<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อลิษา ลิ้มไพบูลย์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author115/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author115/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 29 Aug 2018 07:06:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Bike Zone: ร้านจักรยานเพื่อแฟนคลับไตรกีฬาตัวจริง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-22/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-22/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อลิษา ลิ้มไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Dec 2016 15:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[bike]]></category>
		<category><![CDATA[bikezone]]></category>
		<category><![CDATA[bikefest]]></category>
		<category><![CDATA[จักรยาน]]></category>
		<category><![CDATA[bicycle]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-22/</guid>

					<description><![CDATA[<p>พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของร้าน Bike Zone ในย่าน A Square สุขุมวิทซอย 24 เต็มไปด้วยจักรยานและผู้คน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานของร้านที่ยืนถกเถียงเรื่องจักรยานรุ่นต่างๆ กับลูกค้าหน้าเก่าอย่างสนิทสนม หรือลูกค้าหน้าใหม่ที่แวะเวียนเข้ามาเลือกอุปกรณ์เสริมกระจุกกระจิกที่แขวนอยู่เต็มผนังร้านด้วยความสนุกสนาน ที่นี่เป็นร้านจักรยานที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของเทรนด์จักรยานในประเทศไทยมากว่า 8 ปี เริ่มจากร้านขนาดเล็กในโซน outdoor ของห้างอัมรินทร์พลาซ่าจนกลายมาเป็นร้านจักรยานไตรกีฬาที่มีชื่อเสียงในวงการ หลังจาก ไตร&#8211;คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา หนึ่งในเจ้าของร้านและผู้ก่อตั้ง จบบทสนทนาออกรสกับเพื่อนนักปั่นเรียบร้อย เราก็ได้เข้าไปพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับชุมชนจักรยานขนาดย่อมแห่งนี้ เมื่อกระแสมาตรงกับสิ่งที่ชอบ “ผมชอบขี่จักรยานมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนอยู่ที่อังกฤษก็ยืมจักรยานเพื่อนมาปั่น พอกลับมาเมืองไทย ทุกอาทิตย์ก็จะขี่จักรยานเสือภูเขาออกต่างจังหวัดไปไหนต่อไหน ร้าน Bike Zone เลยเริ่มมาจากการเป็นร้านขายจักรยานเสือภูเขา ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการจักรยานสมรรถนะสูง โดยมีกลุ่มนักแข่งและชาวต่างชาติที่เราเข้าถึงอยู่แล้ว เลยถือโอกาสทำร้านจักรยานมาสนองคนกลุ่มนี้แล้วพอเค้าเริ่มมาเล่นไตรกีฬากัน กระแสไตรกีฬาเริ่มมา ผมที่ชอบเล่นไตรกีฬามาตั้งแต่ปี 2002 แล้ว ก็เลยลองเปลี่ยนมาขายจักรยานไตรกีฬาเป็นหลัก” “ถ้าถามว่าแล้วทำไมจากขี่จักรยานเฉยๆ กลายมาเปิดร้าน สำหรับเราที่ชอบของพวกนี้ เวลาไปเดินงานโชว์ในต่างประเทศแล้วมันเหมือนไปดูร้านของเล่นใหญ่ๆ เค้ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีจักรยานสวยๆ เราก็เหมือนเด็กเข้าร้านของเล่น ทำให้อยากมาทำตรงนี้ ใจเราก็ชอบด้วย ได้เงินนิดหน่อยก็โอเค” “แต่ก่อนตั้งแต่เปิดร้านในปี 2008 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-22/">Bike Zone: ร้านจักรยานเพื่อแฟนคลับไตรกีฬาตัวจริง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของร้าน Bike Zone ในย่าน A Square สุขุมวิทซอย 24 เต็มไปด้วยจักรยานและผู้คน<br />
ไม่ว่าจะเป็นพนักงานของร้านที่ยืนถกเถียงเรื่องจักรยานรุ่นต่างๆ<br />
กับลูกค้าหน้าเก่าอย่างสนิทสนม<br />
หรือลูกค้าหน้าใหม่ที่แวะเวียนเข้ามาเลือกอุปกรณ์เสริมกระจุกกระจิกที่แขวนอยู่เต็มผนังร้านด้วยความสนุกสนาน<br />
ที่นี่เป็นร้านจักรยานที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของเทรนด์จักรยานในประเทศไทยมากว่า 8<br />
ปี เริ่มจากร้านขนาดเล็กในโซน outdoor ของห้างอัมรินทร์พลาซ่าจนกลายมาเป็นร้านจักรยานไตรกีฬาที่มีชื่อเสียงในวงการ</p>
<p>หลังจาก <strong>ไตร</strong><strong>&#8211;</strong><strong>คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา</strong> หนึ่งในเจ้าของร้านและผู้ก่อตั้ง<br />
จบบทสนทนาออกรสกับเพื่อนนักปั่นเรียบร้อย<br />
เราก็ได้เข้าไปพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับชุมชนจักรยานขนาดย่อมแห่งนี้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/01DSC_4247.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/02DSC_4232.jpg"></p>
<p><strong>เมื่อกระแสมาตรงกับสิ่งที่ชอบ</strong></p>
<p>“ผมชอบขี่จักรยานมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนอยู่ที่อังกฤษก็ยืมจักรยานเพื่อนมาปั่น<br />
พอกลับมาเมืองไทย ทุกอาทิตย์ก็จะขี่จักรยานเสือภูเขาออกต่างจังหวัดไปไหนต่อไหน ร้าน<br />
Bike Zone เลยเริ่มมาจากการเป็นร้านขายจักรยานเสือภูเขา<br />
ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการจักรยานสมรรถนะสูง โดยมีกลุ่มนักแข่งและชาวต่างชาติที่เราเข้าถึงอยู่แล้ว<br />
เลยถือโอกาสทำร้านจักรยานมาสนองคนกลุ่มนี้แล้วพอเค้าเริ่มมาเล่นไตรกีฬากัน กระแสไตรกีฬาเริ่มมา<br />
ผมที่ชอบเล่นไตรกีฬามาตั้งแต่ปี 2002 แล้ว ก็เลยลองเปลี่ยนมาขายจักรยานไตรกีฬาเป็นหลัก”</p>
<p>“ถ้าถามว่าแล้วทำไมจากขี่จักรยานเฉยๆ กลายมาเปิดร้าน<br />
สำหรับเราที่ชอบของพวกนี้<br />
เวลาไปเดินงานโชว์ในต่างประเทศแล้วมันเหมือนไปดูร้านของเล่นใหญ่ๆ<br />
เค้ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีจักรยานสวยๆ เราก็เหมือนเด็กเข้าร้านของเล่น ทำให้อยากมาทำตรงนี้<br />
ใจเราก็ชอบด้วย ได้เงินนิดหน่อยก็โอเค”</p>
<p>“แต่ก่อนตั้งแต่เปิดร้านในปี 2008 มาจนถึงปี 2013 ผมทำงานประจำเป็นระดับสูงอยู่ในองค์กรของเกษรพลาซ่า ดูโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายพันล้าน<br />
แต่พอเข้าปี 2013 ผมก็ตัดสินใจว่า ทางนี้ต้องการเราแล้ว เลยออกจากการเป็นพนักงานประจำ<br />
มาทำที่นี่เต็มตัว”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/03DSC_4237.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/04DSC_4239.jpg"></p>
<p><strong>รู้ความเป็นไปในตลาด</strong><strong></strong></p>
<p>“ในช่วง 4 &#8211; 5 ปีแรกที่เราเปิดร้าน ตลาดจักรยานยังเล็ก<br />
มันมาเริ่มโตตอนช่วงปี 2010 &#8211; 2011 ซึ่งช่วงนั้น<br />
ขายจักรยานเสือภูเขาได้คันละ 3 &#8211; 4 หมื่นก็ดีใจมากแล้ว แต่พอช่วงปี 2013 &#8211; 2014 เทรนด์มันก็มา ไม่ใช่แค่เทรนด์จักรยาน<br />
แต่เทรนด์ดูแลสุขภาพ คนอายุประมาณ 30 &#8211; 40 กว่า<br />
การงานครอบครัวมั่นคงแล้ว มีเงิน ก็อยากดูแลสุขภาพ จักรยานคันละแสนต้นๆ ก็กลายเป็นของธรรมดา<br />
การที่เราเปิดร้านตั้งแต่ปี 2008 ถือว่าจังหวะโอเค เพราะพอกระแสมันมาถึง<br />
เราก็ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วพอดี”</p>
<p>“พอมาถึงปี 2015 เศรษฐกิจโลกเริ่มนิ่ง<br />
ตลาดเริ่มอิ่มตัว จะเริ่มมีความคงตัวแล้ว ส่วนปี 2016 นี่เห็นได้ชัดเลยว่าตลาดไม่โตเท่าปีก่อนๆ<br />
อาจเพราะคนที่ฉาบฉวยเล่นตามเทรนด์หายไปแล้ว คนที่มาตอนนี้คือตัวจริง ซึ่งเป็นคนที่จะอยู่อีกนาน”</p>
<p>“ปี 2016 ผมมองว่าตลาดไตรกีฬาโตมาก มีงานบ่อยมาก แล้วคนอยากหัดเล่นไตรกีฬา<br />
ที่ผ่านมาทาง Bike Zone ทำสปอนเซอร์สนามที่บางปู เรียกว่า Bangkok<br />
Dash เป็นไตรกีฬาระยะสั้น ง่ายๆ ระยะทางไม่ไกลมาก คนเริ่มเล่นไตรกีฬาที่นั่นเยอะ<br />
15 ปีกว่าของผมก็ไปเริ่มที่นั่น ซึ่ง 3 ปีที่แล้ว รอบละ 70 คนคือใหญ่ ในขณะที่ปีนี้ รอบละ 200 คนเป็นปกติ ขนาดช่วงที่มีงานอื่นชน นึกว่าจะไม่มีคน ก็คือรอบละ 120<br />
คน แล้ว 70 &#8211; 80 เปอร์เซ็นต์เป็นหน้าใหม่ทั้งนั้น จักรยานที่เอามาใช้ก็มีทุกรูปแบบ<br />
คือเค้าอยากมาลอง แล้วมันสนุก ซึ่งไตรกีฬาพอลองเล่นแล้วมันติด”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/08DSC_4243.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/09DSC_4249.jpg"></p>
<p><strong>เสน่ห์ของจักรยานไตรกีฬา</strong><strong></strong></p>
<p>“ไม่ว่าจะเป็นคนระดับซีอีโอหรือพนักงาน เวลาไปขี่จักรยานแล้วทุกคนเท่ากัน<br />
ไม่มีกำแพงกั้น ทุกคนอยู่บนถนนเหมือนกัน ยิ่งพอมาอยู่ในสนามแข่ง ทุกคนก็ยิ่งเท่ากันหมด<br />
ไม่ใช่ว่าลูกน้องจะต้องมาให้ซีอีโอไปก่อน เสน่ห์มันอยู่ตรงนี้”</p>
<p>“ส่วนไตรกีฬาจะเป็นเสน่ห์อีกอย่าง คือเป็นกีฬาที่ไม่ competitive เกินไป<br />
ถึงเราแข่งกับคนอื่นอยู่ก็ตาม แต่ทุกคนช่วยกัน เชียร์กัน คอยผลักดันกัน<br />
ขนาดปล่อยตัวก็คนละเวลากัน ดังนั้นบางทีเราวิ่งอยู่ในสนาม เราไม่รู้หรอกว่าคนนี้กับเราแข่งกันหรือเปล่า<br />
เราเลยแข่งอยู่กับตัวเอง ทำเวลาให้ดีที่สุดของตัวเอง พอแข่งจบแล้วค่อยมาดูว่าเราอยู่ตรงไหนของการแข่งขัน”</p>
<p>“แล้วไตรกีฬามันยังเป็นวงการเล็ก<br />
ไม่เหมือนจักรยานที่เวลาลงแข่งต้องเฉพาะรุ่น มีเป็นทีม ทีมต้องผ่านเงื่อนไข<br />
ในขณะที่ไตรกีฬา เราแข่งในสนามเดียวกับโปรระดับโลก เค้าอาจจะเร็วกว่าเราเยอะ<br />
แต่เราก็เห็นเค้าวิ่งในสนามด้วยกัน บางทีเค้าก็วิ่งผ่านเรา บางทีสวนกัน<br />
