<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วีรนาถ โชติพันธุ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author502/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author502/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 16:38:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>นพพันธ์ บุญใหญ่ กับการเดินทางครั้งใหญ่ผ่านตัวหนังสือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วีรนาถ โชติพันธุ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Oct 2018 04:31:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[a book]]></category>
		<category><![CDATA[the cult of monte cristo]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=41993</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนอาจรู้จัก อ้น–นพพันธ์ บุญใหญ่ ในฐานะนักแสดงในหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง นักทำละครเวที คนเขียนบท คอลัมนิสต์ และล่าสุดในบทบาทนักเขียนเจ้าของผลงานเรื่อง The Cult of Monte Cristo นวนิยายกระตุกประสาทซึ่งต่อยอดมาจากละครเวทีชื่อเดียวกันของเขา ไม่ว่าคุณจะจำชายหนุ่มได้จากบทบาทไหน แต่เขาบอกว่าตัวเองเป็นเพียง ‘นักเล่าเรื่อง’ เท่านั้น แม้จะสงสัยในทีแรก แต่บทสนทนาระหว่างเรากับนพพันธ์ยืนยันเช่นนั้น จากกราฟิกดีไซน์สู่ภาพยนตร์ จากภาพยนตร์สู่ละครเวที และจากละครเวทีสู่เรื่องสั้นและนวนิยาย ไม่ว่าจะใช้แพลตฟอร์มใด จุดร่วมที่ไม่เคยหายไปก็คือการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ และบทสนทนาต่อไปนี้ก็เป็นการเล่าเรื่องของเขาเช่นกัน คุณจากเมืองไทยไปอยู่อังกฤษตั้งแต่เด็ก ชีวิตช่วงนั้นเป็นอย่างไร เราอยู่เมืองไทยจนถึงอายุ 8 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเครื่องแฟมิคอม วิ่งเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน ช่วงนั้นใช้ชีวิตแบบเด็กไทยทั่วไป แต่พอ 9 ขวบแม่พาไปอยู่อังกฤษ ชีวิตก็เปลี่ยนเลย แต่ตอนนั้นเราเองไม่ได้รู้สึกอะไรมาก รู้แค่ว่าอากาศมันไม่เหมือนกัน อากาศที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิ แต่คืออากาศที่สูดเข้าไป บรรยากาศรอบข้างมันเปลี่ยน โครงสร้างเมืองก็เป็นอีกแบบ เราค่อยๆ ซึมซับไป ด้วยรายการทีวีที่ดู เพลงที่ฟัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพลงสากลเก่าๆ ที่แม่เปิดในรถ แต่ตอนไปแรกๆ เราพูดและอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่ทำได้คืออ่านหนังสือภาษาไทยที่มีที่บ้าน หนังสือเล่มแรกในชีวิตที่อ่านคือ &#8216;ผู้พิพากษา&#8217; แล้วมันก็เปลี่ยนชีวิตเรา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/">นพพันธ์ บุญใหญ่ กับการเดินทางครั้งใหญ่ผ่านตัวหนังสือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจรู้จัก อ้น–นพพันธ์ บุญใหญ่ ในฐานะนักแสดงในหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง นักทำละครเวที คนเขียนบท คอลัมนิสต์ และล่าสุดในบทบาทนักเขียนเจ้าของผลงานเรื่อง </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo </span></i><span style="font-weight: 400;">นวนิยายกระตุกประสาทซึ่งต่อยอดมาจากละครเวทีชื่อเดียวกันของเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะจำชายหนุ่มได้จากบทบาทไหน แต่เขาบอกว่าตัวเองเป็นเพียง ‘นักเล่าเรื่อง’ เท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะสงสัยในทีแรก แต่บทสนทนาระหว่างเรากับนพพันธ์ยืนยันเช่นนั้น จากกราฟิกดีไซน์สู่ภาพยนตร์ จากภาพยนตร์สู่ละครเวที และจากละครเวทีสู่เรื่องสั้นและนวนิยาย ไม่ว่าจะใช้แพลตฟอร์มใด จุดร่วมที่ไม่เคยหายไปก็คือการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และบทสนทนาต่อไปนี้ก็เป็นการเล่าเรื่องของเขาเช่นกัน</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-42002 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/9-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/9-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/9-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/9-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คุณจากเมืองไทยไปอยู่อังกฤษตั้งแต่เด็ก ชีวิตช่วงนั้นเป็นอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอยู่เมืองไทยจนถึงอายุ 8 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเครื่องแฟมิคอม วิ่งเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน ช่วงนั้นใช้ชีวิตแบบเด็กไทยทั่วไป