“คุยกับแม่ซื้อเหรอ?”
ประโยคแซวขำๆ ของเพื่อนที่มักหลุดออกมา เวลามีใครทำท่าเหมือนกำลังคุยกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน จากประโยคแซวขำๆ ใครจะไปรู้ว่ามันมีตำนานแม่ซื้ออยู่จริงๆ
ตำนานเล่าขานกันมาว่า ‘ผีแม่ซื้อ’ คือวิญญาณหญิงแก่ที่คอยปกป้องเด็กทารกตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ผีร้ายแต่อย่างใด แต่ถึงตำนานจะบอกไว้เช่นนั้น สุดท้ายแล้วก็ยังขึ้นต้นว่า ‘ผี’ อยู่ดี และหากจะยืนยันความหลอนในวัยเด็กเราคงได้ยินประโยคยอดฮิตที่พ่อแม่เราอาจจะเอาไว้หลอกที่ว่า “ถ้าไม่เป็นเด็กดี ระวังผีแม่ซื้อจับเอาไปเลี้ยงเป็นลูกนะ” หรือ “อย่าไปทักเด็กแรกเกิดว่าน่ารักน่าชัง ไม่งั้นผีแม่ซื้อจะมาเอาตัวไป”
และจากตำนานความหลอน (วัยเด็ก) ทั้งหมดนี้ ได้กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญไทยให้เราได้รับชมผ่านระบบสตรีมมิงในชื่อเรื่องว่า ‘แม่ซื้อ (Host)’ ที่อาจจะทำให้เราหลอนได้มากกว่าที่คิด
เราเชื่อว่าหลายคนตอนดูหนังสักเรื่อง เรามักจดจำภาพมากกว่าเสียงทั้งที่บางครั้ง เสียงก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมให้ภาพนั้นติดอยู่ในใจเรานานกว่าด้วยซ้ำ และเบื้องหลังเสียงดนตรีที่ขับเคลื่อนอารมณ์เหล่านั้น คือ ‘นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์’ ศิลปินอีกแขนงหนึ่งในวงการภาพยนตร์ ผู้สร้างศิลปะที่มองไม่เห็นแต่ทุกคนได้ยิน
และด้วยเหตุทั้งหมดจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของการสนทนาในครั้งนี้ แต่เราไม่ได้จะไปคุยกับผีแต่อย่างใด เราจะไปพูดคุยกับคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ‘โม – วุฒิพล อธิพงศ์กิจ’ หนุ่มร่างกำยำมาดเข้มจากเมืองโคราชลูกหลานย่าโม ที่ชื่อโมอีกที และ ‘ฟิว – ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล’ หนุ่มสไตล์การแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากญี่ปุ่น และนี่คือสองหนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังเสียงหลอนที่ทำให้คนดูขนลุกในภาพยนตร์สยองขวัญไทยเรื่อง ‘แม่ซื้อ (Host)’
การมาคุยครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อถามว่าผีมีจริงไหม (หรืออาจจะมีบ้าง) แต่เราจะมาพูดคุยเพื่อฟังเสียงของคนทำเสียงในหนังอีกที และถามถึงวิธีคิด วิธีสร้างเสียงที่เกิดขึ้นภายในเรื่องนี้ ไปจนถึงความรู้สึกที่ได้ทำงานในโปรเจกต์นี้
เพราะในโลกของภาพยนตร์ ดนตรีประกอบไม่ใช่แค่ตัวช่วยบิวต์อารมณ์ แต่มันคือภาษาอีกภาษาหนึ่งที่สามารถทำให้เรารู้สึกไปกับเรื่องราวในหนังไปโดยไม่รู้ตัว วันนี้เราจะพาทุกคนไปเงี่ยหูฟังเสียงในหนังที่ชื่อว่า ‘แม่ซื้อ (Host)’ หนังที่ไม่ได้เล่าเรื่องผีแบบพยายามทำให้เรากลัว แต่ทำให้เราสงสัยแทนว่า “เสียงที่เราได้ยิน มันมาจากไหนแน่?”
และนอกเหนือจากเรื่องเทคนิคและวิธีการสร้างเสียงในหนังแล้วนั้น ยังมีเบื้องหลังเสียงการทำงานของอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักอย่าง ‘นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์’ อาชีพที่อยู่ระหว่างโลกของศิลปะการทำหนังและเทคนิคเสียงดนตรี คนที่ต้องทำงานต้องเข้าใจทั้งอารมณ์ของหนัง จังหวะของภาพ และจิตใจของคนฟัง ฟิวและโมได้พูดประโยคที่ชวนเราพยักหัวเห็นด้วยตามว่า “ดนตรีประกอบหนังต้องทำให้รู้สึก มากกว่าได้ยิน”
นี่คือบทสนทนาที่เราจะชวนคุณมาฟัง ความคิด ความรู้สึก และกระบวนการสร้างดนตรีของสองนักประพันธ์เบื้องหลังหนังผีที่จะทำให้เราขนลุกในปีนี้ ในเรื่อง ‘แม่ซื้อ (Host)’ และที่มากกว่านั้นยังพาเราไปเจาะลึกถึงอาชีพนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์เขาทำงานอย่างไร และทำไมถึงมีน้อยคนที่มาอยู่ตรงนี้กับคอลัมน์ Draft Till Done ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านเสียงของพวกเขากันเลย
“จากเสียงตำนานเล่าขาน ‘แม่ซื้อ’
สู่หนังผีบนจอสตรีมมิงที่เล่าขานกันต่อทั่วโลก”

เชื่อไหมว่า ‘ผีแม่ซื้อ’ มีจริง
ฟิว : ได้ยินมานานแล้วนะ ตั้งแต่เด็กเลย ส่วนตัวเราไม่ได้เชื่อว่ามีจริง อาจจะด้วยเพราะเราไม่ได้นับถือศาสนาด้วย ถ้ามีจริงเราก็กลัวอยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่เราก็ยังไม่เคยเจอ ตอนนี้ก็เลยยังไม่กลัว
โม : ถ้าตอนเด็กๆ เราเชื่อนะ แต่ตอนนี้เราอาจจะไม่ได้เชื่อขนาดนั้นแล้ว แต่ถ้าอยู่ในเหตุการณ์แบบในเรื่องจริงๆ เราก็คงตกใจนะ (หัวเราะ)
ได้นึกไว้ไหมว่าหน้าตาแม่ซื้อเป็นยังไง
ฟิว : สำหรับเรา ‘แม่ซื้อ’ อาจจะคิดเป็นเรื่องเจ้ากรรมนายเวรก็ได้นะ เพราะคนไทยเขาเชื่อว่าแม่ซื้อมีอยู่ทุกภาคอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเฉพาะอยู่แค่ภาคไหน แม่ซื้อติดมากับเด็กตั้งแต่เกิด เกิดมาเพื่อดูแลปกป้องเด็ก
