<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัชณิชา วงษา, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author504/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Feb 2021 07:51:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ทำไมวันจึงเรียงลำดับจากอาทิตย์ จันทร์ อังคาร &#8230; อย่างที่เป็นอยู่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Apr 2018 04:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วันในหนึ่งสัปดาห์]]></category>
		<category><![CDATA[ปริศนาวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เพลโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/puzzle-day-order/</guid>

					<description><![CDATA[<p>มนุษย์เราทุกวันนี้แม้จะอยู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์เติบโตจนสร้างวิธีคิดใหม่ๆ และสร้างสรรค์เทคโนโลยีมากมายให้เราได้ใช้งาน แต่หากมองให้ดีจะเห็นอิทธิพลจากวัฒนธรรมและความเชื่อโบราณมากมายหลายอย่างที่ตกค้างมานานหลายพันปี และบางอย่างก็อยู่ในชีวิตประจำวันของเรามาเนิ่นนานโดยที่เราไม่รู้เหตุผลเลยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ดังเช่นคำถามที่ว่า ทำไมวันในหนึ่งสัปดาห์จึงเรียงจาก อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ ? ทั้งที่จริงๆ แล้วระบบสุริยะจักรวาลของเรา เรียงลำดับจากตรงกลางจะเป็นดังนี้คือ ดวงอาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน แม้จะลองย้อนกลับไปในสมัยของเพลโต นักปรัชญาชาวกรีกผู้เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็ยังเรียงลำดับวงโคจรไล่จากตรงกลางดังนี้ โลก (ศูนย์กลาง) ดวงจันทร์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดวงอาทิตย์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ จะเห็นว่าการเรียงลำดับของเพลโตก็ไม่ได้ตรงกับการเรียงวันในสัปดาห์ทุกวันนี้ คำถามคือการเรียงวันในสัปดาห์ที่เราใช้กันมาจากไหนกันแน่ ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมใน 1 สัปดาห์มี 7 วัน ก่อนที่มนุษย์จะประดิษฐ์นาฬิกาความแม่นยำสูงใช้กันอย่างทุกวันนี้ สมัยโบราณ มนุษย์เราใช้การเปลี่ยนแปลงของวัตถุท้องฟ้ามากำหนดช่วงเวลา เราใช้การขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์มากำหนดระยะเวลา 1 วัน การเปลี่ยนลักษณะของดวงจันทร์มากำหนดระยะเวลา 1 เดือน และการเปลี่ยนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ไปตามกลุ่มดาวจักรราศี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/">ทำไมวันจึงเรียงลำดับจากอาทิตย์ จันทร์ อังคาร &#8230; อย่างที่เป็นอยู่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มนุษย์เราทุกวันนี้แม้จะอยู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์เติบโตจนสร้างวิธีคิดใหม่ๆ และสร้างสรรค์เทคโนโลยีมากมายให้เราได้ใช้งาน แต่หากมองให้ดีจะเห็นอิทธิพลจากวัฒนธรรมและความเชื่อโบราณมากมายหลายอย่างที่ตกค้างมานานหลายพันปี และบางอย่างก็อยู่ในชีวิตประจำวันของเรามาเนิ่นนานโดยที่เราไม่รู้เหตุผลเลยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ดังเช่นคำถามที่ว่า</p>
<p><strong>ทำไมวันในหนึ่งสัปดาห์จึงเรียงจาก อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ ? </strong></p>
<p>ทั้งที่จริงๆ แล้วระบบสุริยะจักรวาลของเรา เรียงลำดับจากตรงกลางจะเป็นดังนี้คือ ดวงอาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน </p>
<p>แม้จะลองย้อนกลับไปในสมัยของเพลโต นักปรัชญาชาวกรีกผู้เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็ยังเรียงลำดับวงโคจรไล่จากตรงกลางดังนี้ </p>
<p>โลก  (ศูนย์กลาง)</p>
<p>ดวงจันทร์</p>
<p>ดาวพุธ</p>
<p>ดาวศุกร์ </p>
<p>ดวงอาทิตย์ </p>
<p>ดาวอังคาร</p>
<p>ดาวพฤหัสบดี</p>
<p>ดาวเสาร์</p>
<p>จะเห็นว่าการเรียงลำดับของเพลโตก็ไม่ได้ตรงกับการเรียงวันในสัปดาห์ทุกวันนี้ คำถามคือการเรียงวันในสัปดาห์ที่เราใช้กันมาจากไหนกันแน่</p>
<p><strong>ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมใน 1 สัปดาห์มี 7 วัน</strong></p>
<p>ก่อนที่มนุษย์จะประดิษฐ์นาฬิกาความแม่นยำสูงใช้กันอย่างทุกวันนี้ สมัยโบราณ มนุษย์เราใช้การเปลี่ยนแปลงของวัตถุท้องฟ้ามากำหนดช่วงเวลา เราใช้การขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์มากำหนดระยะเวลา 1 วัน การเปลี่ยนลักษณะของดวงจันทร์มากำหนดระยะเวลา 1 เดือน และการเปลี่ยนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ไปตามกลุ่มดาวจักรราศี กำหนดระยะเวลา 1 ปี</p>
<p>แต่การกำหนดระยะเวลา 1 สัปดาห์นั้นไม่ได้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของวัตถุท้องฟ้าใดๆ เลย </p>
<p>นักโบราณคดีเชื่อว่าการกำหนดสัปดาห์นั้นเริ่มต้นมาจากวัฒนธรรมบาบิโลนโบราณ แล้วค่อยๆ กระจายออกมาจนมาอยู่ในปฏิทินของจักรวรรดิโรมันทำให้กลายเป็นที่ยอมรับทั่วไป </p>
<p>ชาวบาบิโลนตั้งชื่อวันในสัปดาห์ตามชื่อของดาวเคราะห์ที่คนสมัยนั้นรู้จัก ดาวเคราะห์เหล่านี้คือเทพเจ้า แน่นอนว่าต้องเป็นดาวเคราะห์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเพราะในสมัยนั้นไม่มีกล้องโทรทรรศน์</p>
<p>ในสมัยนั้น ดาวเคราะห์มีทั้งหมด 7 ดวง ตามชื่อของวันในสัปดาห์ ทุกวันนี้เรารู้ว่าดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ไม่ใช่ดาวเคราะห์ เพราะดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ส่วนดวงจันทร์นั้นเป็นดาวบริวารของโลก แต่คนโบราณมองว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นดาวเคราะห์ เนื่องจากสมัยก่อนมีการแบ่งวัตถุท้องฟ้าเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์</p>
<p>ดาวฤกษ์นั้นจะมีตำแหน่งเทียบกันและกันแล้วเหมือนเดิม ทำให้เราสามารถกำหนดเป็นกลุ่มดาวที่ชัดเจนลงไปได้ ส่วนดาวเคราะห์คือวัตถุท้องฟ้าที่เคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งไปบนกลุ่มดาวฤกษ์อีกที ดังนั้นคนสมัยนั้นจึงให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นดาวเคราะห์รวมทั้งรู้ว่าดาวฤกษ์ที่เรียงรายเป็นกลุ่มนั้นอยู่ห่างไกลจากโลกเรากว่าดาวเคราะห์มากๆ โดยลำดับที่เพลโตเรียงนั้นมาจาก<strong>ความเร็วของการเปลี่ยนตำแหน่งไปบนดาวฤกษ์พื้นหลังในแต่ละคืน</strong> ดาวเคราะห์ดวงไหนเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเร็วก็แปลว่าดาวดวงนั้นอยู่ใกล้โลก ส่วนดาวดวงไหนที่เปลี่ยนตำแหน่งช้าก็แปลว่าดาวดวงนั้นอยู่ห่างไกลจากโลกออกไป</p>
