<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภาณุทัช โสภณอภิกุล, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author500/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 21 Aug 2018 10:31:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ลง มือ ทำ ‘บ้านปลา’ นวัตกรรมที่คืนสิ่งดีๆ ให้ท้องทะเลไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/raknam-4/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/raknam-4/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Jul 2018 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[YOUNG รักษ์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[scg]]></category>
		<category><![CDATA[ระยอง]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวประมงพื้นบ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/raknam-4/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถึงแม้มื้อเที่ยงจะเพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมง และร่างกายก็ยังไม่ส่งสัญญาณว่าต้องการพลังงานจากอาหาร แต่หลังจากพล่าปลาจานแรกวางบนโต๊ะ พวกเราแต่ละคนก็ดูเหมือนจะถูกครอบงำด้วยมนต์สะกดของอาหารทะเลสดใหม่ที่ถูกปรุงรสชาติด้วยฝีมือของผู้ที่นำมันขึ้นมาจากท้องทะเล ลมทะเลยามเย็นโบกโชย เสียงคลื่นสาดกระทบฝั่ง และโต๊ะอาหารเปิดโล่ง 360 องศา นี่ไม่ใช่มื้ออาหารราคาแพงในห้องหรูหรา มันเป็นเพียงมื้อเย็นเรียบง่ายจากฝีมือของชาวประมงพื้นบ้านที่มีท้องทะเลเป็นสถานที่ฟูมฟักดูแลกุ้งหอยปูปลาอันเป็นทั้งแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ของพวกเขา เรื่องราวชีวิตของชาวประมงชายฝั่งทะเลที่เราได้ฟัง เริ่มต้นจากตรงนี้ การกลับคืนของทรัพยากรทางทะเล สมัคร อ่องละออ หรือพี่ฟลุ๊ค ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านเรือเล็กหาดแสงเงิน ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง บอกกับเราว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีโครงการทำบ้านปลา การกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ และกิจกรรมอื่นๆ อย่างธนาคารปู-ธนาคารหมึก รวมถึงการปลูกป่าชายเลน ทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลก็เพิ่มชนิดและจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่ต้องออกเรือไปไกลหลายกิโลเมตร ทุกวันนี้ออกจากฝั่งไปไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร ชาวประมงพื้นบ้านอย่างเขาก็จับสัตว์น้ำได้เพียงพอสำหรับนำมาขายหารายได้ในแต่ละวัน และเก็บส่วนหนึ่งไว้เป็นอาหารสำหรับสมาชิกในครอบครัว “ปีนี้ฉลามวาฬมาที่บ้านปลา เขาเข้ามาทุกปี ปีหนึ่งก็มาหลายครั้ง เข้ามากินแพลงก์ตอน เพราะพอเราเริ่มทำบ้านปลา เริ่มมีเขตอนุรักษ์ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ก็เกิดขึ้นเยอะ ปลาใหญ่อย่างฉลามวาฬก็เข้ามา หรืออย่างปลากุดสลาด ปลานกแก้วเขียว จากที่เคยไม่มี ตอนนี้ก็มีแล้ว” พี่ฟลุ๊คยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของท้องทะเลระยอง 6 ปีที่ผ่านมา ในจังหวัดระยอง ชลบุรี และจันทบุรี มีบ้านปลาเอสซีจีราว 1,400 หลังทอดวางครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/raknam-4/">ลง มือ ทำ ‘บ้านปลา’ นวัตกรรมที่คืนสิ่งดีๆ ให้ท้องทะเลไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถึงแม้มื้อเที่ยงจะเพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมง และร่างกายก็ยังไม่ส่งสัญญาณว่าต้องการพลังงานจากอาหาร แต่หลังจากพล่าปลาจานแรกวางบนโต๊ะ พวกเราแต่ละคนก็ดูเหมือนจะถูกครอบงำด้วยมนต์สะกดของอาหารทะเลสดใหม่ที่ถูกปรุงรสชาติด้วยฝีมือของผู้ที่นำมันขึ้นมาจากท้องทะเล</p>
<p>ลมทะเลยามเย็นโบกโชย เสียงคลื่นสาดกระทบฝั่ง และโต๊ะอาหารเปิดโล่ง 360 องศา นี่ไม่ใช่มื้ออาหารราคาแพงในห้องหรูหรา มันเป็นเพียงมื้อเย็นเรียบง่ายจากฝีมือของชาวประมงพื้นบ้านที่มีท้องทะเลเป็นสถานที่ฟูมฟักดูแลกุ้งหอยปูปลาอันเป็นทั้งแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ของพวกเขา</p>
<p>เรื่องราวชีวิตของชาวประมงชายฝั่งทะเลที่เราได้ฟัง เริ่มต้นจากตรงนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/first-1.jpg" /></p>
<h3><strong>การกลับคืนของทรัพยากรทางทะเล</strong></h3>
<p><strong>สมัคร อ่องละออ</strong> หรือพี่ฟลุ๊ค ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านเรือเล็กหาดแสงเงิน ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง บอกกับเราว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีโครงการทำบ้านปลา การกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ และกิจกรรมอื่นๆ อย่างธนาคารปู-ธนาคารหมึก รวมถึงการปลูกป่าชายเลน ทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลก็เพิ่มชนิดและจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่ต้องออกเรือไปไกลหลายกิโลเมตร ทุกวันนี้ออกจากฝั่งไปไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร ชาวประมงพื้นบ้านอย่างเขาก็จับสัตว์น้ำได้เพียงพอสำหรับนำมาขายหารายได้ในแต่ละวัน และเก็บส่วนหนึ่งไว้เป็นอาหารสำหรับสมาชิกในครอบครัว</p>