โม : ถ้าภาพในหัวผมแม่ซื้อไม่ได้หลอนแบบในเรื่องขนาดนั้นนะ แม่ซื้อต้องอยู่ฝั่งเราดิวะ ต้องคอยช่วยปกป้องเราสิ
หลังจากที่ได้รู้ว่าต้องทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง ‘แม่ซื้อ’ นึกถึงผีเป็นอย่างแรกไหม
ฟิว : มันก็ต้องเป็นผีแหละ (หัวเราะ)
โม : ด้วยความที่ผมเป็นคนอีสาน ผมโตมากับย่าตามชนบท ก็เลยนึกถึงบรรยากาศหรือตำนานความเชื่อเหล่านั้นว่าอาจจะเป็นตำนานแมวดำที่เขาพูดว่าเป็นตัวแทนผีแม่ซื้อหรือเปล่า เราเองก็มีข้อมูลไม่เยอะด้วยตอนนั้นว่าแม่ซื้อเป็นยังไง แต่พอได้คุยกับพี่ ‘ป้อง – ไพรัช คุ้มวัน’ ผู้กำกับเรื่องนี้ ว่าแม่ซื้อที่เขามองเป็นแบบไหน ก็ทำให้เราเห็นภาพมากขึ้น
ฟิว : แต่เขาก็ให้ดูคัตติงก่อนด้วย เลยไม่ได้จินตนาการไปเองเยอะ ดูแล้วก็นั่งคุยตอนนั้นเลยว่าจะเอาเป็นแบบไหน และหน้าตาจะออกมาเป็นยังไงบ้างในเรื่องนี้ พี่ป้องเขามีทิศทางที่จะพาหนังไปอยู่แล้วว่าเขาอยากให้มันไปทิศทางไหน เราก็พร้อมเดินตามทิศทางนั้น
ขั้นตอนกระบวนการคิดแบ่งเป็นยังไงบ้าง
ฟิว : อ่านบท คิดธีม ดูกับภาพ พอทำกับภาพเสร็จ ฟังแล้วชอบ ผ่าน! (หัวเราะ)
โม : ตอนแรกก็คุยกับพี่ป้องที่เป็นผู้กำกับก่อนว่าเขาต้องการยังไงคอนเซปต์เรื่องเป็นยังไง หรือคอนฟลิกต์เรื่องข้างในเป็นยังไง โจทย์คือพี่ป้องจะทำทำนองที่เป็นการร้องกล่อมเด็กของทางภาคเหนือมาก่อน แล้วค่อยส่งมาให้มาดีไซน์กันอีกที เหมือนภาพในหัวพี่ป้องเขาจะชัดในเรื่องที่ว่าอยากได้เครื่องดนตรีแบบไหน เขาก็โยนโจทย์ว่าอยากได้เสียงซอ และเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ เหมือนมีคลังอาวุธให้เราได้มาใช้กันต่อ ทีนี้ผมก็มาคุยกับฟิวว่าเราจะแบ่งหน้าที่กันยังไง ใครถนัดตรงไหน และทำอะไรบ้าง
ตอนทำดนตรีได้คุยกับแม่ซื้อไหม
(ฟิวและโมมองหน้ากันแล้วหัวเราะ)
ฟิว : คุยกับตัวเองมากกว่า เสียงในหัวมีนะ แต่คิดว่าไม่ใช่แม่ซื้อ เป็นการคุยกับตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง
โม : เหมือนกัน เหมือนคุยกับตัวเองว่าจะหยิบจับไอเดียที่อยู่บนอากาศมาเป็นดนตรียังไงมากกว่า

หลังจากที่ได้ดูหนังทั้งเรื่องแล้ว ในแง่ดนตรีเราช่วยเสริมการเล่าเรื่องยังไงบ้าง
ฟิว : เริ่มจากคิดธีมก่อน เพราะตัวละครเอกในหนังเขามีพื้นเพมาจากภาคเหนือ เราเลยรู้สึกอยากดัดแปลงทำนองของภาคเหนือมาใส่ในเรื่อง แต่ไม่ได้เอามาทั้งหมด แค่เอามาดัดแปลงให้ฟังแล้วนึกถึงโทนนั้น แต่ละภาคก็จะมีโทนที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอีสาน เหนือ ใต้ ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะตอนรีเสิร์ชหาข้อมูล เราไปวัดที่ภาคเหนือมา แล้วได้ไปฟังพระสวด เขาสวดเป็นทำนองเหมือนร้องเพลงเลย เราคิดว่าอันนี้น่าสนใจดี ก็เลยอัดวิดีโอเอากลับมาฟังแล้วมาลองแกะเป็นดนตรีดู แล้วมันเหมาะพอดีตรงที่เราอยากทำธีมหลักของเรื่องนี้ให้มันเป็นดนตรีกล่อมเด็กที่ร้องตามได้ พอนึกถึงแม่ซื้อ เราก็อยากออกแบบให้เป็นเสียงฮัมผู้หญิงที่เป็นทำนองติดหู ถ้าดูตัวอย่างหนังก็จะได้ยินนะ แต่ก็จะมีการเล่นทำนองนี้ซ่อนอยู่ทั้งเรื่องเช่นกัน
โม : บทสวดแต่ละที่ก็มีเมโลดีที่ต่างกัน เพราะดนตรีแต่ละที่ก็ต่างกันจริงๆ นึกง่ายๆ แค่ดนตรีไทยในกรุงเทพฯ บ้านหนึ่งกับบ้านหนึ่งก็ไม่เหมือนกันแล้ว แต่ถ้าเป็นเมโลดีดนตรีสากล ถ้าโน้ต โด มันก็จะโดเหมือนกันหมดเลย แต่โดในไทยของแต่ละที่ก็จะไม่เหมือนกันอีก แล้วโชคดีที่ฟิวไปเจอทำนองนี้มา มันก็ช่วยพวกเราไกด์ไอเดียได้จากวลีทำนองเฉพาะตัวของเขา แล้วพวกเราก็ทำให้มันเป็นดนตรีสมัยใหม่ ให้มีความซีเนมาติกมากขึ้น
ตัวอย่างภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ (Host)’
แม่ซื้อ (Host) – ตัวอย่างอย่างเป็นทางการ | Prime Thailand

ได้ธีมมาแล้ว หลังจากนั้นเลือกวัตถุดิบยังไงให้เข้ากับธีม
ฟิว : เราเลือกจากเครื่องดนตรีเป็นหลัก เพราะแนวดนตรีโฟล์กเฮอร์เรอร์ก็จะใช้เครื่องดนตรีที่มันเล็กลง ให้มันเหมาะกับเรื่อง อย่างเช่นดนตรีสตริง ดนตรีพื้นบ้าน อะไรแบบนั้น แต่เราอยากให้มันเป็นโฟล์กเฮอร์เรอร์ที่มีดนตรีฝรั่งผสมอยู่ด้วย มันก็ไม่ใช่โฟล์กเฮอร์เรอร์ไทยจ๋าๆ ที่จะใช้แต่เครื่องดนตรีไทยทั้งหมดขนาดนั้น แต่เรายังใส่เครื่องสายของดนตรีสากลมาด้วย ให้มาผสมกับเสียงซอให้มันเกิดความหลอน ทั้งหมดนี้ก็เป็นขั้นตอนซาวนด์ดีไซน์ ซาวนด์เอฟเฟกต์นั่นแหละ
โม : เหมือนเราก็จัดวางว่าเครื่องวงดนตรีซอต้องเด่นตรงนี้นะ โดยมีดนตรีใหม่ๆ ที่เราสร้างขึ้นมาครอบคลุมอีกทีหนึ่ง
ฟิว : เราพยายามคิดให้มันสากลไว้ก่อน ดนตรีในเรื่องนี้เลยจะมีกลิ่นความเป็นยุคกลางของฝรั่งอยู่ด้วย แต่เราหยิบแค่ทำนองเหนือใส่เข้าไปอีกที มีดนตรีไทยผสมบ้างนิดหน่อย ให้คนได้สัมผัสบรรยากาศได้มากขึ้น
แล้วโฟล์กเฮอร์เรอร์กับเพลงโฟล์ก (Folk Song) ปกติ ต่างกันยังไง
ฟิว : (นิ่งคิด) มันก็เป็นแนวเฮอร์เรอร์แหละนะ (หัวเราะ)