<p>คนบาบิโลนสมัยโบราณยังเชื่ออีกว่า แต่ละชั่วโมงนั้นมีเทพเจ้าดาวเคราะห์คอยกำกับดูแลอยู่โดยจะเรียงจากไกลมาใกล้ เช่น</p>
<p>วันนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าดวงอาทิตย์คุม<br />เวลา 07:00 น.เทพเจ้าศุกร์คุม<br />เวลา 08:00 น. เทพเจ้าพุธคุม<br />เวลา 09:00 น. เทพเจ้าจันทร์คุม<br />เวลา 10:00 น. เทพเจ้าเสาร์คุม<br />เวลา 11:00 น. เทพเจ้าพฤหัสบดีคุม<br />เวลา 12:00 น. เทพเจ้าอังคารคุม</p>
<p>พอคุมกันจนครบก็จะวนกลับมาที่เทพเจ้าอาทิตย์อีกที่เวลา 13:00 น.</p>
<p>เมื่อไล่เรียงแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าที่เวลา 06:00 น. ซึ่งเป็นชั่วโมงแรกของวันจะถูกคุมเรียงดังนี้</p>
<p>วันนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าดวงอาทิตย์คุม<br />วันพรุ่งนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าจันทร์คุม<br />วันมะรืนนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าอังคารคุม</p>
<p>กล่าวคือคนในสมัยโบราณเรียกชื่อวันตามชื่อเทพเจ้าที่คุมชั่วโมงแรกของวันนั้นๆ การเรียงวันในลำดับเช่นนี้ได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันที่พวกเราใช้กัน ซึ่งสามารถเขียนสรุปอีกแบบได้โดยการนำดาวเคราะห์มาเรียงลำดับจากใกล้มาไกลบนวงกลมแล้วลากเส้นเชื่อมจนกลายเป็นดาว 7 แฉก ซึ่งการเรียงวันใน 1 สัปดาห์ก็จะเรียงจากการลากเส้นเป็นรูปดาว 7 แฉกนั่นเอง</p>
<p>หลายอย่างบนโลกใบนี้แม้จะดูไม่มีเหตุผล แต่พอศึกษาอย่างละเอียดเราอาจพบเหตุผลอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น</p>
<p>แต่เราต้องไม่ลืมว่าการค้นพบเหตุผลนั้นไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถทำใจรับเหตุผลนั้นได้เสมอไป</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> ณัชณิชา วงษา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/">ทำไมวันจึงเรียงลำดับจากอาทิตย์ จันทร์ อังคาร &#8230; อย่างที่เป็นอยู่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/puzzle-day-order/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไกด์บุ๊กต้องปรับตัวยังไงในยุคที่สถานที่ท่องเที่ยวอัพเดตใหม่แทบทุกปี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-guide-book/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-guide-book/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สิโรตม์ จิระประยูร]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Apr 2018 05:23:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ไกด์บุ๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[Lonely Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-guide-book/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยลองคิดเล่นๆ มั้ยว่าหนังสือเล่มก็เป็นเหมือน บรูส วิลลีส ในภาพยนตร์เรื่อง Die Hard สิบกว่าปีก่อนความเชื่อเดิมของหนังสือเล่มถูกสั่นคลอนเมื่อ Kindle เกิดขึ้นมา ตอนนั้นหนังสือเล่มถูกจับตาว่าจะหายไปภายในสิบปีหรือเร็วกว่านั้น ในขณะที่ไม่มีใครพูดถึงธุรกิจสื่ออื่นๆ เลยแม้แต่น้อย กลายเป็นว่าทุกวันนี้ มีหลายธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความลำบากมากกว่าหนังสือเล่ม ทั้งรายการข่าว รายการโทรทัศน์ หรือกระทั่งวงการเพลงก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบมาไกลจากจุดเดิมมาก หรือไม่นานมานี้ เราก็อดกังวลแทนคนทำงานธนาคารไม่ได้ที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเมื่อเทคโนโลยีทำอะไรได้มากกว่าที่คิด โลกทุกวันนี้หมุนไปเร็ว เราอาจใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมๆ ได้ แต่มันย่อมไม่ใช่บ้านหลังที่คุ้นเคยอีกต่อไป หนังสือท่องเที่ยวเป็นหนังสืออีกประเภทที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการหายไปจากโลกสิ่งพิมพ์ถัดจากนิตยสาร เราเชื่อว่าหนังสือท่องเที่ยวจะค่อยๆ ด้อยค่าเพราะความสะดวกสบายของสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา เว็บไซต์ดังอย่าง tripadvisor, booking.com หรือ pantip.com ก็ให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในโลกได้ทุกที่ หนังสือท่องเที่ยวเคยมียอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้นกว่าเดิมในช่วงปี 2015 &#8211; 2016 แล้วช่วงเวลาฮันนีมูนก็มาจบลงในปี 2017 เมื่อตัวเลขไม่ได้เป็นใจอีกต่อไป เหลือเพียงเจ้าเดียวเท่านั้นคือ Lonely Planet ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ +1.9 เปอร์เซ็นต์ นั่นเพราะนโยบายของกรรมการผู้จัดการ เพียร์ พิคการ์ด (Piers Pickard) ที่สร้างจุดยืนใหม่ให้ Lonely Planet เป็นบริษัทสื่อท่องเที่ยว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-guide-book/">ไกด์บุ๊กต้องปรับตัวยังไงในยุคที่สถานที่ท่องเที่ยวอัพเดตใหม่แทบทุกปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคยลองคิดเล่นๆ มั้ยว่าหนังสือเล่มก็เป็นเหมือน บรูส วิลลีส ในภาพยนตร์เรื่อง <em>Die Hard </em>สิบกว่าปีก่อนความเชื่อเดิมของหนังสือเล่มถูกสั่นคลอนเมื่อ Kindle เกิดขึ้นมา ตอนนั้นหนังสือเล่มถูกจับตาว่าจะหายไปภายในสิบปีหรือเร็วกว่านั้น ในขณะที่ไม่มีใครพูดถึงธุรกิจสื่ออื่นๆ เลยแม้แต่น้อย</p>
<p>กลายเป็นว่าทุกวันนี้ มีหลายธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความลำบากมากกว่าหนังสือเล่ม ทั้งรายการข่าว รายการโทรทัศน์ หรือกระทั่งวงการเพลงก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบมาไกลจากจุดเดิมมาก หรือไม่นานมานี้ เราก็อดกังวลแทนคนทำงานธนาคารไม่ได้ที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเมื่อเทคโนโลยีทำอะไรได้มากกว่าที่คิด โลกทุกวันนี้หมุนไปเร็ว เราอาจใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมๆ ได้ แต่มันย่อมไม่ใช่บ้านหลังที่คุ้นเคยอีกต่อไป </p>
<p>หนังสือท่องเที่ยวเป็นหนังสืออีกประเภทที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการหายไปจากโลกสิ่งพิมพ์ถัดจากนิตยสาร เราเชื่อว่าหนังสือท่องเที่ยวจะค่อยๆ ด้อยค่าเพราะความสะดวกสบายของสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา เว็บไซต์ดังอย่าง tripadvisor, booking.com หรือ pantip.com ก็ให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในโลกได้ทุกที่</p>
