วิสาหกิจชุมชนริเช่ฟาร์ม กับ Slow Tourism ที่พานักท่องเที่ยวไปกินปลาแม่น้ำ หัดทำเมี่ยงส้มโอ และคั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาลของชัยนาท

วิสาหกิจชุมชนริเช่ฟาร์ม กับ Slow Tourism ที่พานักท่องเที่ยวไปกินปลาแม่น้ำ หัดทำเมี่ยงส้มโอ และคั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาลของชัยนาท

เราหย่อนหัวลงหมอนที่ชัยนาทมาแล้ว 1 คืน เช้าวันนี้จุดหมายปลายทางของเราคือ มโนรมย์ อำเภอที่อยู่เหนือสุดของชัยนาท GPS แนะนำว่าถ้าขับรถจากจุดนี้ (อ.เมือง) นั่งรถแค่ 20 นาทีก็ถึงจุดหมายแล้ว

ระหว่างทาง รถของเราขับผ่านนาข้าว สวนส้มโอ บางคราวไปโผล่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่น่าเชื่อว่าแค่ 20 นาที รถก็พาเรามาถึงที่นี่จนได้ ทันทีที่ลงจากรถ ความจริงข้อแรกที่เรารู้เดี๋ยวนั้นเลยก็คือ แดด 9 โมงเช้าที่ชัยนาท เปรี้ยงปร้างต้อนรับเราอย่างอบ (จน) อุ่น

Riche’ Farm คือจุดนัดหมายของเรากับ กบ-นพพร พูลแพ ผู้ก่อตั้งริเช่ฟาร์มและประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชัยนาท ฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท อยู่เหนือสุดของจังหวัด

กบเริ่มทำ Riche’ Farm ฟาร์มสเตย์เชิงเกษตร ด้วยการเช่าแปลงมันสำปะหลังรกร้างมาปลูกผักออร์แกนิก จวบจนปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ขยับขยายจนมีพื้นที่ 157 ไร่ และกบยังทำทริปพานักท่องเที่ยวไปเชื่อมโยงกับชุมชนทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดชัยนาท ไม่ว่าจะพาไปเจอเกษตรกร คั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาล กินปลาแม่น้ำขึ้นชื่อ เรียนทำขนมพื้นถิ่น

จากคนที่เคยคิดว่ายังไงก็จะไม่กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่ชัยนาทอีกแล้ว กลายเป็นหัวหอกในการทำทริปท่องเที่ยวเชิงเกษตรเชื่อมโยงสู่ชุมชน

บทสนทนาต่อจากนี้มีหลายเรื่องราวที่น่านั่งนิ่งๆ ทำความเข้าใจ สถานการณ์ท่องเที่ยวชัยนาทเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาติดขัดอะไร ทำยังไงให้การท่องเที่ยวชัยนาทคึกคัก ทำทริปนำเที่ยวมีประโยชน์กับชุมชนยังไง และทำยังไงให้คนรุ่นใหม่มีที่ทางในบ้านเกิดตัวเอง

ลูกเกษตรกรที่อยากหนีให้ไกลจากชัยนาท

กบเป็นลูกเกษตรกร ครอบครัวพูลแพมีลูกทั้งหมด 7 คน เขาเป็นคนที่ 5 กบเล่าถึงชีวิตช่วงนั้นว่าแต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบาก “ผมจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเหนื่อยมาก ทำไมไม่ได้เจอผู้เจอคนเลย”

“7 คนเราพี่น้องจะถูกฝึกมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ ใครมีหน้าที่ทำกับข้าวทำ อีกคนต้องไปหาผักหาปลา อีกคนไปทำนากับพ่อ พวกเราต้องรีบลุกจากที่นอนตั้งแต่ตี 5 ถ้าไม่ตื่นจะได้ยินเสียงแม่ตะโกนมาก่อนเลยครับ เฮ้ย! พวกมึง เค้าไปหากินกันหมดแล้ว”

กบเล่าว่าในสมัยนั้น อ.มโนรมย์ ยังเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงยากแม้จะอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา

“ถ้ามีรถเมล์วิ่งผ่านหน้าบ้าน คนจะแตกตื่นตกใจกันมาก เด็กจะพากันมุงเลย เฮ้ย รถมา! พวกเราไม่เคยเห็นรถมาก่อน”