<p>“ปีนี้ฉลามวาฬมาที่บ้านปลา เขาเข้ามาทุกปี ปีหนึ่งก็มาหลายครั้ง เข้ามากินแพลงก์ตอน เพราะพอเราเริ่มทำบ้านปลา เริ่มมีเขตอนุรักษ์ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ก็เกิดขึ้นเยอะ ปลาใหญ่อย่างฉลามวาฬก็เข้ามา หรืออย่างปลากุดสลาด ปลานกแก้วเขียว จากที่เคยไม่มี ตอนนี้ก็มีแล้ว” พี่ฟลุ๊คยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของท้องทะเลระยอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8907-1.jpg" /></p>
<p>6 ปีที่ผ่านมา ในจังหวัดระยอง ชลบุรี และจันทบุรี มีบ้านปลาเอสซีจีราว 1,400 หลังทอดวางครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ 35 ตารางกิโลเมตร ภายใต้การดูแลของกลุ่มประมงพื้นบ้าน 34 กลุ่มในสามจังหวัด เพื่อเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์น้ำวัยเจริญพันธุ์และวัยอ่อนดังกล่าว ทำให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ ผลสำรวจเมื่อเดือนธันวาคม 2560 พบสิ่งมีชีวิตในทะเลบริเวณบ้านปลา 172 ชนิด เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งสุดท้ายในเดือนเมษายนปีเดียวกันที่พบสิ่งมีชีวิตในทะเลบริเวณบ้านปลา 120 ชนิด</p>
<h3>ภารกิจที่สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย</h3>
<p>พล่าปลายังไม่ทันหมดจากจาน กุ้งย่าง หมึกย่าง ปูม้านึ่ง หอยแมลงภู่นึ่งใบโหระพา พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ดก็ทยอยนำมาวางเรียงบนโต๊ะ อาหารทะเลสดใหม่เหล่านี้คือผลิตผลของบ้านปลาจากท่อ PE100 ที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนเกรดพิเศษ (High Density Polyethylene Pipe) ของธุรกิจเคมิคอลส์ในเอสซีจี เป็นวัสดุที่โดดเด่นเรื่องความทนทานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปกติจะนำมาใช้เป็นท่อประปาส่งน้ำให้เราใช้ผ่านใต้ทะเล จึงเหมาะกับการนำมาทำเป็นที่อยู่อาศัยของปะการัง เพรียง และสัตว์ทะเลนานาชนิด</p>
<p>ก่อนจะง่วนกับการแกะกุ้งแกะปู ในช่วงเช้าของวันนั้น พวกเราทุกคนได้สัมผัสกับบ้านปลาเอสซีจีด้วยสองมือของตัวเองมาเรียบร้อยแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8326-1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8408-1.jpg" /></p>
<p>เมื่อดูจากวิดีโอสาธิตการสร้างบ้านปลา มันดูไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อน ท่อกลมๆ ถูกตัดตามขนาดที่ระบุไว้ในคู่มือ เจาะรู แล้วขันน็อตยึดชิ้นส่วนทั้งหมดไว้ด้วยกันเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม แค่นี้บ้านปลาหนึ่งหลังก็เสร็จเรียบร้อย แต่เมื่อได้ลงมือทำกันจริงๆ พวกเราก็รู้ทันทีว่าลำพังเพียงแค่สองมือของเรานั้นไม่เพียงพอแน่นอน เพราะในแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องอาศัยทักษะการใช้เครื่องมือช่างของอีกหลายคนคอยช่วยเหลือ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญของน้าอาชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดระยอง</p>
<p>เป้าหมายในการสร้างบ้านปลา 50 หลังของทริป <strong>‘รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที&#8230; จิตอาสาสร้างบ้านปลาเอสซีจี’</strong> เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่จังหวัดระยองครั้งนี้ จึงต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจกันของอาสาสมัครทุกเพศทุกวัยราว 700 คน เพื่อสมทบให้กับการเดินหน้าไปสู่การขยายโครงการบ้านปลาให้ครอบคลุมชายฝั่งตะวันออกภายในปี 2563</p>
<p>งานนี้ยังมีน้องๆ จากโรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดชลบุรี มากกว่า 20 ชีวิตมาร่วมสร้างบ้านปลาด้วย ซึ่งในพิธีเปิดงาน น้องๆ ก็บอกว่าดีใจมากที่จะได้สร้างบ้านปลาด้วยมือของพวกเขาเอง เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นง่ายๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8362-1.jpg" /></p>
<p>เราโชคดีที่สร้างบ้านปลาอยู่ใกล้กับน้องๆ จึงได้เห็นบรรยากาศการทำงานแบบไร้สุ้มเสียงพูดคุย ทว่าเอ็ดอึงไปด้วยภาษามือที่น้องๆ ใช้สื่อสารกัน</p>
<p>ภาพของน้องๆ ใช้สองมือหยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือสลับกับการติดต่อสื่อสารอาจจะดูติดขัดไม่ราบรื่นสำหรับพวกเรา แต่ในท้ายที่สุด บ้านปลาของน้องๆ ก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างจนได้</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ขอเพียงแค่สองมือ สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ</p>
<h3>นวัตกรรมที่รวมพลังชุมชนให้เข้มแข็ง</h3>
<p>ระหว่างที่กำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารทะเล พี่ฟลุ๊คบอกเราว่านอกจากกุ้งหอยปูปลาที่งอกเงย โครงการบ้านปลาเอสซีจียังทำให้ชุมชนชาวประมงเกิดความร่วมใจกันดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้คงความสมบูรณ์อย่างยั่งยืนต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงหลังจากมีบ้านปลาคือสิ่งที่ยืนยันว่าคุณภาพชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลสมาชิกของกลุ่มประมงพื้นบ้านจะช่วยกันดูแลไม่ให้มีการทำประมงในพื้นที่วางบ้านปลาเพื่อให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์น้ำวัยเจริญพันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อน ขณะเดียวกัน กลุ่มประมงพื้นบ้านแต่ละกลุ่มก็ร่วมมือกันหาพื้นที่วางบ้านปลาให้เหมาะสม รวมทั้งมีกติกาและข้อตกลงร่วมกันในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1442-1.jpg" /></p>