แล้วสนามบ้านเราอย่างภูเก็ต ก็เป็นสนามที่ทุกคนรู้จัก แชมป์โลกก็มาแข่งที่นี่เยอะ เราได้สัมผัสแชมป์โลกในสนามเดียวกับเรา<br />
ซึ่งถ้าเป็นแข่งจักรยาน ไม่มีทาง”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/13DSC_4294.jpg"></p>
<p><strong>ทุกสิ่งที่ขายมีความพิเศษ</strong><strong></strong></p>
<p>“ที่จริงหน้าร้านเป็นแค่ส่วนหนึ่งของธุรกิจ แต่ละแบรนด์ที่เรานำเข้ามา<br />
เรานำเข้าเจ้าเดียวในไทย แล้วกระจายให้กับร้านค้าทั่วประเทศ เรียกว่าเป็น Sole Distributor ซึ่งตรงนั้นใหญ่กว่าหน้าร้านมาก<br />
แต่ผมว่าเราก็ควรมีหน้าร้านเพื่อให้ได้สัมผัสกับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้รู้จักเทรนด์<br />
รู้จักอะไรอีกเยอะ”</p>
<p>“เรามี 4 แบรนด์ แบรนด์หลักของเราคือ Cervélo จะเน้นจักรยานเสือหมอบกับจักรยานไตรกีฬา แล้วเค้าเน้นระดับแข่ง รถรุ่นล่างๆ<br />
ของเค้าก็เคยชนะ World Championship มาแล้ว<br />
เพราะฉะนั้นรถทุกคันของ Cervélo จะเน้นสมรรถนะ”</p>
<p>“แต่จริงๆ แบรนด์แรกที่เรานำเข้าคือ Marin แบรนด์ตั้งชื่อตามเมืองทางเหนือของซานฟรานซิสโก<br />
ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของจักรยานเสือภูเขาเลยเป็นแบรนด์แรกที่เราขาย”</p>
<p>“อีกแบรนด์นึงก็คือ Ceepo เป็นแบรนด์ญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งเป็นนักไตรกีฬา<br />
ตอนนั้นผมไปงานไทเป แล้วได้ไปสนิทกับเจ้าของแบรนด์เลย เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้โตเท่า Cervélo<br />
เพราะจะเน้นไตรกีฬาอย่างเดียว มีจักรยานเสือหมอบอยู่แค่รุ่นสองรุ่น<br />
แล้วคนก็ยังไม่ค่อยรู้จัก แต่ Ceepo จะกำลังมาพร้อมกับกระแสไตรกีฬา”</p>
<p>“และแบรนด์สุดท้ายคือ Quintana Roo หรือ QR เป็นแบรนด์แรกของโลกที่ทำจักรยานไตรกีฬา<br />
เพราะแต่ก่อนคนเอาจักรยานเสือหมอบมาแข่งไตรกีฬา ซึ่งต้องปั่นตั้ง 180 กิโลเมตร<br />
จักรยานเสือหมอบไม่ค่อยใช่ ทาง QR เลยมาคิดค้นใหม่ เลยเป็นแบรนด์ที่มีแต่รถไตรกีฬาอย่างเดียว”</p>
<p>“จักรยานในร้านใช้วิธีสั่งมาดูก่อนว่าโมเดลไหนขายได้ขายไม่ได้ โดยสั่งเข้ามาไม่เยอะ<br />
คือเราคงไม่ได้สั่งมาเป็นร้อยคัน เพราะตลาดมันไม่ได้มีคนซื้อเยอะขนาดนั้น<br />
แต่ก็มีบางรุ่นที่พอออกมาปั๊บ ลูกค้าก็โทรมาขอจองไว้ก่อนเลยทันที<br />
ที่สั่งเข้ามาแล้วต้องสั่งเพิ่มก็มีเหมือนกัน”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/10DSC_42901.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/05DSC_4238.jpg"></p>
<p><strong>ให้ความสำคัญกับบริการ</strong><strong></strong></p>
<p>“นอกจากสมรรถนะของจักรยานแล้ว เราเน้นการสร้างชุมชนจักรยาน<br />
เพราะคนขี่จักรยานส่วนใหญ่ เพื่อนขี่แล้วชวนไปขี่ด้วยกัน คือต้องมีเพื่อน ขี่คนเดียวมันไม่สนุก<br />
แล้วโซเชียลมีเดียก็มีส่วนช่วยมาก อย่างสุวรรณภูมิที่เค้าว่าเป็นที่เช็กอินใน Instagram<br />
เยอะติดอันดับโลก ผมว่ามันไม่ได้มาจากสนามบิน<br />
มันมาจากคนที่ไปปั่นจักรยานเลียบรันเวย์กันมากกว่า ปั่นเสร็จแล้วเค้าก็ถ่ายรูป<br />
แท็กสถานที่ คนเห็นก็อยากไปปั่นบ้าง”</p>
<p>“ช่วงที่เค้าบูมเปิดร้านจักรยานกันเมื่อ 2 &#8211; 3 ปีที่แล้ว บางร้านเปิดมาก็ประสบความสำเร็จได้<br />
เพราะเค้ารักจักรยานอยู่แล้ว และมีการสร้างชุมชนจักรยาน พอเปิดก็เลยมีกลุ่มคนที่จะแนะนำเพื่อนต่อ<br />
แต่ร้านที่เปิดมาโดยที่ก็ไม่ได้ขี่จักรยาน ไม่ได้มีชุมชน แค่เห็นมันเป็นเทรนด์ อยากเปิดเพราะน่าจะรวยได้<br />
ก็เจ๊ง เพราะฉะนั้นมันต้องเข้าถึงกลุ่มลูกค้า แล้วสร้างชุมชนจักรยานให้ยั่งยืน ถ้าไม่มีเรื่องบริการ<br />
แล้วเน้นแต่ขายอย่างเดียว ผมว่ายาก” </p>
<p>“บริการของเรามีตั้งแต่ทำความสะอาดรถ ขายชิ้นส่วนอุปกรณ์เสริมต่างๆ ไปจนถึงให้คำปรึกษาเรื่องไตรกีฬา<br />
ช่วงแรกๆ เราจัดเวิร์กช็อปบ่อย เดือนละหนเลย แล้วทุกวันนี้งานไตรกีฬาทุกงาน<br />
ผมต้องไป พลาดไม่ได้ เพราะต้องไปโชว์ตัว และไปให้บริการ<br />
แค่ลูกค้าเห็นหน้าเราก็สบายใจแล้วว่ามี Bike Zone มาให้บริการเค้า ถามว่าพวกนี้เป็นเปอร์เซ็นต์สูงมั้ยเทียบกับการขายจักรยาน<br />
ก็คงไม่สูง แต่มันทำให้ร้านจักรยานมีชีวิต ถ้าร้านจักรยานไม่มีบริการเสริม มันจะเงียบและตาย<br />
เพราะบางทีคนมาร้านจักรยาน แค่อยากมาเจอมานั่งคุย ดังนั้น ถ้าคนติดเรื่องบริการ<br />
ตอนนี้ร้านอยู่ที่ไหนเค้าก็มา”</p>
<p>“คนชอบขี่จักรยานอยู่แล้ว เราแค่ต้องหากิจกรรมเสริมไม่ให้เบื่อ เช่นต้องทำให้รู้ว่านอกจากสกายเลนแล้วมันยังมีที่อื่นให้ขี่อีกเยอะ<br />
เราต้องจัดงานให้เค้าเห็นว่ามันมีทางขี่สวยๆ ไปต่างจังหวัด เช่นเดือนกันยายนที่ผ่านมา<br />
เราจัดงาน Cervélo<br />
fanclub คนมาเป็นร้อย ขี่ที่วู้ดแลนด์ เมืองไม้ จังหวัดนครปฐม จากบ้านผมไป<br />
45 นาทีเอง เร็วกว่าไปสุวรรณภูมิอีก ทางดี ขี่ต่างจังหวัด<br />
รถน้อย อยู่กับธรรมชาติ สวยมาก ต้องให้คนกรุงได้สัมผัส”</p>
<p>“แล้วเราก็มีแนะนำไตรกีฬาให้ด้วย อย่างล่าสุด 2 อาทิตย์ที่แล้วผมไปจัดงานที่หาดใหญ่ให้กับกลุ่มนักปั่นซึ่งเค้าไม่รู้เรื่องไตรกีฬาเลยนอกจากรู้ว่ามันมีอยู่<br />
ตอนว่ายน้ำก็เดินกันทั้งนั้น จาก 50 คนว่ายน้ำเป็นกันจริงๆ<br />
แค่ 3 &#8211; 4 คน ที่เหลือเดินกวักน้ำเอา แต่เค้าก็สนุกไง<br />
เราไปจัดอะไรง่ายๆ ให้เค้าได้สัมผัส คราวหน้าเราจะจัดอีกทีตอนเดือนมีนาคม<br />
เค้าก็เริ่มตั้งใจซ้อมเพื่อมาลงรอบหน้า เพราะมันท้าทายดี”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/11DSC_4256.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/12DSC_4260.jpg"></p>
<p><strong>ถูกก่อนไม่ถูกกว่าเสมอไป</strong><strong></strong></p>
<p>“ร้านเราขายแพงกว่าราคา dealer ทั่วไป<br />
เพื่อไม่ให้ไปแข่งกับคนอื่น แต่ลูกค้าก็ซื้อ เพราะถือว่าซื้อความมั่นใจ  จักรยานพวกนี้คันละเป็นแสน เกิดอะไรขึ้นมา ร้าน dealer<br />
ไม่ได้มีอะไหล่ให้ รับผิดชอบไม่ได้ แต่ของเรา คุยกันได้ ถึงจะยังไม่รู้ว่าเป็นความผิดของใคร<br />
อาจให้คันอื่นไปขี่แทนก่อน อย่างน้อยคนซื้อก็อุ่นใจว่าเรามีบริการสนับสนุนให้”</p>
<p>“อีกอย่าง ถ้าเราไปแข่งด้วยราคา แล้วเราลดกำไรเราลง ขายได้<br />
แก้ปัญหาระยะสั้นได้ก็จริง แต่ในที่สุดแล้ว ราคามันก็จะตกจนเราอยู่ไม่ได้ในระยะยาว”</p>
<p><strong>มองอนาคตของวงการ</strong><strong></strong></p>
<p>“2 &#8211; 3 ปีที่แล้ว<br />
เทคโนโลยีก้าวกระโดด เฟรมคาร์บอนเกิดขึ้นและพัฒนาเร็วมาก<br />
จักรยานที่ออกตอนต้นปีกับตอนปลายปี ต่างกันแบบที่คนขี่รู้สึกได้เลย<br />
แต่ตอนนี้เทคโนโลยีมันมาถึงจุดที่พัฒนาขึ้นได้อีกไม่เท่าไรแล้ว ถ้าเปรียบสมรรถนะรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่<br />
คนจะไม่ค่อยรู้สึกแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้เค้าซื้อของใหม่ เราต้องสร้างคุณค่าให้กับแต่ละแบรนด์ที่เรานำเข้ามา<br />
ให้คนรู้สึกว่าเค้าไม่ได้แค่ซื้อจักรยานอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของเค้า<br />
เหมือนเสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือนาฬิกาแพงๆ ที่สะท้อนตัวตนของคนใช้ มันเป็นเรื่องของอารมณ์”</p>
<p>“แบรนด์อย่าง Cervélo มีจุดแข็งตรงที่เริ่มมาจากวิธีการคิดแบบวิศวกรรม<br />
คือเน้นการออกแบบให้ได้สมรรถนะสูง แต่ก็ทำให้ติดอยู่ในกรอบของวิศวกรรม ทำให้สีหรือดีไซน์มันไม่ใช่<br />
เราเลยต้องมองว่า จะทำยังไงให้คนอยากได้ เพราะสำหรับคนทั่วไป การที่รถเราเร็วกว่ารถคันอื่น<br />
0.02 วินาทีมันไม่ได้มีความหมาย<br />
แต่เค้าเห็นแล้วชอบ สวย ขี่แล้วโคตรเท่เลย ถึงจะอยากได้ เวลาเราเอาไปขี่ในสนาม<br />
คนก็มองว่าเราขี่จักรยานอะไร ยิ่งคนเอเชีย เรื่องการมีอิมเมจเป็นเรื่องสำคัญ<br />
เพราะฉะนั้นปีหน้าสิ่งที่เราต้องไปสร้างคือทุ่มด้านตรงนี้”</p>
<p><strong>ธุรกิจของเราเอง</strong></p>
<p>“เงินจากการทำธุรกิจอาจไม่ได้ดีเท่าอยู่องค์กร แต่มันก็เป็นธุรกิจของเรา<br />
เราสนุกกับมัน เวลาผมไปซ้อมจักรยานที่สกายเลน ก็ได้ไปเจอลูกค้าด้วย<br />
ถือว่าทำงานไปพร้อมกับซ้อม หรือถ้าไปแข่ง คนอื่นเห็นเราลงแข่ง<br />
ก็เป็นหน้าตาของแบรนด์ของบริษัท เวลาผมไปต่างประเทศ บางคนเห็นว่าไปเที่ยว แต่จริงๆ<br />
เราไปทำงาน ไปเพื่อสร้างสัมพันธ์กับแบรนด์อื่นๆ และในโอกาสเดียวกันเราก็ได้ไปเที่ยวด้วย<br />
ได้ไปแข่งด้วย ทุกอย่างมันรวมเป็นสิ่งเดียวกัน แล้วเป็นสิ่งที่เราชอบ”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/14DSC_42701.jpg"></p>
<blockquote><p>&#8220;ถ้าเราได้ทำอะไรที่ใจเรารัก<br />
เราจะทำมันได้ดี ไม่เบื่อ อย่างผมตอนที่ทำงานองค์กร บางวันเราก็ขี้เกียจไปทำงาน<br />
แต่อันนี้มันใจรัก มันเป็นธุรกิจของเรา อาจมีบางช่วงที่เหนื่อย ออกงานบ่อย<br />
ขอพักบ้างก็มี แต่ก็ยังอยากทำทุกวัน&#8221;</p></blockquote>
<h3><strong>Bike<br />
Zone</strong></h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ: </strong>ร้านขายจักรยานไตรกีฬาและอุปกรณ์จักรยาน<br /><b style="background-color: initial">คอนเซปต์: </b>Performance &amp; Community (เน้นจักรยานสมรรถนะสูงและให้บริการกับชุมชนนักปั่น)<br /><b style="background-color: initial">เจ้าของ:</b> คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา และ เฟาส์โต้ อิสเกียว<br /><b style="background-color: initial">Website:</b> <a href="http://www.bikezone.co.th"> www.bikezone.co.th<br /></a><strong style="background-color: initial">Facebook<br />
