<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ศศิวรรณ โมกขเสน, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author503/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author503/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 16:28:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Rethinking the Street&#8217;s Reorganization (1) : สตรีทฟู้ดที่หายไป ใครต้องจ่ายเงินเพิ่ม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/urban-weigo-streetvending/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/urban-weigo-streetvending/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ศศิวรรณ โมกขเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Aug 2018 10:40:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Street Food]]></category>
		<category><![CDATA[WIEGO]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/?p=19612</guid>

					<description><![CDATA[<p>การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพฯ ตกเป็นข่าวระดับโลกขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังนโยบายนี้วนมาแตะผู้ค้าบนถนนข้าวสารอีกรอบ ก่อนในที่สุดจะจบลงที่ กทม.ตกลงเตรียมออกประกาศให้บริเวณนี้เป็นจุดผ่อนผันทำการค้าได้ และในระหว่างที่กำลังร่างประกาศอยู่นี้ก็อนุโลมให้ผู้ค้าตั้งแผงได้ภายใต้ระเบียบที่กำหนด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไม้กวาดของแคมเปญ ‘คืนทางเท้าให้ประชาชน’ ลากผ่านมาปัดกวาดถึงถนนข้าวสาร และก็ไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกันที่ กทม.ตัดสินใจยอมมอบข้อยกเว้นให้กับสถานที่อันถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก นับแต่ กทม.เริ่มจัดระเบียบร้านค้าบนถนนและทางเท้าในปี 2557 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายทวงคืนพื้นที่สาธารณะของรัฐบาล คสช. มีผู้ค้าถูกยกเลิกใบอนุญาตไปแล้วนับหมื่นรายและจุดผ่อนผันถูกยกเลิกไปแล้ว 451 จุดจากทั้งหมดราว 700 จุด ในจำนวนนี้ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่จะมีอำนาจต่อรองได้เหมือนกับถนนข้าวสารและเยาวราช ท่าทีล่าสุดของ กทม.ในกรณีถนนข้าวสาร นำไปสู่คำถามที่ว่าอาหารข้างทางถูกสงวนไว้ให้แต่เพียงนักท่องเที่ยวเท่านั้นหรือ “คนที่มีรายได้น้อยเขาก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่เสียงของพวกเขาไม่ดังเท่านักท่องเที่ยวไม่เหมือนกับถนนข้าวสารที่เป็นข่าวออก BBC, CNN ไปทั่วโลก” ชิดชนก สมานตระกูล จาก Women in Informal Employment: Globalizing and Organizing (WIEGO) ซึ่งเป็นองค์กรที่ศึกษาการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยมาอย่างต่อเนื่องส่งเสียงสะท้อนถึงมาตรการล่าสุด ทุกครั้งที่การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยปรากฏขึ้นในพาดหัวข่าว หัวข้อถกเถียงที่เราได้ยินมักวนอยู่กับเรื่องที่ว่าเราควรจะหาสมดุลอย่างไรระหว่างการรักษากฎหมายกับการรักษาเสน่ห์และวิถีชีวิตของเมือง หากจะมีใครพูดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้าง ก็เห็นจะมีแต่ฝั่งคนขายที่ต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน ทว่าคนรายได้น้อยที่ชิดชนกพูดถึงไม่ใช่บรรดาพ่อค้าแม่ค้า แต่คือผู้ซื้อที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าและเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงกับการหายไปของร้านค้าข้างทางเหล่านี้ ในรายงานล่าสุดของ WIEGO ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พวกเขาสนใจมุมที่ไม่ค่อยถูกหยิบมาคุยกันเท่าไหร่นัก คือผู้บริโภคในเมืองกรุงต้องควักกระเป๋าเพิ่มอีกเท่าไหร่หากไม่มีอาหารข้างทางแล้ว พวกเขาลองตอบคำถามนี้ด้วยการสำรวจ 2 แบบคือ 1. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-weigo-streetvending/">Rethinking the Street&#8217;s Reorganization (1) : สตรีทฟู้ดที่หายไป ใครต้องจ่ายเงินเพิ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพฯ ตกเป็นข่าวระดับโลกขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังนโยบายนี้วนมาแตะผู้ค้าบนถนนข้าวสารอีกรอบ ก่อนในที่สุดจะจบลงที่ กทม.ตกลงเตรียมออกประกาศให้บริเวณนี้เป็นจุดผ่อนผันทำการค้าได้ และในระหว่างที่กำลังร่างประกาศอยู่นี้ก็อนุโลมให้ผู้ค้าตั้งแผงได้ภายใต้ระเบียบที่กำหนด</p>
<p>นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไม้กวาดของแคมเปญ ‘คืนทางเท้าให้ประชาชน’ ลากผ่านมาปัดกวาดถึงถนนข้าวสาร และก็ไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกันที่ กทม.ตัดสินใจยอมมอบข้อยกเว้นให้กับสถานที่อันถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก</p>
<p>นับแต่ กทม.เริ่มจัดระเบียบร้านค้าบนถนนและทางเท้าในปี 2557 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายทวงคืนพื้นที่สาธารณะของรัฐบาล คสช. มีผู้ค้าถูกยกเลิกใบอนุญาตไปแล้วนับหมื่นรายและจุดผ่อนผันถูกยกเลิกไปแล้ว 451 จุดจากทั้งหมดราว 700 จุด ในจำนวนนี้ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่จะมีอำนาจต่อรองได้เหมือนกับถนนข้าวสารและเยาวราช</p>
<p>ท่าทีล่าสุดของ กทม.ในกรณีถนนข้าวสาร นำไปสู่คำถามที่ว่าอาหารข้างทางถูกสงวนไว้ให้แต่เพียงนักท่องเที่ยวเท่านั้นหรือ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39908" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-50.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-50.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-50-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-50-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39909" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-65.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-65.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-65-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-65-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>“คนที่มีรายได้น้อยเขาก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่เสียงของพวกเขาไม่ดังเท่านักท่องเที่ยวไม่เหมือนกับถนนข้าวสารที่เป็นข่าวออก BBC, CNN ไปทั่วโลก” <strong>ชิดชนก สมานตระกูล </strong>จาก Women in Informal Employment: Globalizing and Organizing (WIEGO) ซึ่งเป็นองค์กรที่ศึกษาการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยมาอย่างต่อเนื่องส่งเสียงสะท้อนถึงมาตรการล่าสุด</p>
<p>ทุกครั้งที่การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยปรากฏขึ้นในพาดหัวข่าว หัวข้อถกเถียงที่เราได้ยินมักวนอยู่กับเรื่องที่ว่าเราควรจะหาสมดุลอย่างไรระหว่างการรักษากฎหมายกับการรักษาเสน่ห์และวิถีชีวิตของเมือง หากจะมีใครพูดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้าง ก็เห็นจะมีแต่ฝั่งคนขายที่ต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน</p>
<p>ทว่าคนรายได้น้อยที่ชิดชนกพูดถึงไม่ใช่บรรดาพ่อค้าแม่ค้า แต่คือผู้ซื้อที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าและเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงกับการหายไปของร้านค้าข้างทางเหล่านี้</p>
