Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
“ระบบที่ดีคือระบบที่รับฟังความเห็น” คุยกับนนท์ ศดานนท์เรื่องชีวิตการแสดงและสังคม

“ระบบที่ดีคือระบบที่รับฟังความเห็น” คุยกับนนท์ ศดานนท์เรื่องชีวิตการแสดงและสังคม

09/06/2021
Q and a day
AUTHOR: ฉัตรชนก ชัยวงค์
SHARE:

 นนท์ ศดานนท์

 2561 คือปีที่เข้าสู่วงการบันเทิง

 2562 รับบทเป็น ‘ภพ’ จากภาพยนตร์เรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ 

 2563 รับบทเป็น ‘โต้ง’ จากซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง Bad Genius The Series

 2564 รับบทเป็น ‘เจ๋ง’ จากซีรีส์ Girl from Nowhere ซีซั่น 2และบทบาทล่าสุดอย่าง ‘เก้า’ ในตอน นักเกรียน ที่บอกเล่าเรื่องราวของนักเรียนที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับระบบการศึกษาไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สั้นจากโปรเจกต์ #HATETAG ที่ต้องการรณรงค์หยุดการบูลลี่ในโลกออนไลน์

 เหล่านี้คือผลงานการแสดงของ นนท์–ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์นักแสดงชายที่แจ้งเกิดจากบทบาท ‘ภพ’ ในภาพยนตร์เรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ ที่แม้จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตแต่เขากลับกวาดรางวัลไปกว่า 4 รางวัล ยังไม่นับรวมผลงานโฆษณาในช่วงแรกเริ่มและมิวสิกวิดีโอที่แสดงไปกว่า 11 ชิ้นภายในระยะเวลา 4 ปีที่เข้าสู่วงการบันเทิง

 กับแฟนคลับตัวยง เราคงไม่จำเป็นต้องร่ายยาวถึงผลงานการแสดงและรางวัลที่นนท์ได้รับ แต่สำหรับเรา ข้อมูลด้านบนนั้นชวนดึงดูดใจและชวนสงสัยว่าอะไรทำให้วัยรุ่นชายอายุ 20 ปีที่บอกกับเราว่า “ผมไม่เคยเรียนการแสดงจริงๆ จังๆ” ประสบความสำเร็จในเวลาอันสั้นขนาดนั้น 

 นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เราชวนนนท์มาตอบคำถามในวันนี้ ตั้งแต่เรื่องราวคราวเด็ก การเข้าสู่วงการบันเทิง เป้าหมายชีวิตสุดเรียบง่าย กระทั่งบทบาทการแสดงล่าสุดอย่าง ‘เก้า’ ใน นักเกรียน ที่ช่วยให้วัยรุ่นผู้ได้แต่ตั้งคำถามถึงระบบต่างๆ ในสังคมมาตลอดแต่ไม่เคยลุกขึ้นมาทำอะไรจริงๆ จังๆ ได้ลองเข้าใจความเป็นนักกิจกรรมอย่างแท้จริง

 และนี่คือคำตอบจากปากของนนท์

ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง โควิด-19 ระลอก 3 กระทบงานการแสดงไหม

 มากครับ ตอนนี้อยู่หอเฉยๆ ไม่มีอะไรทำเลย ภาพยนตร์อีกเรื่องก็ต้องหยุดถ่ายไป ส่วนเรื่องเรียนก็กระทบเหมือนกัน จริงๆ ตอนนี้ต้องขึ้นปี 3 แล้วแต่ยังอยู่ปี 2 อยู่เลย

ก่อนมาเรียนคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คุณสนใจการแสดงตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

 ไม่เลย งานอดิเรกตั้งแต่อนุบาล 2 ของผมคือการเล่นเกม เล่นเกม และเล่นเกม (หัวเราะ) ผมเป็นเด็กที่ติดเกมมาก เพราะพ่อจบวิศวะและทำงานด้านคอมพิวเตอร์ เขาแนะนำเกมให้เล่นจนผมไม่ยอมทำการบ้าน เลยโดนจำกัดเวลาเล่นแค่วันศุกร์ถึงอาทิตย์ (หัวเราะ)

 ความฝันตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นการมีครอบครัวเล็กๆ ที่มีความสุขในบ้านที่ไม่ต้องใหญ่หรือร่ำรวยมากก็ได้ เพราะมันเรียบง่ายและไม่ต้องคาดหวังจนเหนื่อยเกินไป ผมเลยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากทำอะไรหรือเป็นอะไร 