<p>นอกจากนี้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีจากเอสซีจียังผสมผสานไปกับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างลงตัว โดยชาวประมงจะนำทางมะพร้าวและซั้งเชือกมาผูกติดกับบ้านปลาเพื่อขยายพื้นที่ในการหลบภัยของสัตว์น้ำ และในพื้นที่อนุรักษ์ก็มีการวางบ้านปลาร่วมไปกับซั้งเชือกและซั้งกอ ซึ่งเป็นการผสมผสานเครื่องมืออนุรักษ์เพื่อสร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กและที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลนับร้อยชนิด</p>
<p>บ้านปลาเอสซีจีจึงเป็นที่มาของการอนุรักษ์ทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8853-1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8813-1.jpg" /></p>
<p>ในฐานะชาวประมงพื้นบ้าน พี่ฟลุ๊คบอกว่าพวกเขาทำการประมงเพื่อหาอาหารและสร้างรายได้โดยมีเรือขนาดเล็กและเครื่องมือประมงแบบง่ายๆ ถึงแม้ปริมาณการจับสัตว์น้ำจากประมงพื้นบ้านจะคิดเป็นเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณสัตว์น้ำจากการทำประมงทั้งหมด แต่ทรัพยากรที่ลดน้อยลงอย่างมากก็กระตุ้นเตือนให้พี่ฟลุ๊คและชาวประมงพื้นบ้านคนอื่นๆ ต้องทำการประมงอย่างยั่งยืน ไม่ใช้อวนตาถี่ จับสัตว์น้ำแบบเลือกชนิด เลือกฤดูกาล และที่สำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยให้กว้างขวางออกไปเรื่อยๆ แบบที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้มีแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป</p>
<p>แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่หนึ่งวัน แต่การได้ลงมือสร้างบ้านปลา สนทนากับพี่ฟลุ๊ค และกุ้งหอยปูปลาจากท้องทะเลของเมืองระยอง ก็ทำให้พวกเราสัมผัสได้ถึงสิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นที่นี่ และมั่นใจได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะแพร่กระจายไปทั่วชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่าพวกเราจะยังคงมีอาหารทะเลคุณภาพดีให้กินต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_9000-1.jpg" /></p>
<p>เย็นวันนั้น แม้จะมีกันอยู่สิบกว่าชีวิต แต่กุ้งหอยปูปลาบนโต๊ะก็ยังคงอยู่อย่างเหลือเฟือ จนกระทั่งพวกเราถอดใจยอมแพ้ ไม่อาจเคี้ยวกลืนอะไรลงไปได้อีก ทำได้เพียงนั่งตากลมชมทะเลฟังพี่ฟลุ๊คเล่าเรื่องราวของชาวประมงโดยสายเลือดให้พวกเราฟัง</p>
<p>“น้องๆ อุตส่าห์มาบ้านผม ผมก็ต้องให้กินแต่ของดีๆ”</p>
<p>เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ พวกเราแต่ละคนจึงมี ‘ของดีๆ’ ติดไม้ติดมือมาด้วยอีกคนละถุงใหญ่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/scg1.jpg" /></p>
<p><strong>facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/SCGofficialpage/">SCG</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ภาณุทัช โสภณอภิกุล</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/raknam-4/">ลง มือ ทำ ‘บ้านปลา’ นวัตกรรมที่คืนสิ่งดีๆ ให้ท้องทะเลไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/raknam-4/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เรือเล็กควรออกจากฝั่ง&#8217; บ้านปลาสู่ความอุดมสมบูรณ์ และความยั่งยืนของชุมชนประมงชายฝั่ง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/raknam-3/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/raknam-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชยากรณ์ กำโชค]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Apr 2018 06:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[YOUNG รักษ์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปลา]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์น้ำ...จากภูผา สู่มหานที]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวประมงชายฝั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวประมงพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านมดตะนอย]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดตรัง]]></category>