เมื่ออายุได้ 18 ปี กบโบกมือลาชัยนาทและไปเรียนต่อที่ลพบุรี ซึ่งทำให้เขามีอิสระเพิ่มขึ้น ราวปี พ.ศ. 2537 เขารับการบรรจุเป็นข้าราชการที่ จ.ราชบุรี แต่ “ผมก็ยังรู้สึกว่าราชบุรียังไกลไม่พอนะ ผมควรต้องเรียนสูงกว่านี้เพื่อไปให้ได้ไกลกว่านี้”

ปีถัดมากบในวัยหนุ่มมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เขาเรียนต่อปริญญาตรีและโทในด้านวิศวกรรมศาสตร์จากนั้นชีวิตเขาก็มั่นคงขึ้น มีธุรกิจร้านอาหาร และด้วยวิชาชีพที่มี เขาทำเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

“ชีวิตผมช่วงนั้นมีความสุขมาก มีพนักงานที่คอยช่วยเหลือกัน อยากกินอะไรกิน อยากเที่ยวไหนเที่ยว ปีใหม่ สงกรานต์ก็กลับบ้านที กลับบ้านก็ไม่ยอมนอนบ้าน นอนในเมือง เหมือนผมยังมีความกลัวอยู่ลึกๆ ว่าตรงนั้นมันลำบาก”

รู้สึกยังไงบ้างที่ได้ใช้ชีวิตแบบที่ฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็ก – เราถาม

“มันเหมือนเราหลุดพ้นแล้ว ชีวิตเป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับเราได้อีก แวบหนึ่งผมแอบรู้สึกว่าในที่สุดก็หลุดพ้นจากชัยนาทสักที”

โควิด-19 บีบบังคับให้กลับบ้านและก่อตั้ง Riche Farm

ราวปี พ.ศ. 2562 โควิด-19 แพร่ระบาดในไทย ทุกคนกักตัวอยู่บ้าน ธุรกิจบางเจ้ายื้อไม่ไหวเป็นอันต้องปิดกิจการ ร้านอาหารของกบไม่มีลูกค้า อสังหาฯ ของเขาไม่มีคนซื้อ พนักงานในไซต์ก่อสร้างทำงานไม่ได้

ช่วงเวลานั้นเองที่กบหวนคิดถึงชัยนาทบ้านเกิด บ้านที่เขาหนีออกมาตั้งนานหลายสิบปี

“ผมไม่ได้อยากกลับ แต่ผมถูกบังคับให้ต้องกลับ อุตส่าห์หนีมาตั้งไกล พอกลับบ้านผมถามตัวเองว่าจะทำอะไรที่นี่”

เขามีความคิดอยากทำฟาร์มผักออร์แกนิก และนั่นจึงเกิดเป็น Riche’ Farm ฟาร์มท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ซุกซ่อนอยู่ที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท แต่เอาแค่ชื่อฟาร์มก็สนุกแล้ว

Riche เป็นภาษาฝรั่งเศส เป็นคำเดียวกับ Rich ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าร่ำรวย โดยธรรมชาติของคำ มันสามารถปรับเปลี่ยนไปตามบริบทได้เสมอ ส่วนคำว่า Riche ในความหมายของเขาคือ

“ผมอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งความมั่นคงทางด้านอาหาร เป็นฟาร์มปลอดสารเคมี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม”

กว่า Riche’ Farm จะกลายมาเป็นฟาร์มขนาดใหญ่เหมือนทุกวันนี้ กบเล่าว่าเดิมทีพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นพื้นทรายแล้วก็เป็นป่าสำปะหลังที่แห้งแล้งและกว้างใหญ่มาก

กบที่เพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ เลยติดต่อขอเช่าที่เพื่อมาทำเป็นที่จอดรถสำหรับโฮมสเตย์หลังแรกที่เขาทำซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และแบ่งพื้นที่อีกส่วนหนึ่งไปปลูกผักผลไม้ โดยที่แม้ตัวเองจะเป็นลูกเกษตรกร แต่ความรู้เรื่องการปลูกผักทำสวน จางหายไปในอากาศนานแล้ว

“แรกสุด ผมไปหาคนเก่งๆ มาช่วยปลูกแตงโม เพราะผมปลูกแตงโมไม่เป็น จากเดิมที่เช่าแค่ไร่เดียวก็เช่าเพิ่มเป็น 10 ไร่ วันดีคืนดีเจ้าของไร่จากกรุงเทพฯ ก็บอกว่าผมไปบุกรุกที่เขา คือมันเป็นการเช่าต่อเช่า เราไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงคือใคร

“สุดท้ายคุยกันลงตัวว่าผมขอซื้อที่ตรงนี้ 10 ไร่ พอไม่ต้องเช่าที่แล้ว ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมันก็มาละ ผมตั้งใจว่าจะทำธุรกิจเกษตรกรรมให้ได้ ผมก็เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนั้น ผมอยากทำเกี่ยวกับผักปลอดสารเคมี”

พืชผักออร์แกนิก ไก่อารมณ์ดี และสารพัดกิจกรรมให้ทำ

อธิบายอย่างรวบรัด Riche Farm มีเนื้อที่ทั้งหมด 157 ไร่ แบ่งได้เป็น 4 ก้อนหลักๆ ตามนี้

หนึ่ง ฟาร์มออร์แกนิก

สอง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ

สาม ที่พัก

สี่ ท่องเที่ยวชุมชน

จุดขายของฟาร์มแห่งนี้คือมีกิจกรรมมากมายให้ทำจนลืมเบื่อไปเลย ไม่ว่าจะเป็น เก็บผักออร์แกนิก ถีบเรือเป็ด เจ็ตสกี ขับรถ ATV หรือถ้าใครอยากออกไปเที่ยวนอกฟาร์ม ที่นี่มีบริการรถรางท่องเที่ยวที่พาไปเชื่อมโยงกับชุมชนทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดชัยนาท ไปเจอเกษตรกร คั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาล กินปลาแม่น้ำขึ้นชื่อ และหัดทำขนมพื้นถิ่น

กิจกรรมที่ได้รับความนิยมของ Riche’ Farm คือเก็บผักออร์แกนิก

อีกหนึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังฟาร์มแห่งนี้คือ ดร.เกษม สร้อยทอง อาจารย์จากสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. กบติดต่อให้อาจารย์เกษมมาช่วยสอนกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่เตรียมดิน ไปจนถึงพืชผักที่จะปลูก

“คำถามแรกที่เขาชวนคุยคือ ดินที่ดีคือดินจากไหน โอ้ ผมไม่รู้เลย สุดท้ายมารู้ว่าดินที่ดีที่สุดคือมาจากป่าดงดิบ ป่าดงดิบไม่เคยใช้สารเคมีเลย แต่ต้นไม้ก็เติบโตสูงใหญ่ได้ภายใต้ระบบนิเวศแบบนั้น ซึ่งเราก็ปรับจนได้เป็นสูตรของเรา

“พอดินพร้อมแล้วเราก็ปลูกผัก เราเริ่มปลูกในสิ่งที่เราต้องกินต้องใช้ก่อน เช่น พริก มะเขือ พืชผักสวนครัวต่างๆ ถ้าเหลือก็แบ่งไปขายให้กับนักท่องเที่ยว พืชผักที่เราปลูกกว่า 20 ชนิดได้มาตรฐาน GAP แต่ที่ขายดีที่สุดคือ เมลอน มะเขือเทศ และส้มโอขาวแตงกวา”

นอกจากปลูกพืชผักออร์แกนิก กบคิดว่าควรเลี้ยงสัตว์ด้วย กบก็เลยเลี้ยงไก่และตั้งชื่อไข่ของเจ้าไก่เหล่านั้นว่า ‘ไข่ไก่อารมณ์ดี’

“เราเลี้ยงไก่อิสระ มีกรง 3 กรงปล่อยให้มันวิ่งวน ไม่เครียด ให้เขาอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท เขาก็จะไข่ออกมาดี รสชาติดี แล้วเราปลูกวอเตอร์เครสให้ไก่กินควบคู่กัน

Slow Tourism และคืนรายได้สู่ชุมชน

อีกหนึ่งกิจกรรมที่สนใจมากของ Riche’ Farm คือการพานักท่องเที่ยวที่มาพักไปท่องเที่ยวชุมชนใน 8 อำเภอ ทั่วจังหวัดชัยนาท กบตั้งชื่อทริปท่องเที่ยวนี้ว่า ทริปท่องเที่ยวชุมชนสีเขียว

พอเริ่มจัดทริปบ่อยเข้า กบยิ่งมั่นใจว่าการใช้ชีวิตช้าๆ และดื่มด่ำธรรมชาติคือจุดแข็งของการท่องเที่ยวชัยนาท การได้ท่องเที่ยวทั่วทุกอำเภอในชัยนาทช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่มาพัก ทบทวนตัวเอง กระทั่งตกตะกอนบางอย่างในชีวิต