 กระทั่งขึ้น ม.6 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยที่เรียนอยู่มีชมรมละครเวที ด้วยความที่ผมไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้วเลยลองไปแคสต์ดูแล้วดันติด ตอนนั้นเล่นเป็นชาวบ้านคนหนึ่งที่ตั้งคำถามกับความเชื่อต่างๆ ในยุคสมัยที่คนเชื่อเรื่องเทพและดวงดาว มันสนุก น่าสนใจ และรู้สึกดีมากเพราะผมได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง จนคิดว่าหรือเราจะเอาดีทางนี้ดีวะ 

สนุกจนเรียนต่อด้านนี้เลย

 เพราะก่อนขึ้นปี 1 ผมได้ทำงานโฆษณาต่อจากการเล่นละครเวทีอยู่หลายชิ้นจากการแนะนำของพี่ในชมรมแต่ก็ไม่เคยรู้กระบวนการทำงานเบื้องหลัง บวกกับผมชอบหนังมากๆ และสนใจการเขียนบทเลยตัดสินใจเรียนคณะนี้

แล้วเด็กมัธยมที่เล่นละครเวทีจนมาแสดงโฆษณารู้สึกจริงจังกับงานการแสดงตอนไหน

 ตอนที่ผมได้แสดงเป็นภพในเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ ความจริงจังในใจผมมันค่อยๆ เริ่ม จากต้นจนจบเรื่อง ผมได้ค้นหาตัวเองผ่านการทำอะไรหลายๆ อย่าง ผมได้เข้าถึงโปรดักชั่นการทำหนังที่เน้นความสมจริงมากขึ้นจนรู้สึกว่ามันเป็นทางของผมมากที่สุด  

 พอจบหนังเรื่องนี้ผมเลยตั้งเป้าหมายว่าต่อไปนี้ผมจะทำอะไรที่มันท้าทาย สดใหม่ ไม่จำเป็นต้องแสดงเป็นตัวหลักก็ได้เพราะผมอยากลองอะไรใหม่ๆ ที่ทำให้รู้สึกสนุกเวลาทำงาน ไม่ต้องดังในหมู่คนดูก็ได้เพราะมันดีต่อคาแร็กเตอร์ ถ้าอยากให้ใครรู้จักหรือจำได้จริงๆ ก็อยากให้เป็นพี่ๆ ในวงการว่าไอ้คนนี้ไว้ใจได้

ทำไมไม่เลือกเล่นบทแบบเดิมเพื่อให้คนจำได้ก่อนแล้วค่อยลองบทบาทอื่น 

 ผมไม่ค่อยชอบทำอะไรจำเจในด้านความคิดสร้างสรรค์เท่าไหร่ แต่ในเชิงการใช้ชีวิตผมเป็นคนขี้กลัวและเป็น introvert เวลาต้องก้าวเข้าไปในพื้นที่ใหม่ๆ ผมจะรู้สึกกลัวมากเลย มันรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้หรือเข้ากับคนอื่นได้หรือเปล่า พอไม่มั่นใจในตัวเองมันพลอยทำให้ไม่เชื่อใจคนอื่นไปด้วย เช่น กลัวคนอื่นจะคิดว่าเราแสดงไม่ดี กลัวว่าเราจะทำอะไรขัดใจใครไหม

 อย่างตอนที่รับเล่น ดิว ไปด้วยกันนะ เรื่องนี้ผมก็กลัวมากๆ (เน้นเสียง) เพราะไม่เคยเล่นหนังมาก่อนและด้วยบทที่เป็น LGBTQ+ เลยไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม คิดไม่ตกอยู่นานจนสุดท้ายก็ช่างแม่ง ลองดูให้มันรู้ไป แต่กลับพบว่ามันสนุกดีจนค่อยๆ คลายความกลัว สนิทกับทุกคนในกอง และรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น

 ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นนะ แต่ก็พยายามปรับอยู่ตลอด 

ไม่มั่นใจในตัวเองมากๆ แต่กลับได้รับรางวัลใหญ่จากหนังเรื่องนี้

 ใช่ มันน่าดีใจสำหรับพ่อแม่ คนที่เขาสอนเรามา และคนรอบข้างเนอะ แต่สำหรับผมคือมันแปลกมาก ตอนนั่งดูตัวเองในโรงหนังก็หัวเราะว่าทำอะไรลงไปวะ พอรู้ว่าได้รับรางวัลก็ยิ่งรู้สึกแปลก (หัวเราะ) ผมไม่เข้าใจว่าทำไมแค่เรื่องแรกก็ได้เข้าชิงแล้ว จนถึงเวลาประกาศรางวัลก็ยังแพนิกและงงไปหมด 