		<category><![CDATA[scg]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/raknam-3/</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง&#8217; มักเป็นประโยคปิดท้ายประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงเวลาที่ทะเลอันดามันได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ราวเดือนมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี เป็นเหตุให้เกิดฝนตกชุกหนาแน่น และทะเลมีคลื่นสูงกว่า 2 &#8211; 3 เมตร หลายคนเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่า &#8216;หน้ามรสุม&#8217; หน้ามรสุม ความสูงของคลื่นทะเล หรือกระทั่งประกาศเตือน &#8216;เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง&#8217; ล้วนเป็นคำคุ้นหูผู้ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำเหล่านี้ฟังแล้วยังห่างไกลชีวิตประจำวันของคนทั่วไป หากใกล้กับชายฝั่งทะเลอันดามัน อย่างน้อยมีคนกลุ่มหนึ่งที่ติดตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพราะมันหมายถึงรายได้เลี้ยงปากท้อง การวางแผนชีวิต และความเป็นความตาย พวกเขาคือกลุ่มชาวประมงชายฝั่งหรือชาวประมงพื้นบ้าน 1 ห่างจากย่านใจกลางเมืองตรังประมาณ 50 กิโลเมตร ไปทางตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านปากลุ่มน้ำตรัง ขนาดประมาณ 320 หลังคาเรือน ชาวชุมชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ที่นี่มีชื่อน่ารักน่าเอ็นดู แต่ฟังดูแข็งแกร่งในทีว่า &#8216;บ้านมดตะนอย&#8217; &#8220;ชาวบ้านมดตะนอยทำประมงร้อยเปอร์เซ็นต์&#8221; เป็นคำยืนยันจาก บังชา-ปรีชา ชายทุย ผู้นำชุมชนวัย 40 ปี ก่อนฟ้าสว่าง 2 &#8211; 3 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่ชาวประมงบ้านมดตะนอย เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์เรือประมงขนาดเล็ก เพื่อมุ่งหน้าออกหาปลาในรัศมีไม่เกิน 20 กิโลเมตรจากแผ่นดินใหญ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/raknam-3/">&#8216;เรือเล็กควรออกจากฝั่ง&#8217; บ้านปลาสู่ความอุดมสมบูรณ์ และความยั่งยืนของชุมชนประมงชายฝั่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>&#8216;</em><em>ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง&#8217; </em>มักเป็นประโยคปิดท้ายประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงเวลาที่ทะเลอันดามันได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ราวเดือนมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี เป็นเหตุให้เกิดฝนตกชุกหนาแน่น และทะเลมีคลื่นสูงกว่า 2 &#8211; 3 เมตร</p>
<p>หลายคนเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่า &#8216;หน้ามรสุม&#8217;</p>
<p>หน้ามรสุม ความสูงของคลื่นทะเล หรือกระทั่งประกาศเตือน &#8216;เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง&#8217; ล้วนเป็นคำคุ้นหูผู้ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำเหล่านี้ฟังแล้วยังห่างไกลชีวิตประจำวันของคนทั่วไป</p>
<p>หากใกล้กับชายฝั่งทะเลอันดามัน อย่างน้อยมีคนกลุ่มหนึ่งที่ติดตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพราะมันหมายถึงรายได้เลี้ยงปากท้อง การวางแผนชีวิต และความเป็นความตาย</p>
<p>พวกเขาคือกลุ่มชาวประมงชายฝั่งหรือชาวประมงพื้นบ้าน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_7792_1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>1</strong></p>
<p>ห่างจากย่านใจกลางเมืองตรังประมาณ 50 กิโลเมตร ไปทางตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านปากลุ่มน้ำตรัง ขนาดประมาณ 320 หลังคาเรือน ชาวชุมชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ที่นี่มีชื่อน่ารักน่าเอ็นดู แต่ฟังดูแข็งแกร่งในทีว่า<strong> &#8216;บ้านมดตะนอย&#8217;</strong></p>
<p>&#8220;ชาวบ้านมดตะนอยทำประมงร้อยเปอร์เซ็นต์&#8221; เป็นคำยืนยันจาก <strong>บังชา-ปรีชา ชายทุย</strong> ผู้นำชุมชนวัย 40 ปี</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8882.jpg" /></p>
<p>ก่อนฟ้าสว่าง 2 &#8211; 3 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่ชาวประมงบ้านมดตะนอย เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์เรือประมงขนาดเล็ก เพื่อมุ่งหน้าออกหาปลาในรัศมีไม่เกิน 20 กิโลเมตรจากแผ่นดินใหญ่ หากไม่ใช้อวนตาใหญ่ เครื่องมือจับสัตว์น้ำอื่นๆ ก็ล้วนมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น และยังมีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ เช่น ไม่ทำลายปะการังหรือกองหินธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็ก และไม่ทำให้ประชากรสัตว์น้ำลดลงจนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพของท้องทะเล</p>
<p>&#8220;เมื่อก่อนยาเบื่อก็มี ระเบิดปลาก็มี อวนชักก็มี แต่ทุกวันนี้หายหมด ไม่มีเลย ผมยืนยันร้อยเปอร์เซนต์&#8221; บังชาพูดถึงวิธีจับสัตว์น้ำ ก่อนชาวประมงมดตะนอยค้นพบภายหลังว่า นั่นไม่ใช่วิธีการทำประมงพื้นบ้านที่ยั่งยืน</p>
<p>ความร่วมมือร่วมใจในการทำประมงพื้นบ้านอย่างถูกกฎหมายยังควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ผืนป่าโกงกางขนาดใหญ่ การปลูกหญ้าทะเล การจัดการขยะอย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการจัดตั้งธนาคารปู ทั้งหมดล้วนเป็นรูปธรรมที่สะท้อนให้เห็นความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาวบ้านมดตะนอย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_7882.jpg" /></p>
<p>ทว่าตราบใดที่ผลกระทบจากหน้ามรสุมยังเป็นปัจจัยเหนือการควบคุมโดยมนุษย์ ชาวประมงผู้รักษ์ความยั่งยืนจำต้องยอมรับความจริงข้อสำคัญว่า พวกเขาไม่สามารถสร้างรายได้จากมหานทีได้อย่างต่อเนื่องตลอดฤดูมรสุม นอกจากนี้ ปัญหาความผันผวนของสภาพอากาศ ทั้งอากาศที่ร้อนขึ้น และฝนที่ตกมากขึ้น ยังส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด ชาวประมงต้องเผชิญปัญหาที่ซ้อนปัญหาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา</p>
