‘ทำไมบางคนหลงรักหนังแนว Dark Comedy’ ความตลกขมขื่นที่ช่วยเยียวยาจิตใจ เบื้องหลังความเครียดแต่ก็รัก หนักแต่ก็ชอบ

ใครดูภาพยนตร์เรื่อง No Other Choice แล้ว ยกมือขึ้น

ไม่ต้องกังวลว่าบทความนี้จะมีสปอยล์หนัง เพราะเราไม่ได้จะมาวิเคราะห์วิจารณ์หนังสัญชาติเกาหลีใต้ที่กำลังมาแรงในเวลานี้ แต่เราอยากพูดถึงมันในแง่ของการเป็นหนังสไตล์ ‘Dark Comedy’ ผสมกลิ่นอายความเป็นทริลเลอร์ ที่เมื่อดูจบสองชั่วโมงแล้วจะมีทั้งสนุก ตลก บ้าคลั่ง ประหลาด ดรามา น่าเห็นใจ เจ็บปวด และอดสูในเวลาเดียวกัน 

ทุกความรู้สึกยำรวมเป็นความขำขื่น และความขำขื่นนี้เองที่เป็นเสน่ห์ของหนังแนวนี้ เหมือนที่เราเคยชอบหนังตลกร้ายสุดเฉียบอย่าง Parasite ที่แม้จะเสียดสี สะท้อนประเด็นทางสังคมที่เกิดขึ้นจริงและละเอียดอ่อน เช่น ความมั่นคงของชีวิต แรงกดดันทางเศรษฐกิจ การแข่งขัน ปีนป่ายเพื่อเอาตัวรอดในห่วงโซ่ทุนนิยม จนผลักดันให้ตัวละคร ‘จำต้อง’ แสดงออกถึงความรุนแรงทางใดทางหนึ่ง ก่อนจะตีจบด้วยการ ‘ช่วย’ ตั้งคำถามต่อสังคมแบบที่คนทั่วไปอาจไม่กล้า

แม้จะดูหนัก แต่ทำไมกันหนอ เราถึงได้ชอบหนังแนวนี้เอามากๆ เผลอๆ มันอาจเยียวยาความรู้สึกเครียดและกดทับบางอย่างในจิตใจได้มากกว่าหนังฟีลกู๊ดด้วยซ้ำ!

มีหลายทฤษฎีบอกไว้ หนึ่งในนั้นคือความดาร์กคอเมดีเช่นนี้ช่วยให้เราสามารถรับมือกับเรื่องยากๆ ได้อย่างสบายใจและเข้าใจง่ายขึ้น เหมือนกับเวลาดูแล้วจะรู้สึกว่า ‘โห นี่มันชีวิตกูเลยนี่หว่า ทำไมมันดาร์กแต่ตลกจังวะ’ ไปพร้อมกับสนุกของตัวหนัง

ยังมีอีกหลายเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงหลงรักหนังแนวดาร์กคอเมดี ลองมาดูกัน

พูดเรื่องที่ปกติอาจดูหนักเกินไป

ในชีวิตจริงนั้นเต็มไปด้วยความเครียดหลายรูปแบบ หนังดาร์กคอเมดีทำให้เราสามารถพูดเรื่องที่ยามปกตินั้นอาจฟังดู ‘หนัก’ เกินไป เช่น ความตาย ความล้มเหลว ความเครียด ความยากจน หรือความอับอาย ได้โดยไม่รู้สึกถูกกดทับทางอารมณ์ เสมือนช่วยให้เราจัดการความเจ็บปวดได้ เพราะเมื่อคนเราเจ็บปวด สมองจะปิดลงเพื่อป้องกัน แต่หากบรรยากาศเป็นแบบตลกร้าย สมองจะคลายตัว ทำให้เรารับมือกับเรื่องหนักๆ ได้ดีขึ้น ขณะที่การหัวเราะไปกับความขำขื่น จะทำให้สมองหลั่งสารโดปามีนและเอ็นดอร์ฟินที่ช่วยลดความเจ็บปวดทางอารมณ์อีกทาง

ตั้งคำถามกับศีลธรรม

รู้ๆ กันอยู่ว่าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่โครงสร้างทางสังคมบิดเบี้ยว เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะจากผู้มีอำนาจ หนังดาร์กคอเมดีเหล่านี้มัก ‘เปิดโปง’ ความจริงที่คนส่วนใหญ่รู้ แต่ไม่ค่อยพูด เช่น ความเหลื่อมล้ำ การคอร์รัปชัน หรือความย้อนแย้งในสังคม แต่เรากลับสนุกกับเรื่องหนักๆ เหล่านี้ได้ เพราะหนังเล่าความจริงในแบบที่ไม่ได้เป็นการบรรยาย เสมือนเป็นการต่อต้านที่ห่อด้วยเสียงหัวเราะอีกที สิ่งนี้ทำให้เรา ‘คิด’ และ  ‘ตั้งคำถาม’ แบบไม่รู้ตัว โดยไม่ต้องสอนสั่งหรือกดดันให้คิดเลย

