“จะอ่านหนังสือซ้ำอีก ก็ไม่ได้รีบได้ร้อน ระบายผนังเพิ่มก่อน คิดว่ายังมีที่เหลือ เสร็จแล้วก็แปรงและแปรง แล้วแปรงแต่ผมทุกที ติดอยู่ข้างในนี้ ช่างแสนน่าเบื่อ ไม่รู้ชีวิตเราจะเริ่มเมื่อไหร่” ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของดิสนีย์ คงพอตอบได้แน่ว่านี่เป็นเพลงประกอบของภาพยนตร์ ‘Tangled’ ที่หมายความถึงความยุ่งเหยิง ไม่ต่างจากชีวิตของหญิงสาวผมสีทองประกายยาวราว 70 ฟุตที่ติดอยู่ในหอคอยสูง ‘ราพันเซล’
เผยหอคอย
แสงแดดลอดผ่านใบไม้ หอคอยตระหง่านกลางป่าใหญ่ราวเกาะโดดเดี่ยวบนผืนมหาสมุทร เถาวัลย์และมอสสีเขียวสดพันรอบกำแพงหิน หากเงยหน้ามองขึ้นไปจะเห็นหน้าต่างบานเล็ก แต่หากเท้ายืนอยู่เบื้องล่างจะเห็นบานประตูเล็กแคบที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ เดินตามทางเข้าไปจะได้กลิ่นอับชื้นจากเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ด้วยผนังหินหนารายล้อม ต่อให้ตะโกนดังลั่นก็ไร้คนได้ยิน
เมื่อค่อยๆ ขึ้นบันไดวนไปยังชั้นสองจะเห็นโถงกลางที่กว้างใหญ่ เป็นดั่งหัวใจของหอคอย แดดรำไรที่ส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างโค้งทำให้ผนังสว่างขึ้น และสว่างมากพอที่จะทำให้จิตรกรรมฝาผนังของราพันเซลเปล่งประกาย ทั้งรูปดวงดาว ทุ่งหญ้า ท้องฟ้า กระทั่งโคมลอยที่เธอเห็นมันเคว้งคว้างกลางอากาศไกลๆ ในทุกวันเกิด ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ราพันเซลเฝ้ามองอยู่ทุกวัน แต่เท้าของเธอไม่เคยแตะใบเขียวเปียกๆ นิ้วมือไม่เคยสัมผัสกลีบดอกไม้ เหยียบย่ำเพียงพื้นไม้เย็นเฉียบในหอคอย

