<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฎฐพัชร์ หวังวณิชพันธุ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author490/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author490/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Aug 2018 16:16:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>“ผมไม่เคยฝันถึงโลกอนาคตที่มนุษย์เป็นอมตะ” Kaave Pour ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของห้องทดลอง Space10</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-kaave-pour/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-kaave-pour/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฎฐพัชร์ หวังวณิชพันธุ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Feb 2018 11:41:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[TCDC]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-kaave-pour/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนไปเมื่อ 74 ปีที่แล้ว อิงวาร์ คัมพรัด (Inkvar Kamprad) เริ่มก่อตั้ง IKEA แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีเดนด้วยแนวคิดที่ว่า ‘Creating a better everyday life for the many people’ ที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการเฟอร์นิเจอร์ทั่วโลก วันนี้ อิเกียล้ำหน้าไปกว่าเดิมด้วยการเริ่มลงมือสร้างสรรค์ ‘โลกอนาคต’ ที่มนุษย์เราจะสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมได้แล้ว หลายคนคงเอียนกับเรื่องโลกอนาคต หุ่นยนต์ รถยนต์ไร้คนขับ กันเต็มที แต่มีคนกลุ่มหนึ่งใน Space10 องค์กรที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘A Future Living Lab’ แห่งอิเกีย ในโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก กำลังจินตนาการถึงโลกอนาคตที่พวกเขาอยากอาศัยอยู่ แล้วลงมือสร้างมันขึ้นมาจริงๆ Kaave Pour ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ลูกครึ่งเดนมาร์ก-อิหร่าน วัย 28 ปี หนึ่งในสปีกเกอร์งาน Creativities Unfold 2018 ที่ TCDC จัดขึ้นต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คือผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์แห่งอนาคตทั้งหมดใน Space10 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-kaave-pour/">“ผมไม่เคยฝันถึงโลกอนาคตที่มนุษย์เป็นอมตะ” Kaave Pour ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของห้องทดลอง Space10</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนไปเมื่อ 74 ปีที่แล้ว อิงวาร์ คัมพรัด (Inkvar Kamprad) เริ่มก่อตั้ง IKEA แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีเดนด้วยแนวคิดที่ว่า ‘Creating a better everyday life for the many people’ ที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการเฟอร์นิเจอร์ทั่วโลก วันนี้ อิเกียล้ำหน้าไปกว่าเดิมด้วยการเริ่มลงมือสร้างสรรค์ ‘โลกอนาคต’ ที่มนุษย์เราจะสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมได้แล้ว</p>
<p>หลายคนคงเอียนกับเรื่องโลกอนาคต หุ่นยนต์ รถยนต์ไร้คนขับ กันเต็มที แต่มีคนกลุ่มหนึ่งใน Space10 องค์กรที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘A Future Living Lab’ แห่งอิเกีย ในโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก กำลังจินตนาการถึงโลกอนาคตที่พวกเขาอยากอาศัยอยู่ แล้วลงมือสร้างมันขึ้นมาจริงๆ <strong>Kaave Pour</strong> ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ลูกครึ่งเดนมาร์ก-อิหร่าน วัย 28 ปี หนึ่งในสปีกเกอร์งาน Creativities Unfold 2018 ที่ TCDC จัดขึ้นต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คือผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์แห่งอนาคตทั้งหมดใน Space10 ที่ทำให้โลกใบนี้ของเราดูมีความหวังขึ้นมาทันที</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4498.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-kaave6.jpg"></p>
