“มนุษย์เหมือนกันมากกว่าแตกต่างกันไม่ใช่รึ”
คำถามจากลูกเงือกที่วนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแอ่งน้ำวน
ท่ามกลางเดือนมิถุนายนหรือ Pride Month ที่แต่งแต้มไปด้วยสีสดสว่างเรียงทับกันเหมือนกับสายรุ้งหลังฝนโปรย แต่กว่ากลุ่ม LGBTQIA+ จะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมเช่นบุคคลอื่น พวกเขาต้องเดินฝ่ามรสุมทางสังคมมาอย่างสาหัส และเพียงแค่เดือนเดียวใน 1 ปี อาจยังไม่สามารถลบภาพจำของความแตกต่างไปจากคนในสังคมได้
เหมือนกับเจ้าหญิงเงือกน้อยและเจ้าชายโฉมงาม ที่เราอาจจะคุ้นเคยกันดีจากเรื่องเงือกน้อยผจญภัย (The Little Mermaid) ที่ต่างกันแค่หางเกล็ดและสองเท้า ต่างต้องฟันฝ่าอุปสรรคและความคิดที่ว่า ‘มนุษย์กับเงือก’ รักกันไม่ได้ ทว่าสุดท้ายในตอนจบ เจ้าหญิงเงือกน้อยและเจ้าชายโฉมงามก็ลงเอยอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์ หรือในฉากจบตามต้นฉบับของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ที่เจ้าหญิงเงือกน้อยสลายกลายเป็นฟองอากาศ
ในขณะที่หนังสือหลายเล่มเขียนถึงเรื่องราวการฝ่าฟันของเงือกและมนุษย์ แต่สำหรับหนังสือ ‘ลูกเงือก’ (The Mer-Child) มีความน่าสนใจตรงที่ผู้เขียนเลือกบอกเล่าเรื่องราวหลังจากนั้น ชั่วขณะที่ดอกผลแห่งรักของมนุษย์และเงือกเกิดขึ้น เรื่องราวที่ไม่มีแม้แต่เผ่าพันธุ์ใดคอยต้อนรับลูกครึ่งมนุษย์ครึ่งเงือกเลย
“ไม่มีใครเหมาะสมกับทุกหนทุกแห่งหรอก นอกจากในที่ที่เขาอยู่”
การไม่เป็นที่ยอมรับ พร้อมกับการหาคำตอบว่าตัวตนของเราเหมือนหรือต่างกับคนอื่นอย่างไร อันเป็นคำถามของสังคมที่ถาโถมเข้าใส่กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ และยังคงความสงสัยอยู่จนถึงทุกวันนี้

ผลงานของนักเขียนชาวอเมริกัน โรบิน มอร์แกน หนังสือ The Mer-Child แปลไทยโดย ทราย ชยา เป็นหนังสือเล่มเล็กจำนวน 64 หน้า ที่อัดคลื่นปัญหาสังคมของมนุษย์ในปัจจุบันไว้เป็นระลอก แม้จะเป็นหนังสือตีพิมพ์ไทยเมื่อปี 2538 แต่ยังคงความร่วมสมัยไว้เป็นหลักแหล่งเหมือนฤดูกาลที่วนกลับมาทุกปี
เรื่องราวของลูกเงือกที่ไม่มีที่ทางของตนเอง ส่วนหางเป็นเกล็ดต้องคอยหลบไว้ไม่ให้ใครเห็น และส่วนร่างกายมนุษย์ที่ทำให้ไม่สามารถนับรวมเป็นสัตว์น้ำชนิดไหนได้ ไม่ว่าทางใดก็ไม่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างแท้จริง
ผิดกับเด็กหญิง-แอนเนโมนี ลูกเงือกเรียกอย่างนั้น เพราะผมสั้นหยิกฟูพลิ้วไหวไปตามลมเป็นเอกลักษณ์ของเธอ และดูเหมือนขาเธอจะไม่ขยับเขยื้อนเหมือนเด็กทั่วไป
เมื่อทั้งสองเจอกัน แต่ไม่มีทีท่าประหลาดใจต่อกัน หนำซ้ำยังเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์เสียอีก ทั้งคู่ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเรียกกันและกัน เพราะลูกเงือกนั้นมีตัวเดียวในโลก และเด็กหญิงที่มีผมเหมือนดอกแอนเนโมนีก็มีคนเดียวในโลกเช่นกัน
“มนุษย์เหมือนกันมากกว่าแตกต่างกันไม่ใช่รึ”
ปัญหาของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบเป็นคลื่นวงกว้าง จนถึงลูกเงือกที่คอยตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่อยู่เบื้องบนทะเล ทั้งเรื่องของความรักต่างสีผิว คนจนคนรวย เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกเสียที
“บ่อยครั้งมนุษย์มักมองตัวเองว่าเป็นคนละเผ่าพันธุ์” เด็กหญิงแอนเนโมนีพยายามอธิบาย