l</strong> <a href="https://www.facebook.com/bikezoneth/?fref=ts">bikezoneth</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-22/">Bike Zone: ร้านจักรยานเพื่อแฟนคลับไตรกีฬาตัวจริง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-22/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Smitheries : สตูดิโอสอนทำเครื่องประดับตามใจผู้เรียน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-8/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-8/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อลิษา ลิ้มไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jun 2016 04:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[business]]></category>
		<category><![CDATA[jewelry]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องประดับ]]></category>
		<category><![CDATA[Smitheries]]></category>
		<category><![CDATA[ชยวัฒน์ วัฒนานุกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยะมาศ หมื่นประเสริฐดี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-8/</guid>

					<description><![CDATA[<p>บนชั้นสองของห้องแถวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 5 กับ 7 มีสตูดิโอเวิร์กช็อปขนาดเล็กกะทัดรัดชื่อ Smitheries กำลังดำเนินกิจการอยู่อย่างเงียบๆ แต่มั่นคง สิ่งที่พวกเขาทำนั้นสุดแสนจะเฉพาะทางและพิเศษ นั่นก็คือ การสอนให้คนทั่วไปได้มาลองหัดทำเครื่องประดับด้วยตนเอง เมื่อเราก้าวเข้าไปในพื้นที่ขนาดมินิของร้าน กิม-ไชยวัฒน์ วัฒนานุกิจ และ พิม-ปิยะมาศ หมื่นประเสริฐดี ละมือจากการสอนนักเรียนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำเครื่องประดับของตัวเอง มาเล่าเรื่องราวของโรงเรียนขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ให้ฟัง แบ่งปันความรู้ไชยวัฒน์: “ผมชอบงานคราฟต์ งานที่ทำด้วยมือ เพราะสุดท้ายแล้ว มันจดจ่ออยู่ที่มือกับความคิดของเรา แค่นี้แหละไม่ต้องไปวุ่นวายกับใครมาก เรากำหนดเองได้ว่าจะให้มันเป็นยังไง ที่จริงผมเรียนด้านภูมิสถาปัตย์ แต่มันไม่ค่อยได้ลงมือทำจริงๆ ไม่ค่อยเห็นภาพ เลยลองหาอย่างอื่นทำ โชคดีได้ไปลองเรียนด้านจิวเวลรี่ดูแล้วชอบ จากนั้นก็เลยมาทางนี้ยาวเลย เป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ไม่จบสิ้น นำไปประยุกต์ได้เยอะแยะ ” “เหตุผลที่ผมอยากสอนทำเครื่องประดับเพราะว่าแต่ก่อนธุรกิจเครื่องประดับในไทยมันเป็นธุรกิจระบบปิด ทำกันแค่ในสายตระกูล ไม่สอนกัน อาจเป็นเพราะวัสดุแพง อย่าง เพชร พลอย เงิน ทอง คนทำก็ไม่อยากให้คนนอกเข้ามายุ่ง มาเรียนรู้อะไรง่ายๆ พอผมมาเปิดเป็นที่แรกๆ ที่เปิดให้คนนอก ให้ใครเรียนก็ได้ เลยมีคนสนใจ โรงเรียนแห่งแรกของผมคือ One Form One [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-8/">Smitheries : สตูดิโอสอนทำเครื่องประดับตามใจผู้เรียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บนชั้นสองของห้องแถวเล็กๆ<br />
ที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 5 กับ 7 มีสตูดิโอเวิร์กช็อปขนาดเล็กกะทัดรัดชื่อ<br />
Smitheries กำลังดำเนินกิจการอยู่อย่างเงียบๆ แต่มั่นคง สิ่งที่พวกเขาทำนั้นสุดแสนจะเฉพาะทางและพิเศษ<br />
นั่นก็คือ การสอนให้คนทั่วไปได้มาลองหัดทำเครื่องประดับด้วยตนเอง เมื่อเราก้าวเข้าไปในพื้นที่ขนาดมินิของร้าน<strong><br />
กิม</strong><strong>-ไชยวัฒน์ วัฒนานุกิจ</strong><br />
และ <strong>พิม</strong><strong>-ปิยะมาศ หมื่นประเสริฐดี </strong>ละมือจากการสอนนักเรียนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำเครื่องประดับของตัวเอง มาเล่าเรื่องราวของโรงเรียนขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ให้ฟัง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0126.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0321.jpg"></p>
<p><strong>แบ่งปันความรู้<br /></strong><strong style="background-color: initial">ไชยวัฒน์</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> “ผมชอบงานคราฟต์ งานที่ทำด้วยมือ เพราะสุดท้ายแล้ว มันจดจ่ออยู่ที่มือกับความคิดของเรา<br />
แค่นี้แหละไม่ต้องไปวุ่นวายกับใครมาก เรากำหนดเองได้ว่าจะให้มันเป็นยังไง<br />
ที่จริงผมเรียนด้านภูมิสถาปัตย์ แต่มันไม่ค่อยได้ลงมือทำจริงๆ ไม่ค่อยเห็นภาพ เลยลองหาอย่างอื่นทำ<br />
โชคดีได้ไปลองเรียนด้านจิวเวลรี่ดูแล้วชอบ จากนั้นก็เลยมาทางนี้ยาวเลย เป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ไม่จบสิ้น<br />
นำไปประยุกต์ได้เยอะแยะ ”</p>
<p>“เหตุผลที่ผมอยากสอนทำเครื่องประดับเพราะว่าแต่ก่อนธุรกิจเครื่องประดับในไทยมันเป็นธุรกิจระบบปิด<br />
ทำกันแค่ในสายตระกูล  ไม่สอนกัน อาจเป็นเพราะวัสดุแพง<br />
อย่าง เพชร พลอย เงิน ทอง คนทำก็ไม่อยากให้คนนอกเข้ามายุ่ง มาเรียนรู้อะไรง่ายๆ พอผมมาเปิดเป็นที่แรกๆ<br />
ที่เปิดให้คนนอก ให้ใครเรียนก็ได้ เลยมีคนสนใจ โรงเรียนแห่งแรกของผมคือ One Form One Piece ที่ลาดพร้าว ผมสอนมา 10 กว่าปี<br />
ส่วนที่นี่เปิดได้เกือบ 2 ปีแล้ว จะต่างกันตรงที่ทองหล่อจะอยู่ในเมืองมากกว่า<br />
กลุ่มลูกค้าก็เป็นชาวต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งนอกจากโรงเรียนผมก็มีที่คล้ายๆ กันอีกแค่<br />
2 &#8211; 3 ที่ เจ้าของเขาก็เรียนกับผม ถ้าถามว่าแต่ละที่ต่างกันตรงไหน ผมว่าคนสอนก็ไม่เหมือนกัน<br />
ทัศนคติ ลักษณะงานก็ไม่เหมือนกันแน่ๆ” <strong></strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0424.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0522.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0622.jpg"></p>
<p><strong>ข้อดีของความยาก<br /></strong><strong style="background-color: initial">ไชยวัฒน์</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> “การทำเครื่องประดับไม่เหมือนคอร์สเรียนสีน้ำหรือปักผ้าที่คนอาจตัดสินใจมาเรียนได้ง่ายกว่า<br />
ทักษะงานฝีมือแบบนี้มันเป็นทักษะใหม่ และดูค่อนข้างจริงจัง มีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือจริงจัง<br />
อย่าง ค้อน เลื่อย ไฟ คนก็ไม่ค่อยกล้าเรียนเพราะดูยาก แต่ข้อดีก็คือมันจะยังไม่มีคนเปิดสอนเยอะ<br />
หาเรียนยาก ดังนั้นคนที่อยากเรียนซึ่งต้องชอบสิ่งนี้จริงๆ ก็จะมาเรียนกับเรา เรียกได้ว่ากลุ่มลูกค้าของเราค่อนข้างพิเศษ<br />
เป็น niche market”</p>
<p><strong>ชั้นเรียนที่เข้ากับนักเรียน<br /></strong><strong style="background-color: initial">ไชยวัฒน์</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> “การเปิดสอนของเราจะเปิดเป็นเวิร์กช็อปซึ่งไม่เหมือนของคนอื่นที่มักจะเปิดเป็นคอร์ส<br />
นักเรียนครบถึงจะเปิด แล้วก็สอนเหมือนกันหมด แบบนั้นมันง่ายสำหรับคนสอน<br />
แต่ว่านักเรียนก็อาจจะได้รู้ไม่ครบ ซึ่งการเปิดสอนแบบเราไม่ง่าย ต้องชอบสอนและต้องใช้ความอดทนเยอะด้วย<br />
เพราะนักเรียนบางคนสอนง่าย บางคนสอนยากต่างกันไป”</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ปิยะมาศ</strong><strong>:</strong> “วิธีการสอนคือ เราจะออกแบบให้เข้ากับตัวบุคคล เราจะดูเป็นคนต่อคนว่าเขาเป็นยังไง<br />
ถ้าเขาช้า เราก็ค่อยๆ สอน ถ้าเขาชอบดีไซน์มากกว่าการนั่งทำ เราก็จะเน้นไปด้านนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะยึดตามที่กำหนดไว้ตอนแรก<br />
แต่จะสอนโดยดูว่านักเรียนชอบแบบไหน และถ้าอยากเรียนครบก็เรียนทุกคอร์ส นักเรียนเลือกได้<br />
แต่ต้องเรียนเบสิกให้ได้ก่อน” </p>
<p><strong>ไชยวัฒน์</strong><strong>:</strong> “ใครเข้ามาสมัครโรงเรียนเรา ถ้าที่มันว่างอยู่ก็เรียนได้เลย<br />
ประมาณ 4 &#8211; 5 คนก็เต็มที่แล้ว ส่วนใหญ่ลูกค้าก็จะอยากรู้ว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อนำความรู้ไปเปิดร้านของตัวเอง<br />
หรืออย่างคอร์สวันเดียว ก็จะมีที่มาเป็นคู่ มาทำแหวนแลกกันใส่ หรือจะต่างคนต่างทำก็ได้<br />
ก็เรียนรู้วิธีทำแหวนตั้งแต่แรกจนออกมาเป็นแหวนอย่างที่เขาอยากได้เลย เวลาทำเสร็จเขาก็ภูมิใจว่า<br />
ได้ทำแหวนเป็นของเราเอง” </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0718.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0816.jpg"></p>
<p><strong>ชิ้นเดียวในโลก<br /></strong><strong style="background-color: initial">ไชยวัฒน์</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> “เราหาซื้อวัสดุทำเครื่องประดับสำเร็จรูปยาก มันเป็นโลหะ<br />
มันแข็ง ต้องมานั่งหลอมนั่งรีด ส่วนใหญ่วัสดุทำเวิร์กช็อปที่เป็นเงิน ผมก็เลยจะผสมเอง<br />
มีสูตรทำความแข็ง สีที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เวลากับประสบการณ์<br />
น่าจะพูดได้ว่าที่นี่จะเน้นเกี่ยวกับการทำมือ เป็นเครื่องประดับชิ้นเดียวที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคน<strong style="background-color: initial">”</strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ปากต่อปาก<br /></strong><strong style="background-color: initial">ปิยะมาศ</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> “ส่วนใหญ่ลูกค้าเราจะมาจากการบอกปากต่อปาก เขาเลยจะรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง<br />