โม : มันคือการหยิบจับบางอย่างมาผสมกัน เหมือนกับเราหยิบดนตรีสมัยเก่า ให้มาผสมกับดนตรีสมัยใหม่ แต่มันยังมีความซีเนมาติกที่ยังมีความร่วมสมัยอยู่
พอต้องทำงานภายใต้ธีมหลักเป็นหนึ่งเดียว
แต่เรามีกันสองคน คิดว่าเอกลักษณ์ของคอมโพเซอร์จะต้องเหมือนกันไหม
ฟิว : สุดท้ายแล้วเราคิดว่าลายเซ็นของคอมโพเซอร์แต่ละคนจริงๆ ก็ไม่เหมือนกันขนาดนั้นหรอก ถ้าไม่ได้ไปก๊อปปี้เพลงเขานะ เพราะว่าวิธีฟัง การเติบโต สัญชาตญาณแต่ละคนมันต่างกัน อย่างโมก็จะถนัดดนตรีอิเล็กทรอนิกหรือซาวนด์ดีไซน์เยอะๆ ส่วนเราก็จะถนัดออเคสตราหรือเขียนทำนอง จะถนัดทางนี้มากกว่า
โม : ในส่วนของทำนองเมโลดีฟิวก็จะเป็นคนทำตั้งต้นมาก่อน แต่ว่าซาวนด์ตรงไหนที่ต้องดีไซน์ให้มันหลอนๆ หรือว่าซีนบู๊ๆ เราก็จะเป็นคนทำ ซีนไหนที่มันต้องการอินเทนชันหนักๆ จังหวะฉับๆ หน่อย ผมก็จะทำส่วนนั้น เราจะแบ่งกันทำในสิ่งที่แต่ละคนทำได้ดี เพราะถนัดกันคนละแบบ

เห็นว่ามีใช้เครื่องดนตรีที่พังแล้วด้วยในแต่ละเพลง ทำไมต้องเป็นแบบนั้น
ฟิว : เรียกว่าเป็นการเล่นเครื่องดนตรีในรูปแบบอื่นมากกว่า เล่นแบบที่คนปกติเขาไม่ได้เล่นกัน (หัวเราะ) นักดนตรีที่เล่นเครื่องซอเขาเอามาเล่นให้มันเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด แบบที่ไม่เป็นทำนอง ให้มันดูเป็นหนังผี สะเปะสะปะ ให้มันดูมีมิติใหม่ๆ มากขึ้น
โม : เราคิดว่าการเล่นเทคนิคใหม่ๆ หรือสร้างเสียงใหม่ๆ ให้คนจับต้องไม่ได้ มันจะทำให้คนดูได้ตั้งคำถามว่าเสียงนี้มันคือเสียงอะไรกันแน่ เพราะปกติเสียงดนตรีทั่วไปมันมีเมโลดีที่เรียบเรียงมาดีแล้ว แต่พอเราเอาเสียงบางอย่างที่คนจะรู้สึกระแวง สงสัย มันจะทำให้ความหลอนเกิดขึ้นมา มันเป็นเพราะเราหาคำตอบให้มันไม่ได้ คนเราก็เลยรู้สึกกลัว ระแวง เราก็คิดไอเดียมาเพื่อเล่นกับเรื่องความรู้สึกคน และใส่เข้าไปในธีมดนตรีเรื่องนี้เหมือนกัน
ทำงานกันสองคนในเรื่องนี้ แบ่งหน้าที่กันยังไง
ฟิว : ส่วนใหญ่ก็แบ่งเพลงกันว่าเพลงไหนใครทำหรือซีนไหนใครทำ แต่ก็จะทำธีมขึ้นมาก่อนเพื่อให้รู้ว่าจะมีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง มีทำนองอะไรบ้าง และภาพที่จะออกมาเป็นยังไงบ้าง
ทำงานกับใครมากสุดในหนังเรื่องนี้
ฟิว : ผู้กำกับและอีดิเตอร์จะทำงานกับสองคนนี้เยอะสุด เจอหน้ากันอยู่แค่นี้ (หัวเราะ)
โม : แต่จริงๆ จะเป็นแบบนี้แทบทุกเรื่องนะ เพราะเราต้องสื่อสารกับเขา แล้วบางทีมันมีการแลกเปลี่ยนไอเดียกันได้ อย่างเช่นบางทีอีดิเตอร์ก็จะบอกว่าลองแบบนี้ดีไหม เราก็ได้ ลองดู เป็นการสื่อสารร่วมกัน
แล้ว ‘แม่ซื้อ’ กับ ‘ผู้กำกับไม่ซื้อ’ อันไหนน่ากลัวกว่ากัน
ฟิว : ผู้กำกับดิ (หัวเราะ)
โม : ชอบความเล่นคำนะ (หัวเราะ) ต้องเป็นผู้กำกับอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างต้องตรงตามในสิ่งที่เขาวางไว้ เรามีหน้าที่ติดตามทิศทางนั้นไป
คิดว่าเสียงอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ในภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ’
ฟิว : คิดว่าเป็นทำนองที่เสียงผู้หญิงฮัมในลำคอ ฮือฮื้มฮื้อฮือ เขาจะจินตนาการออกไหมวะ (หัวเราะ) แล้วก็บทเพลงกล่อมเด็กด้วย หรืออาจจะมีอื่นๆ อีก แล้วแต่คนจะสัมผัสได้ ต้องไปฟังกันในภาพยนตร์ครับ

หนังผีไทยทำกันมาเยอะมากแล้ว จนคนไทยเขาคุ้นชินจังหวะ ตุ้งแช่! ในฐานะคนทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ ยากไหม ที่จะหาอะไรใหม่ๆ ให้คนดูได้เซอรไพร์สเรื่อยๆ
ฟิว : อันนี้หลักๆ อยู่ที่จังหวะผู้กำกับด้วยว่าเขากำกับภาพมายังไง เพลงก็เป็นตัวเสริมบรรยากาศ จังหวะหลอกก็จะเป็นของผู้กำกับว่าเขาจะหลอกคนยังไงมากกว่า ก็ต้องหามุมพลิกแพลงกันเรื่อยๆ แต่ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีจัมป์สแกร์เยอะนะ เน้นไปที่บรรยากาศให้มันรู้สึกเหมือนจะมี หรือบางทีก็ไม่มี ต้องมาดูเอง
โม : ตลอดสิบกว่าปี ผมเห็นมีคนทำดนตรีประกอบที่ทำเกี่ยวกับดนตรีไทยเยอะมากแล้ว ด้วยความที่คนไทยโตมากับความเชื่อว่า ถ้าเราเดินผ่านห้องดนตรีไทยแล้วได้ยินเสียงระนาด มันจะน่ากลัวทันที สิ่งเหล่านี้ก็เลยหล่อหลอมจนทำให้เป็นสัญลักษณ์ไปแล้ว แต่โจทย์ของเราก็ต้องบิดให้ต่างจากคนที่เขาทำมา เพราะว่าตรงจัมป์สแกร์ปกติก็จะมีผีโผล่ออกมาเลยใช่มั้ย แต่เราจะใช้ความหลอน เพื่อให้คนดูได้ตั้งข้อสงสัยจนเกิดความเอ๊ะบางอย่างว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะ ทำให้คนเดาไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้น
เหมือนเวลาเราขับรถไปต่างจังหวัดตอนกลางคืนแล้วเปิด Google Map ใจเราเวลาขับจะรู้สึกนานมาก ทั้งๆ ที่ระยะทางมันก็เท่าเดิม แค่เราไม่รู้ว่าปลายทางเป็นยังไง หนังที่เราทำมันก็เป็นแบบนั้น ให้คนดูได้ลุ้นว่าผีมันจะออกมามั้ยวะ หรือไม่ออกกันแน่ สิ่งนี้นี่แหละเลยทำให้ความกลัวในจินตนาการเรามันพุ่งมากขึ้น