<h3><strong>ไม่ใช่แค่สร้างโลกใหม่ แต่ต้องเป็นโลกที่ดีกว่าเดิม</strong></h3>
<p>&#8220;Space10 ไม่ได้แค่ตั้งมาเพื่อให้เราตามทันโลกหรือรู้ว่าโลกเปลี่ยนไปยังไงบ้าง แต่เราเป็น future living-lab ที่พยายามเข้าใจการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อจะได้สร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าเดิมได้ทันเวลา ไม่ใช่แค่สร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาแต่ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย&#8221;</p>
<p>&#8220;เมื่อพูดถึงแล็บ ภาพในหัวอาจจะเป็นห้องทดลองลับๆ ในชั้นใต้ดิน คนนอกห้ามเข้า ไม่มีใครรู้ว่ากำลังทำอะไรกัน แต่ Space10 เป็นขั้วตรงข้ามเลย ที่นี่เราเชื่อว่าการสร้างสรรค์อนาคตเป็นความร่วมมือกัน ไม่ใช่การแข่งขัน เราไม่ได้สร้างเทคโนโลยีหรอกครับ แต่เราอาศัยความล้ำของมัน ผสมกับไอเดีย ความสร้างสรรค์ เพื่อเป้าหมายเดียวเลยนั่นคือมนุษย์ ทุกโปรเจกต์ใน Space10 การรับรู้และความรู้สึกของมนุษย์คือหัวใจสำคัญ&#8221;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/spacce10.jpg"></p>
<h3><strong>โปรเจกต์เปลี่ยนโลกที่เข้าใจมนุษย์</strong></h3>
<p>Space10 เพิ่งก่อตั้งมาได้เพียงสองปีกว่าๆ แต่ภายในระยะเวลาแค่นี้ มันสมองบวกกับความสร้างสรรค์ของทีมงานที่อยากเห็นโลกเราน่าอยู่ขึ้น ทำให้พวกเราได้สัมผัสชีวิตในอนาคตกันหลายครั้ง เพราะโปรเจกต์ที่ Space10 ไม่ได้ทำเอาสนุก แต่มันผุดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ชักจะวิกฤติเข้าไปทุกที</p>
<p>อย่างโปรเจกต์ Tomorrow’s Meatball ที่ตั้งใจทำให้มีตบอลเป็นอาหารในโลกอนาคต Space10 ทดลองคิดไส้มีตบอลกันหลายแบบมาก ทั้งทำมาจากสาหร่าย เนื้อที่เพาะในห้องแล็บ แมลง หรือแม้กระทั่งเศษอาหารเหลือ ทั้งหมดก็เพราะอีกไม่กี่ปี จำนวนมนุษย์มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ ในขณะที่ขั้นตอนการเลี้ยงสัตว์ ผลิตอาหาร ก็ใช้ทรัพยากรมหาศาลและทำลายสิ่งแวดล้อมมากเหลือเกิน แต่อย่างที่บอกว่า Space10 ตั้งใจแก้ปัญหาใหญ่ๆ โดยยังใส่ใจความรู้สึกของมนุษย์อยู่เสมอ ทีมเลยเลือกที่จะให้อาหารในอนาคตยังอยู่ในรูปแบบมีตบอล เพราะต่อให้ส่วนผสมจะประหลาดแค่ไหน หน้าตามีตบอลก็ยังไม่แปลกเกินที่เราจะกินได้เท่าไหร่ แถม Space10 กำลังหาทางทำให้เจ้ามีตบอลนี่อร่อยอยู่ นี่มันมีตบอลเปลี่ยนโลกชัดๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-kaave8.jpg"></p>
<p>&#8220;โปรเจกต์ Space10 หลากหลายมากจริงๆ ครับ ช่วงนี้ผมสนใจโปรเจกต์ Natural Interfaces เป็นพิเศษ คิดดูแล้ว โลกเราพัฒนากันเร็วมาก มีเทคโนโลยีเจ๋งๆ เพียบ อย่างรถไร้คนขับ แต่ลองคิดดูว่าทั่วโลกมีคนราวๆ 51 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เข้าถึงเทคโนโลยีล้ำๆ พวกนี้ เราตั้งใจให้โปรเจกต์ Natural Interfaces ช่วยให้เทคโนโลยีมีความหมายมากกว่าการเป็นแค่อุปกรณ์หรือแอปพลิเคชั่นแค่นั้น เราอยากทำให้คนรับรู้ความเป็นมนุษย์ผ่านเทคโนโลยีได้&#8221;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ikeaplace.jpg"></p>