เคยคิดไหมว่าทำไมไม่มั่นใจในตัวเองขนาดนี้

 มันคงหลายๆ อย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวคือตอนเด็กๆ ผมเป็นคนชอบกินและรูปร่างท้วม ญาติผู้ใหญ่จะชอบแซวซึ่งเขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรหรือทำไปด้วยความเอ็นดูแต่ผมรู้สึกแย่มากๆ ผมไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรผิด ทำไมต้องแซวด้วย สุดท้ายเลยเลือกที่จะเงียบเวลาเจอญาติๆ ไม่ร้องไห้ ไม่ยิ้ม ไม่ทำอะไรเลย เป็นแบบนี้อยู่ 7 ปี

แล้วกว่าจะได้รางวัลการแสดงมา คุณต้องฝึกหนักขนาดไหน

 ผมไม่เคยเรียนการแสดงจริงๆ จังๆ แต่เคยเข้าเวิร์กช็อปการแสดงซึ่งเป็นทีสิสของรุ่นพี่ที่เรียนปริญญาโทศิลปการละครที่คณะอักษรฯ จุฬาฯ ซึ่งเทคนิคจากการเวิร์กช็อปครั้งนั้นช่วยได้มากจนทำให้อยากกลับไปเล่นละครเวทีเพราะผมเริ่มงานแสดงจากมัน กระบวนการซ้อมที่ต้องทำไปพร้อมๆ กับคนอื่นและการที่เรากลับไปแก้ไขอารมณ์และความรู้สึกตอนแสดงไม่ได้เหมือนซีรีส์หรือภาพยนตร์มันทำให้ผมรู้สึกสนุกมาก

 ส่วนพอต้องแสดงจริง ผมจะเน้นเข้าใจพื้นฐานตัวละครว่าเขาคือใคร ต้องการอะไร แล้วไปลุยสดๆ ตอนแสดงเลย อย่างตัวละครภพในเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ ผมใช้ความเป็นตัวเองแสดงเพราะเราค่อนข้างเหมือนกันมากตรงที่กำลังจะเปลี่ยนจากวัยมัธยมสู่วัยมหา’ลัย มันเป็นความรู้สึกเครียด กดดันว่าจะสอบติดไหม กังวลกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ส่วนตัวละคร ‘โต้ง’ ใน ฉลาดเกมส์โกง Bad Genius The Seriesผมพยายามหาจุดที่ว่าโต้งเป็นเด็กบ้านรวยแต่กลับไม่ได้รับความอบอุ่นและไม่เข้าใจความรัก เขาเลยแสดงท่าทีต่างๆ ออกมาไม่ดีเท่าไหร่

ยากไหมกับการต้องแสดงเป็นคนอื่น

 ไม่ยากเลยเพราะผมใช้ความเป็นมนุษย์ของตัวเองจับกับความเป็นมนุษย์ของตัวละคร ผมทรีตตัวละครว่าเราสองคนเป็นเพื่อนที่คุยกันได้ สิ่งที่ยากที่สุดคือความกลัวของผมมากกว่า (หัวเราะ)

แล้วคุณเข้ามารับบท ‘เก้า’ ใน นักเกรียน จากโปรเจกต์ #HATETAG ได้ยังไง

 ผมก็ยังงงอยู่นะ ตอนนั้นพี่คนหนึ่งโทรมาว่ามีงานของพี่โอ๋ (ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ) ผู้กำกับ HOMESTAY มาให้เราแสดง เขาบอกว่าพี่โอ๋อยากได้ผมเท่านั้นเพราะเขาเขียนตัวละคร ‘เก้า’ ขึ้นมาจากตัวผม ซึ่งพอตกลงทำจริงๆ ก็ยังไม่ได้คำตอบนะว่าทำไมต้องเป็นผม (หัวเราะ)

ตอนอ่านบทครั้งแรกรู้สึกยังไง

 หนักมาก ผมว่ามันซับซ้อน คือ #HATETAG เป็นโปรเจกต์หนังสั้นที่เล่าเรื่องผลกระทบเชิงลบจากสังคมออนไลน์ 10 เรื่อง ตอนของผมชื่อ นักเกรียน ซึ่งเล่าถึง ‘เก้า’ นักเรียนที่สร้างเพจขึ้นมาเพื่อตั้งคำถามต่อระบบการศึกษาที่อาจารย์ใช้อำนาจข่มเหงเด็ก เกิดปัญหา sexual harassment ในโรงเรียนที่แก้ไม่ได้สักที และงบประมาณการศึกษาที่ใช้ไปกับอะไรก็ไม่รู้ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับนักเรียนเลย แต่เมื่อโรงเรียนออกมาพูดบ้างเก้ากลับถูกโจมตีจากเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ซึ่งผมว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่สาหัสและน่ากลัวสำหรับเด็กทุกคนในเรื่อง แต่มันก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันด้วย 