แทบไม่มีการรีวิวโรงเรียนเราด้วยซ้ำ อาศัยเน้นผลงานมากกว่า พอนักเรียนทำชิ้นงาน เราก็จะโชว์รูปว่านักเรียนเราทำได้แบบนี้นะ<br />
คือเวลาโฆษณาลงแพลตฟอร์มที่ค่อนข้างแมส มันไม่ใช่ที่ที่คนของเราอยู่ เลยกลายเป็นดึงคนที่ไม่ใช่เข้ามาด้วยความคิดผิดๆ<br />
จะมาเรียนคอร์สเราต้องไม่รังเกียจว่ามือจะเลอะ แต่ถ้าเราโฆษณาไป คนก็จะคาดหวังไปอีกอย่างซึ่งเขาก็อาจผิดหวัง บางทีมันก็เสียเวลา ปวดหัวปวดใจด้วย การไม่โฆษณาเลยทำให้เราได้คนที่ตรงกลุ่มมากกว่า<br />
เพราะว่าเขาอยากทำสิ่งนี้ เสาะหาเรา ไปถามคนอื่นมาจนเจอเรา เป็นคนที่อยากเรียนจริงๆ<br />
มาด้วยใจที่อยากเรียน”</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>สอนด้วย ขายด้วย<br /></strong><strong style="background-color: initial">ไชยวัฒน์</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> “ผมไม่ได้สอนอย่างเดียวแต่เปิดช็อปด้วย<br />
ตอนแรกมีจิวเวลรี่ขาย แต่ช่วงหลังๆ ผมทำแว่นตาด้วย  เป็นแว่นที่ค่อนข้างเป็นการสั่งทำพิเศษ<br />
ต้องมาวัด มาคุยกัน แล้วผมก็จะดีไซน์ให้คนๆ นั้น จากลักษณะบุคลิกและหน้าตา ซึ่งพอมาทำแว่นตาก็ทำจิวเวลรี่น้อยลง<br />
ตอนนี้ผมทำงานแบบครึ่งต่อครึ่ง คือถ้าช่วงไหนสอนเยอะก็จะทำแว่นน้อยลง ถ้าวันไหนสอนน้อย<br />
ก็จะทำแว่นเยอะขึ้น แต่ก็ถือว่าการทำโรงเรียน 2 แห่งเป็นอาชีพหลักของผม ส่วนพิมก็จะมีอาชีพเสริมอย่างกราฟิกดีไซเนอร์”</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ทำสิ่งที่รักและรู้จริง<br /></strong><strong style="background-color: initial">ปิยะมาศ</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> “ถ้าจะทำให้ฝันเป็นจริงได้ ควรทำในสิ่งที่ชอบ<br />
ไม่ใช่แค่ว่าเห็นธุรกิจนี้ไปได้ดี แล้วก็มาแย่งทำ มันไม่เกี่ยว เพราะว่าคุณทำไม่เป็น<br />
สอนไม่เป็น แล้วจะเอาอะไรไปขาย ก็เหมือนหลอกคนอื่นว่าจะขายความรู้ แต่จริงๆ ไม่มี ดังนั้นถ้าคุณมีสิ่งที่คุณถนัด<br />
แล้วคุณทำเป็นโรงเรียนหรือทำเป็นร้านค้าพาณิชย์ได้ก็ทำ แต่ต้องแน่ใจว่าตัวเองรู้ศาสตร์นั้นจริงๆ<br />
ไม่ใช่ย้อมแมวขาย มันบาปกรรมนะ (หัวเราะ)”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0912.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1018.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1114.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1213.jpg"></p>
<blockquote><p>“ถ้าจะทำให้ฝันเป็นจริงได้ ควรทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่แค่ว่าเห็นธุรกิจนี้ไปได้ดี แล้วก็มาแย่งทำ มันไม่เกี่ยว เพราะว่าคุณทำไม่เป็น สอนไม่เป็น แล้วจะเอาอะไรไปขาย&#8221; &#8211; ปิยะมาศ หมื่นประเสริฐดี</p></blockquote>
<p><strong>Smitheries</strong></p>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong>โรงเรียนสอนออกแบบเครื่องประดับ<br /><strong style="background-color: initial">คอนเซปต์:</strong>สตูดิโอสอนทำเครื่องประดับตามใจผู้เรียน<br /><strong style="background-color: initial">เจ้าของ:</strong> ไชยวัฒน์<br />
วัฒนานุกิจ, ปิยะมาศ หมื่นประเสริฐดี<br /><strong>เว็บไซต์:  </strong><a href="http://www.oneform-onepiece.com/">www.oneform-onepiece.com/<br /></a><strong>Facebook l </strong><a href="https://www.facebook.com/smitheriesworkshop">smitheriesworkshop</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p><strong></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-8/">Smitheries : สตูดิโอสอนทำเครื่องประดับตามใจผู้เรียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-8/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Distance : สิ่งอันใดทำเราให้ไกลกัน?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-11/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-11/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อลิษา ลิ้มไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2016 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[Distance]]></category>
		<category><![CDATA[Yukun Xin]]></category>
		<category><![CDATA[Shijie Tan]]></category>
		<category><![CDATA[ศิวโรจณ์ คงสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[Unlock Indies]]></category>
		<category><![CDATA[Chen Bolin]]></category>
		<category><![CDATA[แพต ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-11/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director : Yukun Xin / Shijie Tan / ศิวโรจณ์ คงสกุล Region : China / Singapore / Thailand Genre : Drama / Anthology หลังๆ มานี้ การทำหนังในลักษณะข้ามชาติหรือการร่วมมือระหว่างผู้กำกับ นักแสดง กับทีมงานในประเทศต่างๆ เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรัฐบาลจีนที่มักอยากให้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกมีโครงการสร้างภาพยนตร์ร่วมกันเพื่อไม่ให้หนังหนึ่งเรื่องเป็นสมบัติของชาติใดชาติหนึ่งอีกต่อไปแล้ว แต่เรียกว่าเป็นสมบัติของวัฒนธรรมกลุ่มต่างๆ มากกว่า และสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Distance ที่ไทยเราเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ก็กำลังจะตีแผ่ความหมายของสังคมออนไลน์ให้เกิดขึ้นผ่านการเล่าเรื่องครั้งนี้ ตัวหนังติดตามชีวิตของเฉิน (แสดงโดย Chen Bolin) ในช่วงวัยต่างๆ จากที่ยังเป็นวัยรุ่น สู่วัยผู้ใหญ่และเข้าใจโลกมากขึ้น โดยเฉินเป็นตัวแทนของคนที่โตมาในยุคที่โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตกำลังกลายมาเป็นปัจจัยที่จำเป็นกับชีวิต และฉายภาพให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขยับไปอย่างรวดเร็วจนไม่ทันรู้ตัวผ่านสถานการณ์ต่างๆ ที่เขาประสบพบเจอ Distance แบ่งเรื่องเล่าออกเป็น 3 ส่วนย่อยโดยให้ผู้กำกับจากแต่ละประเทศดูแลแต่ละส่วนแยกกันไป ส่วนแรกคือ The Son ของผู้กำกับชาวจีน Yukun Xin [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-11/">Distance : สิ่งอันใดทำเราให้ไกลกัน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong style="background-color: initial">Director :</strong> Yukun Xin / Shijie Tan / ศิวโรจณ์ คงสกุล<br />
	<strong style="background-color: initial">Region :</strong> China / Singapore / Thailand<br />
	<strong style="background-color: initial">Genre :</strong> Drama / Anthology</p>
<p>
	หลังๆ มานี้<br />
การทำหนังในลักษณะข้ามชาติหรือการร่วมมือระหว่างผู้กำกับ นักแสดง กับทีมงานในประเทศต่างๆ<br />
เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรัฐบาลจีนที่มักอยากให้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกมีโครงการสร้างภาพยนตร์ร่วมกันเพื่อไม่ให้หนังหนึ่งเรื่องเป็นสมบัติของชาติใดชาติหนึ่งอีกต่อไปแล้ว แต่เรียกว่าเป็นสมบัติของวัฒนธรรมกลุ่มต่างๆ<br />
มากกว่า และสำหรับภาพยนตร์เรื่อง<br />
	<em>Distance</em> ที่ไทยเราเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ก็กำลังจะตีแผ่ความหมายของสังคมออนไลน์ให้เกิดขึ้นผ่านการเล่าเรื่องครั้งนี้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1446782674-2316016828_n.jpg"></p>
<p>
	ตัวหนังติดตามชีวิตของเฉิน (แสดงโดย<br />
Chen Bolin)<br />
ในช่วงวัยต่างๆ จากที่ยังเป็นวัยรุ่น สู่วัยผู้ใหญ่และเข้าใจโลกมากขึ้น โดยเฉินเป็นตัวแทนของคนที่โตมาในยุคที่โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตกำลังกลายมาเป็นปัจจัยที่จำเป็นกับชีวิต<br />
และฉายภาพให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขยับไปอย่างรวดเร็วจนไม่ทันรู้ตัวผ่านสถานการณ์ต่างๆ<br />
ที่เขาประสบพบเจอ</p>
<p>
	<em>Distance</em> แบ่งเรื่องเล่าออกเป็น 3 ส่วนย่อยโดยให้ผู้กำกับจากแต่ละประเทศดูแลแต่ละส่วนแยกกันไป<br />
ส่วนแรกคือ The Son ของผู้กำกับชาวจีน<br />
Yukun Xin เล่าเรื่องของเฉินในฐานะลูกชาย<br />
และในฐานะของคนที่กำลังจะได้เป็นพ่อ ส่วนที่สอง The Lake ของ<br />
Shijie Tan ผู้กำกับชาวสิงคโปร์ที่ฉายให้เราเห็นเฉินในบทบาทเพื่อน และส่วนสุดท้าย<br />
The Goodbye ของศิวโรจณ์<br />
คงสกุล นำเสนอเฉินกับภาวะชายหนุ่มผู้ว่างเปล่าซึ่งต้องหันกลับมาเรียนรู้ที่จะ ‘รู้สึก’ อีกครั้งหนึ่ง (ตอนนี้มี<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/pop-6">แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช</a> มาแสดงร่วมด้วยนะ!) ซึ่งเมื่อดูจนจบทั้งเรื่องจะเข้าใจว่าหนังกลับมาตั้งคำถามกับคนในยุคปัจจุบันผู้เติบโตมากับปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์และโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้ย้อนกลับไปเข้าใจระบบความสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมมนุษย์ทั้งหมด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/e1463738301887.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/p2339450585.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/p2258244081.jpg"></p>