แล้วดนตรีในเรื่องนี้ ‘ถูกทำให้คนกลัว’ หรือ ‘ทำให้คนเชื่อ’ มากกว่ากัน
โม : เหมือนต้องชั่งน้ำหนักกัน ทั้งกลัวด้วย แล้วก็ต้องมีความเชื่อด้วย แต่เนื้อเรื่องในหนังทั้งหมด เราเชื่อว่าพอได้ดูไปเรื่อยๆ เราจะเชื่อไปกับหนังโดยปริยายอยู่แล้ว แต่ว่าหน้าที่ของเราแค่เสิร์ฟชั้นเชิงความหลอนเหล่านั้นให้มันมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ฟิว : เรื่องความเชื่อ เราว่ามันก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณแต่ละบุคคลด้วยนะว่าเวลาดูแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อบ้าง เรื่องแบบนี้เราบังคับเขาไม่ได้ เราทำได้แค่ชักจูงเขาอารมณ์ไปให้ได้มากที่สุด แต่เราว่าสิ่งที่ยากมันคือภาษาหนัง หมายถึงคนทำอะยาก คนดูไม่ยากหรอก เพราะมันจะต้องหาทางทำยังไงให้คนดูเชื่อ ต้องไม่หนักไป ต้องมีเหตุมีผลเต็มไปหมด ทำหนังเลยเป็นศาสตร์ที่ยากสำหรับเรา
โม : เวลาผมถามคนรอบตัวว่าดูหนังที่เราทำดนตรีแล้วเป็นยังไงบ้าง ทุกคนก็จะตอบกลับมาว่า เออ ดีนะ แต่กูลืมแล้วว่าดนตรีที่มึงทำเป็นยังไง อันนี้แหละถูกแล้ว เพราะถ้าไม่ได้ยินดนตรี อันนั้นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว เราต้องการสร้างบรรยากาศองค์รวมทั้งหมดตรงนั้น ให้ทุกอย่างมันไปด้วยกันได้มากที่สุด คงเหมือนคำไทยๆ ที่เขาบอกกันว่า ผู้ปิดทองหลังพระ คงใช้ได้กับอาชีพนี้ พูดแบบนี้มันจะดูเชยปะวะ (หัวเราะ)

พอหนังต้องมาอยู่ในสตรีมมิงแล้วมันเวิล์ดไวด์มาก ในฐานะนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเล่าความเป็นผีไทยยังไง ให้คนต่างประเทศเข้าใจเหมือนกับเรา
ฟิว : สำหรับเราคิดว่าไม่น่ายากนะ เหมือนเวลาเราดูโฟล์กเฮอร์เรอร์ของฝรั่ง ยกตัวอย่างในหนังเรื่อง MIDSOMMAR เสียงในหนังเรื่องนั้น เขาก็จะมีคาแรกเตอร์ของเขาอยู่ ถ้าใครเคยดูเรื่องนี้ จะสัมผัสได้ว่าถึงแม้จะต่างวัฒนธรรม แต่เรายังรู้สึกได้เลย เราว่าเรื่องนี้ก็จะให้ความรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าเกิดเป็นคนที่ดู World Cinema อยู่แล้วจะเข้าใจความรู้สึกการดูเรื่องนี้ไม่ยาก
“นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์
ผู้ที่ทำให้คนรู้สึก มากกว่าได้ยิน”

วิธีคิดดนตรีประกอบภาพยนตร์ กับวิธีคิดดนตรีเพลงปกติ ต่างกันไหม
ฟิว : ต่างเยอะเลย พอเป็นหนังแล้วมันต้องเข้าใจภาษาหนังก่อน มันเข้าใจแค่ดนตรีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นคนดูหนังด้วยถึงจะเข้าใจว่าการเอาดนตรีมาช่วยเลี้ยงภาพมันเป็นยังไง มีคนทำอาชีพตรงนี้น้อยมาก คงเป็นเพราะว่ามันต้องสามารถเข้าใจทั้งสองศาสตร์นี้ด้วย ขาหนึ่งเป็นดนตรี อีกขาหนึ่งเป็นภาพยนตร์ ถ้าเกิดเราเข้าใจทั้งสองศาสตร์ เราก็จะทำดนตรีประกอบได้ดีมากขึ้น จริงๆ ขอแค่เข้าใจสองศาสตร์ไปด้วยกัน ซึ่งหลายคนที่ทำดนตรีเป็น ก็จะทำดนตรีเป็นอย่างเดียว พอมาทำในส่วนที่ต้องทำดนตรีเพื่อเล่าไปกับภาพ ก็จะทำไม่ได้เพราะขาดความเข้าใจ บางทีตอนเราทำดนตรี เราก็จะกดดูภาพพร้อมกันไปด้วย เพราะเราต้องเข้าใจภาษาหนังก่อนว่า หนังแต่ละเรื่องที่เขาสื่อออกมา มันมีภาษาในแบบของมันอยู่
โม : ใช้คำนี้ถูกเลย ‘ภาษาหนัง’ คนที่ทำเพลงเพราะๆ ดีๆ มีเยอะมาก แต่คนที่เข้าใจกับภาพกับมีเดียจริงๆ ดันมีน้อยมากนี่สิ ถ้าอย่างเราเวลาดูหนังเรื่องหนึ่งจบ เราก็จะมาดูเลยว่าคอมโพเซอร์คนนี้คือใคร เทคนิคที่เขาใช้เขาทำยังไง ภาษาหนังมันต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจก่อนว่าหนังมันเล่ายังไง เพราะดนตรีเราต้องอันเดอร์หนังอีกทีหนึ่ง จุดที่จะต้องชูหนัง หรือชูดนตรี คือจุดไหน ก็ต้องดูภาษาหนังอีกทีว่าเขาให้เราชูได้มากน้อยแค่ไหน มันคือความบาลานซ์ของภาษาหนังกับดนตรีเราด้วย
คิดว่าการใช้ ‘เสียง’ เข้ามาช่วยเล่าเรื่องของหนัง สำคัญมากน้อยแค่ไหน
ฟิว : เราว่าหนังผีมันก็ต้องใช้เสียงช่วยอยู่แล้วโดยปกตินะ คิดว่าสำคัญมากเลยแหละ
โม : ถ้าหนังผีไม่มีดนตรีประกอบเราว่าก็จะแปลกๆ นะ ผมว่าจริงๆ ก็เป็นแทบทุกเรื่องนะ ถ้าไม่มีดนตรีประกอบ มันก็จะเหมือนขาดอะไรไป แต่มันมีหนังที่ไม่มีดนตรีประกอบอยู่นะ แล้วแต่ดีไซน์ของหนังเรื่องนั้น แต่สำหรับเราคิดว่าถ้ามันมีดนตรีประกอบแล้ว มันจะช่วยชูความรู้สึกคนดูมากกว่าเดิมแน่ๆ

ตอนเราทำดนตรีออกมาในแต่ละฉาก เราจะรู้ได้ยังไงว่ามันสมบูรณ์แล้ว
ฟิว : ตอบยากเลย (นิ่งคิด) เราว่ามันคือสัญชาตญาณที่ต้องสร้างเอง ต้องดูหนังเยอะๆ ฟังเพลงเยอะๆ แล้วเหมือนจะรู้เองว่ามันยังขาดอะไรรึเปล่า ถ้ามันรู้สึกแปลกๆ ตอนเราฟัง ก็แปลว่ายังไม่สมบูรณ์ บางทีมันฟังแล้วจะรู้ได้เลยว่ายังขาดส่วนไหน ขาดเบส ก็แค่เติมเบส มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์การฟังมาเรื่อยๆ เราว่ามันคือเซนส์ของช่างฝีมือ ไม่ว่าจะศิลปะแขนงไหนก็ตาม จะวาดรูป หรือดนตรี มันจะรู้ได้เองว่าเราต้องเติมตรงไหน เราต้องใช้สีอะไร จะรู้ได้เอง