<p>&#8220;อย่างแอปพลิเคชั่น IKEA Place ที่เราใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR &#8211; เทคโนโลยีการผสมผสานโลกเสมือนเข้าไปในโลกจริง) เข้ามาช่วยทำให้จินตนาการกลายเป็นจริง เราเลือกเฟอร์นิเจอร์มาชิ้นหนึ่ง เราจะเห็นฉากเป็นบ้านเราจริงๆ เลื่อนเข้า-ออกได้ตามสบายว่าเราอยากวางเฟอร์นิเจอร์ไว้ตรงไหน ขั้นตอนนี้เราจะเห็นชื่อเฟอร์นิเจอร์ เห็นราคาอยู่นะครับ แต่ถ้าเราเจอตำแหน่งที่เราจะวางแล้ว โมเมนต์ที่เรากดวาง ราคา ชื่อ รายละเอียด จะหายวับไป สิ่งเดียวที่เห็นคือเฟอร์นิเจอร์ถูกวางลงไป พวกเราดีไซน์แม้กระทั่งเสียงตอนที่เฟอร์นิเจอร์แตะพื้น วินาทีนั้นแหละที่เราทำให้เทคโนโลยีมีคุณค่า เพราะแต่ก่อนเราได้แต่คิดว่าถ้าวางเก้าอี้ไว้ตรงนี้จะเป็นยังไง ตอนนี้คุณเห็นมันตรงหน้า คุณ ‘รู้สึก’ ว่ามันอยู่ที่เดียวกับคุณ นี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคนใน Space10 พยายามทำให้เกิดขึ้น เพราะเทคโนโลยีสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้เยอะมากจริงๆ”</p>
<h3><strong>คนหลากหลายที่เก่งคนละเรื่อง</strong></h3>
<p>&#8220;2 ปีที่แล้ว Space10 มีทีมงานแค่ 4 คน ส่วนตอนนี้ นับไม่ได้ว่ามีเท่าไหร่แล้ว เราทำงานกับคนเป็นร้อยๆ งานของผมไม่มีอะไรมาก แค่ทำยังไงก็ได้ให้แน่ใจว่าทุกคนที่ทำงานกับ Space10 ยังสนุกกับงานตัวเองอยู่ คนที่ Space10 หลากหลายมาก มีทั้งสตาร์ทอัพ สตูดิโอออกแบบ หรือแม้กระทั่งนักศึกษาก็มี ซึ่งผมว่าความหลากหลายนี้คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราทำโปรเจกต์เยอะมาก เป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะเก่งไปหมดทุกโปรเจกต์ เราต้องการคนหลากหลายที่เก่งคนละเรื่อง&#8221;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4482.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-kaave4.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p>&#8220;เวลาอยู่ใน Space10 จะได้ยินคำพูดหนึ่งตลอดคือ ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเก่งที่สุดในห้อง นั่นหมายความว่าคุณอยู่ผิดที่แล้ว นี่ไม่ใช่ที่ของคุณแน่นอน ผมสังเกตเห็นหลายคนชอบทำคล้ายกับว่าตัวเองเป็นคนเก่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นเรื่องนี้เต็มไปหมด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ยิ่งรู้ว่าโลกหมุนเร็ว ผมคิดว่าเรายิ่งต้องถ่อมตัวให้มากที่สุด เพื่อจะได้เรียนรู้จากคนที่เขาเก่งจริงๆ ในแต่ละสาขา แต่เราไม่ได้มองว่าทีมงานเรามีแค่คนเก่งๆ นะ เรานับคนทั่วไปด้วย เวลาเราทดลองโปรเจกต์ บางครั้งก็เอาไปตั้งไว้ที่ไหนสักแห่งสัก 1 &#8211; 2 สัปดาห์ให้คนทั่วไปมาดู เราจะได้รู้ว่าเขาคิดยังไง รู้สึกยังไงกับสิ่งที่เราทำ เราถือว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของ Space10 ด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานในแล็บกับพวกเราก็ตาม&#8221;</p>
<p>&#8220;Space10 เต็มไปด้วยคนที่จริงจัง คนที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่ดีขึ้นกว่าตอนนี้ ทุกคนแก้ปัญหาที่เครียดมากก็จริง แต่เชื่อมั้ย พวกเราไม่ได้คิดว่างานเราเครียดเลย เราสนุกกับมันด้วยซ้ำ ถ้าเราเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับงานมากๆ ผมว่าความรู้สึกที่ว่างานที่เราทำมันสนุกนี่สำคัญมากเลยนะ ที่ Space10 เราเชื่อว่าคนที่สามารถทำงานยากๆ ได้โดยไม่เครียดจะสร้างสรรค์งานออกมาได้ดีกว่าคนอื่น เอาเป็นว่าคนใน Space10 มีส่วนผสมหลักๆ 3 อย่างแล้วกัน คือแพสชั่น ความจริงจัง และความขี้เล่น ปนๆ กัน&#8221;</p>
<h3>พื้นที่ที่คนรุ่นใหม่มาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง</h3>