“วันก่อนมีนักท่องเที่ยวจากเชียงใหม่หนีฝุ่นมาหาเรา มาพักกับเรา ชัยนาทมันเป็นเมืองตรงกลางของหลายๆ ภาค เขาหนีความวุ่นวายมาหาเรา”

เราย้อนนึกถึงคำที่เขาเคยบอกกับเราก่อนหน้านี้ว่าอยากทำให้ Riche’ Farm เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

แล้วการท่องเที่ยวทั้ง 2 รูปแบบนี้เกี่ยวโยงกับความมั่นคงทางด้านอาหารยังไง

ถ้าเป็นเชิงเกษตร ถ้าผลผลิตไม่ดี เกษตรกรอาจตัดสินใจขายที่ดินเพื่อไปทำอุตสาหกรรม การทำให้ฟาร์มเกษตรกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว นอกจากช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้วยังเป็นการรักษาพื้นที่เพาะปลูกไว้ได้

“ชัยนาทเป็นเมืองที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ความอุดมสมบูรณ์เรื่องชลประทาน ผลผลิตราว 70 – 80% ก็ยังเป็นข้าวซะส่วนใหญ่ และไม่ค่อยเจอภัยแล้ง รองลงมาจากข้าวคือส้มโอขาวแตงกวา ซึ่งเป็นสินค้า GI ของชัยนาทเลย”

กบแอบกระซิบว่าส้มโอขาวแตงกวาขาวที่ได้อันดับ 1 คือต้องมาจาก อ.สรรคบุรี หรือถ้าเป็นเชิงสุขภาพ นักท่องเที่ยวเข้าถึงวัตถุดิบที่สดใหม่ ปลอดสารพิษ และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ สอดรับกับเทรนด์ Longevity ที่กำลังมาแรง เราพอเห็นข่าวทำนองว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศนิยมเดินทางไปยังภูมิภาคที่เป็น Blue Zones

“ชัยนาทเป็นเมืองเรียบง่าย สบายๆ คนไม่วุ่นวาย คือถ้าคนรักสงบ รักธรรมชาติ จะรักชัยนาทมากๆ บางทีคุณไม่ต้องรีบร้อน และมันยังพอมีวิถีชีวิตบางอย่างที่กรุงเทพฯ อาจไม่มีให้เห็นแล้ว”

Riche’ Farm ไม่ได้จัดกิจกรรมแค่ในฟาร์มแห่งนี้เท่านั้น แต่พยายามพานักท่องเที่ยวออกไปสัมผัสเมืองชัยนาทนอกฟาร์มด้วย นั่งรถรางไปเวิร์กช็อปทำขนมที่สวนครูเอียด คั้นน้ำผลไม้ ไปเดินซื้อของตลาดโคกหนองนา กระจายไปในแต่ละอำเภอ

“สาเหตุที่เราต้องทำกิจกรรมที่หลากหลายคือการหาคำตอบว่านักท่องเที่ยวต้องการอะไร ถ้าเรามัวแต่คิดฝันเอาเองว่า เราทำดีที่สุดแล้วทำไมยังไม่ถูกใจ คิดแบบนี้ไม่ได้ เราต้องพาเขาไปเจอของจริง เพื่อดูว่าจริงๆ แล้วเขาต้องการอะไร ชอบเที่ยวแบบไหน”

ชัยนาทเป็นอย่างนี้มานานแล้ว

เผื่อใครจินตนาการชีวิตในชัยนาทไม่ออก เราจึงชวนกบย้อนไปในวัยที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ชัยนาท

กบว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับ 1 ของเด็กชัยนาทคือ เขื่อนเจ้าพระยา ส่วนมากเกาะกลุ่มพากันไปปูเสื่อหาอะไรกิน เด็กหนุ่มห้าวก็พาสาวไปหยอดคำหวานแถวๆ นั้น

“พอตกเย็นเราจะไปแถวเขื่อนเรียงหิน หน้าศาลากลาง แถวนั้นจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยมาก เด็กวัยรุ่นจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปแถวนั้นเยอะ”