โม : ถ้าฟังจนรู้สึกว่าอิ่มแล้ว ฟังแล้วรู้สึกตามโจทย์นั้น เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เหมือนกับว่าถ้าเราจีบผู้หญิงคนหนึ่งแล้วเรารู้สึกว่าคนนี้ใช่เลย นั่นแหละครับอารมณ์นั้นเลย แต่ถ้ามันยังไม่ใช่ เราก็ต้องทำให้มันใช่ (หัวเราะ) บางทีที่นั่งฟังด้วยกันกับฟิว แล้วรู้สึกเหมือนกันได้เลยว่าแม่งน่าเติมอันนี้ว่ะ มันจะมีค่ากลางบางอย่างที่รู้สึกเหมือนกัน คงเรียกว่าเซนส์แหละมั้ง มันต้องฝึกฝนจริงๆ
แต่จริงๆ เพลงจะเพราะไม่เพราะ เราจะต้องรู้สึกเองก่อนว่ามันเพราะสำหรับตัวเราแล้วก่อนนะ แล้วเราค่อยไปดูอีกทีว่าเพราะสำหรับคนอื่นเป็นยังไง หรือสำหรับผู้กำกับเป็นยังไง จากนั้นเขาก็จะไกด์ไอเดียมาเพิ่มว่า เฮ้ย เพราะของเขาเป็นแบบนี้นะ อันนี้จะช่วยทำให้ดนตรีมันสมบูรณ์มากขึ้นไปอีก อย่างแรกคือเราต้องเซนส์ให้ได้ก่อน อย่างเช่นเรื่องนี้ ก็ต้องรู้สึกว่ามันหลอนจริงๆ ก่อน ถึงจะมองว่าสมบูรณ์
สำหรับการฝึกให้มีเซนส์ได้ คิดว่ามีสูตรสำเร็จให้ทำตามไหม
ฟิว : เรื่องเซนส์แต่ละคนเราว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จให้หรอก แต่มันจะต้องฝึกฝนเอง แต่ถ้าถามแนวทางมันเป็นเรื่องของการจัดการมากกว่า เราจะจัดการยังไงในการทำงาน ซึ่งมันจะไม่ได้เกี่ยวกับสกิลการทำเพลง ไม่ได้เกี่ยวกับการสร้างงานศิลปะเลยนะ แค่เราจัดระบบในหัวได้ดี มันจะช่วยเราไปได้เยอะเลย ส่วนเรื่องเซนส์ มันอยู่ที่ว่าเราโตมาแบบไหน ชอบฟังอะไร เราจะมาบังคับให้คนนี้ฟังแนวนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แนวเขาอยู่ดี แค่ต้องหาของตัวเองให้เจอ
โม : เป็นเรื่องการเปิดรับด้วยนะ ว่าเราเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน ยังสนุกกับสิ่งใหม่ๆ อยู่มั้ย มันเหมือนกับต้องตามเทรนด์หรือคำพูดตอนนี้ใน TikTok ว่าเขาฮิตอะไร เราต้องคอยศึกษาตลอด ต้องคอยศึกษาคอมโพเซอร์ในยุคนี้แต่ละคนว่าเขาทำดนตรีออกมาได้ยังไง คิดอะไร
ตอนทำเพลงเคยมีช่วงหมดมุกไหม
ฟิว : มีนะ แต่มันต้องใช้เวลาแหละ ถ้ามันคิดไม่ออกตอนนั้น เราก็ปล่อยไปคิดเวลาอื่น ถ้าเดดไลน์ไม่ได้บีบอะนะ (หัวเราะ)
โม : ส่วนของผมไม่ค่อยมีครับ เพราะเดดไลน์จะบีบให้คิดออก อาจจะเป็นเพราะว่าตอนเราทำเพลง เราก็จะทำไปเรื่อยๆ เพราะไม่เพราะแต่ก็ทำไปก่อน แต่เดดไลน์มันจะบอกเราว่าตารางวันนี้ต้องทำเท่านี้ ได้หรือไม่ได้ เดดไลน์มามันก็ต้องได้ ของผมเลยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคิดไม่ออก
ฟิว : แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการมีเวลาให้ครีเอทิฟก็เป็นเรื่องที่ดีกว่านะ ในยุคปัจจุบันนี้เวลาจะทำหรือจะคิดอะไรสักอย่างขึ้นมา ทุกอย่างต้องเร็ว ต้องทัน จนกลายเป็นบีบการทำงานทุกอย่างให้เร็วขึ้น แต่กระบวรการครีเอทิฟของมนุษย์เรายังใช้เวลาเท่าเดิมอยู่ เราเห็นเขาทำการวิจัยมานะ ในหนึ่งวันของคนทำงานครีเอทิฟถ้าเอาให้มีประสิทธิภาพสุดๆ ก็ได้มากสุดแค่ 4 ชั่วโมง แต่ว่าตารางการทำงานที่เราโดนบีบให้ทำในทุกๆ วันมันมากกว่านั้นอีก อีกทั้งยังต้องทำงานเยอะขึ้นในจำนวนเงินที่ไม่ได้ต่างจากยุคก่อนมากเท่าไหร่ แต่สุดท้ายคนก็ทำงานได้เท่านี้อยู่ดี เพราะคนมันไม่ใช่หุ่นยนต์ทำเกินนี้ไม่ได้
โม : เราคิดว่าถ้าให้เวลาตรงนี้มันเห็นผลดีด้วยนะ เหมือนกับนักบอล เขาไม่ได้เตะบอลทุกเวลานะ เขาก็มีช่วงที่ปล่อยตัวเองอยู่ ว่าตอนนี้ซ้อมนะ ถึงตอนเที่ยงแล้วก็ต้องพัก อย่างน้อยมันก็เป็นช่วงให้เขาได้อยู่กับตัวเองเพื่อเหลาคมบางอย่างในตัว อย่างตัวผมเองถ้าฟิวก็ส่งซาวนด์มาให้เราฟังว่าซาวนด์ที่เราจะทำมันจะประมาณนี้นะ ผมก็ต้องมีเวลาไปทำการบ้านว่าจะไปหาซาวนด์ประมาณนี้จากไหนได้บ้าง มันต้องใช้เวลาคิดทั้งหมด
คำถามจริงจัง สำหรับคนที่เป็นนักประพันธ์ดนตรีประกอบ เวลากินข้าวเปิดเพลงประกอบไหม
ฟิว : เราไม่ค่อยชอบอยู่เงียบๆ เลยเปิดเพลงฟังตลอดเวลาครับ ยกเว้นตอนทำงานนะ (เพราะเป็นคนทำเพลง) ส่วนใหญ่ก็จะฟังเรื่อยเปื่อย แต่ถ้าฟังเยอะๆ เลยคือจะไปทางบรรเลงมากกว่า เพลงมันมีหลายแนวมาก พร้อมเสิร์ฟทุกมูดอยู่แล้ว ถ้าเราอยากผ่อนคลายก็จะไปฟังเพลงดนตรีน้อยๆ หรือเสียงบรรยากาศอะไรแบบนั้น เพราะสำหรับเราการฟังเพลงมันเป็นการผ่อนคลายไปด้วย
โม : ของผมแล้วแต่ช่วงครับ บางช่วงก็ฟัง บางช่วงก็ไม่ฟังเลย เพราะเราอยู่กับมันมาเยอะแล้ว แต่ถ้าตอนไหนอยากฟังก็ขึ้นอยู่กับเวลากับบรรยากาศผมตอนนั้นว่าอยากฟังแนวไหน บางทีผมก็ฟังแจ๊ส หรือตอนขับรถก็ฟังเพลง Silly Fools บางทีตอนยกเวทก็ฟังพวกฮิปฮอปให้มันกระตุ้นหน่อย อยู่ที่ว่า ณ โมเมนต์ตรงนั้น เรารู้สึกยังไงเราก็เสิร์ฟไปตามนั้น

“นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์
ผู้สร้างเสียงบรรเลงฉากหลัง แต่น้อยคนที่จะมองเห็น”
ความสนุกในงานสายนี้คืออะไร