คิดว่าทำไมเพื่อนนักเรียนที่ถูกกดขี่ด้วยกันต้องเข้าข้างโรงเรียน

 ผมว่ามันเหมือนหนังเรื่อง The Shawshank Redemption ที่พระเอกติดคุกเพราะโดนใส่ร้าย มันมีไดอะล็อกหนึ่งที่พูดว่าคุกทำให้คนในคุกรักสถาบัน แม้ว่าตอนแรกคนในคุกจะเกลียดที่นี่มากแต่พอเริ่มชินคนเหล่านั้นก็กลายเป็น loyalty ของสถาบันไป

แล้วเก้าตั้งคำถามอย่างเปิดเผยไม่ได้เหรอ ทำไมต้องเปิดเพจแล้วสร้างตัวตนใหม่

 มันมีเคสตัวอย่าง แน่นอนว่าเราเห็นๆ กันอยู่ว่าใครที่ออกมาพูดความจริงมักถูกลงโทษจากระบบที่รวมหัวกันกลั่นแกล้งเด็ก เช่น ถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กที่ทำให้โรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง บางคนก็ถูกไล่ออก ซึ่งมันไม่ได้กระทบแค่ตัวเด็กแต่ยังกระทบถึงผู้ปกครองและการงานอาชีพในอนาคตด้วย มันกลายเป็นตราบาปได้ยังไงก็ไม่รู้

อย่างนั้นนิยามนักเกรียนในความคิดของคุณคืออะไร แล้วคิดว่าเก้าควรถูกลงโทษไหม

 ถ้าเป็นความเกรียนทั่วไปมันคือความเฮ้ว ความกวนตีน ทำอะไรไม่สนใครแต่ก็มีขอบเขตอยู่ แต่ความเกรียนในเรื่องนี้ค่อนข้างย้อนแย้งตรงที่ว่าเด็กเกรียนสำหรับผู้ใหญ่คือเด็กเหี้ย เด็กนิสัยไม่ดี เด็กนอกขนบ เก้าตั้งคำนี้ขึ้นมาเพื่อให้รู้สึกว่าการกระทำของเขาอาจจะเกรียนแต่มันกำลังบอกความจริงบางอย่าง 

 ผมว่าหนังเรื่องนี้แอบเล่นกับความคิดของคนว่าจากเรื่องราวทั้งหมด คุณจะโทษอะไร โทษระบบ โทษผู้กระทำ หรือโทษผู้ถูกกระทำ แต่สำหรับผม คนแบบเก้าไม่จำเป็นต้องได้รับอะไร ไม่ต้องถูกลงโทษ หรือไม่ต้องมีใครรู้จักก็ได้ เขาก็แค่คนหนึ่งที่ออกมาเล่าถึงความบิดเบือนของระบบต่างๆ ซึ่งถ้าระบบมันไม่มีปัญหาเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกมาตั้งคำถามแบบนี้เลย

แล้วคุณเคยตั้งคำถามถึงปัญหาต่างๆ แบบเก้าหรือเปล่า

 ช่วงมัธยมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก ไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเหมือนเก้า อาจเพราะยังเด็ก จนขึ้นมหา’ลัยผมเห็นอะไรมากขึ้นจึงมองปัญหาต่างๆ ได้กว้างขึ้น เลยรู้ว่าที่ผ่านมาระบบในโรงเรียนมันไม่ดีเลย ทั้งเรื่องเข้าแถว ทรงผม โดยเฉพาะ รด.

 ผมคิดว่าอะไรที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บจะทำให้รู้สึกว่าแล้วทำไมเราต้องเจ็บ รด.จึงเป็นเรื่องที่ผมสงสัยที่สุด สงสัยว่าทำไมครูฝึกต้องตะโกนด่า ทำไมต้องให้วิดพื้น ทำไมต้องไปตากแดดร้อนๆ หรือนอนในน้ำ แล้วทำไมเราต้องมาทดลองเป็นทหารอยู่ตั้ง 3 ปีเพื่อจะได้ไม่ต้องไปเป็นทหาร 2 ปี มันกินเวลาชีวิตมากๆ แทนที่จะได้ทำอะไรที่อยากทำในช่วงเวลานั้น