“สมัยนั้น อ.มโนรมย์ ยังมีโรงหนังอยู่ ผมจำชื่อไม่ได้ แต่นัดเพื่อนไปดูหนังอยู่บ่อยๆ คือมโนรมย์มันค่อนข้างคึกคักกว่าที่อื่น เพราะเป็นแหล่งค้าขาย มันก็จะมีโรงเรียน โรงหนัง โรงพยาบาล อาบอบนวดยังมีเลย คิดดูสิครับมันคึกคักขนาดนั้น (หัวเราะ)”

นอกจากเป็นเจ้าของ Riche’ Farm หมวกอีกใบที่กบสวมอยู่คือ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชัยนาท เห็นชื่อตำแหน่งแล้วถึงกับเกาหัว แต่เอาเถอะ อย่างน้อยคนที่ทำงานด้านนี้น่าจะให้คำตอบเราได้บ้างว่าที่ผ่านมาชัยนาทติดขัดอะไร

“ผมว่าภาคเอกชนไม่ได้รับการสนับสนุนได้อย่างเต็มที่ เด็กๆ รุ่นใหม่ไม่มีพลังในการพูดออกมา ซึ่งจริงๆ แล้วเด็กรุ่นใหม่ยุค Gen Z Gen Y เค้ามีมุมมองและไอเดียที่ดี แต่ว่ามันไม่ถูกนำไปต่อยอด และไม่มีคนฟังพวกเขา”

กบยกตัวอย่างให้ฟังว่าสมมติมีเอกชนอยากจัดงานเล็กๆ ขึ้นมาสักงาน ปรากฏว่าไปตรงกับหน่วยงานรัฐพอดี รัฐมีเงินสนับสนุน เปิดให้เข้าฟรี เอกชนทำกันเองต้องเก็บเงิน แน่นอนว่าคนก็แห่ไปงานฟรี สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือเอกชนเจ็บตัว และค่อยๆ เฟดหายไปเรื่อยๆ

“หน้าที่ของผมคือเชื่อมระหว่างภาครัฐกับเอกชน ประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานท่องเที่ยว เช่น ทคจ. ททท. เอกชนอยากจัดงานเราก็เป็นตัวกลางเชื่อมให้ ประสานงานให้”

“ผมต้องเข้าไปหาเอกชน หรือ SME รายย่อย เพื่อไถ่ถามว่า เขาอยากได้อะไร ผมสามารถช่วยผลักดันหรือส่งเสริมอะไรได้บ้าง ทั้งที่เราไม่มีงบประมาณนะครับ แต่เราสามารถนำเรื่องไปคุยกับหน่วยงานต่างๆ ได้”

การท่องเที่ยวชัยนาทจะบูมขึ้นกว่านี้ได้ กบในฐานะผู้ที่เข้าไปคลุกคลีและพูดคุยกับทั้งภาครัฐและเอกชน ให้คำแนะนำไว้อย่างนี้

“มันต้องระเบิดจากเราออกไป ขืนมัวแต่รอให้หน่วยงานมาซัปพอร์ตแล้วจัดไปเรื่อยๆ ถ้างบประมาณหมดวันหนึ่งมันก็จะเงียบ เราควรรู้ก่อนว่าชัยนาทมีอะไรดีบ้าง ทุกคนมีคำตอบของตัวเอง ผมทำเรื่องอาหารปลอดภัย พืชผักออร์แกนิก”

“ของพวกนี้ไม่ได้เริ่มจากว่าเราไปบอกว่าเรามีอะไรบ้าง มันจะเป็นความยั่งยืนในการท่องเที่ยวที่มันเกิดขึ้นโดยแท้จริง มากกว่าที่เราบอกว่าชัยนาทมีสวนนกนะ ชัยนาทมีเขื่อนเจ้าพระยา อันนี้เค้ามองภาพไม่เห็น”

“เราต้องให้เค้าเห็นครับ ไม่งั้นไม่เกิด เพราะว่าเราไม่ใช่หัวหิน เราไม่ใช่เชียงใหม่ เราไม่ใช่หลีเป๊ะ เค้าไม่เห็นภาพ แค่อยุธยาเมื่อก่อนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาอยากมาชัยนาท แต่เขาถามว่าชัยนาทอยู่ตรงไหน”

กบเปรียบเปรยว่าชัยนาทเหมือนจังหวัดที่ไม่ค่อยถูกมองเห็น นานๆ ที งบประมาณจากส่วนกลางจะเดินทางมาถึง วิธีที่พอจะทำได้คือระเบิดจากข้างใน โดยอาศัยแรงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มาช่วยกันหมุนชัยนาท

