Welcome, everypawdy!
หางเล็กๆ ส่ายสะบัดไปมาอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าวิ่งวนบนสนามหญ้า กระโดดว่ายน้ำป๋อมแป๋ม ภาพตรงหน้าแสดงออกถึงความสนุกและความสุขของเจ้าสี่ขาอย่างแท้จริง
เมื่อหมามีความสุข เจ้าของก็มีความสุข ทุกวันนี้บรรดาคนรักน้องหมาพยายามดูแลเอาใส่ใจหมาที่พวกเขาเลี้ยงเยี่ยงลูกคนหนึ่ง จึงเกิดธุรกิจเพื่อน้องหมารูปแบบใหม่ๆ มากมายที่ดูยังไงก็สะดวกสบายไม่ต่างจากคน จนเรียกได้ว่าสวรรค์บนดินของเจ้าสี่ขาเลยทีเดียว
ท่ามกลางอากาศร้อนของบ่ายวันหนึ่ง เราเดินทางมาถึง ‘Hund Haus’ พื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ของเจ้าสี่ขาที่ซ่อนอยู่ใจกลางเมืองย่านเอกมัย-พระราม 9 มีน้องหมาหลากหลายสายพันธุ์กับคุณพ่อคุณแม่หมาที่แวะเวียนมาเยือนไม่ขาดสาย พอได้มานั่งสนทนาอยู่กลางสวนก็เข้าใจได้ว่าทำไมต้องเป็นที่นี่
พื้นที่แห่งนี้เกิดจากความตั้งใจของ ‘มินนี่-ณัฐนิช สมิตชาติ’ เจ้าของผู้เติบโตมากับน้องหมาที่บ้าน 15 ตัว ด้วยความรักและความผูกพันเธอจึงไม่ได้อยากแค่สร้างพื้นที่ให้หมาเข้าได้เท่านั้น แต่ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อหมาโดยเฉพาะ ด้วยคอนเซปต์ Dog First, Always ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แต่ที่นี่หมาใหญ่สุด
หากมองย้อนกลับมาที่ไทยในปัจจุบัน แม้เทรนด์สัตว์เลี้ยงจะบูมมากขึ้นในทุกๆ วัน แต่พื้นที่สาธารณะส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัด หรือ Dog Park บางแห่งก็เป็นแค่สนามหญ้าธรรมดา และยังขาดรายละเอียดเรื่องจิตวิทยาสุนัข แต่ที่นี่ทุกอย่างถูกออกแบบโดยเอาใจน้องหมาเป็นหลัก
เธอจึงอยากสร้าง Dog Social Club เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของน้องหมามากที่สุด ตั้งแต่การเลือกสตาฟที่ต้องรักหมาจริงๆ การสร้างโซน Introvert Dog สำหรับหมาขี้อาย ไปจนถึงการมี Dog Behaviorist คอยดูแลน้องหมาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้พวกเขาเอ็นจอยตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ เรียกได้ว่าบริการทุกระดับ หมาประทับใจ
เบื้องหลังการออกแบบเพื่อเจ้าสี่ขาขนฟูแห่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เราไปฟังคำตอบพร้อมๆ กัน

เพราะพวกเขาคือคนในครอบครัว
หากจะเล่าถึงความผูกพันระหว่างมินนี่กับเจ้าสี่ขา คงต้องเริ่มจากการที่เธอเติบโตมาในครอบครัวที่มีเลี้ยงหมามาตลอดตั้งแต่จำความได้
“จำได้ว่าในครอบครัวไม่มีช่วงเวลาไหนที่ไม่มีน้องหมาเลย คุณแม่คุณพ่อเลี้ยงหมามาตลอด ที่บ้านเคยเลี้ยงหมามาประมาณ 15 ตัว การที่เราได้คลุกคลีอยู่กับน้องหมาหลายๆ ตัว มันก็ทำให้เรากลายเป็นคนที่รักและผูกพันกับหมามาตั้งแต่เด็ก
“การเลี้ยงหมาทำให้เรากลายเป็นคนเซนซิทิฟมากๆ ถ้ามีหนังเกี่ยวกับหมา เราจะไม่ดูเลย เพราะรู้ว่าต้องร้องไห้แน่ๆ (หัวเราะ) เราเห็นคุณพ่อคุณแม่ดูแลพวกเขาตั้งแต่เด็กจนโต มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าน้องหมาไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง แต่พวกเขาคือคนในครอบครัวจริงๆ”