<p>กระทั่งเมื่อ &#8216;บ้านมดตะนอย&#8217; ได้รู้จัก &#8216;บ้านปลา&#8217;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>2</strong></p>
<p>การสร้างที่อยู่อาศัยให้สัตว์น้ำโดยฝีมือมนุษย์ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับชาวบ้านมดตะนอย ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยทดลองนำทางมะพร้าว ถ่วงลงในแหล่งน้ำและชายฝั่งทะเล ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเกือบเป็นไปตามความคาดหวัง ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้ในปริมาณที่น่าพอใจ แต่ขณะเดียวกันก็พบปัญหาวัสดุที่ใช้ไม่คงทนถาวร และง่ายต่อการถูกกระแสน้ำพัดพา</p>
<p>ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวประมงบ้านมดตะนอยในฐานะ &#8216;คนปลายน้ำ&#8217; นำไปสู่การพัฒนาบ้านปลา จากความร่วมมือระหว่างชุมชน SCG เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตลอดจนมูลนิธิอันดามัน และกลุ่มพิทักษ์ดุหยง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสานต่อโครงการ &#8216;รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที&#8217;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8671.jpg" /></p>
<p>นวัตกรรมปูนทนน้ำทะเลเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำบ้านปลาครั้งนี้ เนื่องจากทนการกัดกร่อนจากสารคลอไรด์และซัลเฟตได้ดี ทำให้บ้านปลามีอายุการใช้งานที่ยาวนานในน้ำทะเล งานวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังยืนยันด้วยว่าวัสดุไม่มีสารปนเปื้อนกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>แต่หัวใจสำคัญที่สุดกลับไม่ใช่ความทันสมัยของวัสดุ หากคือกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการออกแบบลักษณะของบ้านปลาที่สอดรับกับความต้องการของชาวประมง ผู้รู้จักทรัพยากรในท้องถิ่นของตนดีที่สุด โดยเอสซีจีเชื่อว่าการพูดคุยสื่อสารจะช่วยสร้างความเข้าใจและลดอุปสรรคในการทำงานได้</p>
<p>“การดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนเราเน้นเรื่องการสื่อสารพูดคุย สร้างความเข้าใจ รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่จะทำงานร่วมกัน อีกทั้งชุมชนที่ดำเนินการมีความตั้งใจจริง และเห็นประโยชน์จากการทำบ้านปลาด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงไม่มีอุปสรรคในการดำเนินงาน ซึ่งเอสซีจีก็มีความตั้งใจที่จะร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนเช่นนี้ต่อไป จนชุมชนสามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเอง&#8221; ชนะ ภูมี Vice President &#8211; Cement and Construction Solution Business เอสซีจี ซิเมนต์ &#8211; ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial; text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8849.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>3</strong></p>
<p>อากาศที่แจ่มใสของวันที่ 23 มีนาคม 2561 เป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันวางบ้านปลาตามที่ตั้งใจไว้</p>
<p>คลองลัดเจ้าไหมสีเขียวมรกต แวดล้อมด้วยป่าโกงกางสภาพสมบูรณ์ มองเห็นเขาหินปูนสูงชันสลับซับซ้อน ภาพที่มองเห็นในระยะกวาดสายตาก็เพียงพอจะยืนยันความหลากหลายของระบบนิเวศชายฝั่งทะเล สมกับได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระหว่างประเทศหรือแรมซาร์ไซต์ สายน้ำที่เชื่อมต่อชีวิตบ้านมดตะนอยกับมหานทีอันสมบูรณ์ถูกกำหนดให้วางบ้านปลาตามความต้องการของชุมชน เอสซีจี และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8726.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8780.jpg" /></p>
<p>บ้านปลาจากปูนทนน้ำทะเลจำนวน 80 อัน ถูกบรรทุกโดยคาราวานเรือประมงขนาดเล็กกว่า 50 ลำ ไปยังคลองลัดเจ้าไหมที่มีลักษณะเป็นน้ำกร่อย นอกจากชาวชุมชน ภาครัฐ และชาวเอสซีจี คนที่ตื่นเต้นกับกิจกรรมวางบ้านปลาที่สุดเห็นจะเป็นเยาวชนกลุ่มคนรักษ์น้ำ ที่ต้องการสานต่อแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<p>หลังปล่อยบ้านปลาลงคลองลัดไหมด้วยมือตัวเอง มูนา หลงเอ ในผ้าคลุมฮิญาบ นักศึกษาชั้นปี 3 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หวังว่าบ้านปลาจะมีประโยชน์กับชาวประมงโดยตรง เพราะทำให้มีอาหารอย่างสมบูรณ์ตลอดทั้งปี แม้ในฤดูมรสุม &#8220;ถึงไม่มีรายได้ อย่างน้อยก็ไม่มีรายจ่ายเพิ่ม”</p>
<p>ชนะวางแผนขยายผลบ้านปลาในปี 2561 ไว้จำนวน 400 อัน แบ่งเป็น เอสซีจีร่วมกับเครือข่าย 200 อัน และชุมชนดำเนินการเอง 200 อัน ส่วนการติดตามและประเมินผล เอสซีจีจะร่วมมือกับสถานวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ที่เราดำเนินการ ทั้งก่อนดำเนินการ และติดตามผลการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_8739.jpg" /></p>