<p>ในรายงานล่าสุดของ WIEGO ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พวกเขาสนใจมุมที่ไม่ค่อยถูกหยิบมาคุยกันเท่าไหร่นัก คือผู้บริโภคในเมืองกรุงต้องควักกระเป๋าเพิ่มอีกเท่าไหร่หากไม่มีอาหารข้างทางแล้ว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39919" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-30.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-30.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-30-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>พวกเขาลองตอบคำถามนี้ด้วยการสำรวจ 2 แบบคือ 1. สำรวจพฤติกรรมการซื้ออาหารข้างทางของผู้บริโภคเกือบ 500 คนจาก 5 พื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งย่านในเมืองและชานเมือง และ 2. สำรวจความแตกต่างของราคาอาหารเมนูเดียวกันจากร้านข้างทาง เปรียบเทียบกับร้านอาหารร้านห้องแถวหรือฟู้ดคอร์ตที่ใกล้ที่สุดในบริเวณเดียวกันและราคาถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้ โดยสำรวจทั้งหมด 140 เมนูใน 6 พื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ</p>
<p>หลังจากเอาข้อมูลทั้ง 2 ชุดมาคำนวณร่วมกัน นักวิจัยของ WIEGO พบว่าหากไม่มีร้านอาหารข้างถนนให้พึ่งพา ผู้บริโภคจะต้องควักกระเป๋าเพิ่มอีกเดือนละ 357 บาท</p>
<p>ฟังดูเป็นตัวเลขที่ไม่น่าสะทกสะเทือนอะไรหากกรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองที่มีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 325 บาทต่อวัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าหากไม่มีร้านอาหารข้างทางแล้ว เพื่อนบ้านจำนวนไม่น้อยที่อาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันกับเราต้องทำงานเพิ่มอีกมากกว่า 1 วันเพื่อที่จะซื้อข้าวกินให้ได้เท่าเดิม</p>
<p>ไม่พักต้องพูดถึงว่ากลุ่มผู้มีรายได้นี้ต้องเสียโอกาสใช้เงิน 357 บาทนี้ไปใช้ทำอะไรที่ดีกว่าได้อีกหลายอย่าง</p>
<p>แต่การหายไปของสตรีทฟู้ดส่งผลกระทบเพียงแค่กับผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยเท่านั้นหรือ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39910" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180529-LadpraoS2-streetvendor-27.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180529-LadpraoS2-streetvendor-27.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180529-LadpraoS2-streetvendor-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180529-LadpraoS2-streetvendor-27-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39915" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-Ari-streetvendor-21.jpg" alt="" width="741" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-Ari-streetvendor-21.jpg 741w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-Ari-streetvendor-21-300x202.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-Ari-streetvendor-21-600x405.jpg 600w" sizes="(max-width: 741px) 100vw, 741px" /></p>
<p>คำถามนี้อาจลองตอบได้ง่ายๆ ด้วยการลองนึกสำรวจดูว่าเดือนหนึ่งๆ คุณซื้ออาหารข้างถนนสักกี่ครั้งและตัวคุณเองจัดเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือเปล่า</p>
<p>แต่หากอยากได้คำตอบแบบเป็นรูปธรรม WIEGO พบว่าผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดเกือบ 500 คนกินอาหารจากร้านค้าข้างถนนเฉลี่ย 9.58 มื้อต่อสัปดาห์ หรือเรียกได้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของมื้ออาหารตลอดสัปดาห์ และเมื่อลองเจาะลึกลงไปในรายละเอียดแล้ว กลุ่มที่ตอบว่าซื้ออาหารข้างทางบ่อยที่สุดกลายเป็นกลุ่มที่มีรายได้ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน กลุ่มที่ซื้อบ่อยรองลงมาก็คือกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อเดือน (ซึ่งเป็นเกณฑ์รายได้สูงที่สุดที่มีให้เลือกตอบในแบบสอบถาม)</p>
<p>ตัวเลขนี้น่าจะพอช่วยยืนยันให้เห็นว่าลูกค้าของร้านค้าข้างถนนไม่ได้มีแค่ผู้มีรายได้น้อย แต่ครอบคลุมไปยังผู้บริโภคในหลายระดับ ในหลายๆ พื้นที่ ผู้ค้าจัดตารางเวลาการตั้งร้านโดยอ้างอิงจากตารางเวลาของเหล่าพนักงานออฟฟิศด้วยซ้ำไป</p>
<p>เมื่อถามพวกเขาว่าถ้าไม่มีแผงลอยจะทานอาหารจากที่ไหน คำตอบยอดนิยมหนีไม่พ้นในห้างและจากร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39916" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-Sukhumvit13-streetvendor-62.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-Sukhumvit13-streetvendor-62.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-Sukhumvit13-streetvendor-62-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-Sukhumvit13-streetvendor-62-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>ในขณะที่ กทม.ยอมผ่อนปรนเพื่อหาทางออกให้กับผู้ค้าที่ถนนข้าวสารและเยาวราช จึงต้องไม่ลืมว่าในส่วนอื่นๆ ของเมืองหลวงที่ค่าครองชีพสูงแห่งนี้ หาบเร่แผงลอยก็มีฟังก์ชั่นอื่นมากกว่าจะเป็นเพียงหนึ่งใน Best things to do in Bangkok สำหรับนักท่องเที่ยว</p>
<p>และในขณะที่รัฐบาลปลื้มใจกับการที่สตรีทฟู้ดไทยได้รับการติดดาวจากมิชลิน ก็อาจต้องไม่ลืมว่าไข่เจียวปูจานละ 800 บาทนั้นเป็นสตรีทฟู้ดคนละแบบกันกับที่คนกรุงเทพฯ ซื้อกินได้จริงๆในชีวิตประจำวัน</p>
<p>ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเพราะทางเลือกในการซื้ออาหารที่น้อยลงจึงควรเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงในลำดับต้นๆ เมื่อมีการอภิปรายเรื่องนโยบายจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย</p>
<p>ไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่พ้นจะถูกวิจารณ์ในแบบที่ชิดชนกกล่าวไว้ว่า</p>
<p>“รัฐบาลให้ความสำคัญกับหน้าตาของประเทศมากกว่าตัวคนในประเทศเอง”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39917" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-1.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-1.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180522-wiego-streetvendor-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><em><strong>อ้างอิง</strong> อ่านรายงาน &#8216;If Street Food Disappears — Projecting the Cost for Consumers in Bangkok&#8217; ของ WIEGO ได้จาก <a href="http://www.wiego.org/sites/default/files/publications/files/Carrillo-Rodriguez-Reed-Bangkok-Street-Vendor-WIEGO-Resource-Document-9.pdf">wiego.org/sites/default/files/publications/files/Carrillo-Rodriguez-Reed-Bangkok-Street-Vendor-WIEGO-Resource-Document-9.pdf</a></em></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>Pailin Wedel</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urban-weigo-streetvending/">Rethinking the Street&#8217;s Reorganization (1) : สตรีทฟู้ดที่หายไป ใครต้องจ่ายเงินเพิ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/urban-weigo-streetvending/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับทีมสถาปนิก IKEA บางใหญ่ สโตร์ในไทยที่ไม่เหมือนสาขาไหนในโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-architects-ikea-bangyai/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-architects-ikea-bangyai/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ศศิวรรณ โมกขเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 May 2018 19:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปนิก]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ikea]]></category>