<p>หนังสือท่องเที่ยวเคยมียอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้นกว่าเดิมในช่วงปี 2015 &#8211; 2016 แล้วช่วงเวลาฮันนีมูนก็มาจบลงในปี 2017 เมื่อตัวเลขไม่ได้เป็นใจอีกต่อไป เหลือเพียงเจ้าเดียวเท่านั้นคือ <em>Lonely Planet</em> ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ +1.9 เปอร์เซ็นต์ นั่นเพราะนโยบายของกรรมการผู้จัดการ เพียร์ พิคการ์ด (Piers Pickard) ที่สร้างจุดยืนใหม่ให้ <em>Lonely Planet </em>เป็นบริษัทสื่อท่องเที่ยว (travel media company) แทนที่จะเป็นแค่สำนักพิมพ์หนังสือท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมสมัยโทนี่และมัวรีน (Tomy และ Maureen Wheeler) สร้าง <em>Southeast Asia on A Shoestring</em> ขึ้นมาเมื่อ 40 กว่าปีก่อน</p>
<p>ประสบการณ์สอนอะไรกับ <em>Lonely Planet </em>บ้าง</p>
<p>หลายอย่างทีเดียว ตั้งแต่การเป็นหนังสือท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก หรือหนังสือท่องเที่ยวที่มีของปลอมมากที่สุด มาสู่การเพิ่มเติมโดยมีหนังสือท่องเที่ยวสำหรับเด็กที่ให้พวกเขามีข้อมูลในจุดหมายที่กำลังจะไป เป็นการสร้างเสริมความรู้นอกห้องเรียนไปโดยปริยาย</p>
<p>กลุ่มสำคัญอีกกลุ่มที่ทำให้ <em>Lonely Planet </em>เติบโตมากที่สุดคือ กลุ่มที่เรียกว่า Travel Inspiration เราจึงมีโอกาสเห็นฉบับ The Ultimate Travelist, Where to Go When และ Epic Bike Rides of The World ออกมา และสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวในแบบที่โลกออนไลน์ยังทำไม่ได้ไม่มากก็น้อย หนังสือเหล่านี้ดึงยอดขายของหนังสือที่พูดถึงจุดหมายปลายทางที่ไม่ค่อยมีคนไป (non-traditional destination) ได้เพราะยังคงเป็น blue ocean ของหนังสือท่องเที่ยว กระทั่งหนังสือท่องเที่ยวที่เล่าถึงเมืองใดเมืองหนึ่งหรือเรื่องที่เฉพาะเจาะจงกลับมียอดขายที่ดีขึ้น อาทิ การท่องเที่ยวร้านกาแฟหรือผับในลอนดอน การเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมในลิสบอน แหล่งชิมคราฟต์เบียร์ เนื้อหาแบบนี้มีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีการปรับตัวช้าเกินไปและน้อยเกินไป </p>
<p>สาเหตุที่ทำให้ในภาพรวมของหนังสือท่องเที่ยวมียอดขายลดลงเกิดจากสองสิ่งเท่านั้น </p>
<p>สิ่งแรกคือ สำนักพิมพ์หนังสือท่องเที่ยวตัดสินใจผิด พวกเขายังไม่เปลี่ยนวิธีการทำงานแม้ว่าโลกแห่งข้อมูลจะเปลี่ยนไปเร็วเพียงใด หนังสือท่องเที่ยวทั้งหมดในตลาดยังใช้เวลา 2 &#8211; 3 ปีกว่าจะมีการปรับเปลี่ยนฉบับใหม่ออกมาในขณะที่พฤติกรรมผู้ใช้งานปัจจุบันดูเหมือนจะไม่อยากซื้ออะไรที่มีอายุนานกว่า 18  เดือน ทั้งยังยึดรูปแบบเดิมๆ คือเป็นหนังสือท่องเที่ยวที่หนาและหนัก แต่คนต้องการหนังสือท่องเที่ยวที่เบาขึ้น ราคาถูกลง การคัดสรรข้อมูลเลยน่าจะสำคัญที่สุด แต่ทั้งหมดนี้เรายังเห็นน้อยมาก</p>
<p>ข้อที่สองคือการเปลี่ยนแปลงของเสถียรภาพด้านการเมือง การก่อการร้าย รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้คนใช้หนังสือท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ความไม่ปลอดภัยอันเนื่องมาจากการก่อการร้ายทำให้ทั่วโลกหวาดกลัว รวมไปถึงค่าเงินที่ลดลง เหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เกิดการท่องเที่ยวนอกประเทศน้อยลง อีกทั้งสถานการณ์โลกทุกวันนี้ก็ยิ่งทวีความไม่แน่นอนขึ้นไปอีก ความตึงเครียดระหว่างยุโรปและรัสเซียส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวในหน้าร้อนที่กำลังจะถึงนี้ โดยเฉพาะการจัดฟุตบอลโลกที่รัสเซียช่วงกลางปีนี้ นี่อาจเป็นปัจจัยที่เหนือการควบคุม แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่เป็นคำอธิบายเพิ่มเติมของเหตุผลที่สำนักพิมพ์หนังสือท่องเที่ยวเลือกที่จะเลี้ยวผิดทาง</p>
<p>โลกไม่ได้เพิ่งเริ่มมีความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือสถานการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้น เหตุการณ์ 9/11 ทำให้รูปแบบการเดินทางเปลี่ยนไปจากเดิมแบบไม่มีวันกลับ แต่สำนักพิมพ์ยังเดินหน้าผลิตหนังสือแบบเดิมทั้งที่ควรจะเพิ่มความหลากหลายให้มากขึ้นผ่านจุดหมายปลายทางท้องถิ่น (local destination) หรือเมืองในประเทศอื่นๆ เพื่อทดแทนตัวเลขที่หายไป แม้กระทั่งการสร้างคุณค่าเพิ่มในรูปแบบ travel inspiration ที่ต้องใช้เวลานานหลายปี และเพิ่งจะมาได้เห็นจาก <em>Lonely Planet</em> อย่างการเดินทางแบบครอบครัวที่เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในหนังสือท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งที่ในปัจจุบัน การท่องเที่ยวแบบครอบครัวมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ </p>
<p>นอกจาก <em>Lonely Planet</em> แล้ว เหมือนจะมีอีกเจ้าที่น่าสนใจคือ<em> Insight Guides</em> ของสำนักพิมพ์ APA Publications ในลอนดอน เรเน่ เฟย์ (René Frey) กรรมการผู้จัดการอธิบายว่าแทนที่ APA จะมุ่งสร้างรายได้ด้วยการเชื่อมต่อธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวท้องถิ่นเพื่อเอาค่าคอมมิชชั่นจากการขายทัวร์ เขากลับเลือกสร้างพื้นที่ระยะยาวโดยรวมเอาสิ่งพิมพ์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน คือการแถมอีบุ๊กเมื่อลูกค้าซื้อหนังสือท่องเที่ยวแบบเล่ม นั่นเพราะเฟย์มองว่าถ้าค่าเชื่อมต่อมือถือมีราคาถูก สามารถเข้าถึงข้อมูลของ APA ที่น่าเชื่อถือและอัพเดตได้เร็วขึ้น ก็น่าจะสร้างการผสมผสานในการใช้สื่อได้ดี และสิ่งที่ APA ได้กลับมาคือข้อมูลมหาศาลว่าคนอ่านไปเที่ยวกันที่ไหน หาข้อมูลอะไร เพื่อสร้างสินค้าให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น</p>
<p>ข้อดีของหนังสือคือดูจะตายยากอย่างที่เราเกริ่นไว้ แต่ผลลัพธ์ด้านลบก็รุนแรงเอาการสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนแนวคิดว่าอะไรดีกว่า อะไรจะมาหรือจะไปเป็นเรื่องคร่ำครึเกินจะเอามาพูดถึงกันแล้ว การมองให้ออกถึงการผสมผสานและการอยู่ร่วมกันมากกว่าที่ควรจะเป็นบริบทให้ตรึกตรองกันต่อ ในโลกธุรกิจหนังสือเราพบว่าทั้งหนังสือเล่มและอีบุ๊กต่างขาดจากกันไม่ได้ จำเป็นที่ต้องมีทั้งคู่เพื่อรักษาสมดุลของคลื่นเทคโนโลยีที่พุ่งเข้าใส่ทุกทาง แต่ผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้นที่จะเป็นผู้คุมเกม หาไม่แล้วคงเป็นจุดอ่อนที่ต้องจำกัดออกไป </p>