<p>บ้านปลาที่ปลายลุ่มน้ำตรัง จากความร่วมแรงร่วมใจระหว่างชุมชนที่เข้มแข็ง ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม จะกลายเป็นแหล่งอนุบาลและที่หลบภัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรชายฝั่งทะเล และมีส่วนสำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิตชุมชนบ้านมดตะนอย เนื่องจากทำให้พวกเขาไม่ต้องเสี่ยงชีวิตออกหาปลาที่ทะเลใหญ่ในฤดูมรสุม และส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก</p>
<p>“ชาวประมง ถ้าไม่ยึดถือการอนุรักษ์ เราจะลำบาก” บังชาย้ำกับเยาวชนคนรักษ์น้ำระหว่างทัศนศึกษาชุมชน</p>
<p>ตลอดความยาวชายฝั่งทะเลตรัง 119 กิโลเมตร มีชุมชนที่สร้างรายได้หลักจากการทำประมงพื้นบ้านกว่า 44 ชุมชน ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในชุมชนบ้านมดตะนอย ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ &#8216;รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที&#8217; จะถูกถ่ายทอดจากชุมชนสู่ชุมชน กลายเป็นพลังในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ตลอดจนสัตว์ทะเลประจำถิ่นที่หายากอย่างยั่งยืน ทั้งพะยูน โลมา และเต่าทะเล ซึ่งล้วนเป็นตัวชี้วัดความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสิ้น</p>
<p>ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น&#8230;</p>
<p>ประกาศเตือนจากกรมอุตุฯ &#8216;เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง&#8217; ก็จะไม่ใช่คำที่น่ากลัวของชาวประมงพื้นบ้านอีกต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_7955.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/scg1.jpg" /></p>
<p><strong>facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/SCGofficialpage/">SCG</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/raknam-3/">&#8216;เรือเล็กควรออกจากฝั่ง&#8217; บ้านปลาสู่ความอุดมสมบูรณ์ และความยั่งยืนของชุมชนประมงชายฝั่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/raknam-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ร่วมมือ เรียนรู้ ลงมือทำ และส่งต่อ เคล็ดไม่ลับของการฟื้นฟูธรรมชาติ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/raknam-2/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/raknam-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Mar 2018 05:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[YOUNG รักษ์น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[scg]]></category>
		<category><![CDATA[ลำปาง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์น้ำ...จากภูผา สู่มหานที]]></category>
		<category><![CDATA[บวร วรรณศรี]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/raknam-2/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ หลายคนคงนึกถึงผงฝุ่นลอยคละคลุ้งท่ามกลางเปลวแดดแผดร้อน แต่ทันทีที่รถของเราเลี้ยวเข้าประตูของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด สิ่งที่เราได้พบกลับเป็นต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายหนาแน่นตลอดสองข้างทาง สำหรับคนทั่วไป โรงงานอุตสาหกรรมคือเหรียญคนละด้านกับการฟื้นฟูดูแลสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับ ‘ปูนลำปาง’ โรงงานในประเทศแห่งที่ 5 ของเอสซีจี เรื่องราวดูจะกลับตาลปัตรพลิกผัน “ตอนที่เราตั้งโรงงาน อาจารย์ทวี บุตรสุนทร ซึ่งเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในเวลานั้น ให้นโยบายว่าโรงงานของเราอยู่ที่ไหน ป่าไม้ต้องเขียวที่นั่น คำว่าป่าไม้เขียวที่นั่นคือเราต้องดูแลรักษาธรรมชาติ และอยู่ร่วมกับเขาอย่างยั่งยืน ซึ่งคนปูนลำปางมีความเชื่อเรื่องหนึ่งว่าอุตสาหกรรมกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ถ้ามีการจัดการที่ดี” บวร วรรณศรี ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด บอกกับเราถึงสาเหตุที่ทำให้โรงงานแห่งนี้เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ พี่บวรคือพนักงานปูนลำปางยุคแรกเริ่ม เขาเดินทางมาที่นี่ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นพื้นที่โล่งกว้างแห้งแล้ง และใช้เวลาตลอด 23 ปีหลังจากนั้นทุ่มเททำงานร่วมกับหลายภาคส่วนเพื่อนำพาความชุ่มชื้นสมบูรณ์กลับคืนมา จากป่า สู่ฝาย จากจุดเริ่มต้นในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าประมาณ 1,100 ไร่ทั้งในโรงงานและรอบโรงงาน พี่บวรบอกว่าปัญหาที่ติดตามมาคือไฟป่าที่เผาทำลายต้นไม้ซึ่งลงทุนลงแรงช่วยกันปลูก “ในที่สุดก็มีอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของเรา และเป็นคณะกรรมการบริษัทของเราในเวลาต่อมา คือคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ท่านแนะนำให้ไปศึกษาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/raknam-2/">ร่วมมือ เรียนรู้ ลงมือทำ และส่งต่อ เคล็ดไม่ลับของการฟื้นฟูธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ หลายคนคงนึกถึงผงฝุ่นลอยคละคลุ้งท่ามกลางเปลวแดดแผดร้อน แต่ทันทีที่รถของเราเลี้ยวเข้าประตูของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด สิ่งที่เราได้พบกลับเป็นต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายหนาแน่นตลอดสองข้างทาง</p>
