสารที่เขาต้องการจะสื่อ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘IN TIME’ ช่วงเวลานี้ เป็นยังไงบ้างแล้ว</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182583" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จากศิลปินอิสระมาอยู่ค่าย คิดว่าตัวเองจะเสียตัวตนไหม</strong></p>



<p>ไอ้หนุ่มคนนี้มีค่ายแล้วเว้ย! (หัวเราะ) สำหรับเราคิดว่าไม่เสียตัวตนนะ เรียกว่าตอนนี้เรามีแรงซัพพอร์ตที่มากขึ้นในด้านกำลังการโปรโมต หรือรายละเอียดที่เราไม่รู้ ในเวลาเดียวกันเราก็มีคนที่สามารถช่วยมองในมุมที่หลากหลายมากขึ้น มีคนมองมุมกว้างให้เราได้มากขึ้น แล้วเราก็เชื่อในเรื่องการทำงานเป็นทีมมากกว่าการทำงานคนเดียว เวลามีทีมก็จะเหนื่อยน้อยลง แต่เราก็ต้องไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น การสื่อสารความต้องการของเรา การทำงานกับคนอื่นที่ต้องเจอกับผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น</p>



<p><strong>ในฐานะที่เป็นศิลปินมาหลายปี เคยเจอเรื่องผิดหวังของตัวเองที่สุดไหม</strong></p>



<p>สิ่งที่เราผิดหวังในตัวเองที่สุดอาจจะเป็นเรื่องที่เราใส่ใจกับปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับเรามากเกินไป เราว่าศิลปินทุกคนน่าจะเจอ เรื่องที่บางทีเราทำเพลงแบบนี้ เชี่ย กลัวคนฟังน้อย กลัวยอดไม่เยอะ คนจะเก็ตไหม แล้วคนนี้จะชอบไหม เพจนี้เขาจะลงให้เราไหม มันเละเทะมากเลย</p>



<p><strong>&nbsp;อยากกลับไปแก้ไขอะไรไหม</strong></p>



<p>(เงียบไปสักพัก) ถ้ามองย้อนกลับไปเราอาจจะอยากกล้าคิดกล้าทำมากกว่านี้ โดยนิสัยเราเป็นคนคิดเยอะ คิดลึกอยู่แล้ว บางทีเวลาเราอยู่กับสิ่งนี้มากเกินเราก็จะจมไปกับมัน มันเหมือนได้ยินเสียงนี้เล่นซ้ำๆ ในหัวตลอดเวลา เรื่องบางเรื่องการฟังคอมเมนต์มันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่การกังวลมากเกินก็ไม่ได้ก่อให้เกิดอะไร บางทีมันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเสียดายเวลาจัง เสียดายแรงที่เราเอาไปลงกับอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเรา มันหมดพลังงานมากเลยนะ</p>



<p><strong>แล้ววินผ่านมาได้ยังไง</strong></p>



<p>จะเรียกว่าผ่านมาได้ก็ไม่เชิง เพราะถึงผ่านมาแล้ว แต่ว่ามันก็ไม่หายไปไหน สิ่งเหล่านั้นมันก็จะยังอยู่ แต่เราเลือกที่จะเรียนรู้และอยู่กับมัน เรียนรู้ที่จะช่างแม่งได้มากขึ้น เรียนรู้ที่จะหันกลับมามองตัวเองดีกว่า&nbsp;</p>



<p>ถ้าหากว่าถามอีกว่าเริ่มเปลี่ยนได้ตั้งแต่ตอนไหน คือตอนที่รู้ตัวว่า ‘ไอเชี่ย เหนื่อยว่ะ’ เหมือนรู้ตัวอีกทีมันไม่มีแรงไปทำอะไรแล้ว ไม่มีแรงไปคิดอะไรเลย เพราะเราใช้หัวสมองใช้ใจเราอยู่กับสิ่งนั้นที่ไม่เกี่ยวกับเรามากเกินไป พลังงานใจมันเป็นทรัพยากรหนึ่งเลยนะ ถ้าหากเราจัดการมันไม่เป็น การจะไปทำอย่างอื่นมันยากมาก เพราะมันจะหมดแรงซะก่อน&nbsp;</p>



<p>เราก็คงสอนใครไม่ได้เหมือนกันตอนนี้ เพราะเราก็ยังต้องเผชิญมันเหมือนกัน (หัวเราะ) เราว่าคนที่เป็นศิลปินหรือใครก็ตามที่ทำงานศิลปะที่ต้องใช้ใจ ไม่ว่าในแขนงไหนแม่งเป็นหมด เราว่าสิ่งที่ช่วยได้ คือการเรียนรู้ที่จะช่างแม่งแล้วก็หันมามองคนใกล้ตัวให้เยอะๆ เรามีครอบครัว เรามีแฟน เรามีเพื่อนๆ ที่ดี เรารู้สึกว่ากลับมาสร้างพลังงานดีๆ รอบตัวกันดีกว่า</p>



<p><strong>อะไรเป็นตัวยืนยันที่ทำให้คิดว่า ‘มาถูกทางแล้ว’ ในเส้นทางศิลปิน</strong></p>



<p>(นิ่งคิด) เราว่าเรื่องความรักว่ะ เรื่องใจที่รักเป็นหลักเลย พอเรารู้ตัวว่าเรารักมัน ทุกอย่างก็จะเป็นไปโดยธรรมชาติเอง เวลาเราจะกินจะนอนเราก็นึกถึงสิ่งนี้ นึกถึงเพลง นึกถึงผลงานที่เราอยากจะทำ อะไรที่เราอยากจะแสดงออกมา มันกินพื้นที่ในใจเราไปเยอะเหมือนกันนะ อะไรอย่างนั้นแหละมั้ง มันคงเป็นความรัก อ้าว แสตมป์มาเฉย (หัวเราะ)</p>



<p><strong>แล้วตอนนี้อยาก Feat. กับใครมากที่สุด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ</strong></p>



<p>เฮ้ย! (ตบเข่าฉาด) ถ้าในไทยชีวิตนี้อยากทำเพลงกับพี่ ‘เป้ อารักษ์’ สักครั้งหนึ่ง แล้วก็ ‘Plastic Plastic’ ถ้าพี่เป้เป็นเพราะเราชอบเขา เราชอบสไตล์และภาพรวมความเป็นศิลปินของเขา เรารู้สึกว่าเขาเท่เว้ย เรามองเขาเป็นไอดอลคนหนึ่ง มีอัลบั้มที่เราชอบของเขามาก อัลบั้มชื่อ ‘Aragochina’ เหมือนเป็นพี่เป้เวอร์ชันที่ย่อยออกมาให้พ็อปแล้ว แต่ในเวลาเดียวกันสไตล์เพลงเขาก็ยังจัดมากอยู่ดี ส่วน Plastic Plastic นี่เรายกเขาให้เป็นศาสดาเลย (ยกมือไหว้) ชื่นชมพี่ป้องกับพี่เปรมเพราะเขาเก่งมาก แล้วเหมือนเพลงของพวกเขาซ่อนรายละเอียดทางดนตรีไว้เยอะมาก โดยที่เราไม่รู้ว่าพี่เขารู้ตัวรึเปล่าด้วยนะ แต่ว่างานที่เขาทำออกมามันเจ๋งมาก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182584" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แล้วในจุดยืนที่เราทำงานศิลปะ เราจะช่วยเหลือคนยังไงได้บ้างในเรื่องนี้</strong></p>



<p>ในมุมเรา วงการศิลปะทุกวันนี้ภาพรวมทุกคนก็ช่วยกันมากๆ แล้วนะ พื้นที่ Livehouse ก็มีเยอะมากขึ้นแล้ว เราว่าก็ช่วยกันผลักดันให้มีอยู่ต่อไปละกัน ถ้ามันไม่มีคนทำอะไรสักอย่างแล้ว เราว่าจุดนั้นคงน่าเศร้ามากๆ เลย แต่ถ้ายังมีคนทำอยู่ ในวันหนึ่งก็มีสิทธิ์เติบโตได้สักวันอยู่ดี อย่าหยุดทำ อย่ายอมแพ้ คงเป็นอะไรแบบนั้น</p>



<p><strong>คิดเห็นยังไงกับอาชีพศิลปินในไทย</strong></p>



<p>โห ต่างกันเยอะ เราว่าในไทยถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ก็อาจจะรู้กันว่าวงการบันเทิงจะสอดคล้องกันกับวงการดนตรี และยังไม่ได้เป็นที่ถูกผลักดันในวัฒนธรรมเราขนาดนั้น วัฒนธรรมคนไทยเราไม่ได้สอดคล้องไปกับการทำงานศิลปะที่หลากหลาย แล้วเมื่อก่อนเราเองก็อาจจะพยายามปฏิเสธสิ่งนี้ แต่เอาตรงๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะในไทยมีพื้นที่ให้คนทำงานน้อยกว่าต่างประเทศอยู่แล้ว แต่ว่าก็ร่วมกันพัฒนากันไปแหละ เพราะว่านี่ก็บ้านกูอะ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182585" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในฐานะที่ตัวเองเป็นศิลปิน อยากเห็นตัวเองไปถึงจุดไหน</strong></p>



<p>ณ จุดนี้มันผูกกับชีวิตเรามากจนไม่ได้ตั้งเป้าว่าเราจะต้องไปถึงตรงไหนถึงจะเรียกว่าสำเร็จ ถ้า VARIS โตขึ้นไป ก็จะโตไปพร้อมกับเราเหมือนมนุษย์คนหนึ่งนี่แหละ เราก็วางตัวตน VARIS เป็นเหมือนตัวเราที่เรียนรู้กับชีวิตมนุษย์ไป ถ้าเมื่อก่อนก็คงพยายามแยกจากกัน แต่ตอนนี้ก็คงรู้สึกว่าถ้าจะอยู่ด้วยกันได้ยาวๆ มึงกับกูก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้แล้วแหละ! (หัวเราะ)</p>



<p><strong>แล้วคิดว่าตัวเองจะไปไกลถึงต่างประเทศไหม</strong></p>



<p>เรียกว่าอยากสื่อสารกับคนให้กว้างที่สุด มากที่สุด เราอยากเจอคนที่เขาชอบอะไรเหมือนเรา คิดเหมือนเราผ่านบทเพลง ซึ่งคนเหล่านั้นก็คงไม่ได้อยู่แค่ในไทยหรอก จะซีกมุมไหนของโลกก็ได้ขอแค่ให้เพลงเราไปถึง</p>