<p><em><strong>อ้างอิง </strong><a href="http://elizabethmatthams.co.uk/perspectives-on-publishing-the-woes-of-the-travel-book-industry/" target="_blank">elizabethmatthams.co.uk</a></em></p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ </strong>ณัชณิชา วงษา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-guide-book/">ไกด์บุ๊กต้องปรับตัวยังไงในยุคที่สถานที่ท่องเที่ยวอัพเดตใหม่แทบทุกปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-guide-book/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรั่ว เราควรจะแคร์มากน้อยแค่ไหน?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-facebook-profile-leaked/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-facebook-profile-leaked/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Apr 2018 05:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลรั่วไหล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-facebook-profile-leaked/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่เฟซบุ๊กน่าจะเจอวิกฤตการณ์ด้านความเชื่อมั่นมากสุดครั้งหนึ่ง จากเหตุการณ์ที่มีการเปิดเผยว่าข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีถูกบริษัท Cambridge Analytica แอบดึงเอาไปใช้งานจนกลายเป็นประเด็นลุกลามใหญ่โตชนิดที่ตัว มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เองต้องโดนสภาคองเกรสเชิญมาให้ปากคำเช่นเดียวกับผลกระทบด้านธุรกิจของเฟซบุ๊กที่่มูลค่าหุ้นร่วงไปในช่วงที่เรื่องนี้เป็นข่าว เรื่องนี้สำคัญขนาดไหน ทำไมมันถึงเป็นประเด็นใหญ่โตชนิดที่รัฐบาลต่างๆ เรียกร้องคำตอบจากเฟซบุ๊ก เช่นเดียวกับภาคธุรกิจมากมายที่ทั้งตั้งคำถามและโจมตีการบริหารจัดการของเฟซบุ๊ก เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวที่มีการรณรงค์ให้เลิกใช้เฟซบุ๊กกันไปเลยทีเดียว สิ่งที่น่าจะเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่สุดคงเป็นเรื่องการรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานที่เฟซบุ๊กมีข้อมูลอยู่ ต้องเข้าใจกันเสียก่อนว่าข้อมูลผู้ใช้งานบนโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กนั้นไม่ได้มีแค่ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือข้อมูลพื้นฐาน เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่มีมากกว่านั้นคือข้อมูลมหาศาลที่ผู้ใช้งานสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มใช้ไม่ว่าจะเป็นสเตตัสต่างๆ ที่ตั้งขึ้นในแต่ละวัน รูปภาพที่อัพโหลดขึ้นไปเพื่อแชร์ให้กับคนอื่น เครือข่ายเพื่อนต่างๆ ที่ตัวเองมี รวมทั้งพฤติกรรมต่างๆ ที่เราใช้งาน เช่น ไปกดไลก์เพจไหน คอมเมนต์ที่โพสต์อะไร กดไลก์คอนเทนต์ไหนจากเพจไหน ฯลฯ เป็นข้อมูลที่ซับซ้อนและน่าอัศจรรย์อยู่พอสมควร เคยมีการพูดกันว่าถ้าเราใช้งานเฟซบุ๊กไปถึงระดับหนึ่งแล้ว เราก็จะพบว่าเฟซบุ๊กรู้จักตัวเราดีกว่าญาติพี่น้อง เพื่อน พ่อแม่ หรือแม้แต่คู่รักของเราเสียอีก นั่นก็เพราะเฟซบุ๊กมีข้อมูลเหล่านี้ที่สะท้อนพฤติกรรม ความคิด รสนิยม ฯลฯ เลยไม่แปลกว่าทำไมตอนที่เราเล่นเฟซบุ๊กนั้นเราจึงเห็นคอนเทนต์ที่น่าอ่านน่าติดตาม และการแนะนำเรื่องราวที่เราอยากรู้โดยผ่านการคัดเลือกจาก อัลกอริทึมของเฟซบุ๊กที่ประมวลผลข้อมูลเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ถ้ามองในแง่ดี ที่เราใช้เฟซบุ๊กกันมาตลอดก็คือการที่มันสามารถสนองความต้องการเราได้ดีเหลือเกิน แต่ขณะเดียวกันมันก็น่ากลัวมากถ้าหากข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี แถมจะยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกถ้าหากมีใครสามารถเจาะข้อมูลของเฟซบุ๊กและล้วงเอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ นั่นเลยไม่แปลกที่เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้จะกลายเป็นประเด็นใหญ่โต เพราะแม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะถูกดึงออกไปจากเฟซบุ๊กตั้งแต่ปี 2014 แต่เมื่อมีการโยงว่าบริษัทที่ได้ข้อมูลเหล่านี้ไปนั้นมีโอกาสที่จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์เพื่อทำแคมเปญด้านการเมืองในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา มันเลยกลายเป็นประเด็นร้อนแรงสุดๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-facebook-profile-leaked/">ข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรั่ว เราควรจะแคร์มากน้อยแค่ไหน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่เฟซบุ๊กน่าจะเจอวิกฤตการณ์ด้านความเชื่อมั่นมากสุดครั้งหนึ่ง จากเหตุการณ์ที่มีการเปิดเผยว่าข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีถูกบริษัท Cambridge Analytica แอบดึงเอาไปใช้งานจนกลายเป็นประเด็นลุกลามใหญ่โตชนิดที่ตัว มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เองต้องโดนสภาคองเกรสเชิญมาให้ปากคำเช่นเดียวกับผลกระทบด้านธุรกิจของเฟซบุ๊กที่่มูลค่าหุ้นร่วงไปในช่วงที่เรื่องนี้เป็นข่าว</p>
<p>เรื่องนี้สำคัญขนาดไหน ทำไมมันถึงเป็นประเด็นใหญ่โตชนิดที่รัฐบาลต่างๆ เรียกร้องคำตอบจากเฟซบุ๊ก เช่นเดียวกับภาคธุรกิจมากมายที่ทั้งตั้งคำถามและโจมตีการบริหารจัดการของเฟซบุ๊ก เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวที่มีการรณรงค์ให้เลิกใช้เฟซบุ๊กกันไปเลยทีเดียว</p>
<p>สิ่งที่น่าจะเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่สุดคงเป็นเรื่องการรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานที่เฟซบุ๊กมีข้อมูลอยู่ ต้องเข้าใจกันเสียก่อนว่าข้อมูลผู้ใช้งานบนโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กนั้นไม่ได้มีแค่ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือข้อมูลพื้นฐาน เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่มีมากกว่านั้นคือข้อมูลมหาศาลที่ผู้ใช้งานสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มใช้ไม่ว่าจะเป็นสเตตัสต่างๆ ที่ตั้งขึ้นในแต่ละวัน รูปภาพที่อัพโหลดขึ้นไปเพื่อแชร์ให้กับคนอื่น เครือข่ายเพื่อนต่างๆ ที่ตัวเองมี รวมทั้งพฤติกรรมต่างๆ ที่เราใช้งาน เช่น ไปกดไลก์เพจไหน คอมเมนต์ที่โพสต์อะไร กดไลก์คอนเทนต์ไหนจากเพจไหน ฯลฯ เป็นข้อมูลที่ซับซ้อนและน่าอัศจรรย์อยู่พอสมควร</p>
<p>เคยมีการพูดกันว่าถ้าเราใช้งานเฟซบุ๊กไปถึงระดับหนึ่งแล้ว เราก็จะพบว่าเฟซบุ๊กรู้จักตัวเราดีกว่าญาติพี่น้อง เพื่อน พ่อแม่ หรือแม้แต่คู่รักของเราเสียอีก นั่นก็เพราะเฟซบุ๊กมีข้อมูลเหล่านี้ที่สะท้อนพฤติกรรม ความคิด รสนิยม ฯลฯ เลยไม่แปลกว่าทำไมตอนที่เราเล่นเฟซบุ๊กนั้นเราจึงเห็นคอนเทนต์ที่น่าอ่านน่าติดตาม และการแนะนำเรื่องราวที่เราอยากรู้โดยผ่านการคัดเลือกจาก อัลกอริทึมของเฟซบุ๊กที่ประมวลผลข้อมูลเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ถ้ามองในแง่ดี ที่เราใช้เฟซบุ๊กกันมาตลอดก็คือการที่มันสามารถสนองความต้องการเราได้ดีเหลือเกิน แต่ขณะเดียวกันมันก็น่ากลัวมากถ้าหากข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี แถมจะยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกถ้าหากมีใครสามารถเจาะข้อมูลของเฟซบุ๊กและล้วงเอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้</p>