<p>&#8220;ผมรู้ตัวว่าผมเป็นคนที่เกิดไอเดียใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่ประเด็นคือผมนึกได้ แล้วพอผ่านไปสักพักก็หายไป ผมไม่ใช่คนที่จะขับเคลื่อนไอเดียให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง ผมมองตัวเองเป็นคนชอบเริ่มดีกว่า ผมอยากสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาให้เป็นที่ที่ทุกคนเข้ามาโยนไอเดีย เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยกันต่อไปได้ถึงแม้จะไม่มีผมอยู่ในวงโคจรแล้วก็ตาม สำหรับ Space10 เอง ผมฝันมากๆ ว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่า เฮ้ย! ฉันเองก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกันนะ ผมอยากให้คนคิดแบบนี้จริงๆ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มรู้สึกหมดหวังกับโลกทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าที่หลายคนรู้สึกว่าเราไม่ได้มีค่า ไม่ได้เก่งพอที่จะไปแก้ปัญหายากๆ ได้ เป็นเพราะพวกเขาไม่มีแพลตฟอร์ม ไม่มีเครื่องมือสนับสนุนความคิดเขาต่างหาก ผมถึงอยากเป็นคนสร้างแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมา สุดท้ายแล้ว โลกเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าไม่มีคนรุ่นใหม่ ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะไม่มีวันมาจากคนรุ่นเก่าที่ทำงานมาแล้ว 50 ปี การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดจากมุมมองที่ต่าง พลังใหม่ๆ จากคนรุ่นเรานี่ล่ะ&#8221;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-kaave9.jpg"></p>
<h3>โลกอนาคตที่ผสมผสานระหว่างยูโทเปียและดิสโทเปีย</h3>
<p>&#8220;การทำงานที่ Space10 จริงๆ แล้วทั้งสนุกและน่าหงุดหงิด เพราะเราต้องทดลอง ผิดพลาด ทดลองใหม่ ผิดพลาดอีกครั้ง เป็นลูปซ้ำๆ แบบนี้ ชีวิตคนเราต้องเลือก ถ้าเราเลือกแก้ปัญหาเล็กๆ คงง่ายกว่านี้มาก แต่ผมไม่เลือก ผมอยากแก้ปัญหายาก เพราะฉะนั้นผมยอมทนกับความหงุดหงิดดีกว่าหันหลังให้ปัญหาพวกนี้ เพราะนั่นจะทำให้ผมหงุดหงิดหนักกว่าเดิม&#8221;</p>
<p>&#8220;ผมไม่เคยมองว่าโลกอนาคตเราจะสิ้นหวังถึงขั้นกลายเป็นดิสโทเปียไปเลย ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่เชื่อหรอกว่ายูโทเปียจะมีอยู่จริง ผมเชื่อว่าโลกเราคือการผสมผสานของสองสิ่งนี้ ฝั่งดิสโทเปียสำหรับผมคงเป็นความกังวลเรื่องสื่อ กลัวว่าดิจิทัลจะมาทำลายหรือชี้นำสื่อจนผิดเพี้ยนไป แต่เวลาผมเห็นคนรุ่นใหม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นตัวเองมากขึ้นในเรื่องต่างๆ ที่พวกเขารับรู้จากสื่อรัฐบาล เลยคิดว่าคงยังพอมีหวังอยู่บ้าง ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เริ่มคิดถึงโลกอนาคตที่พวกเขาอยากใช้ชีวิตอยู่ เพราะสุดท้ายแล้ว มันจะเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาที่เป็นคนคิดและลงมือสร้างขึ้นมา&#8221;</p>
<p>&#8220;สำหรับตัวผมเอง ผมไม่เคยฝันถึงโลกอนาคตที่มนุษย์เป็นอมตะ ทุกคนอยู่ในตึกกระจก นั่งรถที่ไม่มีคนขับ สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในโลกอนาคตได้แค่ในฐานะส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้ว ผมฝันถึงโลกอนาคตที่มีความอ่อนโยน มนุษย์ยังเห็นอกเห็นใจ และให้คุณค่ากับอะไรบางอย่างที่หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรไม่มีวันเข้าถึงได้ อย่างเช่น มิตรภาพ ความรัก อะไรทำนองนั้น แปลกเหมือนกันที่เวลาพูดถึงโลกอนาคต ทุกคนจะนึกถึงแต่อะไรแบบนี้ ผมว่าเราน่าจะลองคิดถึงโลกอนาคตในแง่มุมที่เต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์บ้างก็น่าจะดีเหมือนกัน&#8221;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4472.jpg"></p>