น่าประหลาดที่คนเรากดทับตัวตนของใครสักคนเพียงเพราะแตกต่างไปจากที่เราเคยเห็น เพราะลูกเงือกไม่ได้เดินสองขาจึงไม่สมควรได้ยืนอยู่ ณ ที่เดียวกันกับมนุษย์ และเพราะเราเลือกรักในสิ่งที่ไม่เหมือนกับคนอื่นเลยไม่สมควรถูกรักเหมือนคนอื่นรึ
การแสดงออกถึงจุดยืนและต้องคอยหลบซ่อนตัวตนของเรื่องนี้อาจคล้ายกับแอนิเมชันเรื่อง Luca ที่ทุกคนอาจจะรู้จักกันดีในการนำเสนอเรื่องความแตกต่าง ซึ่งเกี่ยวโยงถึง LGBTQIA+ ที่ต้องคอยปิดบังตัวตนและทำตามที่สังคมเป็น
“อย่างปลาคาร์ปกับปลาสแนปเพอร์แตกต่างกันแต่ก็เป็นปลาเหมือนกัน ปลาก็แตกต่างจากปูหรือปะการัง แต่ก็เป็นสัตว์น้ำเหมือนกัน”
เมื่ออ่านมาจนถึงกลางเล่ม การถกประเด็นของสิ่งมีชีวิตบนบกและใต้น้ำยังชวนให้ตั้งคำถามและหาคำตอบ แม้บางครั้งลูกเงือกและเด็กหญิงแอนเนโมนีจะคิดไม่เหมือนกันบ้าง แต่สิ่งที่ทั้งคู่ต่างมองเห็นและถูกกระทำตอบกลับมา มันตอบคำถามได้อย่างกระจ่างชัดว่ามนุษย์นี่ช่างหาความแตกต่างกันเหลือเกิน
มนุษย์ไม่ได้หาความแตกต่างเพื่อให้เป็นตัวของตัวเอง แต่หาคนที่แตกต่างเพื่อแบ่งแยกออกไปให้ไกล ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ได้แยกปลาสองจุดกับปลาสามจุดเป็นคนละเผ่าพันธุ์ หรือแยกแมวสามสีกับแมวลายสลิดออกจากกัน เพราะยังไงทุกตัวก็เป็นแมวอยู่ดี
ถนนสีรุ้งที่มีลวดลายหลากสี ก็เหมือนหอยที่ออกมาจากการหลบซ่อนใต้กองทราย แสดงความสวยงามตัวแล้วตัวเล่า ทั้งสีแดงอมเหลือง สีฟ้าอ่อน สีฟ้าใส สีม่วงลาย สีเทารอบสีไพล แต่ละตัวมีลวดลายไม่เหมือนกัน สมบูรณ์ในตัวเอง มีอยู่ตัวเดียว และเป็นหอย

สำหรับบรรทัดสุดท้ายของเรื่องราวนี้อาจไม่ได้เขียนจบด้วยคำว่ามีความสุขชั่วนิรันดร์ แต่ก็ไม่ได้จบลงด้วยความทุกข์ของใครคนใดคนหนึ่ง กล่าวได้ว่าลูกเงือกและเด็กหญิงก็ใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็นมาด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องมีบุคคลใดล่วงรู้ถึงความจริงระหว่างพวกเขาสองคน เพียงแค่พวกเขาเข้าใจกัน เหมือนกัน และยอมรับกันและกัน แค่นี้ก็พอแล้ว
‘ลูกเงือก’ ไม่เพียงแต่แสดงความทุกข์ของผู้ที่ไม่ถูกยอมรับ แต่ค่อยๆ ชวนผู้อ่านคิดตามไปกับเด็กหญิงถึงสังคมมนุษย์ที่เรารู้จักกันดี แต่อาจยังไม่เคยลองตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นเดียวกับลูกเงือก
หลังจากปิดหน้าหนังสือก็ฉุกคิดคำตอบขึ้นมาได้ว่ามนุษย์แตกต่าง แต่ก็เหมือนกันได้ เพียงแค่เราเข้าใจกันไม่ใช่รึ