<p>นั่นเลยไม่แปลกที่เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้จะกลายเป็นประเด็นใหญ่โต เพราะแม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะถูกดึงออกไปจากเฟซบุ๊กตั้งแต่ปี 2014 แต่เมื่อมีการโยงว่าบริษัทที่ได้ข้อมูลเหล่านี้ไปนั้นมีโอกาสที่จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์เพื่อทำแคมเปญด้านการเมืองในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา มันเลยกลายเป็นประเด็นร้อนแรงสุดๆ เพราะหากสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์เชิงลึกได้ มันก็ย่อมสามารถเอาไปใช้สร้างแคมเปญโฆษณาหรือการสื่อสารต่างๆ ที่สร้างอิทธิพลให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะนั้นโหวตหรือไม่โหวตให้ใครได้</p>
<p>ความน่ากลัวที่หลายคนเริ่มกังวลกันจากเหตุการณ์นี้คือการที่เฟซบุ๊กมีข้อมูลส่วนตัวของเรา ‘มากเกินไป’ ชนิดที่ตัวเราเองก็อาจจะไม่เคยเอะใจมาก่อน และถ้าข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ไปถึงผู้ไม่หวังดีแล้วมันก็ย่อมเป็นภัยที่น่าวิตกกังวลเอาเสียมากๆ</p>
<p>ลองคิดง่ายๆ ว่าถ้าคนคนนั้นรู้ได้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีเพื่อนเป็นใคร ปกติชอบพูดเรื่องอะไร ไม่คุยเรื่องอะไร มันก็ทำให้พวกเขามีโอกาสจะตีสนิท สร้างความน่าเชื่อถือ หลอกลวง หรือแม้กระทั่ง ‘ล้างสมอง’ พวกเราได้อย่างง่ายดาย</p>
<p>จนถึงตอนนี้ กระบวนการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับที่ผู้ใช้งานหลายคนเองก็เริ่มแขยงและระวังการให้ข้อมูลต่างๆ บนออนไลน์มากขึ้น ส่วนเฟซบุ๊กเองก็ออกมาตรการป้องกันและเปลี่ยนนโยบายหลายอย่างเกี่ยวกับการรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานให้รัดกุมมากขึ้น</p>
<p>แต่ต่อให้ระบบจะรัดกุมแค่ไหน สิ่งที่น่าห่วงมากกว่าคือตัวผู้ใช้งานอย่างเราๆ นี่แหละที่มักจะไม่ได้อ่านข้อตกลงที่โชว์ให้เราเห็นก่อนใช้งาน ซึ่งเราก็จะกดยอมรับแบบข้ามๆ ไปโดยไม่ได้อ่านเลยว่าตัวโปรแกรมจะเอาข้อมูลจากเราไปทำอะไรบ้าง หรือแม้กระทั่งการกดเล่นแอปพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะบนเว็บไซต์หรือผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งบางแอปฯ ก็แอบเก็บข้อมูลเราไปโดยไม่รู้ตัวดังที่เคยเป็นข่าวถูกแชร์กันอยู่บ่อยครั้ง</p>
<p>สุดท้ายก็เป็นความสะเพร่าของพวกเราเองที่ ‘อนุญาต’ ให้คนไม่หวังดีเข้าไปถึงข้อมูลของเราได้โดยที่พวกเขาไม่ต้องหาวิธีเจาะอะไรเลย</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> ณัชณิชา วงษา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-facebook-profile-leaked/">ข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรั่ว เราควรจะแคร์มากน้อยแค่ไหน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-facebook-profile-leaked/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ทำไมฉันเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน’ ความลึกลับของเดจาวูกับโลกที่เลื่อนหลุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Mar 2018 02:10:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การทดลอง]]></category>
		<category><![CDATA[เดจาวู]]></category>
		<category><![CDATA[dejavu]]></category>
		<category><![CDATA[ความทรงจำ]]></category>
		<category><![CDATA[สมอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/puzzle-dejavu/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยรู้สึกเหมือนกับประสบเหตุการณ์บางอย่างมาก่อน ทั้งที่จริงๆ ไม่เคยเจอเหตุการณ์นั้นเลยมั้ยครับ บางครั้งก็รู้สึกชัดเจนเหมือนว่าเคยเห็นโลกรอบตัวในลักษณะนี้มาแล้ว แต่กลับนึกไม่ออกว่าเห็นที่ไหนและเมื่อไหร่ ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลานี้เรียกว่า ‘เดจาวู (Déjà Vu)’ เป็นภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ‘เคยเห็นมาแล้ว’ คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของปรากฏการณ์เดจาวูยังเป็นเรื่องปลายเปิดที่ไม่มีคำตอบชัดเจนนัก แต่นักวิทยาศาสตร์ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมอง ไม่ใช่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด อย่างน้อยๆ เดจาวูก็ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ช่วยให้เราทำนายอนาคตได้ แม้เราจะรู้สึกเหมือนเคยเห็นสิ่งนั้นมาแล้วก็ตาม แม้ปรากฏการณ์นี้จะดูจับต้องได้ยาก แต่นักวิทยาศาสตร์กลับทำการทดลองจนสาวไปถึงต้นกำเนิดของมันได้แล้วในระดับหนึ่ง Akira O’Connor นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ (University of St Andrews) สหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ เขาอ่านกลุ่มคำที่มีความเชื่อมโยงกันให้อาสาสมัครฟัง แต่จะไม่อ่านคำบางคำ เช่น อ่านคำว่า pillow (หมอน), dream (ฝัน), night (กลางคืน) ฯลฯ แต่จงใจไม่อ่านคำว่า sleep (นอนหลับ) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับคำอื่นๆ อย่างชัดเจน จากนั้นเขาทำการทดลองถามอาสาสมัคร 2 รอบ รอบแรกถามว่า เมื่อสักครู่ได้ยินคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร s หรือไม่ แน่นอนว่าอาสาสมัครตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ได้ยิน แต่คำถามต่อมาคือการถามว่าได้ยินคำว่าอะไรบ้าง พอถามไปถามมา อาสาสมัครกลับรู้สึกคุ้นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/">‘ทำไมฉันเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน’ ความลึกลับของเดจาวูกับโลกที่เลื่อนหลุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคยรู้สึกเหมือนกับประสบเหตุการณ์บางอย่างมาก่อน ทั้งที่จริงๆ ไม่เคยเจอเหตุการณ์นั้นเลยมั้ยครับ บางครั้งก็รู้สึกชัดเจนเหมือนว่าเคยเห็นโลกรอบตัวในลักษณะนี้มาแล้ว แต่กลับนึกไม่ออกว่าเห็นที่ไหนและเมื่อไหร่</p>
<p>ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลานี้เรียกว่า ‘เดจาวู (Déjà Vu)’ เป็นภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ‘เคยเห็นมาแล้ว’</p>
<p>คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของปรากฏการณ์เดจาวูยังเป็นเรื่องปลายเปิดที่ไม่มีคำตอบชัดเจนนัก แต่นักวิทยาศาสตร์ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมอง ไม่ใช่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด อย่างน้อยๆ เดจาวูก็ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ช่วยให้เราทำนายอนาคตได้ แม้เราจะรู้สึกเหมือนเคยเห็นสิ่งนั้นมาแล้วก็ตาม</p>
