ระหว่างที่กำลังกรีดหนังสือไปเรื่อยๆ แม้จะอ่านตัวอักษรที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าได้ทั้งหมด แต่ดูเหมือนความหมายจะไม่เข้าในหัวแม้แต่น้อย จู่ๆ คำถามก็ผุดขึ้นมาในใจว่าเราควรอ่านหนังสือให้จบเล่มจริงหรือ?
หลายครั้งที่การหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่งเราก็มักคาดหวังว่าจะอ่านให้จบเล่ม แต่หลังจากใช้เวลาไปสักพัก เราอาจพบว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำงานกับเราเลยสักนิด จังหวะในเรื่องช้าเกินไป ไม่คลิกกับภาษาที่ใช้บรรยาย หรือด้วยภาระงานทำให้ทิ้งช่วงไปจนกลับมาอ่านต่อไม่ติด ปัญหาเหล่านี้ทำให้หนังสือหลายๆ เล่มถูกเพิ่มขึ้นในชั้นกองดองเล่มแล้วเล่มเล่า
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่จำเป็นต้องฝืนอ่านหนังสือเล่มที่ไม่ใช่ แต่ไหนๆ ก็ซื้อหนังสือมาแล้วทั้งที ถ้าไม่ได้รู้ตอนจบก็คงเสียดายแย่ วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมายืดอายุหนังสือให้นานขึ้นด้วยการอ่านให้จบเล่ม รวมถึงวิธีชั่งใจว่าเมื่อไรเราควรปล่อยมือจากหนังสือเล่มนั้นกัน
ลองให้โอกาสหนังสืออีกครั้ง
แน่นอนว่าทุกครั้งที่หยิบหนังสือขึ้นมาสักเล่ม เราก็คาดหวังว่าเรื่องราวในเล่มจะพาเราไปพบกับโลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่บางครั้งมันอาจไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดเสมอไป เพราะเราอาจต้องพบสิ่งไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นภาษา วิธีเล่า ตัวละคร หรือแม้แต่ธุระปะปังที่เข้ามาแทรกได้อยู่ตลอด
ก่อนอื่นเราอาจต้องแยกกันก่อนว่าหนังสือที่อ่านยาก บางครั้งอาจไม่ใช่หนังสือแย่เสมอไป แต่อาจหมายถึงภาษาอ่านยาก มีการบรรยายอย่างละเอียด หรือข้อมูลที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อนจึงทำให้เราต้องใช้เวลาอ่านมากกว่าปกติ

จากงานวิจัย Why higher-level reading is important อธิบายว่าปัจจุบันแม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้เราอ่านได้หลายรูปแบบมากขึ้น แต่งานวิจัยล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่าโลกที่เปลี่ยนไปกำลังส่งผลกระทบต่อการอ่าน โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิพากษ์ การอ่านช้าๆ การอ่านแบบไม่ใช้กลยุทธ์ หรือการอ่านแบบยาว
ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่บางครั้งเราอาจรู้สึกอ่านหนังสือได้ยากมากกว่าเมื่อก่อน แต่ถึงอย่างนั้นการฝืนใจอ่านหนังสือยากๆ ก็อาจไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเสียทีเดียว จูเลีย ลาพิดอส (Juliet Lapidos) บรรณาธิการและนักเขียนหนังสือ แนะนำว่าที่จริงหนังสือเหล่านี้ช่วยให้เราก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเองได้ด้วยนะ
จูเลียบอกว่ามีหนังสือนิยายหลายเล่มที่ทำให้เธอเบื่อ แต่การพยายามอ่านเรื่องน่าเบื่อ ที่ทั้งยาว และล้าสมัยเล่มนั้นจนจบ ท้ายที่สุดก็พบกับความสุขที่ได้อ่านจนถึงหน้าสุดท้าย เพราะเธอเจอสิ่งดีๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่อง อย่างที่หากเธอหยุดอ่านกลางคันก็ทำให้เธออาจพลาดสิ่งเหล่านั้นไป

นอกจากนี้การอ่านหนังสือที่ยากๆ ยังช่วยให้เรามองอะไรได้ช้าลง ได้สังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ผ่านคำศัพท์ที่เราไม่คุ้นเคย ซึ่งช่วยให้เราลิ้มรสความงามของภาษาอีกรูปแบบหนึ่ง แถมบางครั้งยังกระตุ้นให้เราใช้ความคิดด้วยตัวเอง ช่วยให้เราเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย
ทั้งนี้เราขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ผิดเลย หากเราจะวางหนังสือที่ไม่ชอบลง เพราะไม่ใช่หนังสือทุกเล่มจะเหมาะกับเราเสมอไป บางครั้งเราอาจเจอหนังสือที่ขัดกับตัวตน ไม่รู้สึก ‘สปาร์กจอย’ ไม่ประทับใจ เพลิดเพลิน คลายกังวล เศร้าใจ หรือสะเทือนใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ
แต่เราอาจต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งว่าเราวางหนังสือเล่มนั้นเพราะอะไร บางครั้งหนังสืออาจไม่จำเป็นต้องให้ความสนุกอย่างเดียว แม้เราอาจไม่รู้สึกเพลิดเพลินขณะอ่าน แต่หนังสือเล่มนั้นอาจช่วยให้เราเข้าใจมุมมองของคนอื่นมากขึ้น ช่วยอธิบายพฤติกรรมอันยากจะเข้าใจของตัวเอง หรือทำให้เราตัดสินคนอื่นน้อยลง สิ่งเหล่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้หนังสือเล่มนั้นคุ้มค่าที่เราจะอ่านต่อไปแล้ว
รวมวิธีช่วยอ่านหนังสือให้จบเล่ม
การอ่านหนังสือให้จบเล่ม นอกจากจะช่วยให้มองโลกในมุมใหม่แล้ว อีกแง่หนึ่งยังเป็นการยืดอายุหนังสือให้ยืนยาวขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