<p><strong>จากช่วงเวลาที่ผ่านมาบนเส้นทางศิลปิน ให้บทเรียนอะไรกับวินบ้าง ขอ 1 ประโยค</strong></p>



<p>ดันพูดเยอะซะด้วย (หัวเราะ) สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือความจริงใจและความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่น เพราะเราคิดว่ามันจะเป็นตัวเชื่อมไปสู่อะไรที่ดีได้ ถ้าทุกคนจริงใจและซื่อสัตย์ต่อกัน จะสามารถสร้างอะไรดีๆ ได้อีกเยอะเลย ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต อ้าว ดันยาวซะงั้น</p>



<p><strong>คิดว่าอะไรคือเอกลักษณ์ VARIS ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไป</strong></p>



<p>เอาจริงๆ เอกลักษณ์ของ VARIS คืออะไรเราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะบางทีก็เป็นเรื่องของมุมมองของคนข้างนอกด้วยเนอะ แต่ว่าเราสิ่งที่จะไม่หายไปจากเพลง VARIS เลยคือความเป็นตัวเราแล้วกัน ความเป็นตัววินคนนี้ เรื่องทัศนคติของเรา ความรักในดนตรีของเรา รักที่จะสื่อสาร พร้อมที่จะอยู่ข้างๆ ทุกคน อ่อนแอไปพร้อมๆ กัน สิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันหายไปจากเพลง VARIS ครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182586" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คำถามสุดท้าย ถ้าวันหนึ่งมีคนมาถามว่า “VARIS คือใคร” จะตอบเขาว่าอะไร</strong></p>



<p>(หัวเราะ) เคยมีคนพูดแบบนั้นกับเรานะ ตอนนั้นเรานั่งอยู่ในบูธงานที่หนึ่ง แล้วก็มีคนเดินผ่านมาชี้แผ่นเพลงเราแล้วถามว่า “อันนี้แผ่นใครอะ” เราก็ตอบไปว่า อ๋อ VARIS ครับ แล้วเขาก็พูดกลับมาว่า “ใครอะ ไม่รู้จัก” แล้วจากนั้นเขาก็โดนแฟนลากไปดูอีกวงเลย ทิ้งเราให้งงตรงนั้น เราก็ขำเหมือนกัน</p>



<p><strong>ลองชวนให้เขามารู้จักสักหน่อย</strong></p>



<p>สวัสดีครับเราคือ VARIS นะครับ ชื่อจริงชื่อวริศ ชื่อเล่นชื่อวิน เราทำเพลง และเราเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าอยากเป็นเพื่อนกันก็ลองมาฟังเพลงเราดูครับ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/varis-sony-music/">‘VARIS’ ศิลปินเนิร์ดดนตรีนอกกรอบ หลงใหลท่วงทำนองชนิดที่ can’t let u go</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘กอฟแกฟแบมโชว์’ ละครเวทีตามสั่งคนดูที่พร้อมเสิร์ฟความขำจนน้ำตาไหล จากคณะละคร ‘โยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/gofgaf-bam-show-theatre/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Aug 2025 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[กอฟแกฟแบมโชว์]]></category>
		<category><![CDATA[โยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182547</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘กอฟแกฟแบมโชว์’ ละครเวทีตามสั่งคนดูที่พร้อมเสิร์ฟความขำจนน้ำตาไหล น้ำตานอง น้ำตาเถร แฮร่! จากคณะละคร ‘โยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์’ นี่ละครเวที หรือเมนูร้านตามสั่ง! ใครจะไปคิดว่าจะมีละครที่คนดูอย่างเราสั่งได้จริงๆ ผ่านโพสต์อิตใบเดียวที่สามารถเสกให้ละครเรื่องนี้เป็นแบบไหนก็ได้ จะสุข เศร้า หรือขนหัวลุก หรือแม้กระทั่งอยากจะให้ตัวละครพูดอะไรก็ยังทำได้เลย ว่าแล้วก็เจ๋งใช่มั้ยล่ะ?&#160; “เราทำได้ดีแล้วรึยังนะ?”&#160; เป็นประโยคคำถามที่ฮุกใส่หน้าเราหลังจากที่ได้รับชม ‘กอฟแกฟแบมโชว์’ ละครเวทีโรงเล็กจาก ‘คณะละครโยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์’ เราเชื่อว่าใครหลายๆ คนในระหว่างที่กำลังสู้อยู่บนเส้นทางชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นใครรับบทเป็นอะไรอยู่ก็ตาม คงมีบางช่วงที่คำถามนี้เกิดขึ้นมาแน่นอน ทุกวันนี้บนโลกที่ทุกอย่างหมุนไวเกินไปจนบางทีเราเองก็หมุนตามโลกไม่ทัน เพราะเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่มักจะมีหลายสิ่งให้เราหยิบจับจนล้นมือมากไป อีกทั้งยังต้องคุมสภาพจิตให้ไม่ซึมเศร้าจนผมร่วงซะก่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้บางทีก็ทำให้เราเหนื่อยล้าเกินไป จนสุดท้ายทุกอย่างก็พังไม่เป็นชิ้นดี กลายเป็นโทษตัวเองว่าเราทำได้ไม่พอ จนเกิดการตั้งคำถามบ่อยครั้งว่า “เราทำได้ดีแล้วรึยังนะ?”&#160; แต่ตลกคาเฟ่เรื่อง ‘กอฟแกฟแบมโชว์’ อาจจะพาเราผ่อนใจได้มากกว่าที่คิด นอกจากจะพาเราไปพบกับมุกตลกฮาๆ แถมยังพาคุณปลดล็อกเสียงฮือๆ ในใจโดยไม่รู้ตัวถ้าหากคุณได้รับชม ด้วยความที่เราตั้งใจมาดูแต่ไม่คาดหวัง คิดว่าคงเป็นโชว์ตลกคาเฟ่ธรรมดา เพราะบนโปสเตอร์เรื่องย่อก็ไม่มีคำโปรยอธิบายไว้เช่นกันว่าเรื่องนี้จะพาเราไปเจอกับอะไรนอกเหนือซะจาก “กอฟแกฟและแบมแบมสองนักการละครที่พร้อมมาโชว์ไม่ว่าจะเป็น คอเมดี ละครร้อง อิมเมอร์ซีฟ ดรามา น้ำตาไหล น้ำตานอง น้ำตาเอ่อ น้ำตารื้น น้ำตาปริ่ม น้ำตาเถร ซังทรู [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gofgaf-bam-show-theatre/">‘กอฟแกฟแบมโชว์’ ละครเวทีตามสั่งคนดูที่พร้อมเสิร์ฟความขำจนน้ำตาไหล จากคณะละคร ‘โยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>‘กอฟแกฟแบมโชว์’ </strong>ละครเวทีตามสั่งคนดูที่พร้อมเสิร์ฟความขำจนน้ำตาไหล น้ำตานอง น้ำตาเถร แฮร่! จากคณะละคร <strong>‘โยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์’</strong></p>



<p><strong>นี่ละครเวที หรือเมนูร้านตามสั่ง! </strong>ใครจะไปคิดว่าจะมีละครที่คนดูอย่างเราสั่งได้จริงๆ ผ่านโพสต์อิตใบเดียวที่สามารถเสกให้ละครเรื่องนี้เป็นแบบไหนก็ได้ จะสุข เศร้า หรือขนหัวลุก หรือแม้กระทั่งอยากจะให้ตัวละครพูดอะไรก็ยังทำได้เลย ว่าแล้วก็เจ๋งใช่มั้ยล่ะ?&nbsp;</p>



<p><strong>“เราทำได้ดีแล้วรึยังนะ?”</strong>&nbsp;</p>



<p>เป็นประโยคคำถามที่ฮุกใส่หน้าเราหลังจากที่ได้รับชม <strong>‘กอฟแกฟแบมโชว์’</strong> ละครเวทีโรงเล็กจาก<strong> ‘คณะละครโยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์’ </strong>เราเชื่อว่าใครหลายๆ คนในระหว่างที่กำลังสู้อยู่บนเส้นทางชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นใครรับบทเป็นอะไรอยู่ก็ตาม คงมีบางช่วงที่คำถามนี้เกิดขึ้นมาแน่นอน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-19-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182550" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-19-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-19-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-19-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-19-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/1-19.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ทุกวันนี้บนโลกที่ทุกอย่างหมุนไวเกินไปจนบางทีเราเองก็หมุนตามโลกไม่ทัน เพราะเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่มักจะมีหลายสิ่งให้เราหยิบจับจนล้นมือมากไป อีกทั้งยังต้องคุมสภาพจิตให้ไม่ซึมเศร้าจนผมร่วงซะก่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้บางทีก็ทำให้เราเหนื่อยล้าเกินไป จนสุดท้ายทุกอย่างก็พังไม่เป็นชิ้นดี กลายเป็นโทษตัวเองว่าเราทำได้ไม่พอ จนเกิดการตั้งคำถามบ่อยครั้งว่า <strong>“เราทำได้ดีแล้วรึยังนะ?”</strong>&nbsp;</p>



<p>แต่ตลกคาเฟ่เรื่อง <strong>‘กอฟแกฟแบมโชว์’ </strong>อาจจะพาเราผ่อนใจได้มากกว่าที่คิด นอกจากจะพาเราไปพบกับมุกตลกฮาๆ แถมยังพาคุณปลดล็อกเสียงฮือๆ ในใจโดยไม่รู้ตัวถ้าหากคุณได้รับชม</p>



<p>ด้วยความที่เราตั้งใจมาดูแต่ไม่คาดหวัง คิดว่าคงเป็นโชว์ตลกคาเฟ่ธรรมดา เพราะบนโปสเตอร์เรื่องย่อก็ไม่มีคำโปรยอธิบายไว้เช่นกันว่าเรื่องนี้จะพาเราไปเจอกับอะไรนอกเหนือซะจาก</p>