<p>สำหรับคนทั่วไป โรงงานอุตสาหกรรมคือเหรียญคนละด้านกับการฟื้นฟูดูแลสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับ ‘ปูนลำปาง’ โรงงานในประเทศแห่งที่ 5 ของเอสซีจี เรื่องราวดูจะกลับตาลปัตรพลิกผัน</p>
<p>“ตอนที่เราตั้งโรงงาน อาจารย์ทวี บุตรสุนทร ซึ่งเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในเวลานั้น ให้นโยบายว่าโรงงานของเราอยู่ที่ไหน ป่าไม้ต้องเขียวที่นั่น คำว่าป่าไม้เขียวที่นั่นคือเราต้องดูแลรักษาธรรมชาติ และอยู่ร่วมกับเขาอย่างยั่งยืน ซึ่งคนปูนลำปางมีความเชื่อเรื่องหนึ่งว่าอุตสาหกรรมกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ถ้ามีการจัดการที่ดี” <strong>บวร วรรณศรี</strong> ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด บอกกับเราถึงสาเหตุที่ทำให้โรงงานแห่งนี้เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้</p>
<p>พี่บวรคือพนักงานปูนลำปางยุคแรกเริ่ม เขาเดินทางมาที่นี่ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นพื้นที่โล่งกว้างแห้งแล้ง และใช้เวลาตลอด 23 ปีหลังจากนั้นทุ่มเททำงานร่วมกับหลายภาคส่วนเพื่อนำพาความชุ่มชื้นสมบูรณ์กลับคืนมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_2859.jpg" /></p>
<h3>จากป่า สู่ฝาย</h3>
<p>จากจุดเริ่มต้นในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าประมาณ 1,100 ไร่ทั้งในโรงงานและรอบโรงงาน พี่บวรบอกว่าปัญหาที่ติดตามมาคือไฟป่าที่เผาทำลายต้นไม้ซึ่งลงทุนลงแรงช่วยกันปลูก “ในที่สุดก็มีอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของเรา และเป็นคณะกรรมการบริษัทของเราในเวลาต่อมา คือคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ท่านแนะนำให้ไปศึกษาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เรื่องฝายต้นน้ำลำธารเราก็ไปดูไปศึกษา แล้วนำความรู้นั้นกลับมาใช้ เลยเริ่มสร้างฝายในปูนลำปางตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา”</p>
<p>“หลังจากสร้างฝายเราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ คือจุดที่เราสร้างฝายมีความชุ่มชื้น มีความเขียว ผืนแผ่นดินทั้งสองข้างของลำธารมีความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้ต้นไม้ที่อยู่รอบๆ เจริญเติบโตได้ดี มีสิ่งมีชีวิต มีผีเสื้อ มีแมลง เราเริ่มเห็นนกหลากหลายชนิดมากขึ้น และเริ่มเห็นร่องรอยของสัตว์ป่า”</p>
<p>ข้อมูลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมหลังการสร้างฝายในพื้นที่ป่ารอบโรงงานปูนซิเมนต์ไทย ลำปาง คือไฟป่าที่ลดลงจากปีละ 200 &#8211; 300 ครั้ง เหลือเพียงปีละไม่เกิน 4 &#8211; 6 ครั้ง และในช่วงปี 2555 &#8211; 2558 ไม่เคยเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่ารอบโรงงานปูนซิเมนต์ไทยอีกเลย ขณะเดียวกันความชุ่มชื้นก็นำมาซึ่งพืชและสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ โดยพบนกเพิ่มขึ้นจาก 78 ชนิดในปี 2535 เป็น 169 ชนิดในปี 2560 พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 22 ชนิด พบสัตว์เลื้อยคลาน 26 ชนิด และพบสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 11 ชนิด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_2840.jpg" /></p>
<p>ในปี 2550 หลังจากทำการศึกษาทดลองจนกระทั่งปรากฏผลดีขึ้นอย่างชัดเจน เอสซีจีจึงประกาศต่อสังคมว่าจะทำโครงการ ‘เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต’ โดยจะสนับสนุนชุมชนในการสร้างฝายให้ครบ 10,000 ฝายภายในสามปี คือปี 2550 &#8211; 2552</p>
<p>“เราเริ่มจากการแก้ปัญหาของตัวเอง คือปัญหาความแห้งแล้งและปัญหาไฟป่า เมื่อเราเห็นประโยชน์ก็ขยายผลสู่ชุมชน” พี่บวรสรุปที่มาของโครงการสร้างฝายร่วมกับชุมชนของเอสซีจี</p>
<h3>จากฝาย สู่ชุมชน</h3>
<p>จากจุดเริ่มต้นในปี 2550 ฝายทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่มากกว่า 56,000 ฝายที่กระจายไปทั่วพื้นที่จังหวัดลำปางและจังหวัดใกล้เคียง ก็ทำให้ผืนป่ามีความชุ่มชื้นมากขึ้น และชุมชนมีน้ำใช้สอยอย่างเพียงพอ</p>
<p>เมื่อมีป่าและมีน้ำ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็เกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเก็บหาของป่ามาขาย การเปิดบ้านเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกจากนี้ ชุมชนยังต่อยอดไปทำกิจกรรมใหม่ๆ เช่น การทำประปาภูเขา การตั้งวิสาหกิจชุมชน การทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้ชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p>
<p>พี่บวรให้ข้อมูลทางด้านป่าไม้ในจังหวัดลำปางเพิ่มเติมว่า “สถานการณ์ทางด้านป่าไม้ที่ลำปางทุกวันนี้ดีขึ้นมาก เราทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคประชาชนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดลำปาง ซึ่งเราทำงานร่วมกันในหลายพื้นที่ และมีการทำงานทั้งในภาพใหญ่และภาพเล็ก ปัจจุบันลำปางเป็นจังหวัดที่มีการจดทะเบียนป่าชุมชนมากที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งมีการดูแลรักษาป่า มีการสร้างฝาย และมีการควบคุมไฟป่า”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_2815.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_2829.jpg" /></p>