<p>แม้ปรากฏการณ์นี้จะดูจับต้องได้ยาก แต่นักวิทยาศาสตร์กลับทำการทดลองจนสาวไปถึงต้นกำเนิดของมันได้แล้วในระดับหนึ่ง</p>
<p>Akira O’Connor นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ (University of St Andrews) สหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้</p>
<p>เขาอ่านกลุ่มคำที่มีความเชื่อมโยงกันให้อาสาสมัครฟัง แต่จะไม่อ่านคำบางคำ เช่น อ่านคำว่า pillow (หมอน), dream (ฝัน), night (กลางคืน) ฯลฯ แต่จงใจไม่อ่านคำว่า sleep (นอนหลับ) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับคำอื่นๆ อย่างชัดเจน</p>
<p>จากนั้นเขาทำการทดลองถามอาสาสมัคร 2 รอบ</p>
<p>รอบแรกถามว่า เมื่อสักครู่ได้ยินคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร s หรือไม่ แน่นอนว่าอาสาสมัครตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ได้ยิน</p>
<p>แต่คำถามต่อมาคือการถามว่าได้ยินคำว่าอะไรบ้าง พอถามไปถามมา อาสาสมัครกลับรู้สึกคุ้นๆ ว่าได้ยินคำว่า sleep </p>
<p>กล่าวได้ว่าการทดลองง่ายๆ นี้กระตุ้นให้คนเราเกิดประสบการณ์เดจาวูขึ้นมาได้!</p>
<p>ที่น่าสนใจคือการทดลองไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะระหว่างที่อาสาสมัครเกิดอาการเดจาวูกับคำว่า sleep นักวิจัยได้อ่านคลื่นสมองของอาสาสมัครด้วยเครื่อง fMRI (functional magnetic resonance imaging) เพื่อดูว่าสมองส่วนไหนทำงานขณะเกิดเดจาวู</p>
<p>ในตอนแรกนักวิทยาศาสตร์คาดว่าสมองส่วนความทรงจำสักแห่งน่าจะรับผิดชอบต่ออาการเดจาวู แต่ผลลัพธ์ที่ได้ผิดกับที่คาดการณ์ไว้เพราะพบว่าสมองส่วนความทรงจำนั้นเงียบกริบ ไม่มีการส่งสัญญาณประสาทใดๆ มากขึ้น แต่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจกลับมีการส่งกระแสประสาทอย่างขวักไขว่</p>
<p>พูดง่ายๆ ว่า <strong>เดจาวูเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสมองส่วนการตัดสินใจ ไม่ใช่ความทรงจำ</strong></p>
<p>คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ สมองส่วนการตัดสินใจนั้นทำหน้าที่ตรวจสอบความทรงจำของเราเพื่อมองหาจุดไม่ชอบมาพากลเวลาเรารื้อฟื้นความทรงจำ และเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง จึงทำให้เกิดอาการเดจาวู</p>
<p>ทีมนักวิจัยเชื่อว่า การเกิดเดจาวูเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่าสมองส่วนการตัดสินใจที่คอยตรวจสอบยังทำงานได้ดีอยู่ ทฤษฎีนี้สอดคล้องกับการที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าคนวัยหนุ่มสาวนั้นมีโอกาสเกิดเดจาวูได้มากกว่าคนที่อายุมาก เพราะระบบตรวจสอบในสมองของคนอายุมากๆ ทั้งหลายนั้นอาจจะเริ่มทำงานน้อยลงแล้ว ดังนั้นผู้สูงอายุจึงไม่ค่อยเกิดอาการเดจาวูและมีการจำอะไรผิดพลาดบ่อยๆ </p>
<p>แต่ในอีกแง่หนึ่ง คนที่ไม่รู้สึกถึงเดจาวูก็อาจมีระบบสมองที่ดีมากเพราะระบบตรวจจับทำงานได้ดีจนไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรจึงไม่เกิดเดจาวู</p>
<p>ความจริงเป็นเช่นไรกันแน่ยังไม่มีใครรู้ คำอธิบายทั้งหลายที่กล่าวมานี้ยังต้องการการทดลองหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อจะนำมาซึ่งข้อสรุปที่ชัดเจนรัดกุมจริงๆ </p>
<p>ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าใช่แล้วด่วนสรุปไปเอง</p>
<p><em><strong>อ้างอิง </strong></em><a href="https://www.newscientist.com/article/2101089-mystery-of-deja-vu-explained-its-how-we-check-our-memories/" target="_blank"><em>newscientist.com</em></a><em><strong>, </strong><a href="http://journals.sagepub.com/doi/abs/10.1177/0956797617743018" target="_blank">sagepub.com</a></em></p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> ณัชณิชา วงษา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/">‘ทำไมฉันเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน’ ความลึกลับของเดจาวูกับโลกที่เลื่อนหลุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/puzzle-dejavu/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ข่าวนครสวรรค์ สำนักข่าวท้องถิ่นที่ชวนคนธรรมดาเห็นพลังในตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/power-khaonakhonsawan/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/power-khaonakhonsawan/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด ลิมปิพัฒน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Mar 2018 04:46:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวนครสวรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[เพจ]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[นครสวรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังประชาชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/power-khaonakhonsawan/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราคนเดียวอาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไม่มาก แต่ถ้ารวมคนที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมไว้ด้วยกัน เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหม? ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีผู้ชายคนหนึ่งที่ใครๆ ก็รู้จักในฐานะคนที่กล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถามและต่อสู้กับหน่วยงานในจังหวัดอย่างไม่ลดละ เขาคือ ชิ-อัสชิ ทิพย์เจริญพร ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ชื่อ ข่าวนครสวรรค์ เป้าหมายของเขาคือการเล่าเรื่องในสังคมที่คนอาจมองไม่เห็น โดยเฉพาะความอยุติธรรมที่เจ้าตัวเห็น รู้สึก และอยากเล่าให้คนทั่วไปได้รับรู้ ต่อจากนี้ ชิจะเป็นคนเล่าข่าวให้ฟัง ว่าเขาใช้สื่อโซเชียลมีเดียกระตุ้นหน่วยงานท้องถิ่นได้อย่างไร และมันส่งแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปยังประชาชนคนธรรมดามากมายแค่ไหน เพจข่าวท้องถิ่นที่เกิดจากข่าวน้ำท่วม ย้อนไป พ.