ราพันเซลซุกตัวนอนอยู่บนเตียงไม้ที่ปูด้วยผ้าสีอ่อน โต๊ะไม้ของเธอเต็มไปด้วยสมุดสเกตช์ อุปกรณ์อบขนม ทั้งห้องกลายเป็นสีทองด้วยเส้นผมที่ทอดยาวตามพื้น หลังพระอาทิตย์ทั้งดวงหายลับขอบฟ้า แสงสว่างไม่กี่หย่อมจุดขึ้นมาจากเทียนไข และดวงดาว เสียงลมพัดผ่านป่า ใบไม้ร้องหวีดหวิวยามค่ำคืน ทำให้หอคอยถูกแยกออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง หอคอยสูงที่ดูสง่าทรงพลังเปล่าเป็นบ้านสำหรับผู้ร่ำรวย และมันคงไม่ใช่บ้านสำหรับใครเลย เมื่อใดก็ตามที่ผู้อยู่อาศัยไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นหรือปลอดภัย
จริงอยู่ว่าในภาพยนตร์ดิสนีย์ ราพันเซลหลุดพ้นจากความโดดเดี่ยว เป็นอิสระเหมือนนกพร้อมโผบิน แต่เธอไม่ใช่ผู้ปลดปล่อยตัวเอง ชายหนุ่มจอมฉกชิงต่างหากที่ปลดปล่อยเธอ
และ ‘ราพันเซลซินโดรม’ ได้กลายเป็นศัพท์ใช้เรียกคนที่ปล่อยผมยาวจนลากพื้น การถูกกักขังบนยอดหอคอยก็เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุผลบางประการที่โหดร้าย ไม่ใช่อย่างในนิทานที่แม่เลี้ยงหวงแหนราพันเซลดังไข่ในหิน
แสงเพียงริ้วเดียวเล็ดลอดในห้องขัง
กษัตริย์องค์หนึ่งในนาม ‘พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ’ หรือเรียกกันว่า ‘วิลเลียมผู้พิชิต’ ด้วยเพราะเขาอุกอาจยกกองทัพจากประเทศฝรั่งเศสเข้าโจมตีประเทศอังกฤษ และได้รับชัยชนะในปี 1066 วิลเลียมเริ่มเข้าควบคุมลอนดอน เขาสั่งสร้างป้อมปราการ ‘Tower of london’ ในปี 1078 ณ ฝั่งเหนือของแม่น้ำเทมส์ใกล้กับสะพานทาวเวอร์ เพื่อป้องกันศัตรูจากนอกประเทศ ทั้งเป็นที่พักแรมให้ตัวเอง ‘White Tower’ เป็นหอคอยหลักส่วนแรกที่ตอกด้วยเสาหินหนาแข็งแกร่ง ก่อนจะค่อยๆ ขยายหอคอยย่อย ‘Tower Green’ และก่อกำแพงล้อมรอบ ทุกส่วนในเขตของป้อมปราการถูกออกแบบมาให้คุมขังนักโทษชั้นสูง และมันยังสูงพอจะทำให้วิลเลียมมองเห็นความเคลื่อนไหวทั้งหมด
เราจะพูดถึง ‘Tower Green’ ภายในหอคอยลอนดอนที่ประวัติศาสตร์จารึกว่าเลือดหลั่งรินบนพื้นหิน ขุนนางหรือแม้แต่พระราชินีถูกบั่นชีวิตลง ณ ที่แห่งนี้โดยปราศจากผู้เฝ้าดู
หญิงสาวผู้งดงาม นัยน์ตาฉายแววกล้าหาญ ‘แอนน์ โบลีน’ เธอเป็นที่โปรดปรานของ ‘พระเจ้าเฮนรีที่ 8’ โปรดปรานถึงขั้นหย่าร้างกับ ‘พระนางแคทเธอรีน’ มเหสีองค์แรก และการอภิเษกสมรสในคราวนี้นำหายนะมาสู่แอนน์ สำนวนแรกรักน้ำต้มผักก็ว่าหวานนั้นใช้นิยามการเริ่มสัมพันธ์ระหว่างเธอและพระเจ้าเฮนรีได้ดี เมื่อจืดจางน้ำตาลยังว่าขมย่อมใช้นิยามจุดจบสัมพันธ์ได้ดีเช่นกัน หลังจากแอนน์ให้กำเนิด ‘เอลิซาเบธ’ ผู้เป็นบุตรสาวแทนที่จะให้กำเนิดบุตรชายเพื่อขึ้นเป็นรัชทายาท ความหวังของพระเจ้าเฮนรีถล่มลงกลายเป็นความรู้สึกเคียดแค้น แอนน์ทรยศ! เขามองหาที่ปรึกษาเพื่อขับไล่เธอลงจากบัลลังก์ แน่นอนว่าคนบางจำพวกในราชสำนักยอมก่อกบฏเพื่อแลกกับเกียรติยศที่ไม่รู้ว่าจะได้มาจริงหรือเปล่า

แอนน์ไม่ได้หวั่นกลัวอันตรายสักนิด แม้สิ่งที่เผชิญจะเหมือนการถูกปลายดาบจ่ออยู่ที่อกซ้าย เมื่อใดขยับ เมื่อนั้นสิ้นชีวิต เธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองกระทั่งข้าราชการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พวกหนึ่งคือคนของพระราชา พวกสองคือคนของพระราชินี แต่ท้ายที่สุดแล้ว อำนาจสูงสุดได้ตกอยู่ในมือของพระเจ้าเฮนรี ด้วยการใช้วิธีกล่าวหาและปล่อยข่าวว่าแอนน์สมสู่กับน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง เธอถูกนำตัวไปขังใน ‘Tower Green’
กำไลข้อเท้าที่รัดแน่น
ภายในห้องขังช่างมืดมิด เย็นเยือก มีเพียงเตียงไม้เล็กๆ สาวใช้ข้างกายไม่กี่คน แม้ความหวั่นกลัวก่อตัวขึ้นเต็มหัวใจ แอนน์พยายามสงบสติ เก็บเส้นประสาทที่ยุ่งเหยิง เธอเฝ้าสวดภาวนา ฮัมเพลง เขียนบันทึก หลายค่ำคืนผ่านไป ดูเหมือนเธอจะเตรียมใจกับอายุขัยที่ต้องหมดลงในเดือนพฤษภาคม เสียงฝีเท้าทหารดังเป็นจังหวะ แอนน์ก้าวขึ้นลานประหารอย่างสงบ
“ชาวคริสต์ทั้งหลาย ข้ามาที่นี่เพื่อรับกฎกรรมแห่งความตาย โดยไม่คิดกล่าวแย้ง ไม่คิดโทษใคร ขอพระเจ้าคุ้มครองกษัตริย์ให้ทรงครองราชย์ยาวนาน เพราะไม่เคยมีราชาองค์ใดที่อ่อนโยนมากเช่นนี้ และหากใครคิดยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของข้า ขอพระองค์พิจารณาด้วยความเป็นธรรมที่สุด ขอทุกท่านสวดอ้อนวอนให้ข้าจากใจจริง ข้าขอมอบจิตวิญญาณแด่พระองค์ โอ! โปรดทรงเมตตา”
เสียงปืนใหญ่ยิงขึ้นจากหอคอยแห่งลอนดอนถือเป็นสัญญาณการสวรรคตของ ‘แอนน์ โบลีน’ อัครสังฆราชเงยหน้ามองฟ้า เขาพึมพำเบา “พระนางผู้ซึ่งเคยเป็นราชินีแห่งผืนแผ่นดิน วันนี้ได้กลายเป็นราชินีแห่งสรวงสรรค์” ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงและร่ำไห้