<p>
	แต่อาจเป็นเพราะระยะห่างที่ไกลไปหน่อยระหว่าง 3 ประเทศเช่นกัน<br />
เลยทำให้โครงเรื่องของหนังไม่อาจประสานเข้าเป็นหน่วยก้อนเดียวที่กลมกลืน แต่ถึงอย่างนั้น<br />
ในแง่ของคุณภาพของการถ่ายทำก็ต้องนับว่าแนบเนียนใกล้เคียงกันใช้ได้<br />
โดยเฉพาะด้านภาพที่งดงามดีไม่มีตก ส่วนตัวเราชอบพวก long shot ที่ดึงนักแสดงออกมาให้เรามองอยู่ไกลๆ<br />
เพิ่มความรู้สึกไร้มิติที่ยิ่งไปขับเน้นประเด็นของเรื่องที่เน้นการแสดงในส่วนลึกให้เด่นชัดขึ้น<br />
หลายครั้งเราพบว่าทุกการกระทำของตัวละครในเรื่องดำเนินไปอย่างหลบซ่อนและไม่ได้พูดถึงประเด็นที่แท้จริงออกมาตรงๆ</p>
<p>
	เหมือนอย่างในช่วงท้ายของหนัง เฉิน<br />
ในบทบาทของอาจารย์สอนเรื่องวัฒนธรรมได้กล่าวเกี่ยวกับโลกยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กไว้ว่า<br />
ความสัมพันธ์ของมนุษย์กลับกลายเป็นแนวแผ่ขยายกว้างที่ครอบคลุมคนไปทั่ว แต่ก็เพียงผิวเผิน<br />
แทนที่จะเป็นแนวลึกที่มีความซับซ้อน จริงจัง รุนแรง และเหนียวแน่น เหมือนเพื่อนสมัยเด็กที่เล่นด้วยกันมา<br />
แต่ในโลกยุคใหม่ เฉินเดียวดายและไม่มีใครอยู่เคียงกายเหมือนดั่งวันนั้นอีกต่อไปแล้ว<br />
เขาคิดว่าเขาจะกลับบ้านเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ แต่จริงๆ<br />
แล้วตัวเขาเองยังคงหลงทาง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/p2258244073.jpg"></p>
<p>
	การเดินทางอันไร้จุดหมายของเฉิน<br />
ทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาได้</p>
<p>
	โซเชียลเน็ตเวิร์กย่นระยะทางระหว่างไทย<br />
จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ หรือแม้แต่ประเทศในอีกซีกโลกหนึ่งให้สั้นลงก็จริง<br />
แต่ระยะทางระหว่างเรา-คนใกล้ตัวที่บางทีอยู่ใกล้กัน-กลับห่างไกลขึ้น</p>
<p><em>Distance</em> เข้าฉายเฉพาะ SF World Cinema, SFX Cinema Central Rama 9 และ SFX Cinema Maya Chiangmai</p>
<p>facebook | <a href="https://www.facebook.com/Unlock-Indies-879196765539082/?fref=ts">Unlock Indies</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-11/">Distance : สิ่งอันใดทำเราให้ไกลกัน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-11/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 ร้านในซอยร่วมฤดีที่อยากแนะนำให้ไปมีส่วนร่วม!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/soi-14/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/soi-14/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อลิษา ลิ้มไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jun 2016 20:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[indie in soi]]></category>
		<category><![CDATA[Meeples & More Board Game Cafe]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านกลมกิ๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[The Factory Studio&Arthouse]]></category>
		<category><![CDATA[Kalwit Studio&Gallery]]></category>
		<category><![CDATA[Neil’s Tavern]]></category>
		<category><![CDATA[ซอยร่วมฤดี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/soi-14/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนอาจจะรู้จักซอยร่วมฤดีในฐานะทางผ่านเพื่อลัดเลาะหนีรถติดระหว่างเพลินจิตกับลุมพินี แต่อันที่จริงแล้วซอยนี้ไม่ได้มีดีแค่นั้น เพราะว่าในซอยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยโรงแรมและร้านนวดนี้ ก็ยังมีสถานที่เก๋ไก๋น่าสนุกซ่อนอยู่ ตั้งแต่ร้านอาหารเก่าแก่ แกลเลอรี่งานศิลป์ จนถึงโรงเรียนสอนศิลปะ เรียกว่ารวมร้านหลากหลายแบบให้เดินเที่ยวได้อย่างเพลิดเพลิน 1 สนุกกับการพบเพื่อนใหม่ระหว่างเล่นบอร์ดเกมที่ Meeples &#38; More Board Game Cafe แม้แต่กับคนที่เล่นบอร์ดเกมไม่เป็นเลยอย่างเรา คาเฟ่บอร์ดเกม Meeples &#38; More ที่แค่มานั่งกินอาหารชิลล์ๆ ก็ได้ มาเล่นบอร์ดเกมก็ดี ก็ยังเชิญชวนให้เราเข้าไปลองดู เพราะบรรยากาศร้านที่ดูอบอุ่นกับเหล่าพนักงานผู้เป็นทั้งคนดูแลคาเฟ่และเป็นเกมมาสเตอร์คอยเลือกบอร์ดเกมที่เหมาะสมกับลูกค้า โดยบอร์ดเกมที่ร้านนั้นมีทั้งเปิดให้นั่งเล่นที่ร้าน และแบบที่เปิดขายให้ซื้อกลับไปเล่นกับเพื่อนและครอบครัว มีตั้งแต่บอร์ดเกมที่เล่นแค่คนเดียว ไปจนถึงเล่นได้ 60 คน รวมถึงความยากง่ายที่ต่างระดับกันไป คุณโอ๊ต-พีรพล พิริยนนทกุล หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านได้บอกกับเราว่าเขาต้องการให้ร้านนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้คนมาเจอหน้าทำกิจกรรมร่วมกัน แค่มาฟัง มาลองเล่นวันนี้ ก็รู้แล้วว่าน่าชวนเพื่อนมานั่งเล่นด้วยกันจริงๆ Meeples &#38; More Board Game Cafe เปิดทุกวัน อังคาร &#8211; ศุกร์ 14.00 &#8211; 23.00 น. เสาร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-14/">5 ร้านในซอยร่วมฤดีที่อยากแนะนำให้ไปมีส่วนร่วม!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนอาจจะรู้จักซอยร่วมฤดีในฐานะทางผ่านเพื่อลัดเลาะหนีรถติดระหว่างเพลินจิตกับลุมพินี<br />
แต่อันที่จริงแล้วซอยนี้ไม่ได้มีดีแค่นั้น เพราะว่าในซอยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยโรงแรมและร้านนวดนี้<br />
ก็ยังมีสถานที่เก๋ไก๋น่าสนุกซ่อนอยู่ ตั้งแต่ร้านอาหารเก่าแก่ แกลเลอรี่งานศิลป์ จนถึงโรงเรียนสอนศิลปะ<br />
เรียกว่ารวมร้านหลากหลายแบบให้เดินเที่ยวได้อย่างเพลิดเพลิน</p>
<p><strong></strong></p>
<p style="text-align: center"><strong>1</strong></p>
<h3 style="text-align: center"><strong>สนุกกับการพบเพื่อนใหม่ระหว่างเล่นบอร์ดเกมที่ </strong><strong>Meeples &amp; More Board Game Cafe</strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-1-1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-1-2.jpg"></p>
<p>แม้แต่กับคนที่เล่นบอร์ดเกมไม่เป็นเลยอย่างเรา คาเฟ่บอร์ดเกม Meeples &amp; More ที่แค่มานั่งกินอาหารชิลล์ๆ<br />
ก็ได้ มาเล่นบอร์ดเกมก็ดี ก็ยังเชิญชวนให้เราเข้าไปลองดู<br />
เพราะบรรยากาศร้านที่ดูอบอุ่นกับเหล่าพนักงานผู้เป็นทั้งคนดูแลคาเฟ่และเป็นเกมมาสเตอร์คอยเลือกบอร์ดเกมที่เหมาะสมกับลูกค้า<br />
โดยบอร์ดเกมที่ร้านนั้นมีทั้งเปิดให้นั่งเล่นที่ร้าน<br />
และแบบที่เปิดขายให้ซื้อกลับไปเล่นกับเพื่อนและครอบครัว<br />
มีตั้งแต่บอร์ดเกมที่เล่นแค่คนเดียว ไปจนถึงเล่นได้ 60 คน<br />
รวมถึงความยากง่ายที่ต่างระดับกันไป คุณโอ๊ต-พีรพล พิริยนนทกุล หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านได้บอกกับเราว่าเขาต้องการให้ร้านนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้คนมาเจอหน้าทำกิจกรรมร่วมกัน<br />
แค่มาฟัง มาลองเล่นวันนี้ ก็รู้แล้วว่าน่าชวนเพื่อนมานั่งเล่นด้วยกันจริงๆ</p>
<p><strong>Meeples &amp; More Board Game Cafe </strong>เปิดทุกวัน อังคาร &#8211; ศุกร์ 14.00 &#8211; 23.00 น. เสาร์ &#8211; อาทิตย์ 11.00 &#8211; 23.00 น. / โทร.0-2651-4349 / Facebook I <a href="https://www.facebook.com/meeplesandmore/?fref=ts">meeplesandmore</a></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><strong>2</strong></p>
<h3 style="text-align: center"><strong>ลิ้มรสชาติอาหารแบบทำเองกินเองในครอบครัวที่บ้านกลมกิ๊ก</strong><strong></strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-4-1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-4-2.jpg"></p>
<p>ถึงซอยร่วมฤดีจะมีร้านอาหารหรูๆ เยอะ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอาหารแบบ ‘บ้านๆ’ ให้ลอง กุ้ง-กันทิมา กิจเจริญ<br />
หนึ่งในพี่น้องห้าคนแห่งบ้านกลมกิ๊ก<br />
ได้เล่าให้เราฟังว่าร้านนี้มีต้นกำเนิดมาจากรายการโทรทัศน์สุดฮอตที่ชื่อเดียวกับร้าน<br />
รายการนี้ช่วงที่ชวนคุณแม่ชา-สุชาดา กิจเจริญ มาทำอาหาร<br />
หลังจากเรตติ้งดีกว่าที่คิด ก็ได้รับคำสบประมาทว่าอร่อยจริงหรือเปล่า เลยตัดสินใจเปิดร้านให้คนมาลองชิมของจริง<br />
จนผ่านมา 7 ปีแล้ว ร้านก็ยังฮอตฮิตอยู่<br />
คุณกุ้งบอกว่าคงจะเป็นเพราะเมนูเรียบง่ายที่มาจากอาหารที่ลูกๆ ชอบกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหารใต้อย่าง แกงไตปลา ที่ทำด้วยสูตรละมุนละไมแบบชาวภาคกลาง<br />
หรือ แกงคั่วหน่อไม้ดองกรรเชียงปู รสชาติกลมกล่อม มีกรรเชียงปูเนื้อแน่นเต็มชาม และเชื่อหรือไม่ว่าเมนูที่มีชื่อเสียงที่สุดคืออาหารเรียบง่ายแต่น่ากินมากอย่าง ไข่เจียวเปล่าหนานุ่มที่ใช้ไข่ถึง<br />
6 ฟองผสมกับนมคาร์เนชันมาทอด นุ่มละมุนกินแนมกับแกงสองอย่างด้านบนเพลินมากๆ</p>
<p><strong>บ้านกลมกิ๊ก </strong>เปิดทุกวัน จันทร์ &#8211; พฤหัสบดี 11.30 &#8211; 14.30 น. และ 18.00 &#8211; 22.00 น. ศุกร์ &#8211; อาทิตย์ 11.30 &#8211; 14.30 น. และ 18.00 &#8211; 23.00 น. / โทร. 0-2254-4254, 081-911-1268 / Facebook I<a href="https://www.facebook.com/Baan-Glom-Gig-%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%8A%E0%B8%81-196549713712865/?fref=ts"> Baan Glom Gig &#8211; บ้านกลมกิ๊ก</a></p>