<p><strong><em>“</em></strong><strong><em>กอฟแกฟและแบมแบมสองนักการละครที่พร้อมมาโชว์ไม่ว่าจะเป็น คอเมดี ละครร้อง อิมเมอร์ซีฟ ดรามา น้ำตาไหล น้ำตานอง น้ำตาเอ่อ น้ำตารื้น น้ำตาปริ่ม น้ำตาเถร ซังทรู หรือฌองอะไรตามแต่ใจจะเล่น จะตามสั่งสมปรารถนาหรือไม่ อยากให้ลองมาพิสูจน์ด้วยของตาของตัวคุณเลยเองล่ะค่ะ”</em></strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-19-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182551" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-19-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-19-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-19-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-19-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/2-19.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>“เลยเองล่ะค่ะ”</strong> เราไม่ได้เรียงไวยกรณ์ผิดแต่อย่างใด แต่ในแคปชันมันบอกไว้เช่นนั้นจริงๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจของผู้กำกับอย่าง <strong>‘จิร อังศุธรรมทัต’ </strong>เพราะนอกจากแคปชัน ตลอดทั้งเรื่องหากคุณได้รับชม คุณจะพบกับการสะกดคำผิด ไวยกรณ์งงๆ การเล่าเรื่องของตัวละครที่สลับคำไปมา คำโน้นผสมคำนี้ แต่พอมารวมๆ กันแล้วดันกลายเป็นเรื่องเล่าได้ซะงั้น พอนั่งดูไปสักพัก ตลกคาเฟ่เรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาซะแล้ว เพราะมันทำให้เกิดการตั้งคำถามเช่นนี้กับเราว่า <strong>“หรือมันไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบกันแน่นะ”</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-20-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182552" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-20-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-20-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-20-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-20-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-20-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-20-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/3-20.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>&nbsp;</strong><strong> </strong>ความน่าสนใจที่ไม่ธรรมดาของละครเรื่องนี้ คือสองตัวละครจะดำเนินเรื่องไปตามคำสั่งผู้ชม (หรือไม่กันแน่) ไม่ว่าจะเป็นฌองการเล่น หรือโพสต์อิตตรงหน้าผู้ชมที่สามารถเขียนคำสั่งและหยิบยื่นให้ตัวละครเล่าเรื่องดำเนินต่อได้ แต่ตัวละครสองตัวนี้ไม่แม้แต่สะดุดตั้งคำถามคำบนโพสต์อิตเสียด้วยซ้ำว่าใครจะเขียนคำอะไรมาให้ พร้อมกับโยงคำพูดเสียงในหัวของผู้ชมที่ละเลงลงไปบนโพสต์อิตให้เป็นเรื่องเป็นราวได้อย่างธรรมชาติซะด้วย (มั้ง) หรือนี่จะเป็นสัญญาณที่ตัวละครนี้บอกว่า <strong>“</strong><strong>เราก็แค่ต้องทำไปก่อน เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นยังไง แค่ต้องทำไปก่อน”</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-19-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182553" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-19-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-19-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-19-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-19-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/4-19.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แต่ใครจะคิดว่าประโยคข้างต้นของบทความอย่าง <strong>“เราทำได้ดีแล้วรึยังนะ?”</strong> จะมาจากสองตัวละครตลกคาเฟ่ เรื่องนี้จึงอาจไม่ได้มีแค่ส่วนฮาๆ ของตัวละครเพียงอย่างเดียว แต่ตัวละครกำลังบอกว่าพวกเขาก็มีส่วนฮือๆ ไม่ต่างจากทุกคน แต่เรื่องราวข้างในจะเป็นยังไง พวกเขาก็รอพวกคุณไปฮาๆ ฮือๆ พร้อมกันกับพวกเขาอยู่นะ</p>



<p>นี่เป็นแค่น้ำจิ้มในละครเวทีเรื่อง<strong>กอฟแกฟแบมโชว์</strong> ที่เราแงะออกมาให้ทุกคนได้เกิดความอยากดูขึ้นมา (หรือไม่อยาก) เพราะละครเรื่องนี้นอกจากจะได้ยินเสียงฮาๆ ที่ได้รับจากการชมละคร หลังดูจบคุณอาจจะรับเสียงฮือๆ กลับบ้านก็ได้ (มั้ง) เพราะถ้าหากต้องนิยามละครเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เราคงตอบไม่ได้เช่นกัน แต่หากให้ยึดคำนิยามตามคำบอกของกอฟแกฟและแบมแบมจากภายในเรื่องเขาเอ่ยไว้ว่า <strong>“ละครเรื่องนี้ไม่ตลก เรื่องนี้ซีเรียส” </strong>ก็ดูจะเป็นไปได้ แต่อยากให้ทุกคนลองมาพิสูจน์คำตอบนี้ด้วยตัวเอง<strong> </strong>อย่างที่คำโปรยแคปชันบนโปสเตอร์เขาบอกไว้</p>



<p><strong>“</strong><strong><em>จะตามสั่งสมปรารถนาหรือไม่ อยากให้ลองมาพิสูจน์ด้วยตาของตัวคุณเลยเองล่ะค่ะ”</em></strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-10-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182554" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-10-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-10-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-10-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/5-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เป็นละครเวทีโรงเล็กอีกเรื่องที่น่าสนใจที่ a day อยากชวนทุกคนตามไปดู เพราะนอกเหนือจากจะได้ผ่อนคลายกับตลกคาเฟ่แบบเบาสมอง บางทีคุณอาจจะได้พบคำตอบแบบเบาใจขึ้นมาก็ได้ แต่ก่อนจะไปดูเราอยากให้คุณเตรียมคำตอบของคำถามนี้ไปด้วยสักนิด</p>



<p><strong><em>“หนึ่ง ทำไมคุณถึงมาดูละครเรื่องนี้”</em></strong></p>



<p><strong><em>“สอง คิดว่าละครเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร”</em></strong></p>



<p>เพราะคำตอบของคุณอาจจะมีค่าจนทำให้ใครบางคนน้ำตาไหล น้ำตานอง น้ำตาเอ่อ น้ำตารื้น น้ำตาปริ่ม น้ำตาเถร แฮร่!</p>



<p>จัดแสดงในวันที่ 28 &#8211; 31 สิงหาคม และ 4 &#8211; 7 กันยายน 2568</p>



<p>เวลา 19:30 น. ณ Fortune Tap Craft Beer (อารียาหมูกระทะ สาขา 2) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่</p>



<p>จองบัตรได้ที่ : <a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe6TyL-KGsjxpDfh8KCGvtrtbaMVlO-MF_DpnHZLVRrDHMDMA/viewform">https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe6TyL-KGsjxpDfh8KCGvtrtbaMVlO-MF_DpnHZLVRrDHMDMA/viewform</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gofgaf-bam-show-theatre/">‘กอฟแกฟแบมโชว์’ ละครเวทีตามสั่งคนดูที่พร้อมเสิร์ฟความขำจนน้ำตาไหล จากคณะละคร ‘โยกย้ายส่ายสะโพกเธียเตอร์’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การกลับมาโคจรของดวงดาว ‘STOONDIO’ The Unseen Star’s Still Here ถึงจะมองไม่เห็น แต่ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/artist-talk-with-stoondio/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 16 Aug 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[stoondio]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182339</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ่ายตรงวันศุกร์ แสงแดดยังไม่ทันพ้นกลางหัว อากาศอบอ้าวซะจนใบไม้ไม่ขยับ หากให้เดาคนที่เรานัดมาคงไม่แต่งเสื้อคลุมหนาเป็นแน่ วันนี้เรานัดเจอเธอที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านเจริญกรุง อเมริกาโนเย็นที่สั่งมายังไม่ทันละลาย ร่างที่เรารอก็ปรากฏเด่นมาแต่ไกล หญิงสาวผมสั้นหยักศก สวมเสื้อยืดคอกว้าง กำลังเดินตรงเข้ามาที่ร้าน ตรงสูตร! เราทำการบ้านมาแล้วว่าเธอต้องใส่ชุดนี้แน่! นั่นคือ ‘ตูน-โชติกา คำวงศ์ปิน’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘STOONDIO’ (สตูนดิโอ) “ฉันจะรู้จักเธอ เท่าที่เธอให้ฉันรู้จัก ฉันจะยิ้มให้เธอ เท่าที่เธอให้ฉันยิ้มให้ ฉันจะสัมผัสเธอ เท่าที่เธอให้ความจริงใจ และจะเป็นอย่างนี้ จนต่อไป” ยินดีที่ได้พบเธอ &#8211; STOONDIO : PLURAL (OFFICIAL AUDIO) ‘ยินดีที่ได้พบเธอ’ เป็นเพลงดังของเธอเมื่อปี 2015 ที่ใครได้ฟังคงรู้สึกเหมือนชื่อเพลง ตูนถือว่าเป็นนักร้องหญิงเดี่ยวอินดี สไตล์เพลงดนตรีช้าๆ สบายหู เธอถูกส่องแสงในช่วงปลายยุค 2010 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นคนเดียวที่ถูกส่องแสง ขณะเดียวกันในอุตสาหกรรมเพลงยุคนั้น ยังมีศิลปินอีกมากหน้าหลายตาที่ผลิตเพลงออกมาเป็นมดงาน ทั้งกระแสเพลงหลักและรอง การเดินทางบนเส้นทางดนตรีที่ผ่านมาจึงไม่ง่าย แต่เธอยังคงผลิตผลงานออกมาเรื่อยๆ และสู้มาถึงทุกวันนี้! เมื่อไม่นานมานี้เธอประกาศจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิต ‘The Unseen Star’s Still Here’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/artist-talk-with-stoondio/">การกลับมาโคจรของดวงดาว ‘STOONDIO’ The Unseen Star’s Still Here ถึงจะมองไม่เห็น แต่ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>บ่ายตรงวันศุกร์ แสงแดดยังไม่ทันพ้นกลางหัว อากาศอบอ้าวซะจนใบไม้ไม่ขยับ หากให้เดาคนที่เรานัดมาคงไม่แต่งเสื้อคลุมหนาเป็นแน่ วันนี้เรานัดเจอเธอที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านเจริญกรุง อเมริกาโนเย็นที่สั่งมายังไม่ทันละลาย ร่างที่เรารอก็ปรากฏเด่นมาแต่ไกล หญิงสาวผมสั้นหยักศก สวมเสื้อยืดคอกว้าง กำลังเดินตรงเข้ามาที่ร้าน ตรงสูตร! เราทำการบ้านมาแล้วว่าเธอต้องใส่ชุดนี้แน่! นั่นคือ <strong>‘</strong><strong>ตูน-โชติกา คำวงศ์ปิน’</strong><strong> หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘STOONDIO’ (สตูนดิโอ)</strong></p>



