‘ใบชา’ เคยเป็นเครื่องบ่งบอกความมั่งคั่งในอังกฤษ ด้วยความที่เป็นของหายากและมาจากแดนไกล เป็นของที่ไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆ
แต่เมื่อความต้องการ (Demand) ของใบชามีเพิ่มมากขึ้น การนำเข้าใบชาจากจีนและอินเดียของประเทศอังกฤษ จึงเริ่มมีจำนวนมากขึ้นด้วย
แล้ววันหนึ่งของแปลกใหม่ ก็กลายเป็นของในชีวิตประจำวันของชาวอังกฤษ
แล้วไทยเราเริ่มดื่มชากันตั้งแต่เมื่อไร?
ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของ ‘ชา’
คนไทยแต่เดิมไม่ได้ดื่ม ‘น้ำชา’ ในชีวิตประจำวัน คาดว่า ‘ใบชา’ มายังประเทศไทยพร้อมกับการมาเยือนไทยของชาวจีนในสมัยก่อน
บริเวณชุมชนชาวจีนในอดีต มักมีโรงน้ำชาหรือสภากาแฟ ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนที่มาพบปะพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวัน การดื่มชาหรือกาแฟจึงเริ่มแผ่ขยายไปในชีวิตของผู้คน แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก
กาแฟยังเป็นเครื่องดื่มสำหรับแก้ง่วง แล้วชาก็เป็นเครื่องดื่มอันดับรองๆ ลงมา
ตามภัตตาคารจีนในไทย มักเสิร์ฟ ‘ชาจีน’ คู่กับอาหาร ในซูเปอร์มาร์เกตก็มีชาจีนหลายชนิดวางจำหน่าย
ส่วนชาอังกฤษนั้นน่าจะเข้ามาในไทยพร้อมกับการเดินทางไปเรียนต่างประเทศของคนไทยในสมัยก่อน ถึงแม้จะหาซื้อชาจากอังกฤษได้ตามร้านค้าหรือซูเปอร์มาร์เกตใหญ่ๆ ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ก็ไม่ได้พบเห็นในเกือบทุกที่เหมือนในปัจจุบัน

อ้าว แล้วประเทศไทยเริ่มดื่มชากันอย่างจริงจังเมื่อไร?
ก็เมื่อร้านกาแฟเครือใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาเปิดสาขาที่ไทยในช่วงปลายยุค 90 ตอนนั้นการดื่มชาประเภทชาเขียวปั่นและชาใส่นมสด เริ่มพบเห็นมากขึ้น จนค่อยๆ กลายเป็นเครื่องดื่มแมสในวงกว้างทั่วไทยอย่างในปัจจุบัน
จริงๆ แล้ว ‘ชาไทย’ คือชาแบบไหน?
ถ้าพูดโดยทั่วไป คำว่า ‘ชาไทย’ หรือว่า ‘Thai Tea’ มักหมายถึง ‘ชาสีส้ม’ จากประเทศไทยที่รู้จักกันในระดับโลก
เริ่มแรก ‘ชาไทย’ เป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวในฐานะของฝากจากเมืองไทย ซึ่งมักมาในรูปชาสำเร็จรูปที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เกตทั่วไป
คำว่า ‘ชาไทย’ ยังหมายความรวมถึง ‘ชาสีส้ม’ ในร้านชากาแฟที่ชงด้วยใบชาดำ ใส่น้ำตาลทรายและนมกระป๋อง จนได้เป็น ‘ชาไทย’ แบบที่เราคุ้นเคยกัน
ตลอดมาใบชาดำที่ใช้ส่วนใหญ่มักเป็นใบชานำเข้า ไม่ใช่ใบชาจากไร่ชาในไทย เพราะการปลูกชาในไทยเพิ่งเริ่มไม่นานมานี้ คำว่า ‘ชาไทย’ จึงมักไม่ได้หมายถึงชาไทยที่ชงจากใบชาของไทย แต่เป็นเรื่อง ‘กระบวนการในการชงชาแบบไทยๆ’ ที่ใช้ ‘นมกระป๋อง’ กับ ‘น้ำตาลทราย’ มากกว่า

การสร้างมูลค่า (Value Creation) ให้กับสินค้า
คำว่า ‘Value Creation’ หมายถึง ‘การสร้างมูลค่า’ เป็นคำสำคัญที่พบบ่อยในศาสตร์ด้านแบรนดิงและการตลาด
แล้ว ‘การสร้างมูลค่า’ คืออะไร?
‘การสร้างมูลค่า’ (Value Creation) ไม่ใช่การ ‘เพิ่ม’ มูลค่าให้กับสินค้า แต่มักเป็นการนำสิ่งที่ถูกมองว่าไม่มีมูลค่า ไม่มีราคา หรือถูกมองข้าม มา ‘สร้าง’ เป็น ‘สินค้า’ ที่มีจุดแข็งและจุดขาย หรือมีมูลค่ามากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่ก่อนที่จะสร้าง ‘มูลค่า’ ได้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจสินค้าอย่างถ่องแท้ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การวิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส หรือว่าความท้าทายทางธุรกิจ
เมื่อเข้าใจอย่างละเอียดแล้ว ก็ถึงเวลาสร้าง ‘มูลค่า’ ให้กับสิ่งที่เราทำด้วยวิธีการทางแบรนดิงหรือมาร์เกตติง เช่น การพัฒนาสินค้า (Product Development) หรือการสร้างตลาดใหม่ให้กับสินค้าของเรา (Market Development)
ในขั้นตอนนี้สามารถกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เข้ามาช่วยเป็นเครื่องมือในการคิดหาไอเดีย และสำรวจความเป็นไปได้ในแง่ต่างๆ
ฟังดูเหมือนยาก แต่จริงๆ ไม่ยากเลย
มาดูที่ตัวอย่างของไทยกันเลยดีกว่า