แต่พอ 9 ขวบแม่พาไปอยู่อังกฤษ ชีวิตก็เปลี่ยนเลย แต่ตอนนั้นเราเองไม่ได้รู้สึกอะไรมาก </span>รู้แค่ว่าอากาศมันไม่เหมือนกัน อากาศที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิ แต่คืออากาศที่สูดเข้าไป บรรยากาศรอบข้างมันเปลี่ยน โครงสร้างเมืองก็เป็นอีกแบบ <span style="font-weight: 400;">เราค่อยๆ ซึมซับไป ด้วยรายการทีวีที่ดู เพลงที่ฟัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพลงสากลเก่าๆ ที่แม่เปิดในรถ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ตอนไปแรกๆ เราพูดและอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่ทำได้คืออ่านหนังสือภาษาไทยที่มีที่บ้าน หนังสือเล่มแรกในชีวิตที่อ่านคือ &#8216;ผู้พิพากษา&#8217; แล้วมันก็เปลี่ยนชีวิตเรา คือมันไม่ได้เปลี่ยนแบบเห็นได้ชัด แต่ข้างในเราถูกป้อนข้อมูลบางอย่าง รู้ตัวอีกทีมันก็อยู่ในตัวเราแล้ว และมันจะมีผลกับเราในช่วงชีวิตต่อมา</span></p>
<p><b>แล้วทำไมถึงเลือกเรียนกราฟิกดีไซน์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเรียนกราฟิกดีไซน์เพราะอยากเรียนศิลปะ แต่เสียดายที่ตอนนั้นเราไม่รู้จักวิจิตรศิลป์ (fine art) เพราะไม่มีใครคอยแนะแนวให้ เราว่าสิ่งสำคัญที่สุดในวัยเยาว์คือการมีคนคอยแนะแนวทาง ยกเว้นว่าคุณเป็นคนที่แข็งแรงและรู้ว่าคุณต้องการอะไรและจะไปเอามาได้อย่างไร แต่สำหรับเราเอง เราต้องการการแนะแนวในจุดหนึ่ง แต่กลับไม่ได้ไปแสวงหาการแนะแนวนั้น กลายเป็นว่าเราเลยเลือกเรียนกราฟิก เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ว่าเกี่ยวกับศิลปะ</span></p>
<p><b>เรียนกราฟิกดีไซน์แล้วมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร</b></p>
<p>ตอนช่วงอายุประมาณ 23 &#8211; 24 ปี เราเร่ิมมีเพื่อนคนไทยเยอะขึ้นเพราะทำงานในร้านอาหารไทย เป็นช่วงชีวิตที่ได้ซึมซับความเป็นไทยอีกครั้ง คือได้พูดภาษาไทย กินอาหารไทย ฟังเพลงไทย  เรา culture shock เบาๆ เพราะไม่เคยมีพาร์ตนี้ในตัวมาก่อน</p>
<p>มีเพื่อนคนหนึ่งที่เจอช่วงนั้นบอกว่า ถ้ากลับเมืองไทยให้ติดต่อไป จะส่งไปแคสติ้ง เราไม่รู้มันคืออะไร ทำอะไรไม่เป็นเลย แต่เราเริ่มรู้แล้วว่าสนใจการแสดง เลยให้เพื่อนเช่าวิดีโอละครไทยให้ดู ตอนดูครั้งแรกก็ เอางี้จริงเหรอ นี่คือแสดงใช่ไหม เพราะซีรีส์ที่เราเคยดูมามันเป็นอีกแบบหนึ่ง มันไม่เหมือนแสดงอยู่ มันเหมือนจริง แต่ละครไทยเป็นอีกรสชาติเลย และจริงๆ ไม่ใช่แค่ไทยนะ อย่างละครเม็กซิโกเล่นใหญ่กว่าเราสิบเท่า แต่เราดูแล้วก็เข้าใจว่าความต้องการของตลาดเป็นแบบนี้ ถ้าทำแบบนี้จะหากินได้ ก็เลยเก็บข้าวของทุกอย่างย้ายมาอยู่เมืองไทย <span style="font-weight: 400;">อยากมาเป็นนักแสดง ให้เวลาตัวเองสามเดือน ถ้าไม่รอดค่อยกลับ </span><span style="font-weight: 400;">โชคดีที่ได้งานและได้เล่นหนังฝรั่งต่อกัน 3 เรื่อง รู้สึกว่าสนุกและไม่ยาก</span></p>
<p><strong>เหมือนรู้สึกว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นคิดว่ารู้แล้วว่าอยากทำอะไร </span>แค่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เพราะเราไม่มีพื้นเพเบื้องหลังเกี่ยวกับการแสดงมาเลย ก็เลยลองทำไปก่อน เอาตัวเอาหน้าเรามา เอาทักษะการแสดงแบบที่คิดว่ามันน่าจะเป็นมา ซึ่งเขาก็ซื้อ</p>
<p><strong>การลองทำงานแบบที่ &#8216;คิดว่ามันน่าจะเป็น&#8217; ให้อะไรกับคุณ</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มทำงานในกองถ่ายฝรั่งก่อน พอมาทำกองไทย เราไม่ได้สังเกตว่าวัฒนธรรมมันต่างกัน ตอนนั้นไม่เคยมีใครแนะนำเราว่า เฮ้ย มึงพูดอย่างนี้กับคนอื่นไม่ได้นะ เขาเป็นผู้ใหญ่มึงต้องเคารพหน่อย มาวางตัวเป็นศิลปินไม่ได้ คือไม่มีใครบอกเรา ซึ่งเราว่าเราพลาดว่ะ ถ้ามีคนคอยแนะนำเราเราคงไม่ทำอย่างนั้น ถ้ามีคนสะกิดว่า ทำตัวแบบนี้</span> <span style="font-weight: 400;">คิดว่าเท่เหรอ เราจะขอบคุณมาก แต่เราไม่รู้จริงๆ และเราไม่ได้ตั้งใจ พอโตขึ้นถึงได้เรียนรู้ ตอนนี้เวลาทำงานเราเลยพยายามให้คำแนะนำคนรุ่นใหม่ บอกสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับเขา จากประสบการณ์ที่เราเคยเอาแต่ตัวเองจนพลาดอะไรไปหลายอย่าง </span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-41997 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-41996 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แล้วจากการเป็นนักแสดงในกองถ่ายคุณเข้ามาทำละครเวทีได้อย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเล่นหนังมาประมาณ 7 เรื่อง มันถึงจุดที่รู้สึกว่าถ้าจะทำอาชีพนี้ต่อต้องฝึก ต้องเรียน