ฟิว : เราชอบเพราะว่ามันสนุก ไม่น่าเบื่อ เพราะว่าในแต่ละเรื่องแต่ละโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เราได้ทำ เราก็จะทำซาวนด์ให้มันคนละแบบ เหมือนใช้ไอเดียใหม่ๆ ตลอด มันจะไม่ใช่งานรูทีนที่ทำเหมือนเดิมเป็นปีๆ เราเลยไม่ค่อยรู้สึกเบิร์นเอาต์ในงานนี้ ได้คิดไปเรื่อยๆ สมองเราก็จะแล่นไปเรื่อยๆ
โม : เราชอบงานนี้เพราะมันพาเราได้ไปเจอการตีความในรูปแบบใหม่ๆ เราก็จะได้ลองวิธีการใหม่ๆ ลองอาวุธใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำ มันท้าทายดี
แล้วความยากล่ะ
โม : ความยากสำหรับผมน่าจะเป็นช่วงแรกที่ต้องจูนกันระหว่างผู้กำกับก่อนจะเริ่มการทำงาน ว่างานที่เราจะทำเขาอยากให้ออกมาเป็นแบบไหน พอช่วงแรกเสร็จหลังจากนั้นก็จะสบายแล้ว เราจะรู้แล้วว่าเขาชอบแบบนี้ เขาชอบเสียงแบบนี้ที่เป็นสัญลักษณ์ในซีนนี้
ฟิว : คล้ายๆ กัน สำหรับเราขั้นตอนคิดธีมยากสุด คิดไอเดียตั้งต้นแรกของหนังยากสุด ไอเดียมันที่อยู่ในอากาศ อยู่ที่ว่าเราจะคว้ามันได้ไหม (หัวเราะ) เพราะถ้าไอเดียมาแล้ว ทุกอย่างมันจะไหลตามมาเอง มันเลยต้องใช้เวลามากๆ ก่อนจะเริ่มทำโปรเจกต์ ส่วนตัวเราก็จะขอบทมาก่อน เพราะว่ามันต้องใช้เวลาในการคิดก่อนว่าจะเอายังไงในเรื่องนี้ จะให้มันออกมาเป็นแบบไหน
โม : การมีธีมมาก่อนมันจะช่วยตบทุกอย่างให้เข้าที่เอง มันเหมือนถ้าตั้งต้นไว้ดี อันหลังสบายแล้ว

อาชีพนักประพันธ์ดนตรีประกอบ สำหรับทั้งสองคนคืออะไร
โม : จริงๆ คำว่านักประพันธ์ดนตรี มันมีคำนี้มานานมากแล้วล่ะ และมีอาชีพนี้อยู่นานแล้ว แต่มันกว้างมาก เพราะมันมีนักประพันธ์ดนตรีหลายสาขามากเลย มันเป็นไปได้หมดอยู่ที่ว่าเราจะทำดนตรีประกอบอะไร ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบมีเดีย ภาพ โฆษณา หรืออื่นๆ อีกมาก แต่ถ้าในกรณีนี้พอมีคำว่า ‘ดนตรีประกอบภาพยนตร์’ เข้ามาก็เลยกลายเป็นทำดนตรีเพื่อเสริมการเล่าเรื่องของหนัง
ฟิว : ใช่ จะประกอบอะไรก็ได้ ถ้าพูดง่ายๆ ก็เหมือนทำเพื่อเสริมมีเดียอะไรสักอย่าง ประกอบอะไรสักอย่าง ที่ไม่ได้เป็นดนตรีหรือเพลงของตัวเอง เพราะถ้าจะทำดนตรีหรือเพลงที่เป็นของตัวเอง ก็จะเป็นทางศิลปินเดี่ยวอะไรทำนองนั้น
มีเยอะไหม คนที่ทำอาชีพนี้
ฟิว : ไม่เยอะ น้อยมาก น้อยเกินด้วย
คิดว่าเป็นเพราะอะไร ถึงมีคนทำอาชีพนี้น้อย
โม : (นิ่งคิด) บางคนเขาแค่อยากทำเพลงเฉยๆ แต่พอให้ทำดนตรีควบคู่ไปกับภาพมันดันไม่เข้ากัน ถ้าคุยในเรื่องเลี้ยงชีพ อาจจะเป็นเพราะบางคนเขาก็ไม่ได้มีโอกาสได้รับงานสายนี้ตลอดเวลา เขาก็เลยต้องเปลี่ยนสายงานไปด้วย อย่างผมเองก็งานหลักที่ได้รับเป็นหนังก็จริง แต่ก็ต้องสลับไปทำงานสายอื่นๆ ด้วย การเป็นอยู่ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน
ฟิว : ตลอดการทำงานในสายอาชีพนี้ เราก็พยายามเช็กลิสต์ทุกปีว่าปัญหานี้มันเกิดขึ้นจากอะไร จากที่เราวิเคราะห์ได้คือ ปัญหาเกิดจากคนเพลงเขาไม่ดูหนัง อย่างเช่นดูเพื่อวิเคราะห์ ดูเพื่อรู้วิธีการเล่าเรื่องของหนัง เราว่าเป็นเพราะสาเหตุนี้แหละ ที่ทำให้คนทำงานในสายนี้ยังมีน้อย พอมันต้องเข้าใจทั้งสองทาง ทั้งภาพยนตร์และดนตรี มันเลยยิ่งต้องรู้เยอะกว่าเดิม ต้องเข้าใจองค์รวมของศิลปะ ถ้าคุณทำดนตรีเข้าใจเครื่องดนตรีแล้ว คุณต้องไปดูวัฒนธรรมของที่อื่นๆ ด้วย ต้องเปิดโลกให้กว้างเข้าไว้
เราว่าทุกตำแหน่งในการทำหนังเราว่ามันต้องไปเปิดโลก ไม่เช่นนั้นเราจะทำหนังที่มันกว้างและลึกซึ้งได้ยังไง สมมุติเราทำหนังผู้อพยพ เราก็ต้องไปรู้จักผู้อพยพ สมมติเราทำหนังเกี่ยวกับการเมือง สังคม ก็ต้องตีความสังคมติดตามการเมืองอยู่ตลอดเวลา ส่วนเราทำดนตรี เราแค่ต้องไปศึกษาวัฒนธรรมดนตรีอื่นๆ บ้าง ยกตัวอย่างเช่น World Music ถ้าเป็นไปได้ศึกษาจากสิ่งนี้จะดีมาก แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกนะ แค่รู้ก็พอ เพราะเราแค่เอามาทำประกอบหนัง แต่เราไม่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อให้คนพื้นเมืองเล่น เน้นรู้กว้างไว้ก่อน คือถ้ารู้ไม่กว้าง เราจะทำได้สโคปแคปมาก มันก็เลยจำกัดคนที่จะเข้ามาทำสายอาชีพนี้พอสมควร เพราะมันต้องเนิร์ดศิลปะจริงๆ

ตั้งแต่ทำงานสายนี้มา เคยเบิร์นเอาต์บ้างไหม
ฟิว : (ตอบทันที) ไม่เคย มีแค่เหนื่อยแต่ไม่ได้เบิร์นเอาต์ เพราะหัวคิดเพลงอยู่เรื่อยๆ มีแค่เหนื่อยกายที่ไม่อยากทำแล้ว อยากนอนอะไรแบบนั้นมากกว่า เพราะบางทีแค่งานมันโอเวอร์โหลด มันไม่ได้เบิร์นเอาต์จนไม่อยากทำอาชีพนี้แล้ว มันแค่อยากพักเฉยๆ เพราะว่าอาชีพนี้ก็ทำได้เรื่อย เปลี่ยนโปรเจกต์ เปลี่ยนไอเดียมันก็ไม่เบื่อแล้ว (ยิ้ม)
โม : (นิ่งคิด) สำหรับเราก็มีนะ แต่สุดท้ายก็ต้องทำต่อจนกว่าโปรเจกต์นั้นจะจบลง เราว่าอาชีพนี้มันท้าทายทุกงานทุกโปรเจกต์ที่ได้ทำเลย พอเจอผู้กำกับคนใหม่ๆ เราก็รู้สึกว่าเราเก่งขึ้นไปตามเนื้องานนั้นด้วย เพราะได้ศึกษาจากผู้กำกับหรือสไตล์ความชอบแต่ละคนว่าเขาชอบฟังดนตรีแนวไหนบ้าง มันก็เป็นคลังใหม่ๆ ที่เราก็ได้เรียนรู้ไปกับเขาด้วย ทุกงานก็เลยกลายเป็นพื้นที่ทดลองงานของเราเสมอมันจะเป็นแบบนั้นมากกว่า เพราะการทำสิ่งนี้มันต้องใช้ใจมากๆ นะ มันต้องรู้สึกชอบมากๆ ด้วย เหมือนการจีบสาวว่า ‘ฉันจีบเธอแล้ว ฉันไม่เลิกกับเธอหรอก คุณยังมีจุดเด่นที่ผมยังอยากศึกษาคุณต่ออยู่’ ทำไมกูชอบเปรียบเทียบกับความรักวะ (หัวเราะ) เออ นั่นแหละ ถึงจะท้อแต่เราก็ไม่เคยอยากเลิกทำ
ตลอดระยะเวลาการทำงานในสายนี้ ได้ให้อะไรกับเราบ้าง
โม : อย่างแรกก็คือให้เงิน (หัวเราะ) ผมว่าอาชีพนี้เป็นช่องทางที่จะทำให้ผลงานของเราเข้าถึงหูคนดูได้ง่ายที่สุด ผมว่าคนทำงานศิลปะมันคือเป็นอาชีพที่ต้องการคนมองเห็นนะ อย่างน้อยผลงานของเรา ก็ได้ไปอยู่ในผลงานดีๆ ร่วมกันกับทุกคน ได้แชร์ไอเดียหรือว่าการตีความที่ทำออกมาร่วมกับทุกคน ผมว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่งานนี้ได้ให้กับผม
ฟิว : เราเป็นคนชอบลับคมสมอง งานนี้มันทำให้เราได้คิดไปเรื่อยๆ งานประเภทนี้มันทำให้เราคิดแบบที่เราอยากคิด โดยที่เรายังได้ตังค์นะ เพราะถ้าให้เราทำงานอาร์ตจ๋าๆ ที่ทำเพื่อคุณค่าชีวิต อาจจะไม่ค่อยมีกินเท่าไหร่
คิดว่าในสายอาชีพนี้ในไทยกับต่างประเทศ ต่างกันไหม
ฟิว : ถ้าในแง่สร้างงานเราว่าไม่ได้ต่างกัน เราว่ามันใช้แนวคิดเดียวกันเลยนะ แต่แค่เราทุนน้อยกว่าเขาเท่านั้นเอง ถ้าบ้านเราสามารถมีเงินหมุนได้จนเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศได้ก็คงดี เข้าการเมืองอีกแล้ว เพราะซอฟต์พาวเวอร์ไทยเราก็ไม่ได้น้อยหน้าเขานะ อย่างเมื่อก่อนหนังผีไทยเราอย่างเรื่อง ‘ชัตเตอร์’ ก็ดีมากๆ เลย เพียงแต่ตอนนี้ประเทศเราเดินช้ากว่าเขามาก มันเลยทำให้ล้าหลังลง ทุกวันนี้ทุนทำหนังเกาหลีเงินหมุนเขาเยอะมาก เขาเลยผลิตงานดีๆ ออกมาได้เยอะจริงๆ
ถ้าพูดกันจริงๆ ในตอนนี้มันดีขึ้นหรือแย่ลง
ฟิว : เราว่ามันก็ดีขึ้นนั่นแหละ เพียงแต่มันเดินช้ามาก มันค่อยๆ คลานไป จะว่าแบบนั้นก็ได้
โม : แต่ผมรู้สึกว่ามันถอยลงมาจากเมื่อก่อนนะ แต่มันกำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นไป มันเหมือนเป็นกราฟที่ดิ่งลง แล้วมันกำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นไปอยู่
ฟิว : อ้าว แล้วสรุปมันดิ่งหรือไม่ดิ่ง
โม : ไม่ไง หมายถึงก่อนหน้านั้นมันดิ่ง ตอนนี้ก็ค่อยๆ ดีขึ้นไง

ในฐานะที่เราเป็นคนทำงานศิลปะ แล้วอยากให้ชิ้นงานที่ออกมามันยังดูมีคุณค่า แล้วบาลานซ์ยังไง ระหว่างศิลปะ (Art) กับธุรกิจ (Commercial)
โม : สำหรับผมถ้าเขาจะให้ผมทำให้ Commercial จ๋าๆ เลยมันก็ได้นะ ถ้าเขาจ่ายตังค์มากพอ (หัวเราะ) อันนี้ก็พูดอย่างตรงๆ บังคับได้เลย เพราะว่าผมเองก็ทำเพลง Commercial ด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าถ้าคุณจ่ายตังค์มากพอ เราจะยอมไม่เป็นตัวเองให้คุณได้ แต่ถ้าเวลาเราทำดนตรีในหนัง มันจะมีความเป็นตัวเองครึ่งหนึ่ง กับความคิดเห็นผู้กำกับครึ่งหนึ่งผสมลงไป จริงๆ ผลงานที่ผมทำในหลายๆ เรื่อง ก็มีแอบใส่ซาวนด์แปลกๆ เข้าไปด้วยนะ เพื่อทดลองโดยที่คนอื่นไม่รู้ ผมชอบทำแบบนั้นมาก แล้วถ้ามันเข้า ผู้กำกับชอบ ผมจะรู้สึกว่านี่แหละ! ต้องอย่างงี้สิวะ! (ตบเข่าฉาด)
ฟิว : งานนี้มันเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่างสองอย่างคือ Commercial กับ Art เป็นงานที่เราก็ชอบจนไม่ได้คิดว่าจะไปทำอย่างอื่นแล้ว คงจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะมันอยู่ในสายเลือดไปแล้ว มันเหมาะกับคาแรกเตอร์เรา เลี้ยงชีพได้ด้วย แถมยังไม่ได้บีบไอเดียเรามากเกินไป มันพอดีแล้วสำหรับเรา
นอกจากเงินทุน มีปัจจัยอย่างอื่นอีกไหมที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เดินช้า
โม/ฟิว : การเมือง
โม : จริงๆ ไม่อยากพูดคำนี้หรอก แต่มันเกี่ยวโยงจริงๆ เพราะการทำหนังมันก็ยังเป็นอีกสายอาชีพที่ต้องการผู้คนมาหล่อเลี้ยงมันด้วย
ฟิว : เรื่องโครงสร้างสังคม ถ้าพื้นฐานมันดี ชีวิตผู้คนก็ดี ผลงานศิลปะที่ออกมา มันก็จะดีไปด้วย
โม : เขาเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่น คนทำงานครีเอทิฟเลยไม่ค่อยโดนเห็นค่าสักเท่าไหร่ มีคนเคยตั้งคำถามกับผมว่าคนทำงานสายครีเอทิฟหรือทำงานในสายนี้ ทำไมราคาจ้างงานถึงต้องแพงขนาดนี้ แต่เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเราต้องเรียนอะไรมาบ้าง ศึกษายังไง และกว่าจะเป็นผลงานหนึ่งชิ้นต้องผ่านขั้นตอนการคิดอะไรมาบ้าง กว่าเราจะหยิบจับอากาศมาเป็นดนตรีได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย
ฟิว : ราคาจ่ายเงินการทำงานในสายอาชีพนี้ มันยังไม่คุ้มมาก ถ้าเทียบในอุตสาหกรรมดนตรีไทย ยังไม่เท่าเพลงพ็อปหรอก เพราะเพลงพ็อปเข้าถึงคนฟังง่าย มีเงินหมุนเยอะ แต่เป็นเพราะสิ่งนั้นทำแล้วมันเห็นผลผลกับผู้ประกอบการ เห็นผลกับคนฟัง พอได้รับผลตอบรับเยอะ ผู้ประกอบการเขาก็ยอมจ่าย แต่พอเป็นสายดนตรีประกอบภาพยนตร์แบบเรา ถึงหนังจะดี แต่ถ้ามันไม่เห็นผลประกอบการ เอาง่ายๆ ก็คือขายไม่ได้พูดตรงๆ ผู้ประกอบการเขาก็ไม่อยากลงทุน เราก็เข้าใจเขา ทำหนัง Art ไปก็ไม่ดีอีก งานขาย Commercial เลยอยู่รอดได้มากกว่า
โม : ก็ย้อนกลับไปเหมือนเดิมว่าถ้าเขาบังคับเรามาก ก็ต้องยอมจ่ายเยอะ (หัวเราะ) แต่แรกๆ ที่เราทำก็แทบไปขอเขาทำฟรีเลยนะ เพราะเราอยากลองทำ อยากเก็บเครดิต ในช่วงมหา’ลัย แต่มันก็เริ่มมาจากเพราะอยากทำจริงๆ
แชร์ให้ฟังหน่อยว่าต้องฝึกยังไง ถึงจะมาทำในสายอาชีพนี้ได้
โม : ต้องเนิร์ดในหลายด้าน เนิร์ดในการฟัง เนิร์ดในการทำ ทุกวันนี้ผมยังเหมือนทำเพลงทุกวันอยู่เลยนะ เช่น เฮ้ยก่อนจะออกไปร้านกาแฟ ลองซาวนด์แบบนี้ดูหน่อยดีกว่า ต้องหมั่นฝึกฝนทำเรื่อยๆ
ฟิว : เราว่าก็แค่ลงมือทำ มันคืองานที่ต้องลองทำไปเรื่อยๆ ถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี ก็ทำต่อไป ชีวิตประจำวันของเราบางทีก็ทำดนตรีไปเรื่อยๆ ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำเพื่อฝึกเฉยๆ แต่บางทีอิลิเมนต์พวกนั้นมันได้เอากลับมาใช้นะ บางโปรเจกต์มันมีไอเดียที่คล้ายๆ ที่เคยลองทำ เราก็หยิบมาใช้ในงานบ่อยๆ แต่สุดท้ายเราว่าต้องเริ่มจากวิธีคิด ส่วนเรื่องสกิล ความถนัด มันจะตามมาหลังจากที่เราได้ลงมือทำแล้ว ถ้าวิธีคิดและไอเดียของเราลับคมมาดีแล้ว ทุกอย่างจะง่ายมากหลังจากนั้น คนดังๆ หลายคน สกิลเขาก็อาจะไม่ได้เก่งเท่าคนอื่นๆ แต่วิธีคิดของเขามันไปไกลกว่าชาวบ้าน เขาเลยดัง คนอื่นเขาอาจจะคิดเป็นทำนอง แต่เขาคิดเป็นคอนเซปต์แล้วค้นหาวิธีเล่นเสียงทีหลัง เพราะเสียงมันเล่นได้หลายแบบ
ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่เห็นทั้งสองคนจากบทสัมภาษณ์นี้ แล้วอยากเข้ามาทำงานสายอาชีพนักประพันธ์ดนตรีประกอบ มีแนวทางแนะนำยังไงบ้าง
โม : เราว่าอยากทำสิ่งไหน ก็ต้องชอบสิ่งนั้นด้วย เราว่ามันต้องเริ่มจากต้องเป็นคนชอบดูหนังมากๆ ที่ไม่ใช่แค่หนังแมสนะ รวมไปถึงหนังอินดีและหนังอาร์ตด้วย มันจะช่วยเรื่องจินตนาการได้เยอะมากในการคิดดนตรี และจะช่วยเราตอบเหตุผลได้เลยว่าทำไมถึงต้องทำดนตรีแบบนี้ อีกอย่างคือเรื่องการชอบฟังดนตรี ต้องลองเสพดนตรีเยอะๆ หลากหลายแนว มันจะช่วยในตอนเวลาที่เราทำหรือสร้างงาน พอเรากินของดีเข้าไปเยอะๆ พอเวลาเราจะคายออกมา เราจะหยิบซาวนด์อิมเมจในหัวออกมาใช้ได้ สองอย่างที่เน้นย้ำ คือดูกับฟังให้เยอะ
ฟิว : ถ้าเสริมจากเรื่องนี้ เราว่าต้องรู้จักกับคนในวงการภาพยนตร์ให้มากจะได้มีที่ทางในการเติบโต แต่ก่อนที่จะรู้จักกับเขาได้ ก็ต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อนนะ ฉะนั้นถ้าเป็นคนดูหนังอยู่แล้วจริงๆ มันก็จะคุยง่ายมาก เพราะปกติเวลาเราเริ่มหัวข้อการคุยในสายหนังเราไม่คุยเรื่องเพลงนะ เราคุยเรื่องหนังอย่างเดียวเลย เพราะด้วยความที่เราชอบหนังอยู่แล้วด้วย คุยในเชิงวิเคราะห์หนังไปเลยว่า หนังเรื่องนี้มันเล่ายังไง มีสไตล์ลีลาแบบไหนในการเล่า เรื่องนี้ดีไม่ดียังไง เหมือนมาถกเถียงเรื่องประเด็นนี้กัน รู้ให้เยอะ และลงมือทำ

ในฐานะคนทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ สิ่งที่สำคัญที่สุดของอาชีพนี้คืออะไร
โม : ในมุมผมคือทำยังไงก็ได้ให้คนดูเขารู้สึกมากขึ้นกว่าเดิม จุดนี้จะทำยังไงให้คนดูเขาเศร้าได้ หรือร้องไห้ได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองการรับรู้ของแต่ละคนด้วยนะว่าถ้าเราทำดนตรีออกไปแล้ว มันจะถึงจุดนั้นของอารมณ์คนดูไหม สำหรับผมเรามีหน้าที่แค่ว่า ถ้าจังหวะนี้เราต้องโกยอารมณ์คนดูแล้วใช่ไหม ได้! เราจะดันบรรยากาศนั้นขึ้นมาให้สุดเลย อย่างเช่นรู้สึกถึงความเย็นในห้องนั้น รู้สึกถึงความก้องของห้องนั้น หรือถ้าในบทพูดนี้ เราจะทำยังไงให้การสารภาพรักมันเศร้าได้มากแค่ไหน หรือสุขได้มากแค่ไหน เราก็ต้องทำตามโจทย์นั้นให้ได้มากที่สุด
ฟิว : มีคำยอดนิยมที่พูดกันว่า ‘ดนตรีประกอบหนัง ต้องทำให้รู้สึก มากกว่าได้ยิน’ พอหนังเริ่มเล่น มันไม่ได้ยินหรอกว่าเสียงดนตรีเป็นยังไง เพราะเราตั้งใจดูหนังอยู่ แต่ดนตรีมันจะเป็นตัวช่วยเสริมมากกว่า ยกเว้นว่ามันจะมีบางซีน หรือบางจังหวะที่ดนตรีขึ้นมาเด่นได้ อันนั้นก็เต็มที่ได้เลย แต่สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะคนทำดนตรีประกอบ คือทำยังไงก็ได้ให้คนรู้สึก เราว่าเท่านั้นก็สำเร็จแล้ว
โม : (พยักหน้าเห็นด้วย)
ปล. ภาพยนตร์เรื่อง ‘แม่ซื้อ (Host)’ ต้อนรับฮาโลวีนทันที เพราะหนังเข้าฉายแล้วบนสตรีมมิงที่ Prime Video เท่านั้น อย่าลืมไปรับชมรับฟังความหลอนกันถ้วนหน้า ขอให้ได้พบกับแม่ซื้อของทุกท่านโดยสวัสดิภาพ (เป็นเรื่องดีหรือเปล่านะ)





