คอลัมน์ a better day โค้งคำนับสวัสดีผู้อ่านหลังจากหายหน้าหายตากันไปพักใหญ่ เรากลับมาอีกครั้งพร้อมกับเรื่องราวสนุกๆ ที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย วันนี้เราขอเสนอคำว่า Selective Truth หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ความจริงที่ถูกเลือก
ลองมองไปยังสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคุณที่สุด บางคนอาจจะเห็นโปสเตอร์บนผนัง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือหวานใจที่กำลังยืนทำกับข้าว เป็นมุมมองเดิมที่เราเคยเห็นอยู่ทุกวัน เคยสงสัยไหมว่าอีกด้านของโปสเตอร์มีอะไรอยู่ หรือแม้แต่หลังคอมมีสายไฟโยงใยมากแค่ไหน
ถ้าสงสัยเราก็แค่เดินไปแกะโปสเตอร์ออก หรือขยับคอมออกจากกำแพงแล้วก็ดูความจริงอีกด้าน อ้าว หลังคอมพิวเตอร์มีแมลงสาปอยู่นี่นา แล้วก็ลงมือทำความสะอาด เพราะกลัวว่าคอมตัวโปรดของเราจะพัง
การตรวจสอบความจริงเป็นเรื่องที่เราทำได้ ถ้าความจริงนั้นเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของเรา แต่ถ้าเป็นความจริงที่เผยแพร่กันในโซเชียลมีเดีย มันออกจะอยากอยู่เล็กน้อยกับการตามหาความจริงจริงๆ
ตอนสายลมเย็นๆ พัดผ่านใบหน้า เราที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ริมถนน มือเลื่อนอินสตาแกรมไปเจอกับรูปของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังกำลังนั่งดื่มค็อกเทลอยู่ริมหาด โดยมีแสงพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าอยู่เบื้องหลัง
ยอดกดไลก์หลักแสน พร้อมกับคำชมในช่องคอมเมนต์ว่า เริ่ดค่า สวยค่า น่าไปมากๆ ค่า หารู้ไม่ว่านั่นอาจเป็น 1 ใน 100 รูปที่ใช้ได้ และถูกคิดมาแล้วว่าดีที่สุด แม้ในความเป็นจริง อีก 99 รูปอาจมีคนเดินผ่านบ้างล่ะ ตาปรือบ้างล่ะ มุมไม่ได้บ้างล่ะ รูปที่ใช้การไม่ได้จะไม่ถูกนำมาโพสต์ให้เห็นหรอก
แต่มันก็ถือเป็นความจริงใช่ไหม เพราะถ้าไปสถานที่เดียวกัน เราก็อาจเจอกับผู้คนพลุกพล่าน ลมพัดแรงจะใบหน้าเหยเก กว่าจะได้รูปที่สมบูรณ์ก็ใช้เวลาอยู่นาน ทันใดนั้น เราก็จะตระหนักว่า อ๋อ เบื้องหลังมันเป็นอย่างนี้ แต่ผลลัพธ์มันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรใช่ไหม เราก็ยังมีรูปสวยๆ ไปลงอินสตาแกรม
คำถามคือ Selective Truth ในโซเชียลมีเดียสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นได้หรือไม่ เราไม่ได้จะบอกว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี หากแต่อยากชวนผู้อ่านรู้เท่าทันความจริงที่ถูกเลือกมาแล้ว มาสร้างภูมิคุ้มกันให้กับต่อมเอ๊ะของเรากันดีกว่า
ก็ให้เห็นความจริงนะ แต่ไม่ทั้งหมด
ยักคิ้วสวัสดี เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับมือระวิง เจ้าของผลงาน 36, Freelance, ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ และ Human Resource สมัยที่เขาอายุน้อยกว่านี้ 10 ปี เต๋อเคยจับไมค์พูดบนเวที TEDxBangkok ไว้อย่างน่าขันและน่าคิด
“อาชีพคนทำหนังจะเรียกว่าเป็นนักโกหกมืออาชีพก็ได้”
นวพลหมายความว่าแต่ละซีนในหนัง ผู้กำกับเป็นคนตัดสินใจว่าอยากให้คนดูเห็นอะไร หรือไม่เห็นอะไร คือจะอวดแหละว่าตำแหน่งผู้กำกับนั้นมีอำนาจกำหนดได้ว่าวินาทีนี้ให้คนดูรู้สึกแบบนี้ ช่างเป็นอาชีพที่วิเศษ คนทำอาชีพพวกนี้เขาควบคุมเสียงหัวเราะและคราบน้ำตาบนแก้มเราได้
แต่เห็นด้วยไหมครับเต๋อ เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เป็นนักโกหกมืออาชีพได้แล้ว
ถ้าเราจำกันได้เมื่อปลายปี 68 หลายจังหวัดทั่วไทยเกิดน้ำท่วมครั้งรุนแรง สำนักข่าวไทยหลายสำนักตั้งโต๊ะรายงาน หนึ่งในนั้นคือข่าวนายกฯ สั่งการให้ข้าราชการติดตามดูแลและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่
สำนักข่าวแรกเลือกใช้ภาพบ้านในภาคใต้ที่กำลังจมน้ำ
สำนักข่าวที่สองเลือกใช้ภาพน้องหมากำลังตะกายหนีน้ำ
สำนักข่าวที่สามเลือกใช้ภาพนายกฯ นั่งเรือลุยน้ำท่วม