แต่ตอนนั้นมันไม่มีให้เรียน เราเลยนั่งคิดว่าการแสดงแบบไหนบริสุทธิ์ที่สุด ซึ่งสำหรับเราคือละครเวที เลยพยายามเข้าไปแนะนำตัวเองกับกลุ่มต่างๆ แล้วความบังเอิญคือช่วงนั้นมีคนบอกว่าท้ายซอยบ้านเรามีกลุ่มละครมะขามป้อมอยู่ เราได้เจอพี่ตั้ว–ประดิษฐ ประสาททอง  เขาเลยแนะนำให้รู้จักฝ่ายโปรดักชั่น ให้เราลองทำนู่นนี่ดู โลกเปลี่ยนเลย เราค่อยๆ ได้เข้าไปเป็นกลุ่มคนละครด้วยการเป็นนักแสดงประกอบ ได้รู้จักคนทีละกลุ่ม ได้ร่วมงานกับกลุ่มละครพระจันทร์เสี้ยว ได้ดูงานพี่นิกร แซ่ตั้ง และงานของพี่นิกรนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าละครมันเจ๋งมาก เพราะพี่นิกรทำละครโดยไม่ใช้ของประกอบฉากเลย มีแค่ห้องกับนักแสดง 7-8 คน แต่มันพาเราไปไกลมาก และยังได้รับโอกาสจากคุณวรรณศักดิ์ ศิริหล้า ให้เล่นละครเรื่องแรกกับปราโมทย์ แสงศรคือ </span><i><span style="font-weight: 400;">Rashomon </span></i><span style="font-weight: 400;">เรา</span><span style="font-weight: 400;">สนุกมาก ได้เทคนิคการแสดงจากปราโมทย์ ซึ่งทุกวันนี้ยังใช้อยู่เลย</span></p>
<p><b>รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนทำละครเวทีแล้วหรือยัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นคนละครเวที เราแค่รู้สึกว่าเราสนใจศาสตร์นี้ ก็เรียนรู้ไป เราเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง แต่เราต้องการพลังจากคนอื่น ต้องการคุยกับคน แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวของเราเองเพื่อถ่ายเทอะไรบางอย่างออกไป เราจะรับพลังงานจากคนอื่นตลอดไม่ได้ ไม่งั้นเราจะไม่เห็นภาพใหญ่ของเราเอง เพราะเวลาอยู่ในกลุ่มที่มีแต่มวลไอเดียของคนอื่น บางทีเราลืมไปเลยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราคือใคร เราต้องถอยออกมาแล้วก็โฟกัสกับตัวเองด้วย เราเป็นคนอย่างนั้น </span></p>
<p><b>คุณได้อะไรจากการคลุกคลีกับกลุ่มคนทำละคร </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าเราได้รู้พื้นฐานของการทำละคร การทำโปรดักชั่น และเราก็ได้เรียนรู้การสื่อสารกับผู้คนด้วย เราใช้ศาสตร์การแสดงเพื่อสื่อสารเรื่องๆ หนึ่ง เราต้องคิดว่าเราจะใช้วิธีไหนดีที่สุด แล้วจึงมาคิดว่าเราทำงานอย่างไรดีให้มีประสิทธิภาพที่สุด เราอยากให้งานละครเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ดูได้ เราจะพยายามหลีกเลี่ยงการแสดงที่มันไม่สื่อสาร ที่มันอาร์ตๆ ถ้าคนไม่เคยดูมาก่อนเขาก็จะคิดว่าจะไม่ดูอะไรแบบนี้อีกแล้ว เรามองว่าพอทำออกไปแล้ว ละครมันไม่ได้เป็นแค่ของเรา มันเป็นของคนดู เขาจะตีความอย่างไรก็ได้</span></p>
<p><b>จุดเริ่มต้นของการเขียนบทและกำกับเองมาจากไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามารู้ตัวทีหลังว่าเราเป็นนักเล่าเรื่อง จากจุดที่อยากแสดง เราคิดต่อว่าทำอะไรได้อีก อ๋อ เราต้องเขียนบท เพราะอยากเล่าเรื่องนี้ และต้องกำกับด้วย เพราะไม่รู้จะให้ใครกำกับ ช่วงแรกของการทำละครคือการทดลองหมดเลย สำหรับเรามันไม่มีสูตรตายตัว ลองดูว่าเล่าแบบนี้ได้ไหม ถ้าไม่เวิร์กก็เอาใหม่ และบางทีมันจะเกิดเรื่องบังเอิญที่เราชอบ มันเหมือน</span>เราเป็นผู้เล่าสิ่งที่บังเอิญเกิดขึ้นระหว่างนักแสดงสองคน เราไม่ได้ควบคุมมัน<span class="Apple-converted-space"> พอเป็นอย่างนี้เราจึงไม่ได้มองตัวเองเป็นคนทำละคร คนเขียนบท หรือผู้กำกับ </span>เราชอบดูผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองของเรามากกว่า<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42001 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/8-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/8-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/8-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>จากการเขียนบทมาสู่การเขียนวรรณกรรมได้อย่างไร</strong></p>
<p>เราเคยนิยามตัวเองว่าเป็นแค่ร่างทรง ไอเดียจะเข้ามาและออกมาทางตัวเรา เราว่ามันเป็นสิ่งที่สั่งสมมาในชีวิต แล้วอยู่ดีๆ มันก็โผล่ออกมาเป็นภาพเดียว แล้วเราก็ไปกับภาพนั้นต่อ</p>
<p><b>ภาพแรกของ </b><b><i>The Cult of Monte Cristo</i></b><b> เป็นอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราบังเอิญเจอโปสเตอร์ซีรีส์ญี่ปุ่นสมัยต้นยุค 90s เป็นเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียน 4 คนยืนมองกล้อง พอเราคิดต่อภาพมันแล่นเข้ามาในหัวเลย มีภาพคนตายอีกคนที่ผิวซีดมากนอนอยู่ในป่าแบบไม่มีเลือดในตัวสักหยด แล้วภาพก็ซูมออกมาจากโลก มีดาวหางพุ่งมา แล้วก็ซูมเข้าไปใหม่อีกทีหนึ่ง แล้วก็เป็นผู้ชายอีกคนนอนอยู่เหมือนกัน แต่คนนี้ใส่สูท แล้วก็ดูดบุหรี่ มองเห็นดาวหางที่กำลังพุ่งเข้ามาแล้วคุยคนเดียว นั่นคือภาพเบื้องต้น เวลาเราเขียนบทเราจะมองเป็นซีนเลย แล้วตอนที่ยังเป็นบทละครเราก็คิดว่าจะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ภาพบนเวทีออกมาเป็นแบบนั้น</span></p>