<p class="has-text-align-center"><em>“ฉันจะรู้จักเธอ เท่าที่เธอให้ฉันรู้จัก</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>ฉันจะยิ้มให้เธอ เท่าที่เธอให้ฉันยิ้มให้</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>ฉันจะสัมผัสเธอ เท่าที่เธอให้ความจริงใจ</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>และจะเป็นอย่างนี้ จนต่อไป”</em></p>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://youtu.be/hHUnDBdOGA4?si=gU9jgSA0BVR7HwQd"><em>ยินดีที่ได้พบเธอ &#8211; STOONDIO : PLURAL (OFFICIAL AUDIO)</em></a></p>



<p><strong>‘ยินดีที่ได้พบเธอ’</strong> เป็นเพลงดังของเธอเมื่อปี 2015 ที่ใครได้ฟังคงรู้สึกเหมือนชื่อเพลง ตูนถือว่าเป็นนักร้องหญิงเดี่ยวอินดี สไตล์เพลงดนตรีช้าๆ สบายหู เธอถูกส่องแสงในช่วงปลายยุค 2010 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นคนเดียวที่ถูกส่องแสง ขณะเดียวกันในอุตสาหกรรมเพลงยุคนั้น ยังมีศิลปินอีกมากหน้าหลายตาที่ผลิตเพลงออกมาเป็นมดงาน ทั้งกระแสเพลงหลักและรอง การเดินทางบนเส้นทางดนตรีที่ผ่านมาจึงไม่ง่าย แต่เธอยังคงผลิตผลงานออกมาเรื่อยๆ และสู้มาถึงทุกวันนี้!</p>



<p>เมื่อไม่นานมานี้เธอประกาศจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิต ‘<strong>The Unseen Star’s Still Here’ </strong>เธอมาในคอนเซปต์ที่แทนค่าตัวเองเป็น ‘ดวงดาว’ คอนเสิร์ตนี้จึงเป็นเหมือนยานอวกาศที่จะพาแฟนคลับหน้าเก่า และหน้าใหม่ร่วมโคจรรอบดวงดาวนี้ไปด้วยกัน และนี่ก็เป็นเหตุให้เรามานั่งอยู่ตรงหน้าเธอวันนี้ เพื่อพูดคุยถึงเรื่องการเดินทางบนดาวนี้ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา เธอค้นพบอะไรมาบ้าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182342" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“เรากำลังนึกเลยว่าวันนี้ตูนจะใส่เสื้อยืดคอกว้างไหม” เราทักทายจุดเด่นของตูน ที่แทบจะกลายเป็นไอคอนิกไปแล้ว</p>



<p>“มันใส่แล้วสบาย ไม่ต้องคิดเยอะ ราคาถูกด้วย นี่สั่งในแอปส้มนะ ไปซื้อเลย” เป็นคำตอบที่ธรรมดามาก แต่เพราะความธรรมดาของเธอนี่แหละที่ทำให้เราสนอกสนใจ หลังจากบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย เราจึงเริ่มเปิดบทสนทนา</p>



<p>“เราเริ่มติดตามตูนจากเพลงยินดีที่ได้พบเธอ ชอบมากเลย”</p>



<p>“โหย หลายปีแล้ว!” ตูนตอบกลับ สักพักเหมือนเธอนึกขึ้นได้เลยบางอ้อขึ้นมา “เมื่อเช้ามีเด็กมาสัมภาษณ์เพื่อนำไปทำเป็นจุลนิพนธ์&nbsp; เราแอบตกใจแต่ก็ดีใจ เพราะมันกินเวลานานถึง 6 เดือน เขาให้เหตุผลว่า 6 เดือนมันนานพอที่ผมจะทำเรื่องพี่ได้ เราก็โห! มึงจะอยู่กับความเป็นกู 6 เดือนนี่นะ! และเขาเพิ่งมารู้จักเราตอนต้นปีนี้เอง เราทำเพลงมา 13 ปี ทุกปีเราก็มีโอกาสจะเป็นคนใหม่ของคนที่เพิ่งรู้จักเราได้เหมือนกันนะ เราคือศิลปินใหม่สำหรับเขา ทั้งๆ ที่เราแม่งเก่าชิบหาย”&nbsp;</p>



<p>เป็นประโยคจากตูนที่ทำให้เราได้กลับมาคิดว่าดาวดวงนี้อยู่บนฟ้านานแค่ไหนแล้วนะ คราวนี้แหละ คงถึงเวลาที่ดาวดวงนี้จะถูกมองเห็นบ้างแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สำรวจพื้นที่ดวงดาว STOONDIO</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182343" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้าไม่ได้ร้องเพลง วันธรรมดาของตูนเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ทุกวันนี้มันกลับมาเบสิกมากเลย มันไม่เท่เหมือนตอนวัยรุ่น ตอนเด็กๆ ยังได้อ่านหนังสือ ดูหนัง ไปเวิร์กชอป ใช้ชีวิตอะไรแบบนี้นะ แต่ทุกวันนี้แค่หาอะไรกินอร่อยๆ ก็พอแล้ว อาจจะเพราะว่างานมันเยอะ เสาร์อาทิตย์ต้องการความเรียบง่าย แล้วก็ชอบไปร้านของกินที่วัยเด็กเราไปกินไม่ได้ เพราะมันแพง แต่ตอนนี้เราจับจ่ายได้แล้ว อย่าง Sushiro จะเริ่มเบๆ ละ!</p>



<p><strong>อยู่บนเส้นทางศิลปินนอกกระแสมา 13 ปี สำหรับตูนคำว่า ‘ศิลปิน’ คืออะไร</strong></p>



<p>สำหรับเราศิลปินคือผู้สร้าง คือนักสร้างสรรค์อาร์ตอย่างหนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริงก็เหมือนกันทุกอาชีพแหละเนอะ พ่อค้าแม่ค้า หรือเชฟที่ทำอาหารก็คือผู้สร้าง แต่ว่าศิลปินคือออกมาในรูปแบบเสียงและภาพที่จะเข้าถึงความรู้สึกของคนได้มากกว่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182344" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้านิยามตัวตนของตูนที่ไม่ใช่ ‘STOONDIO’ จะนิยามว่าอะไร?</strong></p>



<p>ถ้าในช่วงระยะเวลานี้อายุ 35-37 ปี เราคือนักจัดการว่ะ เราคือพวก Life Management บางทีมากเกินไปด้วย แต่เป็นคนไม่ชอบไปทำอะไรที่ไม่ถูกเตรียมพร้อม มันสับสน มันประหม่า ชอบคิดล่วงหน้าไปก่อน เพราะเวลาไม่จัดการมันเหนื่อยเว้ย!</p>



<p><strong>ถ้าเปรียบเทียบตัวเองเป็นอะไรสักอย่าง ตูนอยากเป็นอะไร</strong></p>



<p>เราอยากเป็น Google Calendar บางทีตื่นมามันไม่ต้องคิดนะ เปิด Calendar ดูดิ เราเป็นคนชอบคิด ก็ต้องคิดให้เสร็จ เพราะว่าสุดท้ายหน้างานต้องคิดอยู่ดี แต่ถ้าคิดไม่เสร็จแล้วไปคิดหน้างาน จะเจอสถานกาณ์การล่ก แล้วสุดท้ายคืออะไร เครียด! เครียดแล้วสุดท้ายคืออะไร นิสัยไม่ดี นิสัยไม่ดีแล้วอะไร ก็ด่ากัน</p>



<p>เราจะไม่ชอบถ้าใครมาทำให้เราต้องแสดงด้านที่หงุดหงิดสูงมากๆ เพราะว่ามันยากนะ ที่เราจะแสดงความไม่น่ารักต่อกัน แต่พอเราเห็นไม่ตรงกัน มันง่ายมากที่เราจะแสดงความทุเรศต่อกัน สำหรับเราการจัดการหรือวิธีการที่จะทำอะไรร่วมกันจึงสำคัญ เพราะเราไม่อยากแสดงความทุเรศของเราให้เธอเห็นไง</p>



<p>จริงๆ แล้วถ้าเรามีเส้นทางของการจัดการตั้งแต่ต้น เรื่องพวกนี้ไม่ต้องไปเสียตังค์ให้จิตแพทย์เลยนะ แต่คนเขาไม่ค่อยชอบพูดเรื่องพวกนี้ เพราะเขารู้สึกมันเครียด ‘แต่เรื่องเครียดยิ่งต้องพูด’ เพราะเมื่อคุณเคลียร์กันบนเรื่องเครียดเรียบร้อย หลังจากนั้นคุณไม่ต้องคิดไรเลยจ้ะ</p>



<p><strong>สิ่งที่ตูนให้ค่ามากที่สุดในช่วงนี้ คืออะไร?</strong></p>



<p>สำหรับเราในช่วงนี้คือเวลาว่ะ เราอยู่เอเจนซีมาสิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ ถ้ากองถ่ายโฆษณาเสียหายมันระดับหมื่น ระดับแสนเลยนะ พอเราเจอเคสอย่างนี้บ่อยๆ ทำให้เข้าใจว่า บัดเจดเป็นตัวเลขที่คนมักจะให้คุณค่ามันสูง เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แต่อย่างหนึ่งที่คนมักจะไม่ค่อยให้ค่าคือเวลา คนมักจะชอบเอาไว้ก่อน คิดว่าเอาอยู่ สำหรับเราเรื่องเวลามันเป็นของที่ไม่ต้องแลกเป็นตังค์ แต่ว่าเผื่อเอาไว้ล่วงหน้าได้</p>