<p style="text-align: center"><strong>3</strong></p>
<h3 style="text-align: center"><strong>ฝึกฝนทักษะศิลปะที่ </strong><strong>The Factory Studio&amp;Arthouse</strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-3-1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-3-2.jpg"></p>
<p>เมื่อเดินเข้าไปในซอยร่วมฤดี 2 ที่แยกย่อยออกมาจากถนนหลัก จะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ<br />
เนื่องจากบริเวณนั้นส่วนใหญ่จะเป็นที่อยู่อาศัย แต่ท่ามกลางบ้านเรือน ยังมี The<br />
Factory Studio&amp;Arthouse ที่เป็นทั้งสตูดิโอทำงานของ สักใหญ่ มงคลประเสริฐ และ จี๊ป คงเดชะกุล 2 หุ้นส่วนของร้าน<br />
และเป็นโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับนักเรียนนักศึกษาและบุคคลทั่วไป คุณเก่งบอกกับเราว่าเขาอยากให้โรงเรียนแห่งนี้มีบรรยากาศสบายๆ<br />
ผู้เรียนและผู้สอนเป็นเหมือนพี่น้องมาพูดคุยกันมากกว่าครูกับนักเรียนแบบที่อื่นๆ  ซึ่งรูปแบบของคอร์สจะมี 3 แบบ<br />
คือคอร์สสำหรับติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย คอร์สสำหรับผลิตงานเพื่อเป็นพอร์ตโฟลิโอไว้ยื่นศึกษาต่อ<br />
และคอร์สสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการเพิ่มความรู้ทางศิลปะ<br />
ใครอยากเรียนสายศิลปะหรือแค่อยากลองฝึกฝนทักษะด้านนี้สักครั้ง แวะมาที่นี่ได้เลย </p>
<p><strong>The Factory Studio&amp;Arthouse </strong>ช่วงเปิดเทอม เปิดทุกวัน จันทร์, พุธ, ศุกร์<br />
17.30 &#8211; 20.30 น. เสาร์ &#8211; อาทิตย์ 10.00 &#8211; 17.00 น. ช่วงปิดเทอม เปิดทุกวันทั้งวัน / โทร. 089-164-5304, 085-419-4922 / Facebook I <a href="https://www.facebook.com/Thefactorystudioandarthouse/?fref=ts">The Factory Studio&amp;ArtHouse</a></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><strong>4</strong></p>
<h3 style="text-align: center"><strong>ชื่นชมผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ที่ </strong><strong>Kalwit Studio&amp;Gallery</strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-2-1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-2-2.jpg"></p>
<p>Kalwit Studio&amp;Gallery คือสตูดิโอและแกลเลอรี่ซึ่งดัดแปลงมาจากบ้านหลังเดิมของคุณวาฬ<br />
จิรชัยสกุล ลูกชายคนรองของครอบครัวที่เต็มไปด้วยศิลปิน เจ้าของแกลเลอรีบอกเราว่าเขาเรียนมาทางงานภาพพิมพ์<br />
และรู้จักเพื่อนศิลปินหน้าใหม่ที่มีคุณภาพมาก จึงอยากใช้พื้นที่บางส่วนของบ้านเป็นที่แสดงงานศิลปะของคนเหล่านี้<br />
เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีชื่อเสียงได้เริ่มต้นอาชีพของตนเองมากกว่าที่จะแสดงงานศิลปินมีชื่อเสียง ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นพื้นที่ทำงานของครอบครัวด้วย ถึงแม้ว่าในช่วงมิถุนายนที่จะถึงนี้จะมีการปิดปรับปรุงเพื่อเปลี่ยนโฉมใหม่ แต่หลังจากนี้ในช่วงปลายกรกฎาคม Kalwit จะกลับมาอีกครั้งพร้อมนิทรรศการสตรีทอาร์ตสะท้อนสังคมภายใต้ชื่อ<br />
Blood, Sweat &amp; Beers รอติดตามกันนะ</p>
<p><strong>Kalwit Studio&amp;Gallery </strong><strong></strong>เปิดทุกวัน (เว้นวันจันทร์และวันอาทิตย์) อังคาร &#8211; เสาร์ 10.00 &#8211; 18.00 น. / โทร. 0-2254-4629 / Facebook I <a href="https://www.facebook.com/kalwitstudio/?fref=ts">kalwitstudio</a></p>
<hr>
<h3 style="text-align: center">
<p>5</p>
</h3>
<h3 style="text-align: center"><strong style="background-color: initial">ชิมอาหารคาวหวานในร้านเก่าแก่ประจำซอยที่ </strong><strong style="background-color: initial">Neil</strong><strong style="background-color: initial">’</strong><strong style="background-color: initial">s Tavern</strong></h3>
<h3 style="text-align: center"><strong></strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-5-1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-soi-14-5-2.jpg"></p>
<p>แม้ร้านอาหารในซอยร่วมฤดีจะมีมากมาย แต่หนึ่งในร้านที่อยู่มาเนิ่นนานต้องมี<br />
Neil’s Tavern ที่เปิดร้านแรกเมื่อปี พ.ศ.2512 ที่สยาม ก่อนจะย้ายมาร่วมฤดีในปี พ.ศ.2521 ติดเข้าลิสต์มาแน่ๆ<br />
ร้านนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารฝรั่งเต็มรูปแบบร้านแรก ๆ ในกรุงเทพฯ  เน้นเสิร์ฟสเต็กแสนอร่อยและอาหารซีฟู้ดคุณภาพสูง<br />
(จะสั่งกินแบบฟูลคอร์สหรือสั่งเมนูที่ชอบๆ มากินจานเดียวก็ได้) แถมต่อมายังขยับขยายเปิดส่วนร้านเบเกอรี่เพิ่ม<br />
มีเมนูแนะนำคือ Viennese Chocolate Cake ที่เคยเป็นของหวานสุดฮอตในส่วนร้านอาหาร<br />
จนกลายเป็นต้นกำเนิดไอเดียให้ทางร้านคิดเปิดร้านเบเกอรี่จริงจัง เมนูนี้เป็นเค้กช็อคโกแลต<br />
สอดไส้ครีมมอคค่านุ่มละมุน ปาดหน้าด้วยครีมสด ก่อนราดปิดท้ายด้วยซอสช็อกโกแลตเข้มข้น<br />
แสนจะอร่อยถูกใจ และถ้าไม่มีเวลานั่งกินที่ร้าน<br />
ก็สั่งขนมกลับไปละเลียดกินที่บ้านสบายใจกันได้เลย </p>
<p><strong>Neil</strong><strong>’</strong><strong>s Tavern Restaurant </strong>เปิดทุกวัน 11.30 &#8211; 13.45 น. และ 17.30 &#8211; 22.30 น.<br /><strong style="background-color: initial">Bake Shoppe</strong> เปิดทุกวัน 8.30 &#8211; 21.30 น. / โทร. 0-2256-6874-6 / <a href="http://www.neil.co.th"> www.neil.co.th</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ruam.jpg"></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ช่อไพลิน ไพรบึง</em></p>
<p><a href="http://www.neil.co.th"></a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-14/">5 ร้านในซอยร่วมฤดีที่อยากแนะนำให้ไปมีส่วนร่วม!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/soi-14/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส้ม มารี : นักร้องสาวเสียงใสเจ้าของบทบาทหลากหลายในวงการบันเทิง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pop-7/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/pop-7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อลิษา ลิ้มไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 May 2016 07:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประชานิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นักร้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ส้ม มารี]]></category>
		<category><![CDATA[zommarie]]></category>
		<category><![CDATA[เพราะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/pop-7/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อหลายปีก่อน ส้ม-มารี เออเจนี เลอเลย์ เป็นที่รู้จักในฐานะสาวน้อยผู้ชนะการประกวดจาก LG Star Talent และนักร้องหน้าใสเจ้าของเพลง Wink ของค่าย GMM Grammy ขณะที่ในวันนี้ ผู้คนรู้จักเธอในฐานะยูทูบเบอร์สาวเท่ zommarie ที่คัฟเวอร์เพลงหลากหลาย มี subscriber กว่า 400,000 คน รวมถึงอีกหลายบทบาทในงานละคร พิธีกร ดีเจ และนักร้องผู้กำลังซุ่มทำอัลบั้มใหม่ที่ปล่อยซิงเกิลแรก ‘เพราะ’ มาให้ลองฟังกันแล้วเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อมีโอกาส เราจึงคว้าตัวนักร้องสาวผู้โคจรรอบวงการบันเทิงมานานมาพูดคุยถึงตัวตน ความสนใจ และอัพเดตความเป็นไปในตอนนี้ให้ฟังกัน อะไรทำให้คุณเลือกโดดมาคัฟเวอร์เพลงลงยูทูบ ที่เราเลือกมาทำยูทูบเป็นงานอดิเรกเพราะว่าเราห่างหายจากการทำซิงเกิลมาสักพัก แล้วช่องทางนึงที่เราจะบอกคนได้ว่ายังร้องเพลงอยู่นะก็คือยูทูบ ซึ่งพอมีคนสนใจติดตามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็เป็นการเปิดประตูไปรู้จักกับคนอีกกลุ่มหนึ่งด้วย เห็นเพลงที่ปล่อยลงชาเนล zommarie มีหลากหลายสไตล์ ปกติคุณมีหลักการเลือกเพลงยังไง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพลงที่เราอยากร้อง อย่างถ้าเป็นเพลงฝรั่งที่เลือกมาร้องก็จะเป็นเพลงที่ชอบมาก แล้วก็มีบ้างที่เรานึกไม่ออกว่าจะร้องเพลงอะไรดี ก็จะดูคอมเมนต์ว่าเขาขอเพลงอะไรมา บางเพลงเราไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่คนขอเยอะมากจนทำให้เราสงสัยว่าเป็นเพลงของใคร ก็ต้องไปเริ่มหาฟัง แล้วก็ฝึกร้องตามคำขอบ้าง ยูทูบเบอร์ที่คัฟเวอร์เพลงมีอยู่เยอะแยะ คุณคิดว่าตัวเองต่างจากคนอื่นยังไง เราว่าเราไม่ได้ทำอะไรพิเศษนะ แค่เราไม่ได้เฟก การร้องเพลงคัฟเวอร์ของเราเป็นการแสดงความเป็นตัวเองออกไป เราไม่ได้เล่นกีตาร์เก่งมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-7/">ส้ม มารี : นักร้องสาวเสียงใสเจ้าของบทบาทหลากหลายในวงการบันเทิง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	เมื่อหลายปีก่อน<br />
	<strong>ส้ม-มารี เออเจนี เลอเลย์</strong> เป็นที่รู้จักในฐานะสาวน้อยผู้ชนะการประกวดจาก<br />
LG Star Talent และนักร้องหน้าใสเจ้าของเพลง<br />
<em>Wink </em>ของค่าย GMM Grammy ขณะที่ในวันนี้<br />
ผู้คนรู้จักเธอในฐานะยูทูบเบอร์สาวเท่ zommarie ที่คัฟเวอร์เพลงหลากหลาย<br />