		<category><![CDATA[อิเกีย]]></category>
		<category><![CDATA[IKEA Bang Yai]]></category>
		<category><![CDATA[บางใหญ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-architects-ikea-bangyai/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับคนบ้านใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง อิเกียสาขาใหม่ล่าสุดที่บางใหญ่อาจดูน่าตื่นเต้นในฐานะที่หมายใหม่ให้ไปเดินเล่นในวันหยุด แต่สำหรับอิเกียแล้ว สาขาบางใหญ่คือการทดลองและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสโตร์ในอนาคต มองผิวเผินจากภายนอก สโตร์แห่งที่สองของอิเกียประเทศไทยก็ดูจะไม่ต่างอะไรกับสโตร์แห่งอื่นๆ ทั่วโลก สาขาใหม่ที่เพิ่งโค่นแชมป์เก่าจากยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย และกลายมาเป็นอิเกียที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ยังคงมีหน้าตาเหมือนตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยักษ์ เอกลักษณ์ของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สวีเดนเจ้านี้ “มันก็ดูเหมือนแค่กล่องสีน้ำเงินกล่องหนึ่งใช่ไหม” Jonathan Grant แห่งบริษัทสถาปนิกระดับโลก Chapman Taylor ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบสโตร์สาขาบางใหญ่บอกขณะพาเราเดินชมรอบอาคาร “แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แค่นั้นเลย ในทางสถาปัตยกรรมก็มีความท้าทาย มันไม่ใช่แค่เรื่องว่าตึกหน้าตาเป็นยังไง แต่คือตึกทำงานยังไง และที่สำคัญยังคงต้องหน้าตาเหมือนตึกอิเกียอยู่ด้วย” สำหรับ Chapman Taylor นี่เป็นการออกแบบที่ไม่หมูเพราะต้องผ่านด่านทั้งมาตรฐานภายในที่แสนเคร่งครัดและยิบย่อยของทั้งอิเกียเอง กฎหมายไทย และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก ซึ่งตั้งใจไว้แต่ต้นว่าต้องทำให้ผ่านการรับรองในระดับสูงที่สุด แกรนต์ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง Director ของ Chapman Taylor ที่กรุงเทพฯ ทำงานร่วมกับ พิมพ์ภากร อินวะษา และทีมสถาปนิกในช่วงเวลากว่า 6 เดือนของการออกแบบ ก่อน Oscar Martinez จะเข้ามารับช่วงต่อหลังแกรนต์ ย้ายกลับไปประจำออฟฟิศที่ลอนดอน ในวันแรกของการเปิดให้บริการอิเกียบางใหญ่ ทั้งสามพาเราเดินทัวร์ลัดเลาะจาก self-serve area ไปจนถึงบันไดหนีไฟเพื่ออธิบายว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการออกแบบของสโตร์แห่งใหม่ล่าสุดที่ทั้งทีมสถาปนิกและอิเกียต่างภูมิใจแห่งนี้ คิดเผื่อคนขาย “มันเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของลูกค้า พวกเขาไม่ได้อยากแค่จะสร้างสโตร์อิเกียขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-architects-ikea-bangyai/">คุยกับทีมสถาปนิก IKEA บางใหญ่ สโตร์ในไทยที่ไม่เหมือนสาขาไหนในโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับคนบ้านใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง อิเกียสาขาใหม่ล่าสุดที่บางใหญ่อาจดูน่าตื่นเต้นในฐานะที่หมายใหม่ให้ไปเดินเล่นในวันหยุด แต่สำหรับอิเกียแล้ว สาขาบางใหญ่คือการทดลองและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสโตร์ในอนาคต</p>
<p>มองผิวเผินจากภายนอก สโตร์แห่งที่สองของอิเกียประเทศไทยก็ดูจะไม่ต่างอะไรกับสโตร์แห่งอื่นๆ ทั่วโลก สาขาใหม่ที่เพิ่งโค่นแชมป์เก่าจากยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย และกลายมาเป็นอิเกียที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ยังคงมีหน้าตาเหมือนตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยักษ์ เอกลักษณ์ของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สวีเดนเจ้านี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikea8.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikea1.jpg" /></p>
<p>“มันก็ดูเหมือนแค่กล่องสีน้ำเงินกล่องหนึ่งใช่ไหม” <strong>Jonathan Grant</strong> แห่งบริษัทสถาปนิกระดับโลก Chapman Taylor ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบสโตร์สาขาบางใหญ่บอกขณะพาเราเดินชมรอบอาคาร “แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แค่นั้นเลย ในทางสถาปัตยกรรมก็มีความท้าทาย มันไม่ใช่แค่เรื่องว่าตึกหน้าตาเป็นยังไง แต่คือตึกทำงานยังไง และที่สำคัญยังคงต้องหน้าตาเหมือนตึกอิเกียอยู่ด้วย”</p>
<p>สำหรับ Chapman Taylor นี่เป็นการออกแบบที่ไม่หมูเพราะต้องผ่านด่านทั้งมาตรฐานภายในที่แสนเคร่งครัดและยิบย่อยของทั้งอิเกียเอง กฎหมายไทย และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก ซึ่งตั้งใจไว้แต่ต้นว่าต้องทำให้ผ่านการรับรองในระดับสูงที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikea10.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikea19.jpg" /></p>
<p>แกรนต์ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง Director ของ Chapman Taylor ที่กรุงเทพฯ ทำงานร่วมกับ <strong>พิมพ์ภากร อินวะษา</strong> และทีมสถาปนิกในช่วงเวลากว่า 6 เดือนของการออกแบบ ก่อน <strong>Oscar Martinez</strong> จะเข้ามารับช่วงต่อหลังแกรนต์ ย้ายกลับไปประจำออฟฟิศที่ลอนดอน ในวันแรกของการเปิดให้บริการอิเกียบางใหญ่ ทั้งสามพาเราเดินทัวร์ลัดเลาะจาก self-serve area ไปจนถึงบันไดหนีไฟเพื่ออธิบายว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการออกแบบของสโตร์แห่งใหม่ล่าสุดที่ทั้งทีมสถาปนิกและอิเกียต่างภูมิใจแห่งนี้</p>
<h3><strong>คิดเผื่อคนขาย</strong></h3>
<p>“มันเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของลูกค้า พวกเขาไม่ได้อยากแค่จะสร้างสโตร์อิเกียขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง แต่ต้องการที่จะพัฒนาโมเดลใหม่ในอนาคตของสโตร์อิเกียในเอเชีย พวกเขาเริ่มจากที่นี่เพื่อจะได้รู้ว่าลูกค้ากำลังมองหาอะไรอยู่” มาร์ติเนสเล่าระหว่างลงนั่งจิบกาแฟกับเราที่อิเกียคาเฟ่</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ อิเกียบางใหญ่เลยกลายเป็นสถานที่ทดสอบของหลายๆ งานออกแบบที่อิเกียไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้เป็นสโตร์แห่งแรกที่ลูกค้าเดินเข้าออกและชำระเงินได้ทุกชั้นแทนที่จะต้องเดินวนผ่านเขาวงกตกว้างใหญ่เพื่อไปยังทางออกที่จุดสิ้นสุด เป็นสโตร์แห่งแรกที่สร้างเชื่อมกับห้างสรรพสินค้าที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ อย่างครั้งแรกของการมีหน้าต่างกระจก และครั้งแรกของการใช้สีแดงในสโตร์ (แอบไปดูกันได้ที่บันไดทางขึ้นร้านอาหารชั้นลอย)</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF6760.jpg" /></p>