ถ้าท่องเที่ยวคึกคัก คนชัยนาทจะไม่ต้องออกไปที่อื่น

“กลับมาแล้วจะให้ทำอะไร”

ไม่ว่าจะเป็นคนชัยนาทหรือไม่ เราเชื่อว่าหลายคนมีคำถามนี้อยู่ในใจ กบอธิบายว่าการทำท่องเที่ยวเหมือนสร้างตึก ถ้าตึกขายได้ สีก็ขายได้ ปูน เหล็ก ไฟฟ้า ประปา ก็จะขายได้เป็นแพ็กเกจ กบมองว่าธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดีที่สุด

“หลายๆ คนก็คงไม่ต่างจากผม ชีวิตเด็กชัยนาทมีแต่ความเหนื่อย ความลำบาก ไม่มีสถานที่ดีๆ ในเมืองให้เราไปใช้ชีวิต ลึกๆ มนุษย์เราก็อยากไปอยู่ในเมืองที่เจริญกว่า อยากดูหนัง อยากกินอะไรอร่อยๆ”

นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมชัยนาทถึงสมองไหล สูญเสียคนรุ่นใหม่ให้กับเมืองหลวง เพราะถ้าแหงนกลับมามองที่บ้านเกิดแล้วยังไม่มีความมั่นคงมากพอ คงไม่มีใครอยากเสี่ยงกลับมา ซึ่งกบมองว่าถ้าทำให้การท่องเที่ยวชัยนาทคึกคักขึ้นได้ ประตูที่เคยปิดตายก็พอจะแง้มให้เห็นความก้าวหน้าที่บ้านเกิดอยู่บ้าง

“ถ้าการท่องเที่ยวบูมและมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ตำแหน่งงานมันจะตามมาเอง ภาคบริการ รถรับส่ง โรงแรม ร้านอาหาร แทบไม่ต้องออกไปทำงานข้ามจังหวัดด้วยซ้ำ ขอแค่อย่างเดียวคือมีนักท่องเที่ยวเข้ามา เดี๋ยวทุกอย่างมันจะรันไปได้ อันนี้คือสิ่งที่ชัยนาทต้องทำให้ได้”

ในช่วงท้ายของการพูดคุย เราได้กลิ่นอาหารที่กำลังถูกลำเลียงมาเสิร์ฟที่โต๊ะใกล้ๆ กัน ขอยอมรับว่ากลิ่นกับข้าวตรงโน้นรบกวนการพูดคุยตรงนี้พอสมควร

แดดเบาบางลงบ้างแล้ว ลมยังพัดหวิวมาทักทายอยู่เป็นระยะ เราจึงถือโอกาสถามกบว่าตั้งแต่ยังเด็กที่รู้สึกอยากจะหนีไปให้ไกลจากชัยนาท วันหนึ่งสภาพเศรษฐกิจบีบให้ต้องกลับมา จนได้กลับมาทำ Riche’ Farm พัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับชุมชน ถึงวันนี้เคยย้อนคิดบ้างไหมว่าการทำเรื่องมากมายเหล่านี้หล่อเลี้ยงตัวเองอย่างไรในฐานะมนุษย์

“ผมขอเล่าย้อนนิดนึง ช่วงแรกๆ ที่ผมทำด้านท่องเที่ยว ผมก็รู้สึกว่ามันมีกรอบบางอย่างครอบอยู่ มันมีคนกลุ่มที่พยายามบอกว่าชัยนาทเป็นแบบนี้แหละดีแล้ว อย่าไปเปลี่ยนอะไรมันเลย แต่มันก็มีน้องๆ รุ่นใหม่ที่มีฝีมือเยอะมากที่ต้องการผลักดันชัยนาทไปให้ไกลกว่านี้ ผมจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด”

“ผมต้องการทำให้ชัยนาทเป็นเมืองที่คนอยากมาท่องเที่ยว ผมอยากพาพวกเขาไปรับประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกอำเภอ ใช้เวลาทำกิจกรรมดีๆ และสลัดชีวิตอันสับสนวุ่นวายออกไป”

“ผมรู้แค่ว่ามีทางเดียวคือต้องทำ เพราะถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีใครทำแล้ว”

เขาไม่ได้บอกแค่ตัวเอง แต่กำลังบอกถึงคนที่กำลังช่วยกันหมุนจังหวัดชัยนาททุกคน

AUTHOR

PHOTOGRAPHER