<p><strong>เคยท้อบ้างไหม? แล้วทำยังไงให้ฮึบกลับมาทำต่อได้</strong></p>



<p>ต้องกลับมาถามว่าตัวเองว่าท้อจากอะไร ทุกครั้งที่ท้อมันจะเป็นสเตป ถ้าท้อด้วยความรู้สึกเหนื่อยเพราะหิว ก็แค่ไปกินข้าว หรือเหนื่อยเพราะรู้สึกว่าร่างกายไม่โอเค ก็ไปอาบน้ำ แต่อันนี้มันคือขั้นที่ 1 นะ ถ้าขั้นนี้รู้สึกว่าแก้ไขแล้วยังไม่ดีขึ้น ต้องเขยิบไปขั้นที่ 2 แล้วว่าคืออะไร การท้อครั้งนี้มันไม่ได้อยู่แค่ระดับชั่วโมง มันเริ่มอยู่เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน</p>



<p>สมมุติว่ายอดวิวไม่ขึ้น เราก็เคยคิดนะว่ายอดวิวไม่ขึ้นเพราะอะไร แต่เราอย่าไปลงโทษมันด้วยการจะไม่ทำเพลงสิ แสดงว่าเราเอาตัวเองไปขึ้นอยู่กับคนฟังแล้วนะ เราไม่ได้เอาตัวเองขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรารัก แต่กว่าจะย่อยได้ก็อายุ 37 แล้วนะ 10 ปีนะเว้ยกว่าจะพูดคำนี้ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182345" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>รู้สึกยังไงที่ตัวเองเป็นศิลปินอินดีรุ่นพี่สำหรับเด็กยุคนี้&nbsp;</strong></p>



<p>“กูไม่ได้อยากอินดีขนาดนั้นค่า กูอยากแมสค่า”</p>



<p>ตูนพูดประโยคชวนหัวเราะ แล้วเราทั้งคู่นั่งขำด้วยกันอยู่พักหนึ่ง บรรยากาศตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับพี่น้องที่ก๊งเหล้าไปสักพักจนเริ่มเมาแล้ว</p>



<p>“เราขอบคุณมากๆ ที่เขารู้สึกอย่างนั้นกับเรา เพราะว่าเราเองก็รู้สึกอย่างนั้นกับศิลปินรุ่นพี่เหมือนกัน เขาไม่ต้องมารู้จักเราเยอะหรอก แค่เห็นอะไรบางอย่างจากตัวเราแล้วเขารู้สึกว่ามีทิศทางไปต่อ เราก็ขอบคุณมากแล้วว่ะ แต่อย่ามารู้จักเยอะกว่านี้นะ เดี๋ยวมันจะเกลียดเอา”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘บทเพลง’ เป็นตัวแทนการเดินทางของดวงดาว</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182346" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้าต้องแนะนำสักเพลงของ STOONDIO ในแง่ของชีวิตที่ผ่านมา ตูนจะแนะนำเพลงไหน</strong></p>



<p>เพลง ‘ขอบคุณ’ แล้วกัน</p>



<p class="has-text-align-center"><em>“จะไม่ขอสัญญา</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>หากฟ้ายังคงเปลี่ยนสีทุกเวลา”</em></p>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://youtu.be/3wHj047kXAw?si=cFUv7nF4LMn-4Hxe"><em>Stoondio &#8211; ขอบคุณ (Official Audio)</em></a></p>



<p>เราเป็นคนไม่เชื่อเรื่องความจีรังยั่งยืน เพราะว่ามันไม่มีอยู่จริง เรารู้สึกว่าทุกอย่างมีเรื่องของเวลา เวลาเป็นสิ่งแปลกของโลกใบนี้นะ ไอสไตน์ยังขมวดไม่ได้เลยว่าเวลาคืออะไร<strong> </strong>เราแค่รู้สึกว่าเมื่อทุกอย่างเดินทางกันไปอย่างนี้ แล้วมันจะมีอะไรที่ถาวรได้วะ บางทีตื่นมายังไม่ชอบตัวเองเลย หรือมีบางวันที่แบบไอ้เหี้ย กูเบื่อตัวเองชิบเป๋งเลย แต่กูลาออกจากการเป็นตัวเองไม่ได้!</p>



<p><strong>แล้วตูนจัดการกับมันยังไง</strong></p>



<p>อาบน้ำ กินอะไรอร่อยๆ มันก็แค่เรื่องหนึ่ง ก็ปล่อยไป</p>



<p><strong>เปรียบเทียบระหว่างการ ‘เขียนเพลง’ กับ ‘เล่าเรื่อง’ คิดว่าตัวเองเก่งเรื่องไหนมากกว่ากัน</strong></p>



<p>‘เขียนเพลง’ เราไม่ได้เก่งในการเล่าเรื่องขนาดนั้น เพราะว่ามันยาวเกินไป แต่ถ้าในลักษณะคำประมาณ 200 คำ เราสรุปมันได้เก่ง สามารถทำให้มันอยู่ใน 3-4 นาที ได้ แต่เก่งในมุมเรานะ ไม่ใช่เก่งในมุมที่คนอื่นมอง แต่ถ้าเกิดถามเราเมื่อ 5 ปี 10 ปีที่แล้ว เราคงตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพราะเรารู้สึกว่าในวันนั้นยังไม่มีหลักฐานมากพอว่าถนัดเรื่องนี้ แต่วันนี้มีหลักฐานแล้ว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา นี่คือความแตกต่างของศิลปินรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า สำหรับเรา เวลามันคือสิ่งที่ขโมยกันไม่ได้</p>



<p><strong>ระหว่างเขียนเพลงจากเรื่องตัวเองกับเรื่องคนอื่น ชอบแบบไหนมากกว่า</strong></p>



<p>จริงๆ ฟังเรื่องคนอื่นแล้วเอามาเขียนสนุกกว่าเจอเองนะ เพราะว่าเจอเองมันบาดเจ็บ เราไม่ชอบที่ตัวเองบาดเจ็บ ตอนนี้เลยไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเจ็บปวดกับทุกเรื่องเพื่อให้ได้งานสร้างสรรค์ มันจะประสาทแดก ทำไมฉันต้องไปเจ็บปวดถึงจะได้เขียนเพลงหนึ่งได้ร้อยล้านวิววะ! กูควรจะใช้ชีวิตแบบแฮปปี้ กินหมูกระทะได้สิ!</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182348" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>มีเรื่องอะไรที่เล่าออกมาเป็นเพลงอีกไหม&nbsp;</strong></p>



<p>มีนะ มีเยอะเลย อย่างเราก็จะชอบสังเกต หรือใช้คำว่าชอบ ‘เสือก’ ก็ได้ เราชอบเสือกเวลาที่ใครสักคนมีพฤติกรรมแบบนั้นแบบนี้ ชอบไปคิดแทนเขา ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ดีหรอก แต่การคิดแทนเขาก็ไม่ได้ไปตัดสินเขานะ แต่เรากำลังจะวางเขาในสมอง ให้เราได้เข้าใจเพื่อมาวิเคราะห์หาข้อสรุป เพราะว่าวิธีการเขียนเพลงสำหรับเราคือการสรุปเหมือนกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อมูลที่แท้จริงก็ได้ แต่ว่าเราสรุปให้มันเป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่จะย่อยออกมาเป็นเพลงได้หมดเลย&nbsp;</p>



<p><strong>ปกติเป็นคนที่ชอบสังเกตตัวเองด้วยไหม</strong></p>



<p>ใช่ เป็นคนชอบสังเกตว่าทำไมเราถึงคิดแบบนี้วะ ทำไมเรามีมุมมองต่อเพื่อนร่วมงานแบบนี้ วันนี้เราก็คิดว่าทำไมช่วงนี้คนในออฟฟิศออกเยอะวะ แล้วอยู่ดีๆ เราก็ตกใจกับคำถาม เพราะเราก็ไปถามคนอื่นว่า เคยตั้งคำถามไหมว่าทำไมช่วงนี้คนออกเยอะ แล้วเขาก็ตอบว่าไม่รู้! เราก็เอ้า! ไม่รู้แล้วก็รีเสิร์ชสิ ไม่งั้นก็แก้กันไปอย่างนี้! สมมุติว่าผู้จัดการพูดอะไรที่ไม่เข้าหูเรา 5 ครั้ง เราก็ต้องสังเกตตัวเองแล้วว่ากูไปทำอะไรให้มันพูดแบบนี้กับกูปะวะ หลังๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมเพื่อนแม่งไม่ค่อยเล่นกับกูวะ อ้อ กูสั่งงานมันเยอะ</p>



<p><strong>ตูนเคยให้สัมภาษณ์ว่า ‘เพลงของตูนเป็นพื้นที่หลบภัยของตัวเอง’ ตอนนี้ยังรู้สึกแบบนั้นไหม</strong></p>



<p>สำหรับเราตอนนี้ บางเพลงก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นพื้นที่หลบภัยแล้วนะ เพราะว่าเราจัดการตัวเองจนเรื่องนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นกับเราอีกแล้ว ส่วนใหญ่เพลงมันคือเรื่องในอดีตของเรามากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว เรารู้สึกกับสิ่งนั้นจึงเขียนสิ่งนั้นออกไป เพลงมันเลยเป็นข้อสรุป หมายความว่าสิ่งนั้นเราจัดการได้มันแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘The Unseen Star’s Still Here’</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถึงจะมองไม่เห็น แต่ยังส่องแสงอยู่ตรงนี้</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182349" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คอนเสิร์ต The Unseen Star’s Still Here มีคอนเซปต์ยังไงบ้าง</strong></p>



<p>คอนเซปต์ของคอนเสิร์ต ‘The Unseen Star’s Still Here’ คือดาวที่มองไม่เห็นแต่ยังอยู่ตรงนี้ เราแทนค่าตัวเองเป็นดวงดาว ในฐานะที่เราเป็นศิลปิน เราทำเพลง เราก็ต้องเคารพตัวเอง และเห็นคุณค่าในตัวเองด้วย เพราะเมื่อไหร่ที่เราไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เราทำ ก็ไม่มีใครเห็นคุณค่าเราแล้วนะ</p>



<p>คำว่าคุณค่า ถ้ามองเป็นภาพสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย เรามองว่ามันคือ ‘ดวงดาว’ ซึ่งดาวก็มีทั้งเปล่งแสงมาก เปล่งแสงน้อย เราแทน ‘Stoondio’ เป็นเหมือนดาว ‘Interstellar’ แต่ด้วยยุคสมัยการทำเพลงตลอด 13 ปี คนฟังก็อาจจะห่างหายไป คนใหม่ๆ ก็เริ่มน้อยลง เพราะเราไม่ใช่วงของปัจจุบัน คอนเสิร์ตนี้ก็เหมือนโคจรกลับมาเจอกันอีกครั้ง เหมือนมาอัปเดตดาวดวงนี้กันหน่อยว่ามันมีไรอยู่บ้างวะ การอัปเดตครั้งนี้ก็เหมือนการมาดูว่า เอ้า! ยังทำเพลงอยู่เหรอ? ยังทำอยู่ค่า!</p>