<p>“ปกติแล้วในยุโรป คุณมักเห็นสโตร์อิเกียตั้งอยู่เดี่ยวๆ ไกลจากตัวเมือง แต่สำหรับที่นี่ เราเข้าใจว่าสิ่งที่เชื่อมต่อหรืออยู่รอบๆ สโตร์คือสิ่งที่ดึงดูดใจให้คนมาอิเกียด้วย พวกเขาเริ่มโดยการสร้างสโตร์ติดกับเมกาบางนาซึ่งก็ประสบความสำเร็จมาก และนั่นเป็นสาเหตุให้พวกเขาพาร์ตเนอร์กับ CPN (บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)) เพื่อที่จะเชื่อมต่อกับเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต” มาร์ติเนสเล่าต่อ</p>
<p>แม้จะเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้าเช่นเดียวกับที่บางนา แต่อิเกียบางใหญ่ก็เล่นใหญ่กว่าด้วยการเชื่อมสโตร์เข้ากับห้างฯ ถึง 3 ชั้น เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อในการเดินช้อปปิ้งซึ่งแลกมาด้วยความท้าทายในเชิงเทคนิคที่จะต้องสร้างทางเชื่อมกว้าง 18 เมตรระหว่าง 2 อาคารโดยไม่มีเสารองรับด้านล่างเนื่องจากต้องเว้นไว้เป็นถนน หลักคิดเรื่องความไร้รอยต่อนี้ยังถูกนำไปใช้กับอาคารจอดรถความจุ 1,900 คันด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikea13.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikea12.jpg" /></p>
<p>“ที่กรุงเทพฯ ทุกคนขับรถ ดังนั้นที่จอดรถเป็นเรื่องใหญ่ เราต้องทำให้ที่จอดรถทุกชั้นเชื่อมต่อกับสโตร์ ถ้าสโตร์ไม่ได้เชื่อมต่อกับที่จอดรถทุกชั้น คนอาจจะไปชั้นอื่น”</p>
<h3><strong>คิดเผื่อคนซื้อ</strong></h3>
<p>แม้จะมีพื้นที่ถึง 50,278 ตารางเมตร แต่การจะนำเสนอสินค้าแปดพันกว่าชิ้นให้ลูกค้าได้เห็นครบถ้วนและอยากซื้อก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ได้อาศัยเพียงความรู้ด้านสถาปนิก</p>
<p>พิมพ์ภากรอธิบายว่าอิเกียเองมีแนวทางการจัดรูปแบบของสโตร์ภายในอยู่แล้ว โดยโชว์รูมชั้นบนสุดจะช่วยทำให้ลูกค้าเห็นไอเดียในการแต่งบ้าน ก่อนจะไล่ลงมาจับจ่ายซื้อของจริงๆ ที่ชั้นล่าง สิ่งที่ Chapman Taylor ทำคือช่วยจัดวางโฟลวของการออกแบบว่าทำอย่างไรให้ลูกค้าเดินตามทิศทางไปจนเห็นสินค้าครบทั้งหมดได้อย่างเพลิดเพลินโดยไม่รู้ตัว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7410.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7389.jpg" /></p>
<p>“อิเกียมีโปรไฟล์ลูกค้าหลายแบบ สำหรับคนที่มาเพื่อซื้อของไปแต่งอพาร์ตเมนต์ เราต้องทำให้ง่ายสำหรับเขา มาแล้วซื้อได้สะดวก สำหรับคนที่มาเดินเล่น เราต้องเตรียมสิ่งของที่อาจจะไม่จำเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์แต่เขาซื้อได้ ถ้าเดินผ่านโชว์รูม คุณจะเห็นของตกแต่งมากมาย สิ่งของเหล่านี้นั้นมีไว้สำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อ แต่เมื่อเห็นมันแล้วก็จะถูกใจและซื้อในที่สุด” มาร์ติเนสเล่า</p>
<p>หนึ่งในจุดเด่นของอิเกียบางใหญ่ก็คือพื้นที่ร้านอาหาร คาเฟ่ สำหรับนั่งพักที่ใหญ่และเยอะขึ้น และเป็นแห่งแรกที่มีร้านจำหน่ายอาหารสุขภาพสไตล์สวีเดนซึ่งก็มีที่มาจากแนวคิดของอิเกียที่เห็นว่าการช้อปปิ้งเป็นเรื่องประสบการณ์ การมีพื้นที่เปิดให้นั่งพักมากขึ้นก็หมายถึงโอกาสที่คนจะมาใช้เวลาที่นี่มากขึ้นโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องตั้งใจมาช้อปปิ้งแต่แรก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF6768.jpg" /></p>
<p>ส่วนที่ว่ากันว่าสโตร์อิเกียไม่มีหน้าต่างเพราะไม่ต้องการหันเหความสนใจของลูกค้าให้ไปอยู่ภายนอกห้างนั้นดูจะใช้ไม่ได้กับสาขาบางใหญ่ที่มาพร้อมกระจกบานใหญ่เด่นเป็นที่แรกของอิเกียเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นเฟอร์นิเจอร์สนามในแสงธรรมชาติจริงๆ พิมพ์ภากรกระซิบบอกว่ากว่าจะได้หน้าต่างกระจกโซน Glass House นี้มาก็ยากเย็นจริงๆ ไม่ใช่เพราะอิเกียกังวลว่าลูกค้าจะวอกแวกมองออกไปไหน แต่เป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้สโตร์ร้อนขึ้น</p>
<p>“กระจกที่เราใช้ต้องเป็นกระจกกันความร้อน เราต้องดีเบตกันว่าถ้าใช้แล้วจะไม่ทำให้การใช้พลังงานมากขึ้น เขาจึงจะยอม” เธอเล่า</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF6769.jpg" /></p>
<h3><strong>คิดเผื่อโลก</strong></h3>
<p>อีกมาตรฐานใหม่ที่อิเกียบางใหญ่สร้างขึ้นก็คือการเป็นห้างค้าปลีกแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม LEED ในระดับสูงสุด หรือ LEED Platinum และระดับสูงสุดของมาตรฐานอาคารสีเขียว Green Mark จากสิงคโปร์ ซึ่งแกรนต์ยกเครดิตให้ว่าเกิดจากความมุ่งมั่นและจริงใจในเรื่องความยั่งยืนของอิเกียจริงๆ</p>
<p>“อิเกียสนใจลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขาอยากสร้างความเปลี่ยนแปลง พวกเขาจึงเต็มใจที่จะจ่าย แม้ว่ามันจะใช้เวลานานกว่าจะถอนทุนคืนกลับมา” แกรนต์เล่า</p>
<p>“พวกเขาขายเฟอร์นิเจอร์ราคาประหยัด แต่สโตร์ของพวกเขานั้นพรีเมียมและลงทุนสูงมาก พวกเขาแน่วแน่เป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ที่นี่ให้ต่างจากสิ่งที่พวกเขาเคยทำมา” มาร์ติเนสเสริม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikea15.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikea21.jpg" /></p>
<p>การลงทุนเพื่อความยั่งยืนที่โดดเด่นที่สุดของอิเกียบางใหญ่น่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ 4,548 แผงบนดาดฟ้าเพื่อผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่จริงๆ แล้วมีความสามารถในการผลิตมากกว่าที่รัฐอนุญาตเสียอีก</p>
<p>“ต้นทุนมันสูงมาก อย่างตัว Solar Panel ของเราก็ต้องผ่านการขออนุญาตก่อน เพราะมันเป็นแหล่งพลังงาน เหมือนเป็นโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นอะไรที่ซับซ้อนอยู่เหมือนกัน เขาก็จะมีลิมิตอยู่ว่าเราทำได้ไม่เกินเท่าไหร่ จริงๆ แล้วเราผลิตได้ 1.5 เมกะวัตต์ แต่เขาจะให้เราใช้แค่ 1 เมกะวัตต์ เราก็เลยต้องลิมิตไม่ให้เกิน” พิมพ์ภากรเล่า</p>
<p>นอกจากนี้ แกรนต์บอกว่าพวกเขายังคำนึงถึงการออกแบบที่พยายามจะให้เกิดผลกระทบกับชุมชนน้อยที่สุด เช่น การออกแบบเส้นทางการเดินรถ การสร้างพื้นที่จอดรถและทางหนีไฟที่เพียงพอ</p>
<p>“developer จำนวนมากในกรุงเทพฯ คิดถึงแต่พื้นที่ของเขา ผมคิดว่าพวกเขาต้องคิดถึงชุมชนและสิ่งที่อยู่รอบๆ ด้วย เช่นว่า การจราจรจะเป็นอย่างไร”</p>
<p>อิเกียบางใหญ่นั้นใช้งบลงทุนถึง 6,300 ล้านบาท ในสายตาคนนอก การยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับโลกมากกว่าแลดูเป็นเพียงกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ทำตามได้ยาก แต่มาร์ติเนสบอกว่าถ้ามานั่งคิดเลขกันจริงๆ แล้วมันคุ้มค่าทางเศรษฐกิจด้วย</p>
<p>“สโตร์อิเกียจะเปิดทำการไปอีก 20-30 ปี ดังนั้นถ้าพวกเขาลงทุนในความยั่งยืน พวกเขาก็อาจจะลดค่าไฟลงได้ 30-40 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เมื่อคูณจำนวนปีที่พวกเขาเป็นเจ้าของห้างเข้าไปก็จะเป็นเงินจำนวนมาก ดังนั้นมันจึงสมเหตุสมผลที่จะจ่ายมากขึ้นตอนนี้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikea23.jpg" /></p>