<p><strong>website l </strong><a href="https://space10.io/">space10.io</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-kaave-pour/">“ผมไม่เคยฝันถึงโลกอนาคตที่มนุษย์เป็นอมตะ” Kaave Pour ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของห้องทดลอง Space10</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-kaave-pour/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tim Kobe นักออกแบบประสบการณ์ที่ใช้ความเข้าใจมนุษย์มาสร้างสรรค์ผลงานที่ทุกคน ‘รู้สึก’ ได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-tim-kobe/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-tim-kobe/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฎฐพัชร์ หวังวณิชพันธุ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Feb 2018 17:18:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[นักออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[Human]]></category>
		<category><![CDATA[tim kobe]]></category>
		<category><![CDATA[apple]]></category>
		<category><![CDATA[apple store]]></category>
		<category><![CDATA[human outcome]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-tim-kobe/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากต้องออกแบบอะไรสักอย่าง ระหว่างความสวยงามกับฟังก์ชั่นการใช้งาน คุณจะเลือกอะไร? “ผมเลือก human outcome” คือคำตอบของ ทิม โคบี (Tim Kobe) ชื่อของเขาอาจทำให้คำตอบข้างต้นดูไม่น่าสนใจ แต่ถ้าบอกว่าโคบีคือผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท Eight Inc. นักออกแบบประสบการณ์ที่ สตีฟ จอบส์ ไว้ใจให้ออกแบบ Apple Retail Store แห่งแรกเมื่อ 18 ปีที่แล้ว จนทำให้ทั่วโลกต้องจับตา Apple มาจนถึงตอนนี้ อาจพอทำให้เราสนใจสิ่งที่เขาตอบขึ้นมาบ้างแล้วว่าหน้าที่ที่เขาทำอย่างนักออกแบบประสบการณ์ สำคัญต่อคนธรรมดาอย่างเรายังไงบ้าง การออกแบบประสบการณ์คืออะไรการออกแบบประสบการณ์ก็คือศาสตร์การออกแบบอย่างหนึ่ง ผมมองว่าการออกแบบที่ดีไม่ว่าจะอะไรก็ตาม มันต้องเป็นชิ้นงานที่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น เพราะความเป็นมนุษย์ที่เราสัมผัสได้จะทำให้เราย้อนกลับไปเข้าใจงานออกแบบนั้นมากขึ้น ที่จริงแล้วเราไม่มีวิธีสอนการออกแบบประสบการณ์ที่ชัดเจนนะครับ อย่างผมเรียนสถาปัตยกรรม ผมจะได้ทำโมเดล วาดรูป แต่ผมไม่สามารถวาดหรือถ่ายทอดประสบการณ์ในช่วงเวลาที่ผมอยู่ในตึกที่ผมร่างขึ้นมาได้ มันยากมาก ความรู้สึกมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่จะเขียนบอกออกมาได้ง่ายขนาดนั้น การออกแบบประสบการณ์คือการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวเรานั่นล่ะครับ ผมคิดว่ามันเหมือนหนังเรื่องหนึ่ง เราเห็นว่ามันเป็นหนัง แต่ในหนังเรื่องนั้นมีส่วนประกอบยิบย่อยหลายอย่างซึ่งเชื่อมโยงและกระทบถึงกันหมด คุณคิดว่าตัวเองเป็นสถาปนิกหรือนักออกแบบมากกว่ากันผมไม่เคยจำกัดความสามารถตัวเองว่าผมเป็นอะไร ทำอะไรได้บ้าง ผมสร้างตึกได้ สร้างผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่สร้างประสบการณ์ ผมทำได้เยอะขนาดนี้เพราะอะไรรู้มั้ย เพราะผมแก่มากแล้ว (หัวเราะ) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-tim-kobe/">Tim Kobe นักออกแบบประสบการณ์ที่ใช้ความเข้าใจมนุษย์มาสร้างสรรค์ผลงานที่ทุกคน ‘รู้สึก’ ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากต้องออกแบบอะไรสักอย่าง ระหว่างความสวยงามกับฟังก์ชั่นการใช้งาน คุณจะเลือกอะไร?</p>
<p>“ผมเลือก human outcome” คือคำตอบของ <strong>ทิม โคบี (Tim Kobe) </strong></p>