<p>“ถามคุณกับทีมแล้วกัน ดาวที่เรามองไม่เห็นบนท้องฟ้าในตอนกลางวัน จริงๆ มันยังมีอยู่ไหม” ตูนถาม&nbsp;</p>



<p>“ยังมีอยู่นะ” เราตอบกลับไป</p>



<p>“ใช่ เราก็เป็นแบบนั้นแหละ ยัง Still Here นะ” บ๊ะ! ลึกซึ้งกินใจซะจริง</p>



<p><strong>จุดไหนที่ทำให้ตูนตัดสินใจว่าจะมีคอนเสิร์ตครั้งแรก</strong></p>



<p>ตอนแรกจะทำกันแค่เล็กๆ จะจัดอีเวนต์ประมาณ 400 &#8211; 500 คน คิดไปคิดมาเรื่องเชิงธุรกิจก็วางความเป็นไปได้ แต่กลายเป็นว่า 500 คนมันยาก เพราะว่าก้ำกึ่งระหว่างจะลงทุนสูงหรือลงทุนต่ำ ซึ่งในเรื่องของการตอบแทนเราก็ต้องดูด้านธุรกิจด้วย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าเราเอาเปรียบทีมที่เขาร่วมเหนื่อยกับเรา มันไม่แฟร์ เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่าเอาความฝันของเราไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทีนี้พอวางแผนเสร็จ เฮ้ยเอาวะ! เอาให้มันใหญ่ไปเลยเว้ย! ไม่มีใครเบรกใครทั้งนั้น แล้วในเศรษฐกิจเสี่ยงๆ แบบนี้ พอประกาศปุ๊บ! คนอื่นก็ประกาศกันเต็ม! ชิบหายละกู</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182350" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>มีเซอร์ไพรส์อะไรในคอนเสิร์ต The Unseen Star’s Still Here รึเปล่า?</strong></p>



<p>“มี มีหลายอย่างเลย จนกูคิดว่ามีเยอะไปเปล่าวะ”</p>



<p>“สปอยล์ไหม สักหนึ่ง” เราคะยั้นคะยอแทนทุกคนแล้ว”</p>



<p>“คนซื้อบัตรยืน คุณจะรู้เลยว่าเรารักเขามาก เพราะบัตรยืนเป็นบัตรที่คนไม่อยากได้มากที่สุด เราก็ดันเป็นพวกรักมวยรองด้วยไง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รักบัตรนั่งนะ เพราะเขาได้สิ่งนั้นด้วยความสะดวกจากการจัดระบบของเราแล้ว แต่บัตรยืนเป็นคนหมู่มาก เป็นคนกำหนดพลังงานในนั้น เราต้องให้เขารู้สึกว่าเขามีความสำคัญไม่ต่างอะไรจากบัตรนั่งหรอก”&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182351" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“เราไปแอบส่องในเพจตูนมาด้วยนะ” เรากำลังล้วงข้อมูลเพิ่มให้พวกคุณ</p>



<p>“เพจอะไรวะ”&nbsp;</p>



<p>“เพจเฟซบุ๊ก Stoondio ที่โพสต์ขอคลิปแมว นี่ก็เป็นเซอร์ไพรส์ด้วยรึเปล่า?”</p>



<p>“จริงๆ ก็ไม่ได้เซอร์ไพรส์หรอกค่ะ เพียงแต่ว่ามันมีเพลงหนึ่งที่เล่าอะไรประมาณนี้ แล้วเราก็คิดว่าถ้ามันเล่าถึงน้องแมวแล้ว เราว่าดีที่สุดก็เอาน้องแมวนั่นแหละมาเล่น แต่ทำไมเราจะต้องไปถ่ายน้องให้เปลืองตังค์ล่ะ เราก็ไปขอน้องๆ คนอื่นสิ! แล้วเราก็ค้นพบว่า โห คนเห่อลูกเยอะมากเหมือนกันนะ”</p>



<p><strong>ตูนเคยคิดว่า “ถ้ากูมีคอนเสิร์ตใหญ่มันจะเป็นยังไงวะ” บ้างไหม</strong></p>



<p>มี ชัดมาก เหมือนงานเสร็จแล้วเนี่ย แต่ความชัดมันก็มีข้อเสียนะ แม่งไม่มีพื้นที่เหลือให้คนอื่นทำงานเลย เราเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์เป็นครีเอทิฟ ตามธรรมชาติมันก็ต้องเห็นภาพและเสียงในเวลาเดียวกัน นั่นหมายความว่าภาษาและภาพต้องไปคู่กัน แล้วกูเห็นไง ถ้ากูเห็นแล้วไม่บอกเขา ให้เขามานำเสนอแล้วยังไม่ใช่ กูก็สงสารเขา เขาก็จะเครียดแล้วมาบ่นกูอีก ขอโทษนะมึง อย่าไปถือว่าเราบงการเลยนะ แต่มันชัดจริงๆ!</p>



<p><strong>จากประสบการณ์ที่ทำงานมาหลายด้านมีข้อดียังไงบ้าง</strong></p>



<p>อาจจะเป็นเพราะว่าเราอยู่สายเอเจนซีด้วย เราซึมซับสิ่งนี้มาจากรุ่นพี่เวลาที่เขาทำงานหรือเวลาเอางานมานำเสนอ มันเห็นตัวอย่างที่ดีและไม่ดีเราก็จะไปขโมยตัวอย่างที่ดีของคนอื่นมา เราขี้ขโมยนะ เราขโมยมาเยอะมากเหมือนกันจากการอยู่เอเจนซีมาก่อน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182352" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในฐานะที่อยู่วงการเพลงมานานมาก ตูนเคยถามตัวเองไหมว่า</strong><strong> </strong><strong>“ยังมีคนมองเห็นกูอยู่ไหมวะ”</strong></p>



<p>เราว่ามันเป็นกันหมดแหละ มีทั้งความต้องการและความเข้าใจในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องการให้คนเห็นเรานะ แต่เราก็เข้าใจว่าที่เขาไม่เห็นมันเป็นเพราะอะไร แล้วก็เข้าใจธรรมชาติของคนด้วย เพราะขนาดศิลปินบางท่านที่เราเคยตาม ตอนนี้เราก็ยังไม่ตามเลย นั่นหมายความว่า ทุกความต้องการของเรา มันต้องถูกทำความเข้าใจด้วยเช่นกัน</p>



<p><strong>คิดยังไงกับประโยคที่บอกว่า “ประสบการณ์มันสอนกันไม่ได้”</strong></p>



<p>ถ้ายังเด็กแม่งมองไม่ออกหรอกเว้ย เพราะเรายังเห็นไม่ครบลูป ตอนเด็กเราก็โดนด่าอยู่เลย กูร้องไห้เลยมึงเอ้ย ร้องไห้กอดแม่เลย รุ่นก่อนที่เราเจอบางคนด่าเราเป็นหมา ให้เราทำงานจนไม่ได้กลับบ้านมาแปรงฟัน เราแบบโห ทำไมกูเจอขนาดนี้เลยวะ วันนั้นก็รู้สึกไม่เข้าใจเพราะเราคิดว่ามันไม่ควรทำ แต่ว่าเราก็อย่าเป็นอย่างนั้นแล้วกัน แล้วพอเจอสิ่งนั้นมา เราก็รู้สึกว่าทำยังไงให้เราโดนด่าอย่างนั้นน้อยลง แต่ว่ามันก็จะค่อยๆ น้อยลง มันน้อยลงอยู่แล้วเพราะว่ามันชำนาญขึ้น</p>



<p><strong>ใช้คำว่าเก๋าขึ้นได้รึเปล่า</strong></p>



<p>เรียกว่าไรดีล่ะ แค่มันไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งแรกมันไม่รู้มึง แต่ถ้ามึงไม่รู้สามสี่ครั้ง กูว่าอันนี้เริ่มไม่ไหวละนะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182353" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้าย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปมองตัวเองตอนนั้น ตูนอยากบอกอะไรเขาไหม</strong></p>



<p>“แป๊บหนึ่งนะ บอกไรดีวะ” ตูนกอดอกเงยหน้าคิด “บอกว่าตอนนั้น เล่นสดให้มันดีๆ หน่อย เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดาวดวงนั้นมันถูกมองเห็นมาก แต่ชุ่ยไง ชุ่ยกับการเล่นสดมาก เราชื่นชมศิลปินรุ่นใหม่ยุคนี้มากเลยนะ เด็กๆ ทุกคนเขาเนี้ยบ เคารพคนฟังที่ไปดูการเล่นสดมากเลย ในวันนั้นเราทำได้ไม่ดีเพราะไม่รู้วิธีด้วย แล้วเราก็ไม่ได้รู้จักเพื่อนศิลปิน ก็คือใช้ซาวนด์กลาง ไม่มี Sound Engineer เป็นของตัวเอง วันนั้นเราคือเด็กโง่ๆ คนหนึ่งที่เราก็คงเป็นตัวเหนื่อยหน่ายของ Promoter หลายๆ คนเช่นกัน ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย วันนั้นเราเลยทำเขาได้ไม่ดี ทั้งที่มันเป็นช่วงเวลาถูกสปอตไลต์สูงสุด เราแอบเสียดายเหมือนกัน”</p>



<p><strong>จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ จุดไหนที่ตูนรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นมาบ้างแล้ว</strong></p>