 หรือถ้าเป็นเรื่องในสังคม ช่วง ม.5-6 ผมชอบเดินมากๆ ตอนนั้นเลยได้เห็นความทุกข์ยากและความเหลื่อมล้ำจนเกิดคำถามว่าทำไมเราถึงปล่อยให้เขาเหล่านี้ซึ่งอาจมีอนาคตที่ดีก็ได้เสียโอกาสนั้นไป ครั้งหนึ่งผมเคยเดินเข้าไปซื้อน้ำกับแซนด์วิชในร้านสะดวกซื้อแล้วเดินแจกคนที่เจอข้างทาง คนไหนตื่นอยู่ก็เข้าไปคุยกับเขา คนไหนหลับผมก็วางไว้เฉยๆ แจกจนหมดก็รู้สึกดีขึ้นมาก แต่มันก็ยังแย่ตรงที่สุดท้ายเราก็ทำได้แค่นี้ ทั้งที่มีคนทำงานด้านนี้ซึ่งน่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่าเรามากแต่เขากลับไม่ทำ

 การเล่นเป็นเก้าจึงทำให้ผมได้มุมมองของนักกิจกรรมอย่างแท้จริง เพราะก่อนหน้านี้ผมก็ได้แค่ตั้งคำถาม ออกมาแชร์ปัญหาสังคมอยู่เรื่อยๆ แต่ผมก็ทำได้แค่นั้น กลับกัน เก้าเขาออกไปหาความจริง ผมได้เห็นว่าเขาต้องแลกอะไรในชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพของการเป็นนักเรียนและการเป็นคนในสถาบัน

คิดเห็นยังไงกับคำพูดที่ว่า ‘เป็นเด็กมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ไม่ต้องมาตั้งคำถามอะไรมากมาย’

 ผมว่าเราควรจะตั้งคำถามอย่างเปิดเผยได้ตั้งนานแล้วนะ ผู้ใหญ่หลายคนโตมากับการถูกสอนไม่ให้ตั้งคำถามเลยเชื่อแบบนั้น แต่คุณอยากให้เด็กที่กำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่เป็นแบบคุณจริงๆ เหรอ คุณอยากจะทำอะไรตามประเพณีวัฒนธรรมโดยไม่คำนึงถึงยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลงของโลก และมองว่าเด็กที่ตั้งคำถามคือเด็กก้าวร้าวทั้งที่เขาเกิดมาเพื่อเห็นโลกภายนอกที่กว้างขึ้นจริงๆ เหรอ 

 ผมเชื่อว่าระบบมีผลต่อคนในระบบ ดังนั้นสำหรับผม การสอนเด็กมันไม่ควรเป็นการด่าทอและทำร้ายร่างกาย มันควรเป็นการทำให้เด็กเข้าใจมากกว่า ควรเป็นการมองภาพรวมของปัญหาทั้งหมดแล้วช่วยกันแก้ไข แต่ถ้าสังคมยังเป็นแบบนี้ต่อไปแล้วค่อยมาตั้งคำถามหรือเปลี่ยนแปลงตอนที่มันสายไปแล้ว อะไรๆ มันก็คงพังไปหมด

สุดท้าย ระบบที่คุณเชื่อและอยากให้เป็นคือแบบไหน

 ระบบที่ดีคือระบบที่ทุกคนรับฟังความเห็นของกันและกันอย่างเข้าใจ

 ซึ่งมันก็คือประชาธิปไตยดีๆ นี่เอง

Tags:ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์นนท์ ศดานนท์นักเกรียน
Share :
Author
ฉัตรชนก ชัยวงค์
Photographer
-
แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 กับชีวิตที่เปลี่ยนไปของ เต๋ โอ้เอ๋ว และมีน ทศพร
Q and a dayแปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 กับชีวิตที่เปลี่ยนไปของ เต๋ โอ้เอ๋ว และมีน ทศพรนักเขียน : Your Favorite Writer's Favorite Writer
โพยคำตอบ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ ฉบับซีรีส์ กับวิธีรีเมคแบบไม่ก๊อปปี้ของผู้กำกับ ‘พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์’
End creditโพยคำตอบ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ ฉบับซีรีส์ กับวิธีรีเมคแบบไม่ก๊อปปี้ของผู้กำกับ ‘พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์’นักเขียน : Your Favorite Writer's Favorite Writer
เฉลยข้อสอบการแสดงใน ฉลาดเกมส์โกง แบบไม่โกงโดยอดีตเด็กดื้อที่ชื่อ จูเน่
Q and a dayเฉลยข้อสอบการแสดงใน ฉลาดเกมส์โกง แบบไม่โกงโดยอดีตเด็กดื้อที่ชื่อ จูเน่นักเขียน : ฆฤณ ถนอมกิตติ