จนกระทั่งมินนี่เดินทางไปเรียนต่อที่ซานฟรานซิสโก เธอจึงตัดสินใจเลี้ยงซุส น้องหมาของตัวเองเป็นครั้งแรก บวกกับการได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคอมมิวนิตีคนเลี้ยงหมาที่เปิดกว้าง ทำให้เธอเริ่มเห็นภาพความแตกต่างของคำว่า Dog Friendly ระหว่างไทยกับต่างประเทศอย่างชัดเจน
“เรารู้สึกว่าที่นั่นทุกอย่างมันเปิดมาก แค่เดินไปตาม Public Park ก็จะเห็นน้องหมาออกมาเล่นกันเต็มไปหมด เราสามารถพาหมาไปไหนก็ได้ แทบจะทุกเวลาเลยก็ว่าได้
“คนที่เลี้ยงน้องหมาก็ค่อนข้าง Friendly ทุกคนมีความรู้เรื่องการ Socialize มากๆ เขาเข้าใจธรรมชาติและบทบาทของน้องหมาอย่างดี ทำให้การอยู่ร่วมกันมันง่ายขึ้น ความ Dog Friendly ของซานฟรานซิสโก มันไปไกลถึงขั้นที่เราสามารถพาหมาเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต หรือเข้าร้านอาหารได้เลย โดยที่ไม่ต้องคอยโทรถามหรือเช็กก่อนตลอดเวลา”

เราเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูก (หมา) ของตัวเองมีเพื่อน อยากให้เขาได้วิ่งเล่นอย่างมีความสุข แต่ในความเป็นจริง การเข้าสังคมของน้องหมาไม่ใช่แค่ปล่อยให้ไปเจอใครก็ได้ และเมืองไทยเองก็ยังมีพื้นที่ไม่มากนักที่ถูกออกแบบโดยคิดจากมุมของน้องหมาจริงๆ
“น้องหมาที่เราเลี้ยงเองจริงๆ มีสองตัวคือซุสกับอะธีนา แต่ตัวที่ทำให้เกิด Hund Haus ขึ้นมาคือซุส เราได้เลี้ยงเขาตอนที่ไปเรียนต่อที่อเมริกาฯ การมีซุสทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เพราะก่อนหน้านั้นเราไม่เคยเลี้ยงหมาเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ซุสทำให้เราเข้าใจจริงๆ ว่าน้องหมาต้องการอะไร และการใช้ชีวิตของเขาเป็นยังไง
“การมีซุสเข้ามาในชีวิต เรามีความสุขขึ้นเยอะมาก ด้วยความที่เราอยู่อะพาร์ตเมนต์คนเดียวก็จะเหงา การมีซุสเข้ามาก็เติมเต็มชีวิตเราได้เยอะ จากเมื่อก่อนเวลาว่างก็นอนเล่น หลังจากมีซุสก็เปลี่ยนเป็นพาเขาไปเดินเล่น ได้สำรวจเมืองมากขึ้น และน้องหมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างมีตารางเวลาเป๊ะๆ อย่างเช่น หกโมงเช้าตื่นมาปลุก ถึงเวลาต้องพาไปเดินแล้วนะ การมีเขาก็ทำให้เรามีระเบียบวินัยมากขึ้นด้วย

“ช่วงแรกเรายังไม่ได้คิดเรื่องธุรกิจแบบจริงจังร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น แต่ด้วยความที่ซุสเขาเป็นหมาพลังงานเยอะ ต้องวิ่ง ต้องเล่นตลอดเวลา แต่พอกลับมาอยู่ไทย เราอยู่คอนโด ถึงจะมีพื้นที่ข้างล่างก็จริง แต่ก็ต้องใช้สายจูงตลอด แล้วสเปซมันก็ไม่พอให้เขาได้ปล่อยพลังจริงๆ มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า ในไทยควรจะมีพื้นที่ที่ทำขึ้นมาเพื่อน้องหมาจริงๆ เป็นพื้นที่ที่เขาได้วิ่ง ได้เล่น ได้เป็นตัวเองแบบเต็มที่”