<p>“พวกเขามีความรับผิดชอบในฐานะแบรนด์ชั้นนำระดับโลก พวกเขาแสดงให้เห็นว่ากำลังคำนึงถึงอนาคต ทำสิ่งที่จำเป็นและทำได้เพื่อนำทางให้กับคนอื่นๆ ถ้าผู้นำในตลาดไม่ทำ คนอื่นก็จะไม่ทำด้วยเพราะไม่เห็นความจำเป็น มันจึงเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ พวกเขาบอกว่าถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วจะไปทำเมื่อไหร่”</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ และ Chapman Taylor</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-architects-ikea-bangyai/">คุยกับทีมสถาปนิก IKEA บางใหญ่ สโตร์ในไทยที่ไม่เหมือนสาขาไหนในโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-architects-ikea-bangyai/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หน้าหนาวที่แล้วยังจับผู้ร้ายไม่ได้ แล้วจะฝากความหวังไว้ที่ไหนในฤดูฝุ่นปีหน้า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/report-air-pollution/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/report-air-pollution/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ศศิวรรณ โมกขเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 08 Apr 2018 03:29:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นละออง]]></category>
		<category><![CDATA[PM 2.5]]></category>
		<category><![CDATA[ฤดูหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าหนาว]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/report-air-pollution/</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกไม่กี่อึดใจเราก็จะผ่านฤดูกาลแห่งฝุ่นละออง กลับมามีท้องฟ้าสดใสเมื่อมองด้วยตาเปล่า เรื่องราวของ PM 2.5 จะกลายเป็นปัญหาของหน้าหนาวที่แล้ว และถูกดันลงไปต่อท้ายแถว รอคิวกลับมาให้เรากังวลใหม่ในปีหน้า ไม่ต่างอะไรกับอีกหลายๆ ปัญหา หากสืบเสาะเรื่องมลภาวะทางอากาศในกรุงเทพฯ ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับเรื่องราวคุ้นๆ อย่างความเนิ่นนานในการจัดการของรัฐ การบังคับใช้ไม่ได้จริงของกฎหมาย การที่รัฐรู้ว่าปัญหาคืออะไรแต่ก็ไม่มีทางเลือกทางเลี่ยงไว้รองรับ จะต่างกับอีกหลายปัญหาในเมืองอยู่หน่อยก็ตรงที่ฝุ่นละอองขนาดเล็กในเมืองใหญ่นี้ส่งผลกระทบอย่างเท่าเทียมกันกับทุกคนที่ยังหายใจ แทนที่จะปล่อยลมฤดูร้อนพัดพาให้วิกฤตนี้จบไปอย่างไร้ทางออก เราจึงอยากชวนมองย้อนกลับไปยังหน้าหนาวที่แล้วเพื่อเรียนรู้ว่าเราจะอยู่กับฝุ่นในปีหน้าให้ดีกว่าปีนี้ได้อย่างไร และกรุงเทพฯ ควรเดินไปทางไหนต่อ ค่าฝุ่นที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ท้องฟ้าขมุกขมัวมองไประยะไกลไม่เห็น ทำให้คนกรุงเทพฯ ตื่นตัวเข้าเว็บไซต์เช็คคุณภาพอากาศกันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนจะพบว่าค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เข้าใจกันว่าวิกฤตมลภาวะในอากาศปีนี้รุนแรงกว่าที่เคยเป็น แต่หากลองไปนั่งคุยกับหลายฝ่ายที่ตามศึกษาเรื่องนี้มาเป็นปีๆ จะพบว่าไม่ใช่อย่างที่คิด ไม่ใช่ว่าอากาศไม่แย่เพียงแต่มันแย่แบบนี้เสมอมาหลายปีแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมแต่ไม่เคยมีใครบอกเราต่างหาก สนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย อธิบายว่าปกติอากาศบริเวณที่ร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นเพื่อให้อากาศเย็นเข้ามาแทนที่ แต่ช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นจากด้านล่างลอยขึ้นไประดับหนึ่งแล้วไปต่อไม่ได้เพราะไปเจอกับอากาศข้างบนที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าจึงร้อนกว่า กลายเป็นสภาวะที่เหมือนมีฝาชีครอบมลภาวะที่มีเยอะเป็นปกติอยู่แล้วไม่ให้กระจายตัวไปไหน ส่วนที่ปีนี้เรามองเห็นมลภาวะได้ชัดและนานต่อเนื่องกว่าทุกปี สนธิบอกว่าเป็นเพราะอากาศนิ่ง &#8220;ทุกปีอากาศเย็นแล้วยังมีลมพัด แต่ปีนี้อากาศเย็น มีละอองน้ำหรือความชื้นสัมพัทธ์สูง แต่ลมนิ่ง” ในวิกฤตมีโอกาส สิ่งที่แลกมากับอากาศไม่บริสุทธิ์จนทำให้ใครหลายคนป่วยเมื่อต้นปีก็คือความเข้าใจเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับคำนี้ เราขออธิบายสั้นๆ ว่า มันคือฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่าเส้นผมลงไปอีก 25 เท่า มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-air-pollution/">หน้าหนาวที่แล้วยังจับผู้ร้ายไม่ได้ แล้วจะฝากความหวังไว้ที่ไหนในฤดูฝุ่นปีหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อีกไม่กี่อึดใจเราก็จะผ่านฤดูกาลแห่งฝุ่นละออง กลับมามีท้องฟ้าสดใสเมื่อมองด้วยตาเปล่า เรื่องราวของ PM 2.5 จะกลายเป็นปัญหาของหน้าหนาวที่แล้ว และถูกดันลงไปต่อท้ายแถว รอคิวกลับมาให้เรากังวลใหม่ในปีหน้า</p>
<p>ไม่ต่างอะไรกับอีกหลายๆ ปัญหา หากสืบเสาะเรื่องมลภาวะทางอากาศในกรุงเทพฯ ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับเรื่องราวคุ้นๆ อย่างความเนิ่นนานในการจัดการของรัฐ การบังคับใช้ไม่ได้จริงของกฎหมาย การที่รัฐรู้ว่าปัญหาคืออะไรแต่ก็ไม่มีทางเลือกทางเลี่ยงไว้รองรับ จะต่างกับอีกหลายปัญหาในเมืองอยู่หน่อยก็ตรงที่ฝุ่นละอองขนาดเล็กในเมืองใหญ่นี้ส่งผลกระทบอย่างเท่าเทียมกันกับทุกคนที่ยังหายใจ</p>
<p>แทนที่จะปล่อยลมฤดูร้อนพัดพาให้วิกฤตนี้จบไปอย่างไร้ทางออก เราจึงอยากชวนมองย้อนกลับไปยังหน้าหนาวที่แล้วเพื่อเรียนรู้ว่าเราจะอยู่กับฝุ่นในปีหน้าให้ดีกว่าปีนี้ได้อย่างไร และกรุงเทพฯ ควรเดินไปทางไหนต่อ</p>
<h3></h3>
<h3><strong>ค่าฝุ่นที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด </strong></h3>
<p>ท้องฟ้าขมุกขมัวมองไประยะไกลไม่เห็น ทำให้คนกรุงเทพฯ ตื่นตัวเข้าเว็บไซต์เช็คคุณภาพอากาศกันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนจะพบว่าค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เข้าใจกันว่าวิกฤตมลภาวะในอากาศปีนี้รุนแรงกว่าที่เคยเป็น แต่หากลองไปนั่งคุยกับหลายฝ่ายที่ตามศึกษาเรื่องนี้มาเป็นปีๆ จะพบว่าไม่ใช่อย่างที่คิด</p>
<p>ไม่ใช่ว่าอากาศไม่แย่เพียงแต่มันแย่แบบนี้เสมอมาหลายปีแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมแต่ไม่เคยมีใครบอกเราต่างหาก</p>
<p><strong>สนธิ คชวัฒน์ </strong>เลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย อธิบายว่าปกติอากาศบริเวณที่ร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นเพื่อให้อากาศเย็นเข้ามาแทนที่ แต่ช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นจากด้านล่างลอยขึ้นไประดับหนึ่งแล้วไปต่อไม่ได้เพราะไปเจอกับอากาศข้างบนที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าจึงร้อนกว่า กลายเป็นสภาวะที่เหมือนมีฝาชีครอบมลภาวะที่มีเยอะเป็นปกติอยู่แล้วไม่ให้กระจายตัวไปไหน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/weather.jpg" /></p>
<p>ส่วนที่ปีนี้เรามองเห็นมลภาวะได้ชัดและนานต่อเนื่องกว่าทุกปี สนธิบอกว่าเป็นเพราะอากาศนิ่ง &#8220;ทุกปีอากาศเย็นแล้วยังมีลมพัด แต่ปีนี้อากาศเย็น มีละอองน้ำหรือความชื้นสัมพัทธ์สูง แต่ลมนิ่ง”</p>
<p>ในวิกฤตมีโอกาส สิ่งที่แลกมากับอากาศไม่บริสุทธิ์จนทำให้ใครหลายคนป่วยเมื่อต้นปีก็คือความเข้าใจเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับคำนี้ เราขออธิบายสั้นๆ ว่า มันคือฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่าเส้นผมลงไปอีก 25 เท่า มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กรองไม่ได้ด้วยขนจมูก และสามารถซอกซอนเข้าไปในกระแสเลือดจึงก่อให้เกิดได้หลายโรคโดยเฉพาะกับระบบทางเดินหายใจ</p>