<p><strong>การเขียนวรรณกรรมกับการเขียนบทต่างกันไหม</strong></p>
<p>ไม่เหมือนกันนะ แต่เราสนใจการเบลนด์มันเข้าด้วยกัน เวลาทำละครมันต้องเห็นภาพว่ามันทำงานอย่างไร ซึ่งพอเอาสิ่งนี้ใส่ไปในงานเขียนมันก็ได้งานอีกแบบซึ่งน่าสนใจมาก</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติเราเขียนงานโดยให้เรื่องมันไหลไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้วางแผนอะไร เคยเขียนบทละครเรื่องหนึ่งรวดเดียว 3 วันเสร็จ แต่กับ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo</span></i><span style="font-weight: 400;"> เราตั้งใจเขียนมาก เขียนเป็นข้อๆ เลย วางโพสต์อิต 1 2 3 4 5 เรียง โละทิ้ง เอาใหม่ เขียนไม่ออกอยู่อย่างนี้เกือบเดือน เพราะภาพที่วางไว้ตอนแรกยังมีจุดที่ขาดหายไป ตัวภาพในหัวเราเองไม่ได้ทำงานครบขนาดนั้น เราจึงต้องสร้างเรื่องเพื่อเชื่อมโยงขึ้นมา เพราะภาพที่เราอยากให้คนดูเห็น มันได้แค่ความรู้สึก แต่ไม่ได้ในแง่เรื่องราว นั่นคือความยาก อยากได้ภาพนี้ แล้วเรื่องมันคืออะไรล่ะ พอลองเขียน เรื่องมันก็เดินไปได้ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่ายังสั้นไป เลยเขียนขึ้นอีกซีน แล้วจบสมบูรณ์เลย เป็นซีนที่ทำให้ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็น The Cult เพราะมันคือลัทธิหนึ่ง ในเชิงภาพพอเห็นแล้วคนจะรู้สึกว่านี่แหละ The Cult แต่เรื่องมันไม่ได้บอกตรงๆ แบบนั้น </span></p>
<p><b>เรื่อง </b><b><i>The Cult of Monte Cristo</i></b><b> เชื่อมโยงกับชีวิตคุณในแง่ไหนบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนดูละครของเราแล้วถามว่าเรื่องมาจากชีวิตของเราใช่ไหม บอกเลยว่าไม่ใช่ เราเป็นนักเล่าเรื่อง เราแสวงหามา ไม่ได้เขียนจากเรื่องราวตัวเองอย่างเดียว แต่เราก็รู้ว่าส่วนหนึ่งตัวละครที่เราสร้างมามันเติบโตโดยผ่านจิตสำนึกของเรา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราพยายามเป็นธรรมกับตัวละครมากที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องอาจมาจากความทรงจำที่สะสมมาตลอดการใช้ชีวิตในเมืองไทย ทุกอย่างที่เจอ ค่านิยม ธรรมเนียม จนกระทั่งความเชื่อที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอคนไทย ความเชื่อที่สืบทอดต่อถึงลูกหลาน ในละครมันพูดถึงทุกเรื่อง และในนวนิยายก็ขยี้ออกมาทุกหยด มันเป็นเรื่องราวของการเดินทางทางจิตวิญญาณของผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามหาความมั่นคงในพายุของชีวิต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่ง </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo</span></i><span style="font-weight: 400;"> ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเราด้วย หลังจากจุดนั้นเหมือนเราเริ่มต้นชีวิตใหม่ จากที่เคยทำละครมา 5 ปีแต่ทำไมรู้สึกย่ำอยู่ที่เดิม ไม่มีคนคอยชี้แนะในเชิงการทำงาน พูดง่ายๆ คือไม่ได้เติบโตไปไหน แต่เราเพิ่งมารับรู้ว่าชีวิตมันควรจะมีสิ่งนี้นี่หว่า มันคือการเติมพลังให้กัน ผิดก็บอกว่าผิด ถูกก็แสดงความยินดี เรามารู้ทีหลังเพราะมีคนหยิบยื่นให้ และเรื่องนี้ก็สะท้อนอยู่ในหนังสือเล่มนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-41998 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/5-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/5-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/5-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/5-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-41999 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>นอกจากการผสมวิธีการเขียนบทละครเวทีเข้ามาในนวนิยาย </b><b><i>The Cult of Monte Cristo </i></b><b>อย่างการให้ตัวละครหันมาคุยกับคนอ่าน เรื่องนี้ยังแหกขนบการเล่าเรื่องทั่วไปอีกหลายจุด เช่น สร้างตัวละครหนึ่งแล้วเฉลยตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่าเป็นเพื่อนในจินตนาการของอีกตัวละครหนึ่ง คุณคิดเห็นยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสร้างตัวละครในจินตนาการขึ้นมาในเรื่องนี้เพราะเราอยากให้ตัวละครตัวนี้พูดถึงประเด็นที่ยังไม่ค่อยมีใครพูด เราเชื่อเรื่องการมีหลายบุคลิกในตัวคนเดียว เรามีคนที่อยากเป็นคนดี มีคนไม่อยากเป็นคนดี มีคนขี้เกียจ มีคนขยัน คนเรามีปัญหา คนเรามีความหดหู่ มีความกังวล ทุกคนมีด้านนี้ จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แล้วลองคิดว่าถ้ามันมีตัวตนล่ะ เป็นอีกตัวตนหนึ่งที่มันคุยกับเรา มันไม่ใช่จิตหลอนนะ แต่มันอยู่ในนี้ มันเหมือนเราสู้กับตัวเอง</span></p>