<p>ชื่อของเขาอาจทำให้คำตอบข้างต้นดูไม่น่าสนใจ แต่ถ้าบอกว่าโคบีคือผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท Eight Inc. นักออกแบบประสบการณ์ที่ สตีฟ จอบส์ ไว้ใจให้ออกแบบ Apple Retail Store แห่งแรกเมื่อ 18 ปีที่แล้ว จนทำให้ทั่วโลกต้องจับตา Apple มาจนถึงตอนนี้ อาจพอทำให้เราสนใจสิ่งที่เขาตอบขึ้นมาบ้างแล้วว่าหน้าที่ที่เขาทำอย่างนักออกแบบประสบการณ์ สำคัญต่อคนธรรมดาอย่างเรายังไงบ้าง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-tim-51.jpg"></p>
<p><strong>การออกแบบประสบการณ์คืออะไร<br /></strong>การออกแบบประสบการณ์ก็คือศาสตร์การออกแบบอย่างหนึ่ง ผมมองว่าการออกแบบที่ดีไม่ว่าจะอะไรก็ตาม มันต้องเป็นชิ้นงานที่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น เพราะความเป็นมนุษย์ที่เราสัมผัสได้จะทำให้เราย้อนกลับไปเข้าใจงานออกแบบนั้นมากขึ้น</p>
<p>ที่จริงแล้วเราไม่มีวิธีสอนการออกแบบประสบการณ์ที่ชัดเจนนะครับ อย่างผมเรียนสถาปัตยกรรม ผมจะได้ทำโมเดล วาดรูป แต่ผมไม่สามารถวาดหรือถ่ายทอดประสบการณ์ในช่วงเวลาที่ผมอยู่ในตึกที่ผมร่างขึ้นมาได้ มันยากมาก ความรู้สึกมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่จะเขียนบอกออกมาได้ง่ายขนาดนั้น การออกแบบประสบการณ์คือการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวเรานั่นล่ะครับ ผมคิดว่ามันเหมือนหนังเรื่องหนึ่ง เราเห็นว่ามันเป็นหนัง แต่ในหนังเรื่องนั้นมีส่วนประกอบยิบย่อยหลายอย่างซึ่งเชื่อมโยงและกระทบถึงกันหมด</p>
<p><strong>คุณคิดว่าตัวเองเป็นสถาปนิกหรือนักออกแบบมากกว่ากัน<br /></strong>ผมไม่เคยจำกัดความสามารถตัวเองว่าผมเป็นอะไร ทำอะไรได้บ้าง ผมสร้างตึกได้ สร้างผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่สร้างประสบการณ์ ผมทำได้เยอะขนาดนี้เพราะอะไรรู้มั้ย เพราะผมแก่มากแล้ว (หัวเราะ) เวลาที่ผ่านมาทำให้ผมได้ลองสร้าง ออกแบบอะไรหลายอย่าง แต่ทั้งหมดก็ใช้หลักการออกแบบเดียวกัน</p>
<p>ถ้าเราต้องมานั่งคิดว่าเราเป็นอะไร เราทำอาชีพอะไร มันไม่ได้แค่เสียเวลาอย่างเดียวนะ มันทำให้เราเสียโอกาสด้วย อย่าไปโฟกัสที่ว่าเราสร้างอะไร รถหรือตึก สิ่งที่ต้องโฟกัสคืองานของเราทำให้คนที่เห็น คนที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกยังไง งานเรากระทบเขาได้มากแค่ไหน มันทำให้เขาเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการกระทำ และเปลี่ยนความรู้สึกไปได้ยังไง นี่ต่างหากที่สำคัญ</p>
<p><strong>ถ้าการออกแบบประสบการณ์เปลี่ยนคนได้มากขนาดนั้นก็คล้ายๆ กับการทำการตลาดมั้ย<br /></strong>ส่วนตัวผมมองว่าการตลาดให้เซนส์ของการควบคุมอยู่หน่อยๆ เหมือนเราอยากให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นแบบที่เราต้องการ เช่น มาซื้อของเรา แต่การออกแบบประสบการณ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าโจทย์คือการสร้าง Apple Retail Store งานของผมคือการออกแบบประสบการณ์ให้ Apple แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ประสบการณ์อะไรก็ได้ ประสบการณ์ที่ผมสร้างขึ้นภายในร้านต้องสื่อคุณค่าของตัวบริษัท Apple คุณเดินเข้าไปในร้าน คุณถึงจะสัมผัสคุณค่าพวกนี้ได้ แล้วถ้าตรงใจคุณหรือพอไปด้วยกันได้กับคุณค่าส่วนตัวของคุณเอง คุณก็จะรู้สึกเชื่อมโยงกับ Apple เองอัตโนมัติ โดยที่ผมไม่ได้คาดหวังเลยด้วยซ้ำว่าคุณจะต้องมาชอบ ไม่ชอบก็ได้ ไม่เป็นไร มันก็แค่คุณกับ Apple ไม่ได้เข้ากันเท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่ทำให้การออกแบบประสบการณ์เป็นคนละเรื่องกับการตลาด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-tim1.jpg"></p>