Dog First, Always
วันหนึ่งเธอขับรถผ่านสวนสนามหญ้าพื้นที่กว่า 1 ไร่ ใจกลางเมืองย่านเอกมัย-พระราม 9 และบังเอิญว่าขึ้นป้ายให้เช่าพอดี คิดว่าถ้าเจ้าสี่ขาได้มาวิ่งเล่นในพื้นที่กว้างแบบนี้คงจะมีความสุขไม่น้อย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Hund Haus ที่มาจากภาษาเยอรมัน แปลว่า บ้านของหมา
“คอนเซปต์ของเราคือ Dog First, Always เราทำทุกอย่างโดยมีน้องหมาเป็นศูนย์กลาง อยากให้เขามีความสุขในพื้นที่แห่งนี้ นี่คือ Goal ที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก
“เราอยากได้พื้นที่ที่ต้องกว้างพอ เข้าถึงง่าย และยังอยู่ในเมือง ตอนแรกเราไม่เคยเห็นที่ตรงนี้เลย ทั้งที่มันอยู่ใกล้บ้านเรามาก จนกระทั่งวันหนึ่งขับรถผ่าน เห็นว่าขึ้นป้ายให้เช่า เรารู้สึกถูกโฉลกกับพื้นที่ตรงนี้ทันที และมันก็มีสเปซมากพอจะทำ Dog Park อย่างที่เราคิดไว้”

เบื้องหลังการออกแบบแต่ละโซนมีโจทย์อยู่สองอย่างคือน้องหมาต้องมีความสุขและสวนต้องใหญ่ที่สุดเท่าที่จะใหญ่ได้
พื้นที่แต่ละโซนจึงถูกออกแบบให้ต่อเนื่องกันอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งสระว่ายน้ำที่เปิดโล่งให้น้องหมาเอ็นจอยได้โดยไม่มีรั้วกั้น ไปจนถึงโซน Self-wash ที่ตั้งใจให้การอาบน้ำเป็นช่วงเวลา bonding ระหว่างเจ้าของกับน้องหมา คาเฟ่ในร่มที่แม้ตอนแรกจะถูกวางให้แยกออกจากสวน แต่สุดท้ายทีมเลือกเปิดพื้นที่ทั้งหมดให้เชื่อมถึงกัน เพื่อให้หมาใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มที่
“เราให้โจทย์ทีมดีไซน์ตั้งแต่แรกเลยว่า สวนต้องใหญ่ที่สุดเท่าที่จะใหญ่ได้ เพราะนี่คือเหตุผลหลักของการเกิด Hund Haus เพราะเราอยากให้น้องหมาได้วิ่ง ได้ปล่อยพลังอย่างเต็มที่ โซนสระว่ายน้ำเราอยากให้มันเป็นพื้นที่ที่น้องหมาเอ็นจอยได้เลย โดยไม่ต้องมีรั้วกั้น สระว่ายน้ำจึงถูกวางไว้ให้เชื่อมต่อกับสนาม เหมือนเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ไหลต่อกันได้ตามธรรมชาติ อยากวิ่งก็วิ่ง อยากลงน้ำก็ลงได้ทันที ส่วน Self-wash โซนนี้อาจจะใหม่หน่อยสำหรับหลายคน แต่เราตั้งใจให้การอาบน้ำ เป็นช่วงเวลาของการ bonding ระหว่างพ่อแม่กับน้องๆ เราเปิดให้ใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

“ส่วนโซนคาเฟ่ในร่ม ตอนแรกทีมก็พยายามจะกั้นโซนคาเฟ่ออกจากสวน แต่เรารู้สึกว่าที่นี่มันคือพื้นที่ของหมา สุดท้ายจึงเลือกไม่แบ่ง ปล่อยให้สเปซไหลต่อกันทั้งหมด เราอยากให้มีพื้นที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมาจะเดินไปตรงไหนก็ได้ สิ่งเดียวที่ถูกกั้นจริงๆ คือรั้วรอบนอก เพื่อความปลอดภัยไม่ให้น้องหมาหลุดออกไปแค่นั้น นี่คือโจทย์ของเราตั้งแต่วันแรก”