<p><b>แสดงว่าเป็นคนเชื่อในเรื่องของจิตวิญญาณอยู่ไม่น้อย </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนเด็กเราเคยจมน้ำ เราจำภาพที่เห็นตอนจมลงไปเรื่อยๆ มาตลอด เหมือนโลกข้างบนห่างออกไปเรื่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ เห็นปลาไหลว่ายผ่าน เห็นคนมุงชี้ลงมา </span><span style="font-weight: 400;">แล้วพอรอดมาได้มันก็นำไปสู่ความนึกคิดว่า เมื่อกี้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้จะไม่มีแล้ว ไม่มีแล้วมันไปไหน มันเหมือนเป็นคำถามที่เกิดขึ้นมายาวนานตั้งแต่ตอนนั้น แล้ววันหนึ่งเราก็นิมิตเพื่อนในจินตนาการขึ้นมาเพื่อสะท้อนความคิดตัวเอง เพราะเราเชื่อว่าคนบางคนจะมีคำถามกับชีวิต คำถามเกี่ยวกับทุกอย่าง เราว่านี่คือเรื่องทางจิตวิญญาณแบบหนึ่ง สุดท้ายคนเราจะไม่เต็มอิ่มภายใน เพราะสิ่งรอบข้าง เช่น งาน เพื่อน ความรัก มันอาจจะไม่เติมเต็ม สิ่งยึดเหนี่ยวเหล่านี้จะนำความสงบมาในจุดหนึ่งของชีวิตคนเรา ความสงบนั้นจะเป็นสิ่งล้ำค่าที่ทุกคนจะมอบให้ตัวเองได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-41994 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/1-4.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/1-4.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/1-4-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พบกับ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo </span></i><span style="font-weight: 400;">ได้ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ วันที่ 17-28 ตุลาคมนี้ บูทสำนักพิมพ์อะบุ๊ก D05 Plenary Hall ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">*ขอขอบคุณสถานที่ <a href="https://www.facebook.com/themustangnero/">The Mustang Nero Hotel</a> </span></i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/">นพพันธ์ บุญใหญ่ กับการเดินทางครั้งใหญ่ผ่านตัวหนังสือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอ๊ต มณเฑียร : ถอดรหัสมิวเซียมไทย ใกล้ตายจริงหรือ?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วีรนาถ โชติพันธุ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Mar 2018 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[มิวเซียมสยาม]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></category>
		<category><![CDATA[london scene]]></category>
		<category><![CDATA[london museums]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-oatmontien-thaimuseum/</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริเวณย่านกรุงเก่าของกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดแห่งหนึ่ง เด็กนักเรียนจำนวนเกือบร้อยคนต่อคิวกันเป็นระเบียบเพื่อเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เราเห็นย้อนแย้งกับคำถามในใจที่เตรียมมาถกกับ โอ๊ต มณเฑียร ผู้ร่ำเรียนวิชาการศึกษาด้านพิพิธภัณฑ์มาจาก Institution of Education London เราพบว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวงการพิพิธภัณฑ์ไม่น้อยเลยทีเดียวในสังคม จากการเรียนรู้ ฝึกงาน และสำรวจพิพิธภัณฑ์ในลอนดอนมาตลอดระยะเวลา 6 ปี ทำให้โอ๊ตได้คำตอบว่าทำไมวงการพิพิธภัณฑ์ที่นั่นจึงสนุกสนาน น่าตื่นตาตื่นใจ และวงการพิพิธภัณฑ์ไทยกำลังเดินมาถึงจุดไหน คนชอบบอกว่าคนไทยไม่ชอบไปพิพิธภัณฑ์ จริงเหรอ อย่างวันนี้ (ที่มิวเซียมสยาม) เราก็เห็นคณะนักเรียนเป็นร้อยคน บางครั้งเป็นพันด้วยซ้ำ จริงๆ คนไปพิพิธภัณฑ์นะ มองไปเยื้องๆ กัน อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็มีคนตลอด อาจจะไม่เยอะอย่างที่เราอยากให้เป็น แต่อย่าเพิ่งเหมารวมว่าคนไม่ชอบไปพิพิธภัณฑ์ดีกว่ามั้ง มันอาจจะเริ่มจากการเปรียบเทียบความนิยมของพิพิธภัณฑ์ในสังคม คือที่อังกฤษดูเขาไปมิวเซียมเยอะกว่าเราใช่มั้ย ล่าสุดตามฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย (ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) มีพิพิธภัณฑ์จดทะเบียนไว้รวม 1,477 แห่งทั่วประเทศ ในกรุงเทพฯ มี 247 แห่ง เทียบกับลอนดอนคือ 250 แห่ง จริงๆ เกือบเท่ากันเลยนะ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีพิพิธภัณฑ์ แต่อย่างที่อังกฤษเวลาเราไปป้ายรถเมล์หรือรถไฟใต้ดิน สิ่งแรกๆ ที่จะเห็นเลยคือโฆษณาพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการใหม่ของหอศิลป์ ของบ้านเรามีแต่โฆษณาผิวขาว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/">โอ๊ต มณเฑียร : ถอดรหัสมิวเซียมไทย ใกล้ตายจริงหรือ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บริเวณย่านกรุงเก่าของกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดแห่งหนึ่ง เด็กนักเรียนจำนวนเกือบร้อยคนต่อคิวกันเป็นระเบียบเพื่อเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เราเห็นย้อนแย้งกับคำถามในใจที่เตรียมมาถกกับ <strong>โอ๊ต มณเฑียร</strong> ผู้ร่ำเรียนวิชาการศึกษาด้านพิพิธภัณฑ์มาจาก Institution of Education London เราพบว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวงการพิพิธภัณฑ์ไม่น้อยเลยทีเดียวในสังคม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat1.jpg" /></p>
<p>จากการเรียนรู้ ฝึกงาน และสำรวจพิพิธภัณฑ์ในลอนดอนมาตลอดระยะเวลา 6 ปี ทำให้โอ๊ตได้คำตอบว่าทำไมวงการพิพิธภัณฑ์ที่นั่นจึงสนุกสนาน น่าตื่นตาตื่นใจ และวงการพิพิธภัณฑ์ไทยกำลังเดินมาถึงจุดไหน</p>
<p><strong>คนชอบบอกว่าคนไทยไม่ชอบไปพิพิธภัณฑ์<br />
</strong>จริงเหรอ อย่างวันนี้ (ที่มิวเซียมสยาม) เราก็เห็นคณะนักเรียนเป็นร้อยคน บางครั้งเป็นพันด้วยซ้ำ จริงๆ คนไปพิพิธภัณฑ์นะ มองไปเยื้องๆ กัน อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็มีคนตลอด อาจจะไม่เยอะอย่างที่เราอยากให้เป็น แต่อย่าเพิ่งเหมารวมว่าคนไม่ชอบไปพิพิธภัณฑ์ดีกว่ามั้ง</p>
<p>มันอาจจะเริ่มจากการเปรียบเทียบความนิยมของพิพิธภัณฑ์ในสังคม คือที่อังกฤษดูเขาไปมิวเซียมเยอะกว่าเราใช่มั้ย ล่าสุดตาม<a href="http://www.sac.or.th/databases/museumdatabase/" target="_blank" rel="noopener">ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย</a> (ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) มีพิพิธภัณฑ์จดทะเบียนไว้รวม 1,477 แห่งทั่วประเทศ ในกรุงเทพฯ มี 247 แห่ง เทียบกับลอนดอนคือ 250 แห่ง จริงๆ เกือบเท่ากันเลยนะ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีพิพิธภัณฑ์ แต่อย่างที่อังกฤษเวลาเราไปป้ายรถเมล์หรือรถไฟใต้ดิน สิ่งแรกๆ ที่จะเห็นเลยคือโฆษณาพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการใหม่ของหอศิลป์ ของบ้านเรามีแต่โฆษณาผิวขาว โฆษณาอาหารเสริม ฯลฯ</p>
<p>ดังนั้นเราอาจจะถามได้ว่าทำไมมิวเซียมถึงได้อยู่ในกระแสสังคมบริโภคนิยมที่โน่น ตอนเราไปอังกฤษแรกๆ เราตกใจมากที่เราต้องต่อคิวยาวเข้ามิวเซียม หรืออย่าง Victoria and Albert Museum ทำนิทรรศการอะไรตั๋วก็ขายหมดล่วงหน้าสองเดือน หรือ Natural History Museum ต้องไปเตรียมตัวก่อนเวลาเข้า 1 ชั่วโมง ซึ่งเรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วที่เมืองไทยก็มีของเลอค่า น่าตื่นเต้นเหมือนกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat2.jpg" /></p>
<p><strong>มีการศึกษาหรือวิจัยมั้ยว่าทำไมพิพิธภัณฑ์ที่ลอนดอนถึงฮิตและป๊อปขนาดนั้น<br />
</strong>นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากเขียนเรื่อง <em>London Museums</em> เลยนะ มันคล้ายกับตอนที่เราเขียนเรื่อง <em>London Scene</em> ที่เราไปเรียนที่ Central Saint Martins เราตั้งคำถามว่าทำไมสภาพแวดล้อมของเมืองมันสร้างสรรค์ สนุก และหลากหลาย เราก็พยายามถอดรหัสออกมาด้วยการไปที่ต่างๆ สัมภาษณ์คนในวงการสร้างสรรค์ ทั้งศิลปิน แกลเลอรี หรือหน่วยงานต่างๆ เราอยากรู้ว่าอะไรทำให้เกิดความสั่นสะเทือนนี้ เราได้ข้อสรุปมาว่าลอนดอนมีความขบถอยู่ในดีเอ็นเอ เขาหยิบสิ่งที่เห็นที่มีอยู่มาตั้งคำถามใหม่โดยไม่ถูกลงโทษลงทัณฑ์ มันก็จะมีกระแสให้คนถกเถียงกันตลอดตั้งแต่ Mod Style ในยุค 60s หรือ Punk ในยุค 70s New Romantics ในยุค 80s</p>
<p>พอมาวันหนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปวาดรูปใน V&amp;A Museum มันชวนให้เราตั้งคำถามคล้ายๆ กันกับวงการพิพิธภัณฑ์ของเขา เราอยากลองถอดรหัสว่าพิพิธภัณฑ์ที่มีมายาวนานหลายร้อยปีแล้วทำไมยังสนุกได้ขนาดนี้ เราก็เลยอยากเรียนต่อด้านนี้ เป็นปริญญาโทใบที่สองคือ Museums and Galleries in Education ที่ Institute of Education (UCL) บวกกับไปขอฝึกงานกับ V&amp;A Museum of Childhood ทำให้เราได้เห็นเบื้องหลังของงานที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนของพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ทั่วลอนดอน ซึ่งเราก็กลั่นกรองมาเล่าในเล่มนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat4.jpg" /></p>