<p><strong>ความยากของงานที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของมนุษย์แบบนี้อยู่ที่ไหน<br /></strong>ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องยาก เพราะผมเชื่อว่าทุกคนควรให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์อยู่แล้วโดยพื้นฐานนะครับ เราทุกคนเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคม นั่นหมายความว่าเราต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่ามนุษย์เรามีปฏิสัมพันธ์กันยังไง และถ้านักออกแบบไม่ลืมจุดนี้ก็จะสร้างงานที่มีคุณค่าได้ ต่างจากนักออกแบบส่วนมาก ผมเห็นหลายคนออกแบบตามใจชอบโดยไม่ได้คิดถึง human outcome (งานที่มนุษย์รู้สึกเชื่อมโยงได้) เลย งานออกแบบพวกนี้เลยน่าเสียดาย เพราะเห็นแก่ตัว ผมไม่ชอบเวลาได้ยินคนพูดว่าคนนั้นเป็นสถาปนิกดาวรุ่งหรือนักออกแบบมาแรง เหมือนเราไปให้ค่าที่ตัวเขา ไม่ใช่ที่ผลงาน ผมรู้สึกว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับชิ้นงานในแง่ที่ว่ามันสร้างคุณค่าของความเป็นมนุษย์ยังไงบ้าง</p>
<p><strong>คุณคิดถึงอะไรบ้างเวลาต้องออกแบบงานสักชิ้น<br /></strong>อย่างแรกที่ต้องคิดคือ ให้คิดว่าเราไม่รู้อะไรเลย ผมคิดว่าคนที่จะสร้างชิ้นงานที่ดีได้ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะมันจะทำให้คุณตกตะกอน ทำความเข้าใจได้ว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร ตอนที่ทำงานกับ สตีฟ จอบส์ พวกเราต้องตีโจทย์ให้แตกก่อนว่าเราต้องการอะไร เราไม่ได้อยากขายไอโฟน ไม่ได้อยากขายผลิตภัณฑ์ Apple แต่เราอยากออกแบบประสบการณ์ให้คนที่เข้ามาได้เข้าถึง พูดอีกอย่างหนึ่งคือเราอยากสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับ Apple เพราะมันมีพลังมากกว่าการสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นอีก เทียบกันไม่ติดเลย มันไม่ใช่การไปบังคับคนด้วยซ้ำว่าคุณต้องรู้สึกแบบนี้นะ มันเหมือนเราใช้การออกแบบของเราสื่อออกไปให้คนที่เข้ามารู้สึกว่า ‘ถูกแล้วล่ะ ที่โลกใบนี้ต้องมีบริษัทชื่อ Apple’ เพราะเขาสัมผัสได้ว่า Apple ได้สร้างคุณค่าอะไรบ้าง พอสัมผัสได้ เขาจะเข้ามาหาเราเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-tim.jpg"></p>
<p><strong>แนวคิดการออกแบบ Apple Retail Store เมื่อ 18 ปีที่แล้ว คืออะไร<br /></strong>ย้อนกลับไปที่แนวคิดของสตีฟ จอบส์ ตั้งแต่แรก เขาไม่ได้อยากสร้างเทคโนโลยีฉลาดๆ สิ่งที่เขาอยากสร้างคือ วิธีที่จะทำให้คนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ต่างหาก Apple ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ก็เพราะสตีฟให้ความสำคัญเรื่องความเป็นมนุษย์มาก เขาทำทุกอย่างเพื่อจะให้เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ ไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีต้องเป็นโค้ดลับ มีแค่คนไม่กี่คนเข้าใจ สำหรับสตีฟ มนุษย์ทุกคนต้องเข้าถึงเทคโนโลยีและรู้ว่าจะใช้มันได้ยังไงต่างหาก เพราะฉะนั้นผมก็ใช้วิธีคิดนี้ในการออกแบบ Apple Retail Store เมื่อ 18 ปีก่อน คุณเดินเข้าร้านไป คุณต้องรู้สึกว่าคุณเข้าถึง คุณเข้าใจ จะไม่ใช่การเดินเข้าไปเจอพนักงานบริการอยู่หลังเคาน์เตอร์เหมือนร้านอื่น เมื่อเดินเข้า Apple Retail Store คุณจะเห็นภาพพนักงานยืนข้างๆ ลูกค้า คอยอธิบาย มันไม่มีความทางการเลย ประสบการณ์พวกนี้ที่คนในร้านได้รับตอกย้ำแนวคิดของ Apple ว่าเทคโนโลยีต้องเข้าถึงได้ โนโลกเทคโนโลยี พวกเราทุกคนเท่าเทียมกันหมด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-tim-3.jpg"></p>
<p><strong>คุณค่าที่เราสื่อออกไปจะกระทบคนที่เข้ามาสัมผัสได้อย่างไรบ้าง<br /></strong>ผมออกแบบตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติที่ตั้งตามสถานีรถไฟด้วยนะ มันอาจจะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นว่าการออกแบบประสบการณ์ไม่ได้จำกัดแค่ร้านค้าหรือผลิตภัณฑ์แค่นั้น ปัญหาของตู้นี้คือมันใช้เวลานานเมื่อจะซื้อน้ำแต่ละที พอรถไฟมา คนก็ทะลักกันออกมาจากขบวน ถ้าอยากซื้อน้ำก็ต้องรีบมากๆ มีเวลาไม่กี่นาที กว่าจะเลือก กว่าจะจ่ายเงินเสร็จก็ต้องรีบไปขึ้นรถไฟแล้ว เราจะทำยังไงให้คนซื้อน้ำได้เร็วขึ้น</p>