ว่ากันว่าหลังจากที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 สั่งประหารชีวิตแอนน์ด้วยการจ้างเพชรฆาตมือหนึ่ง และดาบที่ถูกลับอย่างคมที่สุดจากฝรั่งเศสตามคำขอของเธอ แอนน์ยังคงอยู่ที่ Tower Green แต่อยู่อย่างดวงวิญญาณล่องลอย ทหารเวรคนหนึ่งเห็นสตรีสวมผ้าคลุมศีรษะออกมาเดินเล่นริมระเบียงที่ถูกปิดตาย และสตรีผู้นั้นถือศีรษะของตนไว้ในมือ! ไม่เธอก็จะเดินลากเท้าที่ถูกโซ่ตรวนอยู่ในห้องกุมขัง ทั้งกรีดร้องเสียงแหลม ทำให้ภาพเหมือนทั้งหมดของแอนน์ถูกทำลายลงตามคำสั่งของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 เขาต้องการลบเธอออกจากหน้าประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากว่ารูปลักษณ์ที่แท้จริงของเธอเป็นอย่างไร
แต่แม้ชีวิตของแอนน์จะสูญสิ้น ชื่อของเธอไม่เคยเลือนหายไปจากแผ่นดินอังกฤษ
ในนามของแอนน์ โบลีน
เธอได้รับการกล่าวขานจากนักเขียนชีวประวัติอย่าง ‘เอริก วิลเลียม ไอฟส์’ ว่าเป็นหญิงสาวผู้เฉลียวฉลาด ทั้งมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ ดนตรี และการศึกษา เธอเป็นผู้หญิงที่มุ่งมั่น มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ถึงขั้นกล้าแสดงความเห็นขัดแย้งกับพระเจ้าเฮนรีอย่างฉะฉาน ความเป็นเธอช่างน่าค้นหา แม้จะเคร่งในศาสนาแต่ขณะเดียวกันก็ก้าวร้าว ความคิดแน่วแน่แต่ขณะเดียวกันก็อ่อนไหว ทว่าเธอถูกครอบงำด้วยเรื่องการเมือง และไม่ว่าหลักฐานการมีอยู่จะคลุมเครือเพียงใด ชื่อของเธอก็ยังถูกประทับลงบนหน้าประวัติศาสตร์ด้วยความประทับใจจากผู้คน มันยืนยาวมาจนถึงยุคปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ

แอนน์เป็นผู้หญิงในแบบฉบับของตัวเอง ทุ่มเทให้กับการศึกษา การแต่งกาย และรูปลักษณ์ภายนอกเพื่อชดเชยความไม่เท่าเทียมของเพศสภาพ เธอผงาดขึ้นสู่ราชสำนักอย่างสง่างาม และบางทีการประเมินของ ‘โทมัส ครอมเวลล์’ ผู้เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 อาจใกล้เคียงที่สุด “แอนน์ โบลีน เป็นหญิงผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญา จิตวิญญาณ และความกล้าหาญ”
อิสรภาพที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยคงไม่ได้อยู่แค่ในหอคอยที่ราพันเซล หรือแอนน์ โบลีนถูกกักขังหรอก หากแต่มันอยู่ในทุกที่ที่ร่างกายและหัวใจของเราไม่อาจเป็นเราได้อย่างแท้จริง

ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านจะได้เจอสถานที่ที่อบอุ่นและปลอดภัยมากพอจะเรียกว่าเป็นบ้าน ไม่ว่าบ้านหลังนั้นจะเป็นผู้คน ตุ๊กตา หนังสือ แมวจร หรือแม้แต่ดอกไม้ในแจกันก็ตามนะ