เจ้าสี่ขาก็มีบุคลิกหลากหลายไม่ต่างจากคน
ในโลกของเจ้าสี่ขาการเข้าสังคมก็ไม่ได้แปลว่าต้องสนุกเสมอไป บางตัวชอบเข้าสังคมพร้อมวิ่งเข้าหาเพื่อนใหม่ทันที บางตัวก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัว ต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมและกลิ่นแปลกหน้า Hund Haus จึงออกแบบ Introvert Dog Zone ขึ้นมาเพื่อรองรับน้องหมาขี้อายโดยเฉพาะ
“โซน Introvert เกิดจากการที่เราเห็นว่าน้องหมามีหลากหลาย น้องก็เหมือนคนที่มีทั้งคนที่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบเข้าสังคม เราก็เลยทำโซน Introvert มาเพื่อน้องๆ ที่ไม่ได้อยากสุงสิงกับใคร ให้เขาได้อยู่เงียบๆ แบบสบายใจ นอกจากนี้ยังใช้เป็นพื้นที่ประเมินนิสัยน้องหมาก่อนเข้าสู่โซนหลักด้วยว่าเขาเป็นยังไง Friend ตื่นเต้น เครียด หรือพร้อมแค่ไหน เพราะถ้าปล่อยเข้าไปเลย บางตัวอาจตกใจได้ เราเลยอยากให้โซนนี้เป็นเหมือนพื้นที่ Decompress ให้เขาได้ค่อยๆ ปรับตัว ทำความคุ้นเคยกับกลิ่นและบรรยากาศ ก่อนจะออกไปวิ่งเล่นจริงๆ”
“ที่นี่แตกต่างจาก Pet Space ทั่วไปตรงที่เราใส่ใจในทุกรายละเอียด เพราะคอนเซปต์ของเราคือ Dog First, Always ทุกอย่างที่ทำคือเพื่อหมาจริงๆ อาจจะไม่ได้ทำมาเพื่อคนร้อยเปอร์เซ็นขนาดนั้น แต่มั่นใจได้ว่าน้องหมาที่มาที่นี่จะมีความสุขแน่นอน”

บ้านบำบัดจิตใจทั้งคนและหมา
หมาฟังภาษาคนไม่ได้ แต่เราก็ยังพูดภาษาคนกับมัน
ถึงจะรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็รับรู้ได้ว่ามันรับฟัง
เช่นเดียวกันกับหมา บางครั้งหมาอาจอยากพูดบางอย่างกับคน ต่างกันเพียงภาษาของหมาไม่ใช่คำพูด แต่สื่อสารผ่านอิริยาบถที่จริงใจ พวกเขาก็ต้องการให้เรารับฟังและทำความเข้าใจเช่นกัน
ความน่าสนใจคือที่นี่มี Dog Behaviorist ผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาช่วยดูแลพฤติกรรม เพื่อให้น้องหมาทุกตัวมีพื้นที่ในการเข้าสังคม และได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นด้วยหลักจิตวิทยา เหมือนมีนักจิตบำบัดน้องหมาประจำบ้านอย่างไรอย่างนั้น
“ถ้าย้อนกลับไป 4 – 5 ปีก่อน ในไทยยังแทบไม่มีพื้นที่ที่เปิดรับน้องหมาเลย สวนสาธารณะก็ยังไม่ได้รองรับเท่าตอนนี้ที่จะเห็นว่าเริ่มมีโซนสำหรับน้องหมาแล้ว ทำให้ตอนนั้นโอกาสที่น้องหมาจะได้ออกไปเข้าสังคมในตอนนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะช่วงโควิดที่คนหันมาเลี้ยงหมากันมากขึ้น แต่กลับไม่มีพื้นที่ให้เขาได้เรียนรู้หรือเจอเพื่อน เราเลยมองว่านี่คือปัญหา

“การทำ Hund Haus มันไปไกลกว่าที่เราคิดมาก ตอนแรกเรามองแค่อยากให้มันเป็น Dog Social Club แห่งหนึ่ง แต่พอมาทำก็รู้สึกว่ามันลึกไปมากกว่านั้น น้องหมาเขาพูดไม่ได้ เราทำได้แค่สังเกตพฤติกรรมของพวกเขา บางทีพ่อแม่มือใหม่เขาอาจจะไม่ได้รู้เท่าคนที่มีความรู้ด้านนี้โดยเฉพาะ เราพยายามทำเพื่อน้องหมามากที่สุด เพราะทุกวันนี้ Pet Humanization มันเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราเองก็เลี้ยงน้องๆ เหมือนลูกเหมือนกัน เราอยากพาเขาไปทุกที่ อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขา
“เราจึงมีกิจกรรมยอดฮอตฮิตคือ Paw & Talk เซสชันพูดคุยกับ Dog Behaviorist ที่เปิดให้ผู้ปกครองเข้ามาปรึกษาทุกความกังวลเกี่ยวกับน้องหมาได้โดยตรง ได้รับเสียงตอบรับดีมาก เพราะพ่อแม่ทุกคนอยากดูแลลูกของตัวเองให้ดีที่สุด ทุกคนอยากเข้ามาปรึกษา พ่อแม่หมาเขารักลูกของตัวเองมากอยู่แล้ว เขาต้องการแนวทางจากคนที่มีความรู้เพื่อทำให้เขาดูแลน้องหมาได้ดีขึ้น บางทีปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องการเข้าสังคม แต่อาจเริ่มมาจากการกินหรือการนอน มันลึกถึงขนาดนั้น ซึ่งมันก็เอฟเฟกต์ต่ออารมณ์และความสุขของน้องหมาค่อนข้างเยอะ
“นอกจากนี้เรายังให้ Behaviorist คอยเทรนสตาฟทุกคนให้สังเกตอาการน้องหมาว่าตัวไหนเครียด กลัว หรือยังไม่พร้อม เพื่อให้สตาฟเข้าไปช่วยได้ทัน หรือเข้าไปพูดคุยกับพ่อแม่ว่าสามารถแก้ไขหรือปรับพฤติกรรมแบบไหนได้บ้าง”