<p>วิกฤตฝุ่นรอบนี้ทำให้ทั้งสื่อ นักวิชาการและ NGO ต่างร่วมกันออกมาให้ความรู้ว่า มีฝุ่นขนาด PM 2.5 ที่ตามองไม่เห็นแต่จำเป็นต้องตรวจวัดเพื่อระบุคุณภาพอากาศให้ถูกต้องอยู่</p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้รวมค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 เข้าไปในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ แม้ว่าจะมีสถานีที่ตรวจวัดได้อยู่แล้ว 26 สถานีใน 18 จังหวัด โดยให้เหตุผลว่ายังคงตรวจได้ไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะนำมารวม นั่นทำให้หลายครั้งอากาศคุณภาพแย่แต่ดัชนีคุณภาพอากาศก็ยังบอกว่าอยู่ในระดับดีหรือปานกลาง</p>
<p>เมื่อฝุ่นละอองปกคลุมท้องฟ้าจนกลายเป็นกระแสสังคมในเดือนมกราคม กรมควบคุมมลพิษจึงเริ่มเผยแพร่ปริมาณฝุ่น 2.5 ที่ตรวจวัดได้จาก 5 สถานีในกรุงเทพฯ ในแต่ละวัน แต่สนธิบอกว่าค่าเหล่านั้นก็ยังไม่ใช่ภาพแทนที่ถูกต้องเพราะเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่ใช่ค่าแบบเรียลไทม์ จึงเป็นการแจ้งผลย้อนหลัง กว่าเราจะทราบ ภาวะอากาศแย่ก็อาจจะผ่านไปแล้ว ซ้ำร้ายสถานที่วัดก็เป็นพื้นที่ที่ยังไงก็ฝุ่นเยอะอยู่แล้วด้วย</p>
<p>“สถานีที่วัดของกรมควบคุมมลพิษคือริมถนน USEPA (องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา) เขาบอกว่า ถ้าจะบอกว่ากรุงเทพฯ มีปัญหารุนแรง ต้องตรวจวัดห่างจากถนน 100 เมตร เราไปวัดริมถนนก็ได้แต่ฝุ่นริมถนนนั่นแหละ แล้วเราก็ไปออกข่าวว่าเป็นตัวแทนของกรุงเทพมหานคร”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://lh5.googleusercontent.com/FAv_JeSFbx7h1UobnEcueunsLHcNC1y_8vho1HyRUm-9JxGFEgCtrLLs4sn80S_nWlfL-xHNe_cX8SjDGgYw_pKICTJFiDdObSVG1bpS8diIWwlH1tGr6WqNeYYYev_NHU2k6-Xs" width="407" height="299" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ตัวอย่างการรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 โดยกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานีส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมถนน </em></p>
<p style="text-align: center;"><em>ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ</em></p>
<h3></h3>
<h3><strong>หลากผู้ต้องสงสัยที่ยังไม่ถูกเอาผิด</strong></h3>
<p>แม้สภาพทางอุตุนิยมวิทยาในหน้าหนาวจะเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ปัดฝุ่นใต้พรมออกฟุ้งให้เราเห็นบนท้องฟ้า แถมกรุงเทพฯ เองก็มีตึกสูงมากมายขัดขวางทิศทางลม แต่นั่นก็ไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริงที่ผลิตฝุ่นละอองขนาดเล็กขึ้นมา แล้วอะไรกันคือสาเหตุที่แท้จริงของฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ</p>
<p>งานนี้มีผู้ต้องสงสัยยืนเรียงรายให้ชี้ตัวอยู่หลายราย และด้วยความที่ไม่เคยมีการเก็บข้อมูลในส่วนกลางจริงจังว่าฝุ่นละเอียดในกรุงเทพฯ มีที่มาจากไหนมากที่สุด การกล่าวโทษผู้ร้ายจึงขึ้นอยู่กับว่าเราจะถามใคร</p>
<p>หากถาม <strong>ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา</strong> อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เขาเห็นตรงกับสนธิและมีงานวิจัยหลายชิ้นมารองรับว่า PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เกิดจากการจราจรเป็นหลัก ทั้งการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของของเครื่องยนต์ดีเซล และการที่รถเคลื่อนตัวได้ช้าเพราะจราจรติดขัด</p>
<p>หากไปถามนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ก็อาจจะได้คำตอบว่าสาเหตุสำคัญมาจากการที่ประชาชนเผาตอซังฟางข้าว วัสดุเหลือใช้ในไร่นาต่างๆ ในช่วงนี้เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญในภาคเหนือ แต่อาจไม่ใช่ตัวการใหญ่นักในกรณีของกรุงเทพฯ ปีที่ผ่านมา เพราะแผนภาพจุดความร้อน (Hotspot) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไม่ปรากฏว่ามีการเผาไหม้บริเวณใกล้ๆ กรุงเทพฯมากเท่าไหร่นัก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://lh3.googleusercontent.com/IagZutEAdPDvqo54W6_bfRVHR807s47pK-hvHb-c9DGA6h1z8XXZvem35jCRwbQ3ph5tNc55ybN-Woh4fGvPPLAGPB6ZxdgKcvQquf79jTVo-184j6s07mIkJiO0bBp-1NzTdWup" width="286" height="405" /><img loading="lazy" decoding="async" src="https://lh3.googleusercontent.com/_3jXER4_vBly5psPRUSbpm2S-YwA7_lzY2gcVA4eAypGLw5gAnepE3xJgKhrd2b7OUsQXzvGBG1dfNmchWmD5F5bLhzHll-67GM1Tjpt1s4jThddjrlpU3ZaaJk4q9ne18cPzI4V" width="284" height="405" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>แผนที่การประมาณค่าเชิงพื้นที่ของจุดความร้อน (Hotspot) ตรวจหาจากข้อมูลดาวเทียม TERRA-AQUA ระบบ MODIS แบบจำลอง MOD14 วันที่ 12 และ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปริมาณฝุ่นละอองขนาด PM2.5 ตรวจวัดได้เกินค่ามาตรฐานอย่างมากในกรุงเทพฯ ที่มา: ศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ภาคเหนือ</em></p>
<p>หากถาม <strong>ประพัทธ์พงษ์ อุปลา</strong> จากสถาบันวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ เขาเห็นว่า โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมากมายในกรุงเทพฯ ทั้งการสร้างคอนโดและรถไฟฟ้าเส้นใหม่ๆ น่าจะเป็นตัวการสำคัญของวิกฤตฝุ่นละอองปีนี้ เพราะหลายแห่งไม่ได้มีรั้วกั้นสูง 2 เมตรพร้อมผ้าคลุม และไม่ได้ราดน้ำล้างฝุ่นตามหลักการที่ควรจะเป็น</p>
<p>หากถาม <strong>Greenpeace</strong> พวกเขาบอกว่าอย่าลืมว่า PM 2.5 ตกค้างอยู่บนอากาศได้นานและลอยไปได้ไกล ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมที่ผ่านมามีพบว่ามีจุดความร้อน (Hotspot) ซึ่งบ่งชี้ว่าบริเวณนั้นน่าจะมีการเผาไหม้จากฝั่งกัมพูชาเป็นบริเวณกว้าง มลพิษข้ามพรมแดนจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://lh4.googleusercontent.com/nCU0qG8Cyy_ST-2WDNZJ045XLt65eQesSsIezaOtei2EMwjVSvKcM724UrbMpvOX0itMoJF_BlSsX7TGSqritLE0X0F_hd5FelNWdzQ8sX4s0JV2IX7slhQmkD9LZMq_LiOCunHs" width="575" height="446" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>แผนภาพจากข้อมูลดาวเทียมแสดงจุดความร้อน (Hot Spots) และทิศทางลมในวันที่ 11 มีนาคม 2561 โดยกรุงเทพฯสามารถวัดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ได้สูงเกินมาตรฐานมากในช่วงวันที่ 11-12 มีนาคม 2561 ที่มา: ASEAN Specialised Meteorological Centre</em></p>
<p>แต่หากถามคนเชียงใหม่ที่อยู่กับปัญหามลพิษทางอากาศมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว คำตอบที่เราได้รับคือ &#8220;ถ้ายังหาตัวผู้ร้ายไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งไปชี้ว่าใครเป็นแพะ”</p>
<p><strong>รศ.ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล</strong> หัวหน้าศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่าวิกฤตในกรุงเทพฯ ปีนี้มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ไม่เหมือนกับกรณีของเชียงใหม่ที่หลังจากเผชิญกับปัญหาหมอกควันมาเป็นสิบปีก็ระบุได้แน่ชัดแล้วว่าสาเหตุใหญ่มาจากการเผาในที่โล่งเพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตร การด่วนสรุปโดยไม่เก็บข้อมูลให้แน่ชัดไม่สามารถพาเราไปสู่ทางออกที่ถูกต้องได้จริง “ตอนนี้เราตัดสินใจบนข้อมูลที่น้อย เราต้องเก็บข้อมูลให้เยอะขึ้น ข้อมูลจะทำให้ภาครัฐตัดสินใจได้ถูกต้อง”</p>