ข้อมูลจาก Longtime Label บริษัทที่ก่อตั้งเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อธิบายว่าการยืดอายุการใช้งานมีส่วนสำคัญในการลดผลกระทบของกิจกรรมมนุษย์ต่อระบบนิเวศ (Ecological Footprint) ได้สูงสุดถึง 25% เพราะเมื่อมีการใช้งานนานขึ้น การผลิตและการกำจัดก็ถูกเฉลี่ยลดน้อยลง ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนรายปีลดลง โดยวิธียืดอายุที่ได้ผลที่สุดคือการใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่า และรักษาสิ่งของให้อยู่ไปได้นานๆ อย่างการซ่อมแซม หรือหมั่นดูแลรักษาอยู่เสมอ
เช่นเดียวกับการกลับมาอ่านหนังสือในกองดองอีกครั้ง ที่เป็นอีกหนึ่งวิธีให้เราใช้หนังสือได้อย่างคุ้มค่า ฝึกการซื้อของอย่างมีสติ แถมยังช่วยขับเคลื่อนวัฒนธรรมการอ่านให้แข็งแรง เพราะทำให้หนังสือเล่มนั้นเป็นที่รู้จักและถูกส่งต่อได้ง่ายขึ้นอีกด้วยนะ
แน่นอนว่าการอ่านหนังสือเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย (ไม่งั้นคงไม่ไปอยู่ในกองดองหรอกนี่นะ) เราเลยรวมวิธีที่จะช่วยให้เราอ่านหนังสือกองนี้ให้จบเล่มง่ายขึ้น เพื่อให้ทุกคนนำไปปรับใช้กัน

- เริ่มจากการอ่านเล็กๆ น้อยๆ : การอ่านก็เหมือนกับการออกกำลังกาย หากเราเริ่มจากอะไรที่หนักเกินไปก็อาจทำให้เราท้อแท้ได้ง่ายๆ เริ่มแรกเราอาจจะลองวอร์มด้วยการอ่านอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่น เริ่มอ่านวันละ 5 นาที อ่านวันละบท หรือลองเริ่มจากหนังสือเล่มบางๆ อ่านง่ายก็ไม่ผิดอะไร ก็นี่เป็นเวลาอ่านหนังสือของเรานี่นา หลังจากรู้สึกมั่นใจแล้ว ค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นทีละนิด ขยับไปอ่านเล่มที่ยากขึ้น จะช่วยให้เราอ่านหนังสือติดต่อกันได้นานขึ้น
- หากพลาด ให้รีบกลับมาเริ่มใหม่ : การพลาดทำเพียงครั้งเดียว หรือไม่อ่านหนังสือแค่วันเดียว ไม่ทำให้เป้าหมายที่เราตั้งไว้พังทลาย แต่สิ่งที่เราควรทำคือรีบกลับมาเริ่มใหม่ให้เร็วที่สุด แม้ว่าจะกลับมาเริ่มอ่านแค่ 1 หน้าก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญกว่าคือการทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เรารักษานิสัยการอ่านอย่างยั่งยืน
- วางหนังสือไว้ใกล้ตัวเสมอ : หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราอ่านหนังสือได้ยากขึ้น คือการที่หนังสือเข้าถึงยาก การวางหนังสือไว้ใกล้ตัวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราหยิบขึ้นมาอ่านได้มากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมพกหนังสือติดตัวไว้เสมอ หรือวางไว้ในที่เราใช้เวลาเป็นประจำ เช่น หัวเตียง หรือโต๊ะทำงาน

- ทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน : ถ้าทุกเช้าเราต้องลุกขึ้นมาแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว งั้นทำไมไม่ทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรนี้ด้วยเลยละ เช่น กำหนดไว้ว่าจะอ่านหนังสือก่อนนอน หรืออ่านตอนเช้าหลังตื่นนอน นอกจากทำให้อ่านจบเล่มแล้ว ยังทำให้เรามีสมาธิจากการอ่านเพิ่มขึ้นด้วยนะ
- ลองหาเพื่อนอ่านสักคน : หากการอ่านหนังสือคนเดียวเป็นเรื่องยาก ลองหาเพื่อนสักคนมาอ่านหนังสือด้วยกัน จะช่วยให้เพิ่มโอกาสให้เราอ่านหนังสือได้จบเล่มได้ง่ายขึ้น เพราะเราอาจอยากแลกเปลี่ยน หรือพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในหนังสือ จนทำให้เรามีแรงจูงใจในการอ่านนั่นเอง
- วางโทรศัพท์ให้ไกลตัวเวลาอ่าน : สิ่งหนึ่งที่รบกวนการอ่านของเราคือเสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟน ตั้งใจว่าจะตอบข้อความเพื่อนแปปเดียว รู้ตัวอีกทีเราก็นอนไถฟีดไปแล้วหลายชั่วโมง ดังนั้นเวลาอ่านหนังสืออย่าลืมตั้งโหมดห้ามรบกวน หรือวางไว้ในที่เอื้อมไม่ถึง และเมื่ออ่านจนถึงเวลาที่กำหนด จึงค่อยอนุญาตให้ตัวเองใช้มือถือ
หากทำทุกวิธีแล้วเราก็ยังไม่รู้สึกชอบหนังสือเล่มนี้อยู่ดี บางทีก็อาจถึงเวลาโบกมือบ๊ายบาย แล้วส่งต่อให้คนที่ต้องการเล่มนี้มากกว่านะ
อ้างอิง