มี subscriber กว่า 400,000 คน รวมถึงอีกหลายบทบาทในงานละคร<br />
พิธีกร ดีเจ และนักร้องผู้กำลังซุ่มทำอัลบั้มใหม่ที่ปล่อยซิงเกิลแรก <em>‘เพราะ’ </em>มาให้ลองฟังกันแล้วเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา</p>
<p>
	เมื่อมีโอกาส<br />
เราจึงคว้าตัวนักร้องสาวผู้โคจรรอบวงการบันเทิงมานานมาพูดคุยถึงตัวตน ความสนใจ<br />
และอัพเดตความเป็นไปในตอนนี้ให้ฟังกัน</p>
<p>
	<strong>อะไรทำให้คุณเลือกโดดมาคัฟเวอร์เพลงลงยูทูบ </strong></p>
<p>
	ที่เราเลือกมาทำยูทูบเป็นงานอดิเรกเพราะว่าเราห่างหายจากการทำซิงเกิลมาสักพัก แล้วช่องทางนึงที่เราจะบอกคนได้ว่ายังร้องเพลงอยู่นะก็คือยูทูบ<br />
ซึ่งพอมีคนสนใจติดตามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็เป็นการเปิดประตูไปรู้จักกับคนอีกกลุ่มหนึ่งด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-7-1.jpg"></p>
<p>
	<strong>เห็นเพลงที่ปล่อยลงชาเนล </strong><strong>zommarie มีหลากหลายสไตล์ ปกติคุณมีหลักการเลือกเพลงยังไง</strong></p>
<p>
	ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพลงที่เราอยากร้อง อย่างถ้าเป็นเพลงฝรั่งที่เลือกมาร้องก็จะเป็นเพลงที่ชอบมาก<br />
แล้วก็มีบ้างที่เรานึกไม่ออกว่าจะร้องเพลงอะไรดี ก็จะดูคอมเมนต์ว่าเขาขอเพลงอะไรมา<br />
บางเพลงเราไม่เคยรู้จักมาก่อน<br />
แต่คนขอเยอะมากจนทำให้เราสงสัยว่าเป็นเพลงของใคร ก็ต้องไปเริ่มหาฟัง<br />
แล้วก็ฝึกร้องตามคำขอบ้าง</p>
<p>
	<strong>ยูทูบเบอร์ที่คัฟเวอร์เพลงมีอยู่เยอะแยะ<br />
คุณคิดว่าตัวเองต่างจากคนอื่นยังไง<br />
	</strong><strong></strong></p>
<p>
	เราว่าเราไม่ได้ทำอะไรพิเศษนะ<br />
แค่เราไม่ได้เฟก การร้องเพลงคัฟเวอร์ของเราเป็นการแสดงความเป็นตัวเองออกไป เราไม่ได้เล่นกีตาร์เก่งมาก<br />
แต่แค่อยากร้องเพลงแบบที่เป็นตัวเอง ที่เรารู้สึกว่านี่คือการร้องเพลง<br />
การใส่ลูกเอื้อนแบบเรา เรารู้สึกว่าแต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างกันไปที่จะทำให้คนชอบ<br />
ถ้าคนจะชอบเรา จะกด subscribe เรา ก็น่าจะชอบจากความเป็นธรรมชาติที่เราแสดงออกในแต่ละคลิป<br />
คือเราก็ไม่ได้เน้นโปรดักชันว่าต้องยิ่งใหญ่ ถ่ายเนี้ยบ แต่เน้นความเป็นธรรมชาติในสิ่งที่เราทำได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-7-2.jpg"></p>
<p>
	<strong>คุณเพิ่งปล่อยซิงเกิล </strong><strong><em>‘เพราะ (because)’</em> ออกมา เล่าที่มาที่ไปเพลงนี้ให้ฟังหน่อย</strong></p>
<p>
	เพลงนี้มันเริ่มจากเพื่อนชื่อกันต์-กันต์ชนุตม์<br />
เก่งการค้า เป็นคนแต่ง แล้วส่งมาขอความเห็นเราเมื่อนานมาแล้ว จำได้ว่าเราชอบมาก<br />
พอเราจะทำอัลบั้มก็เลยขอกันต์มา แล้วเอามาปรับ เราอยากโชว์ด้านความสดใสขี้เล่น แล้วจากทำนองที่ช้าก็เปลี่ยนให้มันเร็วขึ้น<br />
พยายามจูนให้กลายเป็นตัวเรามากที่สุด จนออกมาเป็นแบบนี้ แต่ถึงเพลงจะเป็นแนวอารมณ์ดี<br />
นี่ก็แค่เพลงแรก คือแค่มุมหนึ่งที่เราเป็น มันจะมีเพลงต่อๆ<br />
ไปที่เราจะโชว์มุมอื่นๆ บ้าง เพราะว่าเราก็คือคนคนนึงที่ยิ้มไม่ได้ตลอดเวลา<br />
หลังกล้องเราก็มีมุมที่เจอเรื่องเศร้า เสียใจ โกรธ มีหลายมุมเหมือนกัน<br />
และอัลบั้มนี้เราก็ว่าจะพยายามโชว์หลายมุมของเรา</p>
<p>
	<strong>ได้ข่าวว่าคุณกำกับเอ็มวีเองด้วย </strong><strong></strong></p>
<p>
	ตอนแรกเพลงนี้เราตั้งใจจ้างทีมเอ็มวีเลย<br />
แต่พอคิดไปคิดมา เรารู้สึกว่าอยากได้เท่แบบที่มุ้งมิ้งสไตล์ผู้หญิงมากกว่า ก็คิดว่าน่าจะเป็นทางที่เราพอไปได้<br />
เลยทำเองก็ได้วะ ถึงเราจะเคยกำกับเอ็มวีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เอ็มวีตัวเองมันเป็นอีกเรื่องเลย<br />
เรารู้สึกว่ามันตีความได้หลายอย่าง แต่ก็ไม่มีอะไรดีพอเลย</p>
<p>
	การเลือกพระเอกก็ยาก เพราะมีหลายตัวเลือกในหัว<br />
เราอยากได้คนที่รอยยิ้มฆ่าคนได้ พอปรึกษาไปมาก็จบที่แบงค์ ธิติ จากซีรีส์ <em>ฮอร์โมนฯ </em>ซึ่งก็เหมือนเอามืออาชีพมาถ่ายในกองโจรบ้าบอเลยจากเอ็มวีก่อนๆ ที่แค่คิดและเตรียมนิดหน่อย<br />
แล้วไปลุยกันหน้างาน อันนี้คือเราต้องทำงานแบบมืออาชีพ<br />
เพื่อความราบรื่นและตรงเวลาที่สุดในวันจริง แล้วพอเตรียมตัวเยอะประมาณนึงก็ทำให้วันจริงมันเป็นไปได้ด้วยดี<br />
โล่งเลย (หัวเราะ)</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-7-3.jpg"></p>
<p>
	<strong>จากนักร้องหน้าใสที่ร้องเพลง </strong><strong><em>Wink</em> จนถึงส้ม<br />
มารี ในวันนี้ คุณเปลี่ยนไปแค่ไหน เติบโตขึ้นยังไงบ้าง<br />
	</strong></p>
<p>
	พูดตรงๆ ส้มที่ร้องเพลง<em> Wink </em>ไม่ใช่เราเลย ก่อนหน้านี้เราอยู่ค่ายมาตลอด<br />
เขาก็จะจัดแจงไว้ว่าเราจะต้องแต่งหน้าทำผมแบบไหน ร้องเพลงยังไง คือเลือกให้หมดเลย<br />
เรามีหน้าที่แค่รออีเมล ไปซ้อมเนื้อร้องกับทำนองมา แล้วก็อัดเสียง หลายคนฟังแล้วคิดว่าเราเป็นผู้หญิงแอ๊บแบ๊ว<br />
แต่จริงๆ เราเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างห้าวมาโดยตลอด จะมีความเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ใส่กระโปรง<br />
แล้วยิ่งเราโตก็ยิ่งรู้จักตัวเองว่าชอบเพลงแนวไหน อย่างเพลง <em>Wink</em> นี่มันป๊อปมาก แต่จริงๆ เราชอบออกไปทางอะคูสติกมากกว่า แบบ Colbie Caillat หรือ Taylor Swift อัลบั้มเก่าๆ มีความเป็นดนตรีสด ในขณะที่ <em>Wink </em>ไม่มีอะไรสดเลย เพราะฉะนั้น ส้ม มารีคือการโชว์สิ่งที่รู้สึกว่าเป็นเราให้คนเห็น<br />
เป็นการแนะนำตัวกันใหม่</p>
<p>
	<strong>นอกจากงานเพลงแล้ว คุณยังมีงานละครด้วยใช่ไหม </strong><strong></strong></p>
<p>
	เรามีละครเรื่อง <em>‘ธิดาผ้าซิ่น’ </em>เล่นเป็นเพื่อนนางเอกที่ชื่อวิลาวัลย์<br />
แล้วก็ซีรีส์ช่อง NOW เรื่อง <em>‘วุ่นรักพลพรรคตั้งตัว&#8217; </em>ที่เรารับบทเป็นเรน ซึ่งเป็นยูทูบเบอร์ที่ทำเพลงคัฟเวอร์<br />
เป็นบทที่ค่อนข้างคล้ายกับตัวเอง ก็เป็นงานที่มีความยากง่ายต่างกับการร้องเพลง<br />
เพราะละครมันต้องศึกษาเยอะว่าภูมิหลังตัวละครเป็นยังไง เคยเจออะไรมาบ้าง  น่าจะยากกว่า แต่เราก็รู้สึกสนุกดีที่ได้ลองสวมบทบาทเป็นคนอื่น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-7-4.jpg"></p>
<p>
	<strong>แล้วการเป็นดีเจ </strong><strong>Met 107 FM ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของคุณสนุกไหม  ต่างจากสาขาวิทยุและโทรทัศน์ที่เรียนมายังไงบ้าง<br />
	</strong></p>
<p>
	ต่างสุดๆ เลย เพราะตอนที่เรียน อาจารย์ก็จะมีโจทย์ให้<br />
แล้วก็ช่วยกันทำเป็นกลุ่ม ตอนนั้น ดีเจคือแค่ดีเจ เตรียมแค่สคริปต์มา ส่วนคนที่ทำอย่างอื่นก็อยู่อีกห้องนึง<br />
แต่เวลาจริง การเป็นดีเจคือคุมเครื่องทุกอย่างเองหมด<br />
ต้องพูดไปด้วยกดเลือกเพลงไปด้วย แล้วเราเคยเข้าใจมาตลอดว่าการเป็นดีเจ<br />
ต้องพูดให้เห็นภาพมากที่สุด เพราะมันไม่เห็นภาพ<br />
คนดูจะต้องรู้ว่าเราพูดถึงเรื่องอะไร แต่ตอนแรกๆ ที่ไปทำก็โดนคอมเมนต์ว่าเราเหมือนพิธีกรทีวีมากไป จนมาเข้าใจว่า เป็นดีเจให้พูดน้อยๆ พูดเยอะไปคนฟังเขาหมุนคลื่นหนี<br />
เขาฟังเพลง ไม่ได้ฟังดีเจ ดีเจมีไว้ให้รู้ว่ามีเพื่อนอยู่กับเขานะ<br />
แต่ไม่ใช่ตลอดเวลา ถ้าเกิดว่ามันเป็นคลื่นเพลง ก็ต้องเปิดเพลงเยอะกว่าพูด<br />
ทำให้เราต้องมาฝึกวิธีการใหม่ที่ต้องพูดให้สั้น กระชับ และต้องเข้าใจด้วย<br />
มันก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไป</p>
<p>
	<strong>นักร้องที่รับบทบาทหลากหลายอย่างคุณมองอนาคตตัวเองไว้ยังไงบ้าง<br />
	</strong><strong></strong></p>
<p>
	เรายังไม่อยากมองไกลมาก เพราะวงการนี้มันเป็นวงการที่เปลี่ยนไปเร็วมาก<br />
เราเคยผิดหวังร้องไห้กับวงการนี้บ่อยจนเริ่มชินแล้ว<br />
ตอนนี้รู้แล้วว่าการจะอยู่กับมันต้องทำยังไงบ้าง วงการนี้ไม่มีอะไรแน่นอน<br />
แม้แต่ตัวเราเองยังเปลี่ยนเลย ตอนนี้เราเลยมองเป้าหมายใกล้ๆ ก่อนว่าตั้งใจจะทำอัลบั้มใหม่<br />
ช่วงนี้จะเป็นช่วงทำเพลง</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ลักษิกา แซ่เหงี่ยม<br /></em><em><strong>กำกับและตัดต่อ</strong> อภิวัฒน์ ทองเภ้า</em></p>
<hr>
<h3><strong><u>5 เพลงคัฟเวอร์ในดวงใจของส้ม มารี</u></strong></h3>
<h3>
	<strong></strong><strong>1</strong></h3>
<p><strong>เพลง Lava<br />ศิลปิน<br />
James Ford Murphy, Kuana Torres Kahele และ Napua Greig<br /></strong>“เราชอบเพลง<em> Lava</em> เพราะเราบ้าหนังเรื่อง<em> Inside Out </em>มาก และเพลงนี้มันอยู่ในการ์ตูนปะหน้าของหนัง<br />
เราชอบมาก แล้วก็อยากจะร้องมากจริงๆ แบบที่ไม่แคร์ว่าจะมีคนดูหรือเปล่า กลับมาฟังทีไรก็ยังมีความสุขที่ได้ร้องเพลงนี้”</p>
<hr>
<h3>
	<strong>2</strong></h3>
<p><strong>เพลง Youth<br />ศิลปิน Troye Sivan<br /></strong>“เพลง<em> Youth </em>ของ Troye Sivan ที่เราเอามาคัฟเวอร์ก็มียอดวิวไม่เยอะมาก<br />
แต่เป็นเพลงที่เราชอบมาก ฟังครั้งแรกก็ชอบเลย แล้วก็หยิบร้องเลย ส่วนมิวสิกวิดีโอก็ถ่ายง่ายมาก<br />
นั่งถ่ายที่บ้านเลย”</p>
<hr>
<h3>
	<strong>3</strong></h3>
<p><strong>เพลง การเดินทาง<br />ศิลปิน สุชาติ แซ่เห้ง<br /></strong>“เราชอบเพลงนี้เพราะเป็นเพลงที่ไปถ่ายมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้กันที่ญี่ปุ่น<br />