เชื่อมโยงผ่านความอึดอัดร่วม

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการได้หัวเราะกับความขำขื่นมืดมนร่วมกัน คือการตบบ่าบอกกันว่า ชีวิตมันโหดร้าย แต่เราเข้าใจนะ สิ่งนี้เชื่อมความรู้สึกของคนเราได้ดี เพราะเรามักจะสนิทกันเมื่อได้ยอมรับความยากลำบากของกันและกันมากกว่าความแฮปปี้ เหมือนทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกได้ว่า อีกฝ่ายเข้าใจโลกแบบที่เราเห็นจริงๆ ดังที่เรามักเห็นมุกตลกดาร์กๆ ที่ถูกแชร์ตามโซเชียลมีเดียที่ทำให้รู้สึกว่ามีคนอื่นที่รู้สึกเหมือนเรา แม้จะไม่รู้จัก ไม่เคยเจอกันมาก่อนก็ตาม

ทำให้รู้สึกว่าควบคุมความกลัวได้

หนังดาร์กคอมเมดีช่วยทำให้สิ่งใหญ่ที่เรากลัวหรือกังวลในชีวิต เช่น ความตาย ความล้มเหลว หรือความอับอาย ‘ลด’ พลังในการคุกคามได้ ลองนึกตัวอย่างเวลาดูตลก บางทีเราเคยเห็นตลกบางคนเล่นมุกอำโรคร้ายของตนเอง หรือเล่นมุกอำเหตุการณ์เครียดๆ ในครอบครัวของตนเอง สิ่งนี้อาจไม่ได้เป็นการดูถูกหรือลบหลู่สิ่งที่เกิดขึ้น แต่เสมือนเป็นการ ‘ยึดอำนาจ’ กลับคืนมาจากความเครียด ซึ่งจะส่งผลทางจิตวิทยาในการลดความวิตกกังวลและปลดล็อกความกลัว เพราะผู้คนต่างใช้อารมณ์ขันเพื่อรักษาความมั่นคงของจิตใจ

สะท้อนความจริงของโลกปัจจุบัน

ใครบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ยิ่งโลกพัฒนาไปไกล ชีวิตกลับยิ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน เราจึงเห็นความย้อนแย้งหลายอย่าง เช่น รู้สึกเหงาแค่ไหนแต่ก็ต้องคอยแอกทิฟบนโลกโซเชียลมีเดีย หรือเทคโนโลยีเอไอที่เข้ามาช่วยงานมนุษย์ แต่ก็ทำให้เกิดความซับซ้อนทางอารมณ์มากขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะสามารถสะท้อนความจริงเหล่านี้ได้ดีและเข้าถึงคนวงกว้างได้ก็คือหนังดาร์กคอเมดี โดยเฉพาะคนเจนใหม่ๆ ที่ชื่นชอบความตรงไปตรงมา และมองว่าชีวิตคือส่วนผสมของทั้งความเศร้าและความตลก

แม้จะเป็นแค่หนัง หากแต่มันก็มีพลังมากกว่าที่คิดจินตนาการ เช่นเดียวกับหนังแนวอื่นๆ ที่ให้ผลลัพธ์ทางความรู้สึกต่างกันไป หนังดาร์กคอเมดีก็มาช่วยช้อนความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเครียดและความไม่แน่นอนในชีวิตจริง เอามากางแผ่ไปพร้อมกับความขบขัน อันจะช่วยให้เราหาทางรับมือได้ดีขึ้น แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

นั่นแหละ ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ก่อนจะถึงวันที่ต้องปล่อยวาง ขอให้เราได้เสยคางคนที่เกลียดสักรอบก็ยังดี

AUTHOR

ILLUSTRATOR

Banana blah blah

Banana blah blah กล้วยค่ะ เป็นนักวาดภาพประกอบอิสระบางวันจับเม้าส์ปากกา บางวันจับลูกกลิ้งทำภาพพิมพ์ลิโนคัท เชื่อว่าศิลปะจะเป็นประตูเพื่อนำพาทั้งผู้วาดและผู้ชมให้เข้าใจตนเอง