ในเมื่อแต่ละภาพให้อารมณ์ ความรู้สึก และความหมายแตกต่างกัน อยากชวนเต๋อในฐานะผู้กำกับมานั่งวิเคราะห์แต่ละภาพด้วยกันหน่อย
สำนักข่าวแรกฉายภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น คือเห็นบ้านเรือนพัง รถลอยไปตามน้ำ
สำนักข่าวที่สองความสะเทือนอารมณ์ เจ้าของหมาดูแล้วใจสลาย
สำนักข่าวที่สามเอาตัวละครในข่าวมาขึ้น
ทีนี้ลองจินตนาการว่าผู้อ่านกำลังโหนรถไฟฟ้าในที่แคบๆ ปะปนในหมู่ชาวออฟฟิศในช่วงพระอาทิตย์ตอกบัตรออกเวรไปแล้ว ระหว่างเท้าจิกพื้น มือก็เลื่อนอ่านข่าวไปด้วย
นายสมชายอ่านข่าวจากสำนักแรก เสร็จแล้วโทรไปไถ่ถามญาติที่รู้จักว่าเป็นไงบ้าง นางสมหญิงเบะปาก (เศร้า) และจะกลับไปกอดหมาที่คอนโดให้แน่นๆ นายอัครเดชผู้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ปลายด้ามขวานเห็นข่าวนั้นแล้วก็ หมายมั่นเลยว่าสมัยหน้าจะกาเลือกคนนี้อีกครั้ง
แต่เต๋อครับ ภาพนิ่งมันบอกอะไรเราน้อยเกินไป ภาพแรกเป็นคนละจังหวัดกับที่เกิดน้ำท่วม ภาพที่สองเป็นหมาที่ไหนก็ไม่รู้ และภาพที่สามเป็นภาพนายกฯ ลงพื้นที่น้ำท่วมเมื่อปี 2566 แต่ถูกนำมาใช้อีกครั้งในปี 2568
เอาล่ะ ใครกันคือนักโกหกมืออาชีพ
เรามักเชื่อความจริงที่ถูกเลือก
มากกว่าความจริงจริงๆ
ผายมือชวนอ่านงานวิจัยชื่อ The spread of true and false news online การศึกษาจาก MIT ที่ศึกษาเรื่องราวหรือข่าวที่ถูกทวิตบน Twitter (X) ตลอด 11 ปี (2009 – 2017) กว่า 126,000 เรื่อง จากบัญชีผู้ใช้ประมาณ 3 ล้านคน
งานชิ้นนี้บอกกับเราว่าข่าวเท็จแพร่กระจายไปไกลกว่า เร็วกว่า และกว้างกว่าข่าวจริงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเท็จหรือรูปที่เกี่ยวกับการก่อการร้าย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ตำนานปรัมปรา หรือข้อมูลทางการเงิน
นั่นคือในยุคไม่มี AI ต่อเมื่อเจ้าปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นขาโจ๋ในโลกออนไลน์แล้ว การศึกษาจาก MIT พบว่า AI สามารถนำเรื่องราวจากหลากหลายแห่ง หลายๆ บริบทมาปั้นแต่งใหม่ และคนก็เชื่อ ยิ่งเมื่อได้แรงผลักจากอัลกอริทึม ความจริงที่ถูกเลือกเหล่านั้นยิ่งถูกส่งไปยังหาที่พร้อมจะเชื่อได้ง่ายๆ
การบิดเบือนความจริงเคยถูกใช้หวังผลทางการเมืองมาแล้ว การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2024 สำนักข่าว BBC รายงานว่า กลุ่มผู้สนับสนุนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เจนภาพ AI ของทรัมป์กำลังยืนกอดกับคนดำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพื่อสร้างกระแสว่าทรัมป์ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวแอฟริกัน-อเมริกัน แม้รูปมันจะดูหลอกตามากก็ตาม
สำนักข่าว AP วิเคราะห์ว่าภาพเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างโดยทีมงานแคมเปญของทรัมป์โดยตรง (ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง) แต่ถูกสร้างโดยกลุ่มผู้สนับสนุน ซึ่งน่ากลัวกว่า เพราะมันขจรขจายไปทั่วออนไลน์ และควบคุมยาก
หลังการเลือกตั้งจบลง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะและกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย Pew Research Center เปิดเผยข้อมูลว่า ทรัมป์ได้คะแนนจากคนดำประมาณ 15 – 16% ซึ่ง เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2020 ที่เขาได้ไปเพียง 8%
ลองเม้มปากแล้วคิดกันดูว่าใน 1 วัน เราท่องโลกโซเชียลกันบ่อยแค่ไหน แน่นอน เราไม่ได้หวังว่าผู้อ่านจะตามหาหรือตรวจสอบความจริงในระดับเข้มข้น ใครจะไปมีเวลาขนาดนั้น เพียงแต่อยากให้ฉุกคิดเล็กๆ ว่าทุกคอนเทนต์ที่เราเห็นนั้นล้วนถูกเลือกมาแล้ว
อย่างหัวข้อที่หยิบมาคุยกันในวันนี้ก็เป็นความจริงที่เราเลือกมาแล้ว ผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ก็ลองหาข้อเท็จจริงกันดู เพราะเรามีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าคุณจะยังไม่เชื่อ