<h3></h3>
<h3><strong>รู้ข้อมูลแล้วจะช่วยอะไร</strong></h3>
<p>ปัจจุบันดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยคำนวณจากความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 5 ชนิดคือ ก๊าซโอโซน ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) โดยไม่ได้รวมฝุ่นขนาด PM 2.5 เข้าไปด้วย ส่วนมาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ที่เรามีอยู่ก็ต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด กล่าวคือ องค์กรอนามัยโลกกำหนดค่ามาตรฐานปริมาณฝุ่น PM 2.5 ไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ไทยเรากำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดังนั้นผลการวัดส่วนใหญ่ของเราจึงออกมาว่า “ไม่เกินมาตรฐาน”</p>
<p>เมื่อหลายคนรู้ว่าดัชนีที่เราเห็นจากเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษไม่ได้สะท้อนสภาพอากาศที่แท้จริง เราก็เริ่มเห็นผู้คนในโลกออนไลน์หันไปพึ่งดัชนีจากเว็บไซต์ <a href="http://aqicn.org">aqicn.org</a> จากประเทศจีนกันบ่อยขึ้น เพราะมีการคำนวณรวมปริมาณฝุ่น PM 2.5 เข้าไปด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้วเว็บไซต์นี้ก็ดึงข้อมูลจากสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษไปแปลผล</p>
<p>“ถ้าเว็บจีนทำได้ เว็บของกรมก็ควรทำได้” <strong>รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์</strong> จาก Greenpeace บอก “สิทธิในการหายใจเข้าไปเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เรามีสิทธิจะรู้ว่าอากาศที่เราหายใจเข้าไปมีมลพิษแค่ไหน”</p>
<p>เก็บข้อมูลแล้วเผยแพร่ให้มากขึ้นช่วยอะไรได้ เศรษฐ์อธิบายโดยยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ปัญหาฝุ่นละอองในเชียงใหม่ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับปัญหารถติดในกรุงเทพฯ “เราแก้รถติดไม่ได้ แต่เราจะอยู่กับรถติดได้อย่างไร เช่นเดียวกัน เราอยู่กับฝุ่นมา 10 ปี ทุกคนรู้ว่าเกิดจากอะไรแต่แก้ไม่ได้ แล้วเราจะอยู่กับสภาพที่เกิดหมอกควันทุกปีโดยไม่ป่วยได้อย่างไร เราต้องมีข้อมูลที่จะบอกว่าคนต้องดูแลตัวเองอย่างไรในบริเวณที่เขาอยู่ เพื่อเตือนให้คนใส่หน้ากากเหมือนที่เราเตือนให้คนใส่หมวกกันน็อค”</p>
<p>ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าเมืองที่เผชิญปัญหาสภาวะหมอกควันพิษมายาวนานอย่างเชียงใหม่ ปัจจุบันมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ติดตั้งโดยกรมควบคุมมลพิษเพียง 4 แห่ง หลังรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐมายาวนาน ในที่สุดผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ผลักให้ผู้ประกอบการต้องหาทางออกด้วยตัวเอง หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่เดินเข้าไปหาเศรษฐ์ด้วยโจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เชียงใหม่มีเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ครอบคลุมและเตือนคนได้ทันท่วงที</p>
<p>ในการเปิดตัวเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา เชียงใหม่จึงกลายเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทยที่มีดัชนีคุณภาพอากาศภาคประชาชน หรือ People AQI เป็นของตัวเอง โดยคำนวณรวมเอาค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 เข้าไปด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://lh5.googleusercontent.com/idUqagZJhCJWrt9FKNsOfBl6naoYWIVHp_NebUIWmwrYxXpKKYvuh1wtp5Zp9Cm_r8pyZ6Vp7Jl3f1Z1fx-nn1F5Dzgm5xZ54TX7GFHAO7IBNgWxpZZW-WvdZQRKBhNAKk4om_kw" width="624" height="237" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ดัชนีคุณภาพอากาศภาคประชาชน หรือ People AQI ที่รวมเอาค่าฝุ่น PM 2.5 มาคำนวณด้วยโดยแสดงผลเป็นแถบสี </em></p>
<p style="text-align: center;"><em>ที่มา: <a href="https://www.facebook.com/cmu.ccdc/">CCDC: Climate Change Data Center</a></em></p>
<p>ข้อมูลนั้นเก็บจากเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศขนาดเล็กชื่อน่ารักว่า <a href="https://www.facebook.com/cmu.ccdc/videos/569553086738584/">DustBoy</a> ที่ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ตรวจวัดได้ทั้ง PM2.5 และ PM 10 ที่เป็นฝุ่นขนาดใหญ่กว่า โดยตอนนี้ติดตั้งไปแล้ว 6 แห่งในเชียงใหม่และวาดฝันจะขยายเป็น 20 แห่งภายในปีนี้ ในจำนวนนี้ 11 เครื่องจะติดตั้งที่โรงพยาบาลในเชียงใหม่ เพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของฝุ่น PM 2.5 กับกลุ่มโรค 4 โรค ได้แก่ ผิวหนัง ตา ทางเดินหายใจ และเลือด</p>
<p>“หอการค้าเขาเลือกสถานที่ที่คนเยอะและมีการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นที่ติดตั้งสถานี เช่น โรงเรียนอนุบาล บ้านพักคนชรา ตลาดวโรรส สนามกีฬาเทศบาลฯ รวมถึงด้านหน้าหอการค้าเอง” เศรษฐ์เล่า “ปีนี้เป็นปีแรกที่เราลองทำเครื่องเล็ก เพราะเราคิดว่าต้องราคาถูกเพื่อให้กระจายได้ทุกตำบลหรือทุกชุมชนยิ่งดี เมื่อเรามีสถานีเยอะ เราก็จะสามารถทำ ซิมูเลชัน ทำโมเดลอากาศได้เหมือนที่ญี่ปุ่นสามารถพยากรณ์การบานของซากุระหรือการพัดพาของเกสรดอกไม้”</p>
<p>เศรษฐ์บอกว่าเขาฝันจะเห็นเชียงใหม่เป็นเมืองที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องรอความหวังจากส่วนกลางเหมือนกับขอนแก่นโมเดล DustBoy เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพราะนอกจากจะได้ Chiang Mai Maker Club มาช่วยดูแลเซิร์ฟเวอร์แล้ว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงก็เข้ามาช่วยเสริมเรื่อง LINE Chatbot เพื่อให้เช็กคุณภาพอากาศได้ง่ายยิ่งขึ้นเพียงเพิ่มเป็นเพื่อนกับ @DustBoy แถมข้อมูลทั้งหมดที่เก็บแบบเรียลไทม์ทุก 10 วินาทียังถูกอัพโหลดเป็นบิ๊กดาต้าขึ้นไปบน cloud ให้ผู้สนใจดาวน์โหลดไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีก</p>
<p>เศรษฐ์อธิบายว่าการเก็บข้อมูลที่ละเอียดและเผยแพร่ข้อมูลให้เข้าถึงได้ง่ายนี้ วันหนึ่งก็จะย้อนกลับไปให้การศึกษากับคนที่เป็นต้นทางของฝุ่นด้วย</p>
<p>“วันหนึ่งผมลองเอาเครื่องไปตั้งที่เชียงดาว คนเชียงดาวเห็นค่าที่ออกมา เขาจะได้รู้ จะได้เลิกการเผา ปรากฏว่านายอำเภอและผู้ว่าฯ โทรมาให้เอาเครื่องออกเพราะเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อการท่องเที่ยว”</p>
<p>(ล่าสุดเชียงใหม่เป็นข่าวใหญ่ไปถึงต่างประเทศ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่สั่งการให้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กับผู้วาดและผู้เผยแพร่ภาพอนุสาวรีย์สามกษัตริย์สวมหน้ากากป้องกันมลพิษซึ่งวาดขึ้นเพื่อรณรงค์เรื่องคุณภาพอากาศ เมื่อ 30 มีนาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่ลบหลู่และอาจส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ เป็นผลร้ายต่อการท่องเที่ยว)</p>