“อาการน้องหมาดูออกค่อนข้างชัด ดูได้จากท่าทางของน้องหมา สายตาของน้องหมา วิธีการเดินของเขา คนที่ดูเป็นเขาจะดูออกทันทีเลยว่าตัวนี้เครียด กลัว หรือมีความสุข เรากับคนในทีมไม่ได้มาจาก Background ที่เกี่ยวข้องกับน้องหมาร้อยเปอร์เซ็น เหมือนเราเรียนรู้ไปในแต่ละวัน เรียนรู้จากฟีดแบ็กลูกค้าเราเอง เรียนรู้จากเทรนเนอร์ที่เขาคอยเข้ามาสอนอยู่เรื่อยๆ ก็ทำให้ทุกวันนี้พนักงานเราดูออกทุกคน
“การมีพื้นที่แบบนี้เรามองว่ามันสำคัญในด้านความสุขของน้องหมา พอเขาได้เจอบรรยากาศที่รู้สึกว่ามันปลอดภัยสำหรับเขา มันก็จะช่วยให้เขามีความสุขมากขึ้น อย่างถ้าเป็นอะธีนาได้หมด เล่นกับใครก็ได้ เขาแฮปปี้ในการที่เขาจะได้เดินไปเรื่อยๆ ในสวน ไม่ต้องสนใจอะไร แต่ซุสค่อนข้างเลือกเพื่อน เพราะเขาเป็นหมาผู้ชาย เหมือนวัยรุ่นนักเลงหน่อย เราก็จะต้องรู้ว่าจังหวะไหนที่ควรดึงตัวเขาออกมา หรือจังหวะไหนที่เราให้เขาเล่นได้ มันจะมีจุดที่เรามองออกเองเลยว่าได้หรือไม่ได้”

หมาจรก็มีหัวใจ
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 – 6 ปีก่อน มินนี่เคยตั้งใจอยากทำคาเฟ่หมาจร เพื่อเปิดโอกาสให้น้องหมาที่ไม่มีบ้านได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้สุดท้ายไอเดียนั้นจะพามาสู่การเกิดของ Hund Haus ก่อน แต่ความตั้งใจในการช่วยเหลือหมาจรก็ยังคงอยู่
หากธุรกิจเติบโตตามที่ตั้งใจ เธอวางแผนจะกันงบส่วนหนึ่งเพื่อดูแลสุนัขไร้บ้าน และเปิดโอกาสให้คนที่พร้อมได้รับเลี้ยงต่อ แม้ไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ แต่อย่างน้อยก็อยากเป็นส่วนเล็กๆ ในการช่วยเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา
“ด้วยความที่เรารักหมามาก เราก็อยากทำคาเฟ่หมาจร เพื่อให้โอกาสกับน้องหมาที่ไม่ได้มีโอกาสเท่าหมาบ้าน อยากให้เขาได้มีโอกาสในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็กลายมาเป็น Hund Haus ก่อน แต่เป้าหมายอีกอย่างหนึ่งของเราคืออยากช่วยหมาจร ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบคาเฟ่หรือมูลนิธิก็ตาม