<p><strong>สุดท้ายถอดรหัสได้มั้ยว่าทำไมมิวเซียมที่ลอนดอนถึงได้รับความสนใจ แล้วมันขับเคลื่อนสังคมยังไง<br />
</strong>เรื่องนี้แยกเป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้ 3 ประเด็น อย่างแรกคือแนวคิดของมิวเซียม ในหนังสือ <em>London Museums</em> ไม่ใช่การแนะนำพิพิธภัณฑ์ในเชิงหนังสือนำเที่ยว เราเขียนเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของมิวเซียมที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย คิดได้ยังไง เราอาจไม่ได้พูดถึงนิทรรศการโดยตรง แต่เรามีคีย์เวิร์ดหรือประเด็นบางอย่าง เช่น Fan Museum ตัวคอลเลกชั่นดูไม่มีอะไรมาก คือมีแค่พัด แต่มันมีห้องดื่มชา เป็น Orangery ที่สวยงามเวอร์วัง ใครไปก็ฟิน มันสอนให้รู้ว่า พิพิธภัณฑ์ไม่จำเป็นต้องคิดแค่เรื่องการจัดแสดงอย่างเดียว แต่คิดถึงประสบการณ์ของคนที่มาทั้งหมด หรือการเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนมัมมี่ที่ British Museum การใช้ 3D printing ที่ John Soane, การสร้างเส้นทางเดินใน Wellcome Collection ซึ่งคำนึงถึงจิตใจของคนที่มาว่าเขาอยากดูอะไร เช่น ของแปลกๆ หรือของที่ให้แรงบันดาลใจ เขาก็สร้างเส้นทางไปสู่ของที่ได้ประสบการณ์เหล่านั้น เราว่ามันเป็นแนวคิดที่ทำให้ประสบการณ์ในมิวเซียมสนุก</p>
<p>นอกจากนั้นคือเรื่องการเรียนรู้ (learning) ซึ่งเป็นสายเฉพาะทางของเรา เมื่อก่อนเราคิดว่าการเรียนรู้ในมิวเซียมก็คืออ่านป้ายนิทรรศการ พอเรามาเรียนถึงรู้ว่าการตีความหรือการให้ความรู้ในมิวเซียมต้องเป็นสิ่งที่คิดมาแล้วมากกว่านั้น มิวเซียมในลอนดอนสอนให้รู้ว่าต้องมีนักการศึกษา ไม่ใช่ให้ภัณฑารักษ์ทำทุกอย่าง มิวเซียมต้องมีคนที่วางแผนการเรียนรู้ได้ คุณจะมาคาดหวังให้นักโบราณคดีรู้ว่าเด็ก ป.2 ต้องเรียนรู้ยังไงไม่ได้ นักการศึกษาเป็นเหมือนตัวแทนของกลุ่มคนต่างๆ ที่จะเข้ามาเรียนรู้และช่วยเปลี่ยนวิธีการจัดแสดงหรือเข้าถึงความต้องการเฉพาะของกลุ่มนั้นๆ นอกจากนี้ก็ยังมีฝ่ายดูแลทั้งการตลาด ฝ่ายของที่ระลึก ฝ่ายที่ดูแลการเข้าถึงของคน ว่าคนที่เขามองไม่เห็นหรือคนที่นั่งรถเข็นจะเข้าอย่างไร หรือฝ่ายทำงานชุมชนที่ต้องออกไปหาคนนอกมิวเซียม ฯลฯ คือมันหลายฝ่ายจริงๆ นะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat7.jpg" /></p>
<p>ประเด็นสุดท้ายคือเขาทำสิ่งเหล่านี้ทำไม ต้องยอมรับก่อนว่าพิพิธภัณฑ์คือขั้วอำนาจ ของอะไรก็ตามที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์คือการสร้างคุณค่าให้กับสิ่งนั้น มิวเซียมสร้างขึ้นเพื่อโชว์อารยะมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถือเป็นสถาบันที่บอกได้ว่าอะไรดี อะไรสวย อะไรคือมาตรฐานของสังคม พอเวลาผ่านไปสังคมก็เปลี่ยนไป</p>
<p>อย่างที่อังกฤษ ตอนปี 2009 DCMS (Department for Digital, Culture, Media &amp; Sport) ตัดงบประมาณมิวเซียมในอังกฤษ เพราะเห็นว่ามิวเซียมไม่ได้ตอบโจทย์สังคม ตอนนั้นนักประวัติศาสตร์ก็ออกมาดิ้นกัน รัฐบาลก็บอกว่าโชว์ให้ได้สิว่าคุณให้อะไรกับสังคม เข้าถึงทุกคนที่จ่ายภาษี มิวเซียมทั้งหลายจึงมีไกด์ไลน์ใหม่ (new museology) หลังจากนั้นมิวเซียมก็ต้องลุกขึ้นมาทำยังไงก็ได้ให้สังคมเห็นค่า ไม่อย่างนั้นก็ต้องปิด มีการปรับตัวโดยใช้สื่อใหม่ๆ ให้ทันยุคสมัย แต่ไม่ใช่จะเปิดตลาดคนเดินอะไรแบบนั้นนะ เพราะเขารู้ว่ามูลค่าที่เขามีคืออะไร มูลค่าของพิพิธภัณฑ์คือประวัติศาสตร์ เขาเริ่มจากตรงนี้ ฉันมีภาพเขียนระดับโลก ออกมาบอกสิว่ามันระดับโลกยังไง แล้วกระจายให้คนเอาไปดาวน์โหลด ไปพรินต์ที่บ้านได้ มันก็กลายเป็นของมีค่า แต่ในขณะเดียวกันก็อยู่ในชีวิตประจำวันได้ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat51.jpg" /></p>
<p><strong>เห็นผลที่ออกมาได้ชัดเลยมั้ย<br />
</strong>เห็นได้ชัด สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งการที่คนต่อคิว ตั๋วขายหมด จริงๆ ก่อนหน้านี้มิวเซียมที่โน่นก็ซบเซาเหมือนกัน เมื่อก่อนถ่ายรูปไม่ได้ แต่ตอนนี้ให้ถ่ายรูปได้ ซึ่งทั่วโลกก็กำลังทำตาม อย่างการจัด Night at the Museum การทำเส้นทางเดิน ในฐานะนักพิพิธภัณฑ์เราก็เอาสิ่งเหล่านี้มาเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นในงานเขียนหรือการอบรมของเราเองที่เมืองไทยด้วย</p>
<p><strong>ดูเหมือนว่าที่พิพิธภัณฑ์ในไทยก็กำลังจะเดินไปในแนวทางนี้เหมือนกัน แต่เรามีข้อจำกัดอะไรมั้ย<br />