ศ. 2554 มวลน้ำก้อนใหญ่ล้นท่วมหลายจังหวัดในไทย นครสวรรค์คือจังหวัดหนึ่งที่รับน้ำไปก่อนเพื่อน ระหว่างนั้น คนในจังหวัดไม่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำท่วมได้เลยเพราะสื่อออฟไลน์ท้องถิ่นทุกชนิดถูกตัดขาด รวมถึงถนนหนทางทุกเส้นก็ถูกปิดตาย ผมยังจำภาพน้ำท่วมบ้านจนถึงระดับอกได้ติดตา หนทางเดียวที่จะติดตามข่าวน้ำท่วมได้อย่างทันท่วงที คือย้ายมาหาข่าวในโลกออนไลน์แทน “ประชาชนที่ติดตามเคเบิลทีวี หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หรือกระทั่งวิทยุก็ถูกตัดขาดหมด เหลือช่องทางออนไลน์ทางเดียว เราเลยคิดว่าน่าจะใช้ช่องทางนี้ติดต่อกับคนนครสวรรค์ ตอนนั้นเราเน้นแจ้งข่าวว่าน้ำจะทะลักเข้าตรงไหน มีพรรคพวกประมาณ 11 คน คอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ต้องออกไปดูทุกคืนว่าน้ำจะท่วมตรงไหน” “พอน้ำเริ่มลด ทีมเราคุยกันว่าจะลบกลุ่มนี้ แต่เห็นว่าเก็บไว้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนนครสวรรค์ เช่น ถ้ามีอุบัติเหตุ คนต้องการเลือด เราน่าจะใช้กลุ่มนี้หาคนมาช่วยบริจาคเลือดได้ เลยทำกรุ๊ปนี้ต่อ” ตอนนั้นอัสชิคงไม่คาดคิดมาก่อนว่ากรุ๊ป ‘แจ้งข่าวสถานการณ์น้ำนครสวรรค์ 24 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/power-khaonakhonsawan/">ข่าวนครสวรรค์ สำนักข่าวท้องถิ่นที่ชวนคนธรรมดาเห็นพลังในตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราคนเดียวอาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไม่มาก แต่ถ้ารวมคนที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมไว้ด้วยกัน เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหม?</p>
<p>ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีผู้ชายคนหนึ่งที่ใครๆ ก็รู้จักในฐานะคนที่กล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถามและต่อสู้กับหน่วยงานในจังหวัดอย่างไม่ลดละ เขาคือ <strong>ชิ-อัสชิ ทิพย์เจริญพร</strong> ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ชื่อ <a href="https://www.facebook.com/khaonakhonsawan/" target="_blank"><strong>ข่าวนครสวรรค์</strong></a> เป้าหมายของเขาคือการเล่าเรื่องในสังคมที่คนอาจมองไม่เห็น โดยเฉพาะความอยุติธรรมที่เจ้าตัวเห็น รู้สึก และอยากเล่าให้คนทั่วไปได้รับรู้</p>
<p>ต่อจากนี้ ชิจะเป็นคนเล่าข่าวให้ฟัง ว่าเขาใช้สื่อโซเชียลมีเดียกระตุ้นหน่วยงานท้องถิ่นได้อย่างไร และมันส่งแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปยังประชาชนคนธรรมดามากมายแค่ไหน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/shi21.jpg"></p>
<h3><strong>เพจข่าวท้องถิ่นที่เกิดจากข่าวน้ำท่วม</strong></h3>
<p>ย้อนไป พ.ศ. 2554 มวลน้ำก้อนใหญ่ล้นท่วมหลายจังหวัดในไทย นครสวรรค์คือจังหวัดหนึ่งที่รับน้ำไปก่อนเพื่อน ระหว่างนั้น คนในจังหวัดไม่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำท่วมได้เลยเพราะสื่อออฟไลน์ท้องถิ่นทุกชนิดถูกตัดขาด รวมถึงถนนหนทางทุกเส้นก็ถูกปิดตาย ผมยังจำภาพน้ำท่วมบ้านจนถึงระดับอกได้ติดตา หนทางเดียวที่จะติดตามข่าวน้ำท่วมได้อย่างทันท่วงที คือย้ายมาหาข่าวในโลกออนไลน์แทน</p>
<p>“ประชาชนที่ติดตามเคเบิลทีวี หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หรือกระทั่งวิทยุก็ถูกตัดขาดหมด เหลือช่องทางออนไลน์ทางเดียว เราเลยคิดว่าน่าจะใช้ช่องทางนี้ติดต่อกับคนนครสวรรค์ ตอนนั้นเราเน้นแจ้งข่าวว่าน้ำจะทะลักเข้าตรงไหน มีพรรคพวกประมาณ 11 คน คอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ต้องออกไปดูทุกคืนว่าน้ำจะท่วมตรงไหน” </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flood1.jpg"></p>
<p>“พอน้ำเริ่มลด ทีมเราคุยกันว่าจะลบกลุ่มนี้ แต่เห็นว่าเก็บไว้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนนครสวรรค์ เช่น ถ้ามีอุบัติเหตุ คนต้องการเลือด เราน่าจะใช้กลุ่มนี้หาคนมาช่วยบริจาคเลือดได้ เลยทำกรุ๊ปนี้ต่อ”</p>
<p>ตอนนั้นอัสชิคงไม่คาดคิดมาก่อนว่ากรุ๊ป ‘<a href="https://www.facebook.com/groups/nwflood/">แจ้งข่าวสถานการณ์น้ำนครสวรรค์ 24 ชั่วโมง</a>’ จะกลายเป็นแหล่งรวมข่าวสารมากมายตั้งแต่น้ำประปาไม่ไหลจนถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานท้องถิ่น จนคนในกรุ๊ปเริ่มเยอะขึ้น มีข่าวสารมากมายหลั่งไหลเข้ามาจนคัดกรองได้ไม่หมด เพื่อทำให้การร้องเรียนข่าวเป็นทางการขึ้น เขากับเพื่อนอีกคนจึงตัดสินใจก่อตั้งแหล่งข่าวท้องถิ่น นั่นคือจุดเริ่มต้นของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘<a href="https://www.facebook.com/khaonakhonsawan/" target="_blank">ข่าวนครสวรรค์</a>’ และเว็บไซต์<a href="http://www.khaonakhonsawan.com/">ข่าวนครสวรรค์</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/nwnews.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/web.jpg"></p>
<h3><strong>เพจข่าวที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ</strong></h3>
<p>หลังจากก่อตั้งหน่วยข่าวนครสวรรค์ ทีมของชิ (ที่เริ่มต้นกันแค่ 2 คน) ตั้งมั่นว่าจะทำข่าวเพื่อความถูกต้องในสังคม แม้ต้องปะทะกับหน่วยงานท้องถิ่นก็ตาม และนั่นทำให้พวกเขาต้องรับศึกหนักในช่วงแรก</p>
<p>“แรกๆ เราไม่มีคอนเนกชั่นเลย มีแค่ความมุ่งมั่น มีหัวใจ อะไรที่ไม่ถูกต้องกับประชาชน เราต้องช่วยเขา เพราะมันคือความจริง ถ้าตัดสินใจช่วยเคสไหนก็ต้องสืบให้ดีที่สุดว่าเหตุการณ์ที่ร้องเรียนมาเป็นจริง แล้วถึงลุย มองแค่เป้าหมายอย่างเดียวว่าเราทำสิ่งที่ถูก ไม่รู้ว่าระหว่างทางเจออะไรบ้างก็ชนหมด”</p>
<p>“ทำตรงนี้เหนื่อยนะ เราไปช่วยเหลือคนก็เคยโดนคดีความ ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ผลออกมาว่าเราไม่ผิด ผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดก็ถามว่าเราจะเอาตัวไปแลกทำไม คำตอบก็เพื่อความถูกต้องนะ ถ้าเราไม่ทำ เขาจะไปพึ่งที่ไหน มีบางเคสเหมือนกันที่เรารู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไร จะกระทบผู้มีอิทธิพลคนไหน บางเรื่องเราแกล้งทำมองไม่เห็น แต่พอทำอย่างนั้นแล้วรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง เหมือนว่าเราอุทิศตัวเองให้เรื่องพวกนี้ไปแล้ว อะไรที่ดีแล้วเราพอทำได้ เราทำหมด” ชิเล่าให้เราฟังอย่างจริงใจ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/shi.jpg"></p>
<h3><strong>หยัดยืนและเติบโตด้วยพลังจากคนท้องถิ่น</strong></h3>
<p>ในที่สุด การสู้ไม่ถอยของชิเริ่มออกผลให้เห็น การเอารัดเอาเปรียบจากหน่วยงานต่างๆ เริ่มลดลง พิสูจน์ให้ชาวนครสวรรค์เห็นฝีมือของทีมข่าวนครสวรรค์ จนตอนนี้สมาชิกประจำทีมของชิขยับขยายจาก 2 เป็น 5 คน มีเครือข่ายนักข่าวตามแต่ละพื้นที่อีกนับสิบคน “เดิมทีเราอยากหาคนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพิ่มอยู่แล้ว ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นระดับตำบลหรืออำเภอนะ อาจจะเป็นระดับหมู่บ้านก็ได้”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flood2.jpg"></p>