<p>เราก็ไม่รู้ว่าที่เรารู้มันคือน้ำเต็มแก้วรึเปล่า บางทีก็ต้องเช็กจากน้องๆ รุ่นใหม่ที่เขาโตมาอีกชุดความคิดหนึ่ง เราเห็นมุมเด็กๆ ว่าเขามีอันนี้ด้วยว่ะ แล้วทำไมเราไม่มีวะ ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นเรื่องของการอวดอ้างนะ แต่เฮ้ย! มันดูมีมาตรฐาน คือกูเป็นคนชอบมาตรฐาน! เราเห็นเลยว่าเด็กๆ เขาเคารพคนฟัง เขาเอาตายกว่าเราในบางเรื่องนะ เราแบบ โห เชี่ยกูเคารพว่ะ แม่งเคารพสิ่งที่ตัวเองทำอย่างนี้ เราก็เลยถามพวกน้องๆ ว่าเราต้องปรับยังไงวะ เตรียมตัวกันยังไง เราก็เป็นคนชอบให้มีมาตรฐาน แต่มาตรฐานเราเป็นมาตรฐานคนทำงานเอเจนซีมาทำกับวงไง แต่มาตรฐานของวงเราไม่ค่อยมีในฐานะพาร์ตดนตรี แต่ก็ใช้การถามเอา</p>



<p><strong>ถ้าวันหนึ่งตูนไม่ได้เขียนเพลงแล้ว ยังอยากเล่าเรื่องตัวเองอยู่ไหม ในรูปแบบอะไร</strong></p>



<p>เราไม่ได้อยากเล่าเรื่องตัวเองแล้วว่ะ แต่ชอบการชวนคุย เราแม่งเป็นคนที่ชอบเวลาที่ใครมาปรึกษา ไม่เคยหงุดหงิดเลยที่ใครแม่งโทรมาปรึกษา กลับรู้สึกว่า ไอเชี่ย! เราแม่งคงทำให้เขาวางใจเขาเลยโทรมาหาเราแบบนี้ เรารู้สึกชอบที่ตัวเองเป็นความวางใจให้ใครสักคนหนึ่งได้ ไม่ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหนก็ได้หมด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182354" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คำถามสุดท้าย ถ้าวันหนึ่งมีคนพูดถึง STOONDIO ตูนอยากให้เขาพูดถึงว่าอะไร</strong></p>



<p>“เฮ้ย! เดี๋ยวนี้เพลงตูนเขาไม่ง่วงแล้วนะ” ตูนแพ้เสียงในหัวตัวเอง ก่อนที่จะนิ่งคิดไปสักพัก</p>



<p>“แต่ว่า…ไม่รู้สิ”</p>



<p>“แค่นึกถึงกันก็พอค่ะ หรือถ้ามีใครที่กำลังรู้สึกท้อแท้ อยู่ไม่ไหวกับชีวิต แล้วเพลงของ Stoondio แวบเข้ามาในหัวแล้วช่วยพวกเขาได้บ้าง เราโคตรจะรู้สึกขอบคุณเขามากๆ เลยที่เขายังนึกถึงเรา แล้วเพลงของเรามีส่วนช่วยให้เขามีพลังการใช้ชีวิตต่อไปได้อีกครั้ง มันดีมากๆ เลย”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/artist-talk-with-stoondio/">การกลับมาโคจรของดวงดาว ‘STOONDIO’ The Unseen Star’s Still Here ถึงจะมองไม่เห็น แต่ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>12 สิงหาคม เปลี่ยนจากส่ง “สวัสดีวันจันทร์” เป็นเพลงรักสักเพลงไหมแม่ </title>
		<link>https://adaymagazine.com/playlist-love-songs-for-mom/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Aug 2025 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[a playlist]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[a day playlist]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงรัก]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงวันแม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182265</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราเชื่อว่าคนโสดที่อยู่ห้องคนเดียวในวันหยุดแบบนี้ คงรู้สึกว่าเป็นวันที่ช่างเงียบเหงาซะเหลือเกิน บางทีก็อยากจะตะโกนออกมาว่า “อยากมีแฟนโว้ย!” อดไม่ไหวจนต้องเปิดเพลย์ลิสต์เพลงรัก ให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ เผื่อจะโดนใจสักเพลงแล้วแชร์ลงโซเชียลให้โดนใจใครสักคน แต่กลายเป็นว่าเพลงบางเพลง เนื้อหาบางท่อน พาให้เราไปนึกถึงใครคนหนึ่งที่เคยตะโกนเรียกเราว่า “มากินข้าวได้แล้วลูก” ใครคนหนึ่งที่แชตแจ้งเตือนทุกเช้าวันจันทร์ว่า “สวัสดีวันจันทร์” ใครคนนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ข้างๆ เราเสมอไปก็ได้ วันนี้ a day รวบรวมเพลงรักที่เนื้อหาอาจไม่ได้หมายถึงแค่คู่รักเสมอไป แต่จะพาไปค้นหาความหมายในเนื้อเพลงที่อาจจะชวนให้นึกถึงแม่ ที่ยิ่งโตขึ้นเราก็อาจจะมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยลง ถ้าอยู่ห่างกับแม่ก็กดส่งเพลงไปเหมือนส่งสวัสดีวันจันทร์ หรือถ้าอยู่ด้วยกันก็เปิดลำโพงให้ดังแล้วฟังพร้อมกันกับแม่ไปเลย! Proud &#8211; fellow fellow ฉันจะทำให้เธอภูมิใจ รัก ฉันแล้วเธอต้องไม่อายใคร ฉัน จะไม่ทำให้เธอเสียใจ ที่เลือกรักฉันในวันนี้ ฉันจะทำให้เธอภูมิใจ แม้ วันนี้ยังไม่ดีเท่าไร ฉัน จะไม่ทำให้เธอเสียใจ ที่ทิ้งชีวิตกับฉันไว้ ฉันจะทำให้เธอนั้น Proud Proud, Proud, Proud ฟังท่อนนี้แล้วก็อดจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความรู้สึกของคนเป็นแม่ตอนที่เห็นเราเกิดมาบนโลกนี้ เขารู้สึกยังไง และประโยคที่บอกว่า “รักลูกนะ” หมายถึงรักมากแค่ไหน ก็คงมีเพลงนี้นี่แหละที่พอจะแทนคำพูดของแม่ที่สบตากับเราตอนเป็นเบบี๋ ด้วยความภูมิใจของคนเป็นแม่ ถ้างั้นลูกคนนี้ก็อยากจะบอกแม่ว่า รักแม่เหมือนกันนะ อยากจะทำให้แม่ภูมิใจเช่นกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/playlist-love-songs-for-mom/">12 สิงหาคม เปลี่ยนจากส่ง “สวัสดีวันจันทร์” เป็นเพลงรักสักเพลงไหมแม่ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เราเชื่อว่าคนโสดที่อยู่ห้องคนเดียวในวันหยุดแบบนี้ คงรู้สึกว่าเป็นวันที่ช่างเงียบเหงาซะเหลือเกิน บางทีก็อยากจะตะโกนออกมาว่า “อยากมีแฟนโว้ย!” อดไม่ไหวจนต้องเปิดเพลย์ลิสต์เพลงรัก ให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ เผื่อจะโดนใจสักเพลงแล้วแชร์ลงโซเชียลให้โดนใจใครสักคน</p>



<p>แต่กลายเป็นว่าเพลงบางเพลง เนื้อหาบางท่อน พาให้เราไปนึกถึงใครคนหนึ่งที่เคยตะโกนเรียกเราว่า “มากินข้าวได้แล้วลูก” ใครคนหนึ่งที่แชตแจ้งเตือนทุกเช้าวันจันทร์ว่า “สวัสดีวันจันทร์” ใครคนนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ข้างๆ เราเสมอไปก็ได้</p>



<p><strong>วันนี้ a day</strong> รวบรวมเพลงรักที่เนื้อหาอาจไม่ได้หมายถึงแค่คู่รักเสมอไป แต่จะพาไปค้นหาความหมายในเนื้อเพลงที่อาจจะชวนให้นึกถึงแม่ ที่ยิ่งโตขึ้นเราก็อาจจะมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยลง ถ้าอยู่ห่างกับแม่ก็กดส่งเพลงไปเหมือนส่งสวัสดีวันจันทร์ หรือถ้าอยู่ด้วยกันก็เปิดลำโพงให้ดังแล้วฟังพร้อมกันกับแม่ไปเลย!</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Proud &#8211; fellow fellow</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh7-rt.googleusercontent.com/docsz/AD_4nXePC_1_iQKtYkGOGMKLd9Z2DtXO5__2oynt5T5_Se4VZhVGlw4-n4dhf7ZZgVs3vqmeDlqn2J62yAKkDCAYK1TYv6FUYylhaw7iMd1phyTvwfkak_OYQI29wR0DsepNwlC9J6fv?key=Ed6iEidoWCZ5YRlWMQ08sA" alt=""/></figure>



<p class="has-text-align-left">ฉันจะทำให้เธอภูมิใจ</p>



<p class="has-text-align-left">รัก ฉันแล้วเธอต้องไม่อายใคร</p>



<p class="has-text-align-left">ฉัน จะไม่ทำให้เธอเสียใจ</p>



<p class="has-text-align-left">ที่เลือกรักฉันในวันนี้</p>



<p class="has-text-align-left">ฉันจะทำให้เธอภูมิใจ</p>



<p class="has-text-align-left">แม้ วันนี้ยังไม่ดีเท่าไร</p>



<p class="has-text-align-left">ฉัน จะไม่ทำให้เธอเสียใจ</p>



<p class="has-text-align-left">ที่ทิ้งชีวิตกับฉันไว้</p>



<p class="has-text-align-left">ฉันจะทำให้เธอนั้น Proud</p>



<p class="has-text-align-left">Proud, Proud, Proud</p>



<p>ฟังท่อนนี้แล้วก็อดจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความรู้สึกของคนเป็นแม่ตอนที่เห็นเราเกิดมาบนโลกนี้ เขารู้สึกยังไง และประโยคที่บอกว่า “รักลูกนะ” หมายถึงรักมากแค่ไหน ก็คงมีเพลงนี้นี่แหละที่พอจะแทนคำพูดของแม่ที่สบตากับเราตอนเป็นเบบี๋ ด้วยความภูมิใจของคนเป็นแม่</p>