<p>ฟังดูแล้วการวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ดูเหมือนไม่น่าใช่เรื่องยาก แล้วทำไมกรมควบคุมมลพิษจึงขอเวลาเสียนานถึง 3 ปีกว่าจะติดตั้งเครื่องตรวจได้ครบและพร้อมรวม PM 2.5 เข้าไปในดัชนีคุณภาพอากาศ? เศรษฐ์บอกว่าส่วนหนึ่งแล้วความคล่องตัวของการจัดหาอุปกรณ์ในฝั่งรัฐก็มีต่ำกว่ามาก</p>
<p>ต้นทุนอุปกรณ์ตรวจวัดของเศรษฐ์อยู่ที่เพียงไม่ถึง 20,000 บาท เพราะเขาเลือกใช้เซ็นเซอร์ราคาไม่แพงที่ทดสอบแล้วว่าเที่ยงตรงเทียบเท่ากับที่ USEPA รับรอง แต่สำหรับฝั่งรัฐ กฎหมายกำหนดให้ใช้เครื่องมือที่มีใบรับรองจาก USEPA โดยตรงเท่านั้นซึ่งหากจะเอาชนิดที่ส่งข้อมูลออนไลน์ได้ด้วยก็จะมีราคาแตะหลักล้าน</p>
<p>ข้อมูล<a href="http://infofile.pcd.go.th/bid/bids_2-2561.pdf?CFID=2325327&amp;CFTOKEN=96186449">ผลการจัดซื้อจัดจ้าง</a>ของกรมควบคุมมลพิษเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ระบุวงเงินสำหรับสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 1 แห่งไว้ที่ 7 ล้านบาท ส่วนการจัดซื้อเครื่องตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ที่เปิดให้ยื่นซองประมูลเมื่อปลายปีที่แล้วแต่ถูกยกเลิกไป กรมควบคุมมลพิษแจ้งกับเว็บไซต์ <a href="https://www.facebook.com/thematterco/photos/a.1735876059961122.1073741831.1721313428084052/1998923083656417/?type=3&amp;theater">The Matter</a> เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่าเป็นเพราะมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปิดประมูลใหม่</p>
<h3></h3>
<h3><strong>สามเดือนอันตรายต้องใช้มาตรการพิเศษ </strong></h3>
<p>กลับมาที่กรุงเทพฯ เมืองที่เหมือนจะได้รับความสนอกสนใจมากกว่าเมื่อฝุ่นในอากาศหนาจนมองยอดตึกไม่เห็น แม้สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษจะมีน้อย แต่กรุงเทพมหานครก็ได้ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเองครอบคลุม 50 เขต และมีถึง 24 สถานีที่ตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ได้ โดยเริ่มตรวจวัดมาตั้งแต่ปี 2559&#8230;แต่ไม่ได้เผยแพร่ข้อมูล ส่วนปี 2560 นั้น&#8230;ไม่ได้รับงบประมาณ ปีนี้สำนักสิ่งแวดล้อมแจ้งว่าได้รับงบประมาณแล้ว และเตรียมจะเผยแพร่ข้อมูลกลางเดือนเมษายน</p>
<p>รู้ข้อมูลแล้วเป็นหลักประกันได้หรือไม่ว่าปลายหน้าหนาวปีหน้า ชาวกทม.จะไม่ต้องป่วยจากฝุ่นละอองอีก?</p>
<p>เหมือนกับที่สนธิ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทยบอกว่านี่ไม่ใช่ปีแรกที่ภาวะฝุ่นละอองของกรุงเทพฯ อยู่ในระดับเกินมาตรฐาน อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ สุพัฒน์เห็นตรงกันว่าด้วยเงื่อนไขของสภาพอากาศ ภาวะนี้จะวนมาเกิดอีกทุกปีในช่วงเวลาเดิมระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมหรือหลายปีเริ่มตั้งแต่ธันวาคม การจัดการในช่วงเวลาดังกล่าวจึงต้องเป็นไปเพื่อภาวะแบบ ‘อุบัติภัย’ ไม่ต่างจากน้ำท่วม ภัยหนาว ภัยแล้ง ที่ต้องการมาตรการพิเศษมากกว่าแค่ขอความร่วมมือ</p>
<p>“สภาพอากาศเป็นตัวแปรสำคัญในช่วงต้นปี แหล่งกำเนิดไม่ได้เปลี่ยนไปมาก รถก็ยังเท่าเดิม โรงงานอุตสาหกรรมก็ยังเท่าเดิม อาจจะมีเรื่องการเผาเข้ามาเพิ่มเติมในช่วงนี้ แต่สภาพอากาศในช่วงหน้าแล้งและหน้าหนาวเป็นผลให้มลพิษไม่กระจายตัวออกไป ทำให้เกิดการสะสมอยู่ในท้องฟ้าด้านล่างของกรุงเทพมหานคร มาตรการระยะยาวก็ว่ากันต่อไป แต่ช่วง 3 เดือนที่มีปัญหานี้ต้องทำอะไรที่เป็นพิเศษ” สุพัฒน์กล่าวในเวทีเสวนา หาทางออกร่วมกันในการลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร ที่กรมควบคุมมลพิษจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา</p>
<p>เขาเห็นว่าในสถานการณ์อุบัติภัย รัฐต้องออกคำสั่งที่จริงจังขึ้นมาใช้เป็นพิเศษเพื่อลดแหล่งกำเนิดมลพิษมากไปกว่าการตั้งด่านตรวจรถควันดำ เช่น ต้องขยายเขตพื้นที่ที่มีการจำกัดเวลารถบรรทุกเข้าในเขตกรุงเทพฯ ออกประกาศห้ามเผาในที่โล่งโดยเด็ดขาด ไปจนถึงการจำกัดให้ใช้รถส่วนบุคคลในกรุงเทพฯ สลับวันกันระหว่างรถที่มีเลขทะเบียนคู่และคี่เหมือนอย่างที่ทำในต่างประเทศ</p>
<h3></h3>
<h3><strong>ยิงปืนนัดเดียวได้ทั้งอากาศที่ดีและเมืองที่น่าอยู่</strong></h3>
<p>หากถามว่าในระยะยาว กรุงเทพฯ มีโอกาสเกิดวิกฤตมลภาวะทางอากาศในระดับที่แย่เท่ากรุงปักกิ่ง ประเทศจีนหรือไม่ สนธิบอกว่า “เป็นไปได้ ถ้าเราไม่ทำอะไร”</p>
<p>ไม่ต่างกับปักกิ่ง กรุงเทพฯ มีตึกสูงจำนวนมากทั้งบดบังทิศทางลม ขัดขวางการระบายความร้อน พื้นผิวของเมืองแทนที่จะเป็นต้นไม้ที่คอยช่วยดูดซับมลพิษก็กลับกลายเป็นถนนคอนกรีตที่ดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์แทน จึงทำให้กรุงเทพฯ ร้อนกว่าบริเวณอื่นๆโดยรอบ เกิดเป็นภาวะเกาะความร้อน (urban heat island) เมืองที่ร้อนขึ้นทำให้เราใช้พลังงานมากขึ้นแล้วก็วนกลับมาสร้างมลพิษในอากาศมากขึ้นอีกนั่นเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/heat-island.jpg" /></p>
<p>แม้จะเป็นปัญหาฝุ่นละอองเหมือนกัน แต่ความแตกต่างทางลักษณะภูมิศาสตร์และแหล่งกำเนิดของฝุ่น ทำให้แต่ละเมืองต้องมีแผนรับมือกับมลภาวะของตัวเอง และกรุงเทพฯเองก็สามารถยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะการลดความเสี่ยงของปัญหาฝุ่นละอองก็เป็นแนวทางเดียวกันกับการทำเมืองให้น่าอยู่</p>
<p>สนธิบอกว่า หน้าที่หลักของกรุงเทพมหานครในฐานะคนดูแลเมืองคือการจัดวางผังเมืองที่มีประสิทธิภาพ ควบคุมโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ให้ปฏิบัติตามมาตรฐาน เช่น การมีผ้าใบคลุมการก่อสร้างตึก รถบรรทุกต้องล้างล้อรถก่อนออกจากพื้นที่ก่อสร้าง ใต้รางรถไฟฟ้าต้องมีพัดลมระบายอากาศ และจัดสรรพื้นที่สีเขียวให้เพียงพอตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่แนะนำว่าเมืองควรมีพื้นที่สีเขียวอย่างต่ำ 9 ตาราเมตรต่อประชากรในระยะที่เดินถึงจากที่พักได้ภายใน 15 นาที</p>
<p>“ระยะยาวคือการไปแก้ผังเมืองว่าตึกริมถนนควรจะสูงเท่าไหร่” สนธิบอก “ต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ตอนนี้กทม.มีเพียง 5 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้นเอง”</p>
<p>สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการมีตัวเลือกในการเดินทางสาธารณะให้ประชาชนอย่างครอบคลุมและไม่แพงจนเกินไปเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลงให้น้อยที่สุด แม้จะรณรงค์กันมากแค่ไหน หากรถไฟฟ้ายังราคาสูงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ และไม่ครบลูบ นั่งไปแล้วต้องไปต่อแท็กซี่อีกไกล ก็ยากที่จะบอกให้ทุกคนเลิกถอยรถคันใหม่</p>
<p>&#8220;จริงๆ แล้วอยากให้ลดที่ต้นเหตุ ถ้าปัญหามลพิษทางอากาศเกิดขึ้นจากคมนาคม ก็ต้องลดการใช้รถในวันที่เรารู้ว่ามีวิกฤตฝุ่นละอองเยอะแล้ว หันมาใช้รถสาธารณะ แต่ถ้ารัฐไม่ได้เอื้อระบบสาธารณะให้ดี คนก็จะใช้ได้ยาก” รัตนศิริ จาก Greenpeace กล่าว “ไม่อยากจะให้คนแค่ใส่หน้ากากเพราะมันเป็นการป้องกันตัวเองที่ปลายเหตุมากๆ เหมือนเป็นการที่ภาครัฐผลักภาระให้ประชาชนดูแลตัวเอง”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/report-air-pollution/">หน้าหนาวที่แล้วยังจับผู้ร้ายไม่ได้ แล้วจะฝากความหวังไว้ที่ไหนในฤดูฝุ่นปีหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/report-air-pollution/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