<p>โชคดีที่ตู้นี้มันจะมีหน้าจออยู่ เราเลยใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า ให้เครื่องแยกว่าเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนแก่ เวลาคุณเดินไปซื้อ เครื่องก็จะนำเสนอเครื่องดื่มที่คนรุ่นคุณมักจะซื้อบ่อยๆ แทนที่จะต้องมานั่งเลือกเครื่องดื่มจากเมนูทั้งหมด คุณจะประหยัดเวลาขึ้นมาก อย่างถ้าคุณเดินไปซื้อ คุณจะไม่มีวันได้เห็นตัวเลือกเครื่องดื่มที่คนเมามาซื้อแก้แฮงก์เด็ดขาด (หัวเราะ) </p>
<p>อย่างที่บอกว่าทุกครั้งที่ผมออกแบบผมให้ความสำคัญกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างการออกแบบของผมกับมนุษย์เสมอ เพราะถ้าเราสร้างความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกมนุษย์ได้ขึ้นมาเมื่อไหร่ มันได้ผลมากๆ ทุกคนรู้ว่าที่ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวบ่อยมาก ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวรถไฟจะหยุดวิ่ง ผู้โดยสารก็คาอยู่บนสถานี ผมจึงออกแบบให้ตู้นี้มีแบตเตอรี่สำรอง เพราะเมื่อถึงเวลาที่ทุกอย่างดับหมด จะมีอย่างเดียวที่ไม่ดับคือตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ แบตเตอรี่สำรองจะเริ่มทำงานทันที พร้อมกับมีบับเบิลโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอว่า ‘หากตอนนี้คุณกำลังหิวน้ำ เชิญหยิบได้เลย’ การออกแบบของผมทำให้คนตรงนั้นรู้สึกว่าบริษัทนี้ใส่ใจ ขนาดในสถานการณ์แย่ๆ ยังมาสนใจพวกเขาเลย ความรู้สึกนี้ทำให้พวกเขารับรู้ว่ามีบริษัทนี้อยู่ รับรู้และจำได้ ในขณะที่พวกเขาจำตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติจากบริษัทอื่นไม่ได้เลย ผมไม่คิดว่าการออกแบบนี้เกี่ยวกับการตลาดนะ ผมมองว่าเป็นความใส่ใจที่ออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ว่าเราอยากทำให้ เป็นคุณค่าทางจิตใจที่หาได้ยากมากในธุรกิจส่วนใหญ่ทุกวันนี้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-tim-4.jpg"></p>
<p><strong>เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นจะทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราลดลงมั้ย<br /></strong>ผมไม่กลัวหุ่นยนต์มาแย่งงานมนุษย์หรือกลัวโลกที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ สำหรับผม ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์อย่างผมอย่างคุณมี จะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราทุกคนยังเป็นมนุษย์อยู่ ผมรู้ว่าพวกหุ่นยนต์ฉลาดจริง การทำตามคำสั่งที่ป้อนมามันง่ายมาก พวกหุ่นยนต์จะทำได้ และทำได้ดีด้วย แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกมันจะทำไม่ได้ ถึงทำได้ก็จะทำได้ยากมาก นั่นคือการจินตนาการถึงสิ่งที่พวกเขาไม่เคยทำ ไม่เคยรู้มาก่อน</p>
<p>หุ่นยนต์จินตนาการไม่ได้ แต่มนุษย์เราทำได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปแค่ไหนก็ตาม จินตนาการและความสร้างสรรค์นี่แหละที่จะทำให้มนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์อยู่ ผมเชื่อในความเป็นมนุษย์นี้เสมอ และมันอยู่ในงานออกแบบของผมมาโดยตลอด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/people-tim-6.jpg"></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-tim-kobe/">Tim Kobe นักออกแบบประสบการณ์ที่ใช้ความเข้าใจมนุษย์มาสร้างสรรค์ผลงานที่ทุกคน ‘รู้สึก’ ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-tim-kobe/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