<p>ถ้างั้นลูกคนนี้ก็อยากจะบอกแม่ว่า รักแม่เหมือนกันนะ อยากจะทำให้แม่ภูมิใจเช่นกัน แต่ตอนนี้ไม่มีเงิน ขอสักร้อยนะแม่ ฮือฮือ</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: Proud" style="border-radius: 12px" width="100%" height="152" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/track/2MuJCv3nCgHYlgOrAvCAT6?si=440a0ab1db7748e3&#038;utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เธอเก่งที่สุดในโลก <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f609.png" alt="😉" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> (Person of the Year) &#8211; imnutt</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh7-rt.googleusercontent.com/docsz/AD_4nXfLp8ACMzy-r0nMuFz6ym2VjeXhNFB89onIajw43EwSqid4QWoxxa0-crCcXPTWUmEU7k8Bxs0ddtvAOjQShp40a4u3HZjHi4k_2RuX5oI-1iIggDlV8qN73SR5Jb4gVHAQvGR9?key=Ed6iEidoWCZ5YRlWMQ08sA" alt=""/></figure>



<p class="has-text-align-left">แน่นอนอยู่แล้ว คนดี</p>



<p class="has-text-align-left">เรื่องราววันนี้ ที่เจอ</p>



<p class="has-text-align-left">อาจจะใจร้าย จนเธอ</p>



<p class="has-text-align-left">รับมันไม่ไหว</p>



<p class="has-text-align-left">แต่เชื่อและมั่นใจ</p>



<p class="has-text-align-left">ไม่ว่ายังไงเธอก็จะผ่านไปได้ดี</p>



<p class="has-text-align-left">ก็รู้และแน่ใจ</p>



<p class="has-text-align-left">ว่ารอยยิ้มเธอจะต้องกลับมา อีกไม่นาน</p>



<p class="has-text-align-left">ฉันรู้ว่าเธอเก่งอยู่แล้ว</p>



<p>ได้ยินเนื้อเพลงท่อนนี้เข้าหู เหมือนได้ยินเสียงแม่พูดปลอบใจในวันที่เราท้อจากทุกอย่างเลยล่ะ มีบางวันที่เราต่างเจอเรื่องหนักมาจนรับไม่ไหว แค่โทรไปหาแม่แป๊บเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดอะไรสักคำ แม่ก็รู้แล้วว่าเราไม่โอ แถมยังให้กำลังใจกลับมาด้วยคำพูดที่ว่า “หนูเก่งที่สุดในโลก” เฮ้อ จะไม่ให้ร้องได้ไง ก็แม่เล่นโอ๋ซะขนาดนี้!</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: เธอเก่งที่สุดในโลก ;) (Person of the Year)" style="border-radius: 12px" width="100%" height="152" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/track/0JPXWbh6MeFBJZpgTl294b?si=d407b2d4cc0f471d&#038;utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ไม่ต้องกลัว &#8211; Lipta</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh7-rt.googleusercontent.com/docsz/AD_4nXcNV-Nk0lKGz6TOsvFrg3eTrZf6hglW-pwuEvwKy0v9vakJiY9czZ1O7Zzls71UBiEM4BVJIn1P5wLAPKwbUvTxKUqm5xfgEMDyxWTjr54u3DjIxfW0Gtw2aOMf5hwL78vb5UwPZA?key=Ed6iEidoWCZ5YRlWMQ08sA" alt=""/></figure>



<p>ไม่ว่าเมื่อไหร่ วันเวลาก็ยังคงหมุนไป</p>



<p>ไม่ว่าเมื่อไหร่ ทุกๆ อย่างก็ต้องเปลี่ยนผันไป</p>



<p>เพราะชีวิต ก็เปลี่ยนแปลงทุกวัน</p>



<p>แต่ใจของฉัน จะมั่นคงและคงเดิมอย่างนั้น</p>



<p>อ้อมกอดของฉัน จะประคองเธอในทุกๆ วัน</p>



<p>และตัวฉัน จะไม่ยอมเปลี่ยนไป</p>



<p>แค่เปิดท่อนแรกมา น้ำตาก็รื้นแล้ว นอกจากวลีฮิตที่ว่ารักตัวเองไม่เจ็บสักวันแล้ว ก็มีรักแม่นี่แหละ ไม่เจ็บสักวัน! เอาจริงๆ ถ้าแม่เปลี่ยนจากส่งสวัสดีวันจันทร์มาส่งเพลงนี้แทน มีหวังลูกอย่างเราๆ ก๊อกน้ำตาแตกกันหมดแน่!</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: ไม่ต้องกลัว" style="border-radius: 12px" width="100%" height="152" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/track/4My2ryEwIgS9FQD2W1uhRq?si=ff138310c7d6459e&#038;utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถ้าไม่มีฉัน (Lost) &#8211; BADMIXY</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh7-rt.googleusercontent.com/docsz/AD_4nXdQuIfQkJr-bfqQf72Z2qvPA0cQfJG2TQN1hU9NxLtuiQ1ytEK8q9nqsAO7OLoSAXV0js5bAfTrf05HkCuF_owvPf8NPmmmGo97r3G1UV04fkwdtA4EEd_f02vCEmDI8NgG7E9nlg?key=Ed6iEidoWCZ5YRlWMQ08sA" alt=""/></figure>



<p>ถ้าไม่มีฉัน อยากจะรู้จริงๆ</p>



<p>ว่าเธอจะอยู่ได้หรือเปล่า</p>



<p>ก่อนเคยผ่านเรื่องราว</p>



<p>ที่มีความสุขและทุกข์ใจ</p>



<p>ฤดูร้อนกำลังจะผ่าน</p>



<p>ทุกใบไม้ต้องมีร่วงโรยและผลิใบ</p>



<p>ก่อนท้องฟ้าจะสดใส</p>



<p>เธอยืนตากฝนได้ไหมเพียงลำพัง</p>



<p>เราคงไม่อยากจินตนาการถึงเวลาที่ต้องจากใครสักคนไป ยิ่งถ้าเป็นแม่ ยิ่งไม่อยากนึกถึงเลย แต่จะทำยังไงได้ เพราะยังไงวันนั้นก็ต้องมาถึง เพลงนี้จึงเป็นเหมือนคำพูดจากแม่ ที่ถึงแม้ตัวจะไม่อยู่ แต่ความรัก ความห่วงใย ก็จะไม่หายไปไหน</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: ถ้าไม่มีฉัน (Lost)" style="border-radius: 12px" width="100%" height="152" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/track/23uoBOUwFdh8bKlv6FUDuc?si=bafdde03478846ef&#038;utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ลืมไป (Blind) &#8211; WANYAi feat. ปู่จ๋าน ลองไมค์</strong></h2>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh7-rt.googleusercontent.com/docsz/AD_4nXfPaNyhTU0-xUDrZGwLHRj2YRRD3Pttid9FMHsENZWFB8Ummoj-L4AipAu9aKby07FI0Cplue3zcxIsM16RGEFA0kqnNBNPZuJXsTJTnOtzRJAR9xYpfReF5UOLqpa8D2Z2o42Ljg?key=Ed6iEidoWCZ5YRlWMQ08sA" alt=""/></figure>



<p>ลืมไปว่าทุกวัน อาจไม่ได้เจอเธอเหมือนเดิม</p>



<p>ลืมไปว่าฉันควรจะกอดเธอไว้</p>



<p>ลืมไปว่าชีวิตเปราะบางขนาดไหน</p>



<p>ลืมไปว่าทุกวัน อาจไม่ได้เจอเธอเหมือนเดิม</p>



<p>ลืมไปว่าชีวิตมันดีแค่ไหน</p>



<p>ที่ได้พบความรักดีๆ ของเธอ</p>



<p>ในขณะที่เรากำลังมุ่งตรงไล่ล่าความฝัน สร้างตัว สร้างอนาคตของตัวเอง จนบางทีเราก็เผลอลืมไปว่าคนที่รออยู่ข้างหลัง เขาก็เริ่มแก่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว&nbsp;</p>



<p>เพลงนี้อาจจะเป็นเพลงที่ทำให้เราได้หยุดชะลอเวลาสักครู่ เพื่อกลับมารื้อฟื้นความทรงจำว่า สิ่งที่พยายามทำอยู่ตอนนี้ ทำไปเพื่อใคร เราเชื่อว่าลูกหลายๆ คนคงอยากมีชีวิตดีๆ เพื่อทำให้แม่ภูมิใจ พาแม่ไปเที่ยวในสถานที่สวยๆ กินข้าวมื้ออร่อยๆ จนบางครั้งทำให้เรากังวลอนาคต และหลงลืมปัจจุบันไปว่าเราอาจไม่ได้เจอแม่รออยู่ที่บ้านแล้วก็ได้ ฉะนั้นกลับบ้านไปกอดแม่กัน เรามีรักดีๆ รออยู่ที่บ้านแล้ว!</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: ลืมไป (Blind) [feat. ปู่จ๋าน ลองไมค์]" style="border-radius: 12px" width="100%" height="152" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/track/4XqtyE2i3U1z2rMVcgnYX6?si=65c61394d0e643c4&#038;utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<p>นี่เป็นส่วนหนึ่งใน a playlist ที่ทาง a day อยากนำมาแชร์ให้ทุกคนได้ฟังกัน วันหยุดทั้งทีลองเปลี่ยนจากนอนเหงาๆ คนเดียวบนเตียงไปกอดแม่สักหน่อย ถ้าแม่พูดกลับมาว่า “แปลกๆ นะวันนี้” แสดงว่าเราทำถูกต้องแล้ว สำหรับใครที่ไม่ได้อยู่ที่บ้าน ลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดวิดีโอคอลไปหาแม่แล้วร้องเพลงที่อยู่ในเพลย์ลิสต์นี้สักท่อน คนที่อยู่ปลายสายก็คงมียิ้มมุมปากบ้างล่ะ!&nbsp;</p>



<p>ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับวันหยุดนี้ทุกคนเลยนะ คนโสดลองเปลี่ยนจากตะโกนอยากมีแฟนแล้ว เป็นตะโกนบอกรักแม่แทนแล้วกัน เพราะรักแม่ ไม่เคยเจ็บสักวัน!&nbsp;</p>



<p>แล้วทุกคนมีเพลงไหนที่ทำให้นึกถึงแม่กันบ้าง ฝากคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ เราจะได้เก็บไว้ส่งแทนสวัสดีวันจันทร์ให้แม่บ้าง แบ่งๆ กันนะ อิอิ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/playlist-love-songs-for-mom/">12 สิงหาคม เปลี่ยนจากส่ง “สวัสดีวันจันทร์” เป็นเพลงรักสักเพลงไหมแม่ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