Karun กับการสร้างมูลค่าให้กับชาไทย
อย่างที่เขียนไปตอนต้น เวลาที่พูดถึง ‘ชาไทย’ เรามักนึกถึงชาไทยสีส้มที่ชงด้วย ‘กระบวนการ’ ใส่น้ำตาลทรายและนมกระป๋องแบบไทยๆ
ที่ผ่านมา ‘ชาไทย’ เป็นเมนูรองลงมาของร้านชากาแฟมาโดยตลอด ประมาณว่าถ้าไม่ดื่มกาแฟ ก็มีชาให้เลือกนะ
ราคาของ ‘ชาไทย’ จึงมักถูกกว่ากาแฟอยู่พอสมควร เป็นสาเหตุให้ชาไทยเป็นสิ่งที่หลายแบรนด์มองข้าม
แต่ Karun กลับไม่คิดเช่นนั้น
แบรนด์ Karun มองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ใน ‘ชาไทย’
Karun สร้าง ‘คุณค่า’ ให้กับ ‘ชาไทย’ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) และการพัฒนาตลาด (Market Development)
เริ่มต้นจากจุดแข็งของแบรนด์ Karun ที่มีความเข้าใจใน ‘ชาไทย’ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มประจำบ้านที่ผ่านการทดลองสูตรและนำไปลองจำหน่ายหลายครั้ง ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริง จนได้รสชาติที่แบรนด์มั่นใจว่าจะถูกปากลูกค้าแน่ๆ
ต่อจากนั้นแบรนด์ Karun ก็นำความภาคภูมิใจในสูตรชาไทยของที่บ้าน มาผสมผสานกับความพรีเมียมของวัตถุดิบ ทำให้ ‘ชาไทย’ ของแบรนด์ Karun มีรสชาตินุ่มละมุนอันเป็นเอกลักษณ์

จากที่เคยใช้ใบชาดำธรรมดาๆ ก็นำใบชาชั้นเยี่ยมมาชงเป็นชาไทยระดับพรีเมียม จากนมกระป๋องก็เปลี่ยนมาใช้นมโคสด หรือน้ำนมพืชอย่างนมข้าวโอ๊ต นมอัลมอนด์และนมถั่วเหลือง เพื่อเสิร์ฟเป็นเมนูตามฤดูกาล (Seasonal Menu)
แล้วยังนำการออกแบบเข้ามาช่วยพัฒนารูปลักษณ์ของแบรนด์ชาไทยให้เรียบง่าย ทันสมัยและเข้าถึงง่าย
เมื่อสินค้ามีความแข็งแกร่ง ก็ได้เวลาพัฒนาตลาด (Market Development) ด้วยการสร้าง ‘โปรดักต์’ ที่ตอบโจทย์ความชอบที่แตกต่างกันของลูกค้า ทั้งลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ชาวออฟฟิศ ไปจนถึงครอบครัว เพื่อสร้างตลาดที่หลากหลายให้กับแบรนด์
จากที่เคยเป็นเมนูรองของร้านส่วนใหญ่ แบรนด์ Karun ยกระดับ ‘ชาไทย’ ให้เป็นเมนูหลักของแบรนด์ แล้วเสริมตัวเลือกด้วยเมนูที่ทำจากชาไทยหลากชนิด เช่น ชาไทยปั่น ไอศกรีมชาไทย ขนมทีรามิสุใส่ชาไทย ไปจนถึงวิปครีมที่ทำจากชาไทย และซอสทอปปิงชาไทย
เรียกว่าถูกใจลูกค้าทุกกลุ่มเลยทีเดียว
และด้วยความหลากหลายของเมนูชาไทยที่แบรนด์ส่งมอบให้ ทำให้ไม่ว่าจะชอบดื่มชาไทยหรือไม่ แต่ถ้าแวะไปที่ ‘Karun’ จะต้องอดใจสั่งเมนูใดเมนูหนึ่งไม่ได้อย่างแน่นอน จนพูดได้เต็มปากว่า Karun สร้างมูลค่าให้กับเครื่องดื่มอันดับรองอย่างชาไทยได้อย่างงดงาม จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องดื่มที่ขายดีที่สุดของไทยในเวลานี้