<p>สำหรับการทำงานร่วมกับชุมชน พี่บวรบอกว่านี่ไม่ใช่งานง่าย โดยเขาต้องผ่านการลองผิดลองถูกหลายครั้งกว่าจะค้นพบเส้นทางที่นำพาไปสู่เป้าหมาย และที่สำคัญคือต้องอาศัยการเรียนรู้และการลงมือทำด้วยตัวเอง</p>
<p>นอกจากนี้ สิ่งที่ยากไปกว่านั้นคือคำถามที่ว่า ทำอย่างไรชุมชนจึงจะรู้สึกเป็นเจ้าของฝายที่พวกเขาสร้างขึ้น เพราะถ้าชุมชนไม่รู้สึกว่าพวกเขาเป็นเจ้าของ ความยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นไม่ได้</p>
<p>“ในช่วงแรก เราแสวงหาวิธีการ เราศึกษาแนวพระราชดำริเรื่องการระเบิดจากภายใน เรื่องการรู้รักสามัคคี เรื่องการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา แต่เราก็นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร จนกระทั่งในที่สุดเราไปทำงานกับเอ็นจีโอกลุ่มหนึ่ง ซึ่งทำให้เราได้ความรู้กลับมา และเราก็นำความรู้นั้นมาปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆ”</p>
<p>กล่าวโดยสรุป พี่บวรบอกว่าจุดเริ่มต้นของการทำงานคือการศึกษาทฤษฎี ขั้นตอนต่อมาคือการเรียนรู้จากผู้มีความรู้และประสบการณ์มากกว่า และขั้นตอนสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุดคือต้องลงมือทำด้วยตัวเอง เพราะการลงมือทำด้วยตัวเองคือที่มาของความรู้และประสบการณ์ และหัวใจของการพัฒนาทั้งหมดคือการร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ทั้งชุมชน หน่วยงานต่างๆ ร่วมกับทีมเอสซีจี บวรย้ำชัดว่าเขาไม่ได้ทำสิ่งนี้เพียงคนเดียว</p>
<p>&#8220;เราช่วยกันพัฒนา ต่อเติมองค์ความรู้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ ถ้าขาดชุมชนหรือหน่วยงานอื่นๆ ความสำเร็จอย่างวันนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น&#8221;</p>
<h3>จากภูผา สู่มหานที</h3>
<p>เพื่อสานต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านการบริหารจัดการน้ำ พี่บวรบอกว่าตอนนี้สิ่งที่เอสซีจีพยายามทำคือการจัดการระบบนิเวศลุ่มน้ำทั้งระบบ ซึ่งหมายถึงการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง “แต่ทั้งหมดนี้จัดการโดยชุมชน โดยเรามีบทบาทเป็นพี่เลี้ยง นี่คือสิ่งที่เราพยายามสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน และท้ายที่สุด ชุมชนที่ทำสำเร็จก็จะเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ชุมชนอื่นๆ ที่มีปัญหาคล้ายกันมาศึกษาและนำไปขยายผลต่อไป”</p>
<p>โครงการ ‘รักษ์น้ำ&#8230;จากภูผา สู่มหานที’ คือต้นแบบการจัดการระบบนิเวศลุ่มน้ำทั้งระบบที่พี่บวรกล่าวถึง โดยนอกจากส่งเสริมให้ชุมชนสร้างฝายชะลอน้ำ 100,000 ฝายภายในปี 2563 เอสซีจียังร่วมกับชุมชนในพื้นที่เชิงเขาขุดสระพวงเพื่อเก็บกักน้ำจากฝายชะลอน้ำ และจัดทำระบบแก้มลิงเพื่อกระจายน้ำในพื้นที่ราบ ตลอดจนฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งทะเลด้วยการสร้างบ้านปลา เพื่อเพิ่มที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลขนาดเล็ก</p>
<p>สำหรับ ‘ปูนลำปาง’ พี่บวรบอกว่า ณ เวลานี้ หน่วยงานชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติที่เขาเป็นผู้จัดการนั้นทำงานร่วมกับ 44 ชุมชน และจะเพิ่มเป็น 72 ชุมชนในปีนี้ “ถามว่าทีมใหญ่ไหม ถ้ามองในภาพรวม ทีมของเราก็ใหญ่นะ เราทำงานร่วมกับคนเป็นหมื่นที่พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งในการขยายและกระจายองค์ความรู้ที่พวกเรามี”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BIL_2834.jpg" /></p>
<p>เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ ตั้งแต่การนำป่าที่อุดมสมบูรณ์กลับคืนมา ไล่เรียงมาจนถึงการสร้างและส่งต่อองค์ความรู้ทางด้านการบริหารจัดการน้ำไปสู่ชุมชนทั่วประเทศ พี่บวรกล่าวว่านอกเหนือจากการสนับสนุนของผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานที่เอสซีจี การเรียนรู้จากการลงมือทำและการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม คือสองปัจจัยสำคัญที่คนทำงานต้องตระหนักอยู่เสมอ หากต้องการให้สิ่งที่ลงทุนลงแรงไปนั้นดำรงอยู่อย่างยั่งยืน</p>
<p>“อันที่จริง การฟื้นฟูป่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชุมชนที่เป็นเจ้าของป่า ส่วนหน่วยงานต่างๆ ที่ไปร่วม เปรียบเหมือนพี่เลี้ยงนักมวย ชุมชนคือนักมวย หน้าที่ของพี่เลี้ยงคือช่วยทำให้ชุมชนเข้มแข็ง มีทักษะ มีความชำนาญมากขึ้น แต่ชุมชนต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นชุมชนก็จะได้รับ เมื่อเขาได้รับประโยชน์ ชุมชนก็จะรักษาประโยชน์นั้น นั่นคือความยั่งยืน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/scg1.jpg" /></p>
<p><strong>facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/SCGofficialpage/" target="_blank" rel="noopener">SCG</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/raknam-2/">ร่วมมือ เรียนรู้ ลงมือทำ และส่งต่อ เคล็ดไม่ลับของการฟื้นฟูธรรมชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/raknam-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