</strong>ลอนดอนอาจจะเร็วกว่าที่อื่นด้วยความขบถ เขามีวัฒนธรรมที่สามารถเอาสิ่งที่เป็นหอคอยงาช้างมาฉีกใหม่ให้น่าตื่นเต้น ซึ่งเวลาเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วยไปหมด แต่มันไม่ได้มีการลงโทษทางกฎหมายหรือโดนอุ้มอะไรแบบนั้นเลยทำให้เร็วกว่าที่อื่น แม้แต่ยุโรปประเทศอื่นๆ ก็ยังมีความอนุรักษ์นิยมกว่า</p>
<p>ที่เมืองไทยก็คล้ายกัน ถามว่ามีสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นกำลังจะเกิดขึ้นมั้ย มี และเรากำลังสนับสนุนหน่วยงานเหล่านี้ เราก็พยายามจะผลักดันให้คนนอกวงการเห็นว่ามิวเซียมไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ และเป็นเรื่องของคนทุกวัย ที่มิวเซียมสยามเองเป็นตัวอย่างของความพยายามก้าวข้ามขอบเขตเดิมๆ ของคำว่ามิวเซียมไป หรือที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็มีการจัดแสดงและเปิดห้องนิทรรศการใหม่ ตอนนี้เราอยากให้คนจับตาดูพิพิธภัณฑ์ในไทยว่ามันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดนะ มันมีอะไรสนุกๆ อยู่เยอะ เล่มหน้าเราอาจจะเขียนถึง Bangkok Museum ก็ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat9.jpg" /></p>
<p><strong>คุณเคยเขียนไว้ว่ามิวเซียมที่ลอนดอนพยายามให้ประโยชน์กับสังคมหรือเมืองนั้น อยากรู้ว่าที่เมืองไทยมีเหมือนกันมั้ย<br />
</strong>มีนะ แต่เป็นคนละแรงผลักกัน ที่นี่เราทำเพราะพิพิธภัณฑ์เห็นคุณค่ากันในกลุ่มเล็กๆ มันอาจจะไม่ได้มาจากวิสัยทัศน์ผู้บริหารหรือเป็นนโยบายการพัฒนาชาติเหมือนที่นู่น ตามหลักแล้วมิวเซียมทั่วโลกพยายามจะผลักดันให้ตนเป็นพื้นที่ประชาธิปไตย คนต้องสามารถคิดต่างและอยู่ร่วมกันในพื้นที่นี้ได้ พิพิธภัณฑ์คือสถานที่ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ แต่มันต้องไม่ถูกเล่าจากด้านเดียว ชุดคำที่มีความชี้นำ เช่น &#8216;สวยงาม&#8217; &#8216;ดีงาม&#8217; &#8216;เลวทราม&#8217; จะไม่นำมาใช้ มันต้องเป็นกลางและให้คนสร้างความหมายของเขาเองได้ แต่ที่ไทยอาจจะยังไม่ถึงขั้นนั้น</p>
<p><strong>วงการพิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษมีเรื่องดีๆ มากมาย แล้วมีอะไรที่คนพิพิธภัณฑ์กังวลมั้ย<br />
</strong>ก็เรื่องงบประมาณนั่นแหละ พิพิธภัณฑ์จะได้งบประมาณจากรัฐบาลมาส่วนหนึ่งซึ่งโดนตัดทุกปี เขาต้องหาสปอนเซอร์ซึ่งมาในหลายรูปแบบ เช่น สปอนเซอร์การศึกษาหรือสปอนเซอร์ตึก มีการจัดบริจาคจากครอบครัวที่ร่ำรวย และคนทั่วไปที่ทั้งบริจาคและซื้อของ พอคนเห็นความสำคัญมันจึงอยู่ได้ แต่ก็ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนเหมือนกัน นอกจากนั้นเท่าที่รู้ก็จะเป็นเรื่องการเมือง ว่าคุณโชว์อะไร อย่างไร พูดแบบนี้ได้มั้ย เรื่อง political correctness หรือเรื่องจริยธรรม มนุษยธรรม อย่างเรื่องมัมมี่ที่เป็นร่างคนที่เก่าแก่มาก เราต้องขออนุญาตใคร ขอยังไง เพราะเมื่อพิพิธภัณฑ์ตระหนักว่าตัวเองเป็นขั้วอำนาจหนึ่งของสังคม เขาก็ต้องรู้ถึงความรับผิดชอบของเขาด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat8.jpg" /></p>
<p><strong>คิดว่าเรื่องไหนที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยควรจะทำมากที่สุดในตอนนี้<br />
</strong>พิพิธภัณฑ์ทุกวันนี้ต้องตอบรับกับสังคมที่เปลี่ยนไป ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ตอนนี้มีกระแสละคร <em>บุพเพสันนิวาส</em> คนก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวย้อนยุค เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก หรืออย่างตอนละคร <em>พิษสวาท</em> คนก็แห่กันไปพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาที่อยุธยา ดังนั้นถามว่าคนไทยไม่สนใจประวัติศาสตร์เหรอ อาจจะไม่จริงหรอก ประเด็นน่าจะอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ว่าสามารถต่อยอดความสนใจ หรือตอบโจทย์ความต้องการของคนในสังคมได้ยังไง ทำไมไม่มีใครในหน่วยงานพิพิธภัณฑ์ไทยที่พยายามจะปรับตัวให้ฮิตติดกระแส หรือเรากลัวว่าพิพิธภัณฑ์จะเสียความ &#8216;ศักดิ์สิทธิ์&#8217; ไปถ้ามันร่วมสมัยขึ้นมา เราก็หวังว่าเมื่อคนได้อ่านเรื่องราวของลอนดอนในงานเขียนของเรา มันจะชวนให้เขาย้อนคิดคำถามเหล่านี้ และช่วยผลักดันวงการพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยต่อไปไม่มากก็น้อย</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ลักษิกา แซ่เหงี่ยม</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/">โอ๊ต มณเฑียร : ถอดรหัสมิวเซียมไทย ใกล้ตายจริงหรือ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