ดูแล้วจำได้ว่าตอนนั้นเราไปที่ไหนบ้าง แล้วเราก็รู้สึกว่าเพลงกับภาพมันดูซิงก์กันดีด้วย”</p>
<hr>
<h3>
	<strong>4</strong></h3>
<p><strong>เพลง </strong><strong>Instagram<br />ศิลปิน Helmethead<br /></strong>“เพลงนี้เป็นเพลงที่ได้รับการแนะนำมาเหมือนกัน<br />
คิดว่าเป็นเพลงที่แปลกมาก เลยลองอัดดู แล้วก็ถ่ายมิวสิกวิดีโอกันแบบกองโจรที่สยามฯ<br />
พอถ่ายเสร็จก็ไม่อยากตัดต่อเหมือนเอ็มวีอื่น เลยหาทางใส่ช่องแบบอินสตาแกรมเข้าไปในวิดีโอ<br />
แล้วก็เลยชอบคลิปนี้ เพราะเราได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ แล้วก็แปลกมากที่ยอดวิวสูงเป็นอันดับหนึ่งของช่องเรา<br />
ทั้งๆ ที่เพลงก็ไม่ได้แมสจ๋านะ”</p>
<hr>
<h3>
	<strong>5</strong></h3>
<p><strong>เพลง ซาโยนาระ<br />ศิลปิน </strong><strong>Mild<br /></strong><strong>“</strong>ตอนแรกมีคนแนะนำเพลงนี้มา<br />
เราฟังแล้วก็ไม่กล้าร้อง เพราะมีท่อนแร็ปที่เนื้อเยอะและเร็ว ฟังดูยากเหลือเกิน<br />
แต่สุดท้ายก็ลองดู โดยที่อัดกีตาร์พร้อมร้องไปด้วยตอนอัดเสียง<br />
สรุปคือเทกเดียวผ่าน ส่วนมิวสิกวิดีโอ เราไปแอบถ่ายแบบกองโจรที่ลานจอดรถห้าง ที่บันไดหนีไฟ<br />
สุดท้ายพอมาตัดก็รู้สึกว่าทำไมภาพมันเท่จัง เลยกลายเป็นอันที่ชอบ คือภาพก็ลงตัว<br />
แล้วก็ภูมิใจกับการที่เราได้ร้องแร็ปครั้งแรกด้วย”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-7/">ส้ม มารี : นักร้องสาวเสียงใสเจ้าของบทบาทหลากหลายในวงการบันเทิง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/pop-7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>If Cats Disappeared from the World : สิ่งของ กาลเวลา และความทรงจำ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-8/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-8/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อลิษา ลิ้มไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 May 2016 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[แมว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[If Cats Disappeared from the World]]></category>
		<category><![CDATA[Takeru Satoh]]></category>
		<category><![CDATA[Genki Kawamura]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-8/</guid>

					<description><![CDATA[<p>Director: Akira Nagai Region: Japan Genre: Drama หลังจาก Finding Calico ได้มีโอกาสเข้าฉายในบ้านเรา และส่งผลให้ชาวทาสแมวฟินตามกันไปเป็นแถบๆ เราเลยเชื่อว่าน่าจะมีทาสแมวหลายคนที่เดินเข้าไปดู If Cats Disappeared from the World ที่สร้างมาจากวรรณกรรมญี่ปุ่นของ เกงกิ คาวามูระ เรื่องนี้ เพราะคาดหวังความแมวแบบเต็มๆ ให้คุ้มค่าสมกับที่จั่วหัวชื่อมาขนาดนั้น แต่พอเดินออกจากโรงมาแล้ว สิ่งที่หนังสื่อสารออกมากลับไม่ใช่แค่ขายความน่ารักของแมว แม้เนื้อหาจะเบาสมอง แต่กลับสร้างอะไรบางอย่างให้ค้างอยู่ในใจเราได้ เป็นหนังง่ายๆ ที่ชวนให้เรากลับมาคิดถึงสิ่งของธรรมดาในชีวิตกันอีกครั้ง ผ่านตัวละครไม่กี่ตัวในเมืองเล็กๆ หนึ่งเมือง หนังแมวๆ แนวๆ เรื่องนี้ว่าด้วยชีวิตของบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง (แสดงโดย ทาเครุ ซาโต้ ดาวรุ่งพุ่งแรงของญี่ปุ่นซึ่งโด่งดังจาก Kenshin (2012) และ Bakuman (2015)) ที่พบว่าตัวเองกำลังจะตายในวันพรุ่งนี้ และได้รับข้อเสนอจากยมทูตที่จะยืดเวลาชีวิตให้อีกหนึ่งวัน แลกกับการทำให้สิ่งของที่ &#8216;ไม่จำเป็น&#8217; ในโลกหายไปหนึ่งอย่าง ด้วยเงื่อนไขนั้นเลยทำให้เขากลับมาทบทวนชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด รวมถึงอนาคตที่กำลังจะหายไปด้วย ระหว่างที่สิ่งของแต่ละอย่างถูกพรากให้หายไปจากโลกราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ พวกเราก็ได้เห็นอดีตของตัวเอกที่ผูกพันกับสิ่งของเหล่านั้น ลองคิดดีๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-8/">If Cats Disappeared from the World : สิ่งของ กาลเวลา และความทรงจำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong style="background-color: initial">Director</strong><strong style="background-color: initial">: </strong>Akira Nagai<br />
	<strong style="background-color: initial">Region</strong><strong style="background-color: initial">: </strong>Japan<br />
	<strong style="background-color: initial">Genre</strong><strong style="background-color: initial">: </strong>Drama</p>
<p>
	หลังจาก <em>Finding Calico</em> ได้มีโอกาสเข้าฉายในบ้านเรา และส่งผลให้ชาวทาสแมวฟินตามกันไปเป็นแถบๆ<br />
เราเลยเชื่อว่าน่าจะมีทาสแมวหลายคนที่เดินเข้าไปดู<br />
	<em>If Cats Disappeared<br />
from the World<br />
	</em> ที่สร้างมาจากวรรณกรรมญี่ปุ่นของ เกงกิ คาวามูระ<br />
เรื่องนี้ เพราะคาดหวังความแมวแบบเต็มๆ ให้คุ้มค่าสมกับที่จั่วหัวชื่อมาขนาดนั้น แต่พอเดินออกจากโรงมาแล้ว<br />
สิ่งที่หนังสื่อสารออกมากลับไม่ใช่แค่ขายความน่ารักของแมว แม้เนื้อหาจะเบาสมอง แต่กลับสร้างอะไรบางอย่างให้ค้างอยู่ในใจเราได้<br />
เป็นหนังง่ายๆ ที่ชวนให้เรากลับมาคิดถึงสิ่งของธรรมดาในชีวิตกันอีกครั้ง<br />
ผ่านตัวละครไม่กี่ตัวในเมืองเล็กๆ หนึ่งเมือง</p>
<p>
	หนังแมวๆ แนวๆ เรื่องนี้ว่าด้วยชีวิตของบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง<br />
(แสดงโดย ทาเครุ ซาโต้ ดาวรุ่งพุ่งแรงของญี่ปุ่นซึ่งโด่งดังจาก<br />
	<em>Kenshin </em><em>(2012) </em>และ <em>Bakuman (2015)</em>) ที่พบว่าตัวเองกำลังจะตายในวันพรุ่งนี้<br />
และได้รับข้อเสนอจากยมทูตที่จะยืดเวลาชีวิตให้อีกหนึ่งวัน<br />
แลกกับการทำให้สิ่งของที่ &#8216;ไม่จำเป็น&#8217; ในโลกหายไปหนึ่งอย่าง ด้วยเงื่อนไขนั้นเลยทำให้เขากลับมาทบทวนชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด<br />
รวมถึงอนาคตที่กำลังจะหายไปด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/recommend-movie-8-2.jpg"></p>
<p>
	ระหว่างที่สิ่งของแต่ละอย่างถูกพรากให้หายไปจากโลกราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่<br />
พวกเราก็ได้เห็นอดีตของตัวเอกที่ผูกพันกับสิ่งของเหล่านั้น ลองคิดดีๆ เราก็พบว่าแท้จริงมันไม่ได้เป็นเพียงวัตถุอะไรบางอย่าง<br />
แต่สาเหตุที่ใครคนหนึ่งจะผูกพันกับสิ่งของ ก็เพราะว่ามันเชื่อมโยงเราเข้ากับคนสำคัญในชีวิต<br />
ทั้งคนรัก เพื่อน หรือครอบครัวต่างหาก ตั้งแต่โทรศัพท์ที่ทำให้ตัวเอกได้พบกับแฟนเก่าอีกครั้ง<br />
ไปจนถึงนาฬิกาเรือนสำคัญที่พ่อของเขาซ่อมให้แม่อยู่เสมอ</p>
<p>
	ความทรงจำเกี่ยวกับวันเวลาในอดีตต่างหาก<br />
ที่ทำให้มันมีความหมาย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/recommend-movie-8-3.jpg"></p>
<p>
	และด้วยสถานการณ์ที่ชายหนุ่มกำลังเจอ<br />
ก็ทำให้เขาได้กลับมาครุ่นคิดความหมายของอนาคตและการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง<br />
ว่าถ้าหากต้องสูญเสียสิ่งของและผู้คนเหล่านั้นไป ตัวเขาจะยังมีความหมายอยู่ไหม? และหากตัวเขาเองจะต้องหายไป<br />
โลกใบนี้จะรู้สึกรู้สาอะไรบ้างหรือเปล่า?<br />
	<em>If Cats<br />
Disappeared from the World<br />
	</em> เลยเป็นหนังที่ชวนคนดูให้กลับมาตั้งคำถามถึงคุณค่าของชีวิตอีกครั้ง<br />
ผ่านบทเรียนอันแสนเจ็บปวดของการถูกลืม และน้ำตาแห่งความหวาดหวั่นเมื่อพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายให้สูญเสีย<br />
โดยเฉพาะแมวตัวสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่แมวทั่วไป</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/recommend-movie-8-1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/recommend-movie-8-4.jpg"></p>
<p>ส่วนตัวเราไม่ได้เสพงานญี่ปุ่นแบบนี้มานานแล้ว<br />
ถึงหนังจะไม่ได้ลงลึกถึงเนื้อหาเชิงปรัชญาอย่างหนักหน่วง แถมยังใช้ตรรกะพิสดารตามสไตล์หนังญี่ปุ่น<br />
แต่ก็เป็นหนังเน้นกระตุ้นต่อมน้ำตา ที่ผู้สร้างใส่ใจกับความละเอียดลออด้านภาพและเสียงอย่างสุดซึ้ง<br />
เหมาะกับใครที่อยากดูหนังเพื่อคลายเครียดหรือสะท้อนใจเบาๆ มากกว่าที่จะดูเพื่อตกตะกอนความคิด<br />
และแอบกระซิบว่ายังเหมาะกับคนที่เนิร์ดหนังด้วย เพราะตัวเอกกับเพื่อนพูดถึงหนังเก่าๆ<br />
เจ๋งๆ หลายเรื่องอย่าง<br />
	<em style="background-color: initial">Metropolis (1927)</em> หรือ <em style="background-color: initial">When Harry Met<br />
Sally (1989)<br />
	</em> ทำให้เราติ่งแตกไปเลยเหมือนกัน</p>
<p>
	<em>If Cats Disappeared from the World</em> เป็นหนังที่ได้เอื้อมมือแตะไปในทุกส่วนของผู้ชม<br />
ตั้งแต่ความทรงจำเมื่อครั้งแรกรัก ไปจนถึงวันที่รู้สึกว่าทุกอารมณ์ช่างจืดจางไร้หนทางไป<br />
แม้จะเป็นการสัมผัสเพียงแผ่วเบา ก็สั่นสะเทือนเข้าไปได้ลึกถึงข้างใน</p>
<p>
	และพอหนังจบลง เราก็รู้สึกถึงคุณค่าในสิ่งของและผู้คนได้ชัดเจนขึ้น</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-8/">If Cats Disappeared from the World : สิ่งของ กาลเวลา และความทรงจำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-8/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