“เราอยากให้น้องหมาจรได้มีโอกาสมากกว่านี้ หมาทุกตัวเขาควรจะได้บ้านที่รักเขาจริงๆ มีโอกาสที่จะได้ทานอาหารดีๆ มีบ้านให้นอน เราค่อนข้างเซนซิทิฟกับเรื่องน้องหมา เพราะเราก็เห็นหมาจรเยอะ เห็นข่าวหมาจรที่ค่อนข้างน่าสงสาร เราก็บริจาคให้มูลนิธิที่เกี่ยวกับน้องหมาเรื่อยๆ แค่ยังไม่มีโอกาสและยังไม่พร้อมที่จะทำเอง
“เราคิดว่าสิ่งที่คนทั่วไปช่วยได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการบริจาคหรือรับเลี้ยง แต่อย่างน้อยที่สุดคืออย่าไปทำร้ายเขา เพราะเรายังเห็นข่าวน้องหมาถูกทำร้าย โดนวางยาอยู่เรื่อยๆ สิ่งเล็กๆ ที่ทำได้เวลาเจอหมาจร อาจจะแค่ช่วยแจ้งหรือ รายงานไปยังมูลนิธิ อย่างน้อยก็อาจเปิดโอกาสให้น้องหมาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น”

ทำทุกอย่างเพื่อน้องหมาอย่างแท้จริง
เทรนด์ปัจจุบันคนมีลูกกันน้อยลง แล้วหันมาเลี้ยงสัตว์เป็นลูกมากขึ้น ความเติบโตของธุรกิจนี้ทำให้เราเห็นผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งเจ้าเล็กเจ้าใหญ่กระโดดเข้ามาช่วงหลายปีหลังนี้
เมื่อตั้งต้นว่าความสำเร็จอาจจะไม่ใช่กำไรที่เป็นตัวเลข แต่เป็นความสุขของน้องหมา แน่นอนว่าไม่ง่าย เพราะนี่เป็นธุรกิจแรกของเธอ ได้ลงมือทำทุกอย่างเองหมดทุกกระบวนการ มีอะไรหลายๆ อย่างที่ได้เรียนรู้ระหว่างทาง ทั้งเรื่องดีและไม่ดี
“การเลือกสตาฟเราก็ไม่ได้ดูว่าเขาจะมีประสบการณ์มากน้อยขนาดไหน แต่ดูว่าเขารักหมาแค่ไหน ทุกครั้งที่ได้เจอสตาฟครั้งแรก เราจะให้ซุสกับอะธีนาไปด้วยตลอด เราจะดูว่าเขา Interact กับน้องหมายังไง ด้วยความที่ทั้งทีมยังใหม่ หลายคนก็ยังไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ ทำให้ในช่วงแรกๆ ทุกคนเครียด บรรยากาศข้างในก็จะตึงๆ หน่อย
“ซึ่งเรามารู้ทีหลังว่าน้องหมาสามารถรับรู้ความเครียดของคนได้ บรรยากาศมันเลยส่งผลถึงเขาโดยตรง เราเลยพยายามปรับมู้ดของทีมให้ผ่อนคลายขึ้น และเห็นชัดเลยว่าน้องหมาเอ็นจอยมากขึ้น การขู่หรือทะเลาะกันก็น้อยลง

“เราเข้ามา Hund Haus ทุกวัน แค่ได้เห็นน้องหมาวิ่ง เล่นน้ำ หรือค่อยๆ เปิดใจมากขึ้น มันก็ยืนยันแล้วว่าสิ่งที่เราทำมันเวิร์กจริง บางตัวที่ยังเครียด เราก็มีทีมช่วยแนะนำเจ้าของ ทั้งเรื่องการปล่อยสายจูง หรือการค่อยๆ ให้เขา Socialize ซึ่งมีน้องหลายๆ ตัวที่มารอบแรกแล้วเครียดมาก แต่พอเจ้าของเขาพากลับมาเรื่อยๆ กลายเป็นว่าจากครั้งแรกกับล่าสุดแตกต่างกันมาก อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ได้เห็นแล้วว่าน้องหมามีความสุขจริงๆ
“อย่างที่บอกว่าเราทำ Hund Haus ขึ้นมาเพียงเพราะอยากเห็นน้องหมามีความสุขแค่นั้นเลย ตั้งแต่แรกที่คิดจะทำธุรกิจนี้เราไม่ได้มองเรื่องกำไรเลย เรามองแค่อยากให้มันไปต่อได้เรื่อยๆ มากกว่า อยากให้กำไรของเราคือความสุขของน้องหมาที่ได้รับจากที่นี่
“ถ้าพ่อแม่น้องหมาคนไหนที่กำลังหาพื้นที่ให้น้องหมาตัวเองได้ปล่อยพลัง อยากให้มาที่ Hund Haus เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อน้องหมาจริงๆ ยินดีต้อนรับน้องหมาทุกตัว”