<p>“ที่จริงมีคนนครสวรรค์ที่ไม่สนับสนุนการเอารัดเอาเปรียบเยอะ แต่การต่อสู้กับเรื่องนี้เสี่ยงจะเสียผลประโยชน์ ถูกริดรอนสิทธิ์ทางธุรกิจ ถูกกดดัน เขาเลยยอมจบปัญหาด้วยการจ่ายเงิน ยอมก้มหัว แต่พอเขาเห็นเรา เฮ้ย มันสู้ได้นี่ คนที่มีปณิธานหรือความคิดทิศทางเดียวกัน ทั้งที่เป็นนักศึกษาหรือประกอบอาชีพอื่นๆ มาขอเป็นเครือข่ายเราก็มี”</p>
<p>“พอทำมานานก็เจอคนที่เคมีตรงกับเราซึ่งมีบทบาทการตัดสินใจอยู่หลายที่ เราเชื่อว่าในหน่วยงานหรือกลุ่มคนหนึ่งจะแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างน้อย สมมุติเราจะปราบการทุจริตของหน่วยงานหนึ่ง จะมีคนในหน่วยงานนั้นที่อยู่คนละฝั่งกับกลุ่มคนทุจริต อยู่ที่ว่าจะดึงคนเหล่านั้นมาช่วยยังไง พอทำงานด้วยกันบ่อยๆ ก็จะเป็นพรรคเป็นพวกกัน คอนเนกชั่นเราเลยเหมือนโซ่ไม่มีปลาย ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จุดจบ หรือบางคนก็แอบสนับสนุนเราแบบไม่เปิดเผย อย่างตอนเราป่วยเข้าโรงพยาบาลก็มีกระเช้าปริศนามาเยอะมาก สงสัยว่าขนาดจะให้กำลังใจกันยังไม่กล้าออกตัวเลยเหรอ (หัวเราะ) บางครั้งก็งงว่าทำไมบางเคสถึงคลี่คลายเฉยเลย เชื่อว่ามีคอนเนกชั่นที่ไม่เปิดเผยด้วย”</p>
<h3><strong>ชิ ย้ำ กลยุทธ์การทำงานเป็นเรื่องสำคัญ</strong></h3>
<p>ตอนนี้ เพจ ‘ข่าวนครสวรรค์’ มีอายุ 6 ขวบปีพอดี เพจเติบโตขึ้นจนกลายเป็นที่พึ่งของคนในสังคม ทุกวันนี้มีเรื่องร้องเรียนวันละประมาณ 10 เคส ตั้งแต่ขอคำแนะนำไปจนถึงขอความช่วยเหลือเพราะได้รับความไม่เป็นธรรมจริงๆ </p>
<p>แต่ตอนนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว ชิไม่ใช่นักสู้มือสมัครเล่นอีกต่อไป เขากลายเป็นนักสู้ที่มีพวกพ้องมากมาย ถ้าหน่วยงานไหนรู้ว่าเพจ ‘ข่าวนครสวรรค์’ กำลังจะเล่นประเด็นความผิดที่ตนมีเอี่ยว หัวหน้าของหน่วยงานนั้นจะรีบติดต่อมาหาชิเพื่อรีบจัดการแก้ไขความผิดทันที แต่ในกรณีที่ยังคงแข็งข้อ ยืนกรานให้ผิดเป็นถูก ชิก็มีกลยุทธ์รับมือดังนี้</p>
<p><em><span>มาตรการแรก</span></em><span> </span>&#8211; ตีข่าวสั้นๆ ให้ประชาชนคิดต่อ หรืออาจใช้วิธีป่าล้อมเมือง สร้างกระแสสังคมกดดัน</p>
<p><span><em>มาตรการที่สอง</span></em> &#8211; นำเรื่องราวความไม่เป็นธรรมไปเผยแพร่ในเพจที่ชิและทีมไม่ได้แสดงตน การนำเสนอจะเข้มข้นยิ่งขึ้น</p>
<p><span><em>มาตรการขั้นเด็ดขาด</span></em> &#8211; เชื่อมโยงคอนเนกชั่นเพจอย่าง <em>Drama Addict </em>หรือ <em>ควีนแหม่มโพธิ์ดำ</em> ช่วยกระจายข่าวให้กลายเป็นข่าวระดับประเทศ</p>
<p>“คุณเหมือนตำรวจเลยนะ” ผมเอ่ยทักหลังฟังแผนการกดดันหน่วยงานต่างๆ โดยอาศัยพลังจากหลายฝ่ายที่รวมเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน</p>
<p>“เราไม่ได้ตั้งตนเป็นศาลเตี้ยหรือตำรวจนะ แค่ทำสิ่งที่สมควรทำ คือบีบหน่วยงานให้ทำสิ่งที่เขาต้องทำ เราไม่ได้ไปตัดสินหรือลงโทษ แค่ชี้ว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ผิดหรือเปล่า ผิดก็แก้ไข เราจะเน้นใช้พลังประชาชน เวลาเราลงข่าวประเด็นเดียวกัน เราจะคาดการณ์เลยว่าเวลาข่าวนี้ออนไลน์ไป ประชาชนเสพแล้วจะรู้สึกยังไง ปฏิบัติยังไงต่อ ถ้าเป็นข่าวที่หวังผลต้องคิดขนาดนั้นเลย แต่พวกข่าวที่ทำเลี้ยงเพจ เลี้ยงเว็บไซต์ก็มี”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/traffic_light.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/nakhonsawan_news.jpg"></p>
<p>“คนที่อยู่คนละฝั่งกับเรา ที่ฉ้อราษฎร์ เอาเปรียบประชาชน เขาก็ต้องปรับตัวสู้กับเรา แล้วเดี๋ยวนี้คนยิ่งคุ้นชินกับโลกออนไลน์มากขึ้น เราก็ต้องปรับวิธีนำเสนอ ในอนาคต เฟซบุ๊กแฟนเพจอาจใช้ไม่ได้ผล เราก็ต้องเปลี่ยนไปตามโลก นอกจากนี้เราก็ถือสื่อออฟไลน์อยู่ด้วย ทั้งวิทยุและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เราทำควบคู่กันแต่ไม่ได้เป็นงานหลัก เพราะสื่อออฟไลน์แทบจะไม่ทำรายได้แล้ว อิทธิพลของสื่อออฟไลน์ก็แทบจะไม่มี แต่เราก็ยังไม่ทิ้ง เพราะยังมีกลุ่มคนที่อ่านและเชื่อตรงนี้อยู่ บางเคสสื่อออนไลน์แก้ไขปัญหาไม่ได้แต่สื่อออฟไลน์ทำได้ เพราะบางกรณีคนที่มีอำนาจตัดสินใจก็ไม่เล่นสื่อออนไลน์”</p>
<h3><strong>ชิ ยิ้มปลื้ม &#8216;ข่าวนครสวรรค์&#8217; ส่งต่อพลังแห่งความถูกต้อง</strong></h3>
<p>จนถึงตอนนี้ ชิไม่เพียงพิสูจน์ตัวเองจนคนนครสวรรค์สนับสนุน แต่เขาจุดไฟให้คนท้องถิ่นอีกหลายคน ส่งต่อความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อความถูกต้องต่อไปในแบบที่แต่ละคนถนัด</p>
<p style="text-align: center">
<p>ตัวอย่างล่าสุด ชิได้ออกมาตั้งคำถามเรื่องการจัดงานตรุษจีน เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นทุกปีเพื่อแสดงความศรัทธาและความสามัคคีของคนท้องถิ่น เป็นเทศกาลดังที่เรียกนักท่องเที่ยวได้ดี แต่ชิมองว่าปีนี้เป้าหมายการจัดงานมุ่งเน้นเรื่องรายได้มากเกินไปจนสูญเสียเอกลักษณ์บางอย่าง</p>
<p>“สื่อมวลชนในท้องถิ่นหรือประชาชนทั่วไปเห็นตรงกับเราว่าต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ถึงขนาดรวมตัวจัดสัมมนาทิศทาง ทุกวันนี้ในนครสวรรค์มีแต่คนจะทำเรื่องพวกนี้เพื่อให้มันตกผลึกจริงๆ มีน้องสื่อมวลชนอยู่กลุ่มหนึ่ง ปกติทำสารคดีส่งช่องใหญ่ หิ้วกล้องมาสัมภาษณ์เราเรื่องตรุษจีน น้องบอกว่าไม่มีใครจ้างมา แต่ในฐานะลูกหลานนครสวรรค์ รู้สึกว่าน่าจะใช้ความสามารถที่มีช่วยเหลือบ้านเกิดได้ ได้ยินก็ดีใจนะ อย่างน้อยก็เป็นอีกเรื่องที่เราจุดติด”</p>
<p>“มีคนหลายกลุ่มที่รวมตัวกันทำอะไรเพื่อนครสวรรค์เยอะมาก เขาเจอเราก็คุยกันว่า ผมเห็นพี่เป็นไอดอลนะ กล้าลุกมาสู้กับความไม่ถูกต้อง ฟังแล้วรู้สึกภูมิใจกับตัวเอง แล้วก็รู้สึกดีทุกครั้งที่เรื่องร้องเรียนได้รับการแก้ไข”</p>
<p>ไม่รู้ว่าต่อไปจังหวัดบ้านเกิดของผมจะไปในทิศทางไหน อย่างน้อย ตอนนี้ชาวนครสวรรค์คงเห็นพ้องต้องกัน ว่าเราต่างมีพลังมากพอจะทำสิ่งที่ถูกต้อง ทำเพื่อสิทธิของพวกเรา ขอบคุณชิที่พิสูจน์และทำให้เราเชื่อ</p>
<p>ว่าความถูกต้องเริ่มต้นจากพวกเราทุกคน</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> <a href="https://www.facebook.com/khaonakhonsawan/" target="_blank">ข่าวนครสวรรค์</a>, <a href="http://www.khaonakhonsawan.com/" target="_blank">www.khaonakhonsawan.com<br /><strong></strong></a><strong>ภาพประกอบ </strong></em><em>ณัชณิชา วงษา</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/power-khaonakhonsawan/">ข่าวนครสวรรค์ สำนักข่าวท้องถิ่นที่ชวนคนธรรมดาเห็นพลังในตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/power-khaonakhonsawan/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
