ปฐมบทก่อนยุคเก้าศูนย์เลือนหาย
แปดโมงในประเทศไทย เด็กนักเรียนยืนตรงเคารพธงชาติ สิบโมงเป็นเวลาพักน้อย เที่ยงตรงเป็นเวลาพักใหญ่ หนังยางบนโต๊ะถูกเป่าทับกันจนว่อน หมากวางในช่องจ้องจะกินฝั่งตรงข้าม ลูกแก้วดีดกระทบเกิดเสียงกุ๊งกิ๊ง
ลุงป้าทำมาหากินขายของยังชีพในร้านโชห่วย หมากฝรั่งตรานกแก้ว ยำยำช้างน้อย ช็อกโกแลตเต่าทอง ลูกอมแหวนริงป๊อป ตุ๊กตากระดาษ ลูกข่าง การ์ดยูกิ กระเทียมเป๊าะแป๊ะ ถุงตด! ล้วนเป็นสิ่งจรรโลงใจสำหรับเด็กตัวน้อย
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แช่มชื่นเมื่อนาฬิกาบอกเวลาหกโมงเย็นคือการห้อยโหนรถโรงเรียนคันโต นั่งเลียไอศกรีมกับเพื่อนร่วมทาง กระหายหน่อยก็มุ่งไปท้ายรถที่มีขนมแขวนขายอยู่ล้น ยิ่งลิ้นห้อยเพราะเล่นจนเหงื่อตกยิ่งต้องควักสตางค์ซื้อน้ำอัดลมดูด แต่ก่อนจะซื้อต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะเหรียญที่มัดไว้ตรงคอเสื้อเริ่มร่อยหรอ
ยุคหนึ่งในอดีตเคยเป็นอย่างนั้น มันเป็นยุคทองของธรรมชาติและสิ่งเล็กน้อยรอบตัว เราขุดดินขึ้นมาหยอดน้ำเปียก รอจนมันแห้งเพื่อใส่ก้อนแข็งกรังลงห่อใบตอง แปลงกายเป็นแม่ค้าที่ค่าตอบแทนคือใบไม้ เราแก้ผ้าเห็นแก้มก้นว่ายน้ำจ๋อมแจ๋ม เราเฝ้ารอจดหมายที่ไม่อาจรู้ว่าจะมาถึงหรือเปล่า เราเฝ้าแจ้งเตือนบนจอเพจเจอร์ เลี้ยงเจ้าทามาก็อตจิให้ตัวโต ร่ำร้องโอ๊เย! โอ๊เย! พลางถีบจักรยาน ชะโงกหัวยืนดูการ์ตูนร้านขายโทรทัศน์ มันเป็นยุคแห่งความเชื่องช้าที่ไม่อาจเร่งสิ่งใดได้เลย แม้กระทั่งความในใจจากใครสักคนหรือข่าวสารบ้านเมือง ทั้งหมดจะรู้ได้ก็เมื่อคราวเดินเข้าร้านตัดผม หรือไม่ก็เคาะประตูเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง
ก่อนที่ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไป
นิตยสารหลายหัวปิดตัวลงไปแล้ว การละเล่นหลายอย่างหมดไปแล้ว ธรรมชาติหลายแหล่งเลือนหายไปแล้ว มิตรภาพในวันวานเปลี่ยนไปแล้ว เราหวนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว
เรากำลังอยู่ในยุคทองของการเร้าให้ตัวเองเจริญเติบโต โดยไม่อาจรอฤดูกาลผลิบานอันสมควรให้มาถึง
แต่ยังมีนิตยสารหัวหนึ่งที่ใช้คำว่าอยู่ยงคงกระพันแก่เขาได้ ‘ทีวีแมกกาซีน’ หากคุณคิดถึงไอ้มดแดงฮีโรในวัยเด็ก เราจะพาหวนกลับไปหา

การผจญภัยที่หลากหลายในห้วงจักรวาล
การเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปของหยำฉา และความประมาทในคู่ต่อสู้ สิ่งเหล่านี้เป็นจุดอ่อนสำคัญที่กลายเป็นศัตรูของตัวเองในการต่อสู้ แต่ถ้าหยำฉาขยันซ้อมและเอาจริงเอาจัง คงมีโอกาสครองแชมป์จ้าวยุทธภพบ้างก็ได้
เลือดจ้าวแห่งหมาป่าอย่างหยำฉาที่กำลังเดือดพล่านอยู่ คงยังไม่เย็นลงง่ายๆ นักหรอก
การชิงชัยของความเป็นจ้าวยุทธภพครั้งต่อไปกำลังรอเขาอยู่แล้ว!
“เราคงเป็นเด็กสายผจญภัย (ยิ้ม) ตอนนั้นเราบ้าซื้อหนังสือการ์ตูนอยู่พักหนึ่ง คอยตามดูว่ามันมาจากสำนักพิมพ์ไหน แล้วก็เอารูปวาดการ์ตูนของตัวเองไปเสนอเจ้าของโรงพิมพ์ เหมือนในหนังกำลังภายในเลยที่ตัวเอกเดินดุ่มเข้าไปหาเจ้าสำนักเพื่อขอฝึกวิชา แรกๆ ก็เหมือนเด็กวิ่งซื้อโอเลี้ยง เขาใช้ให้ทำอะไรก็ทำหมด เราก็ได้เรียนรู้วิธีการเขียนการ์ตูน วิธีรวมหน้า อ๋อ! เขาเอากระดาษไขทับลงไปแล้วเขียนกลับด้าน
“หลังจากเราเริ่มรู้เรื่องการ์ตูนมากขึ้นก็คุยกับเจ้าของโรงพิมพ์ว่าอยากทำหนังสือการ์ตูน เสนอขายเขาด้วยความชอบล้วนๆ เขาก็มองหน้าเหวอๆ บอกว่าแกนี่นะ! เขาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ท้ายที่สุดพอพิมพ์ออกมาแล้วดันขายดีเฉยเลย เป็นหนังสือการ์ตูนเล่มละสองสามบาท อย่างกับฝึกวิชาเสร็จแล้วได้ออกยุทธภพเลย”
เป็นคำตอบของเด็กคนหนึ่งในร่างผู้ใหญ่ ‘คิด – สมคิด เกษรขจรทิพย์’ ผู้ก่อตั้งและบริหารทีวีแมกกาซีน เมื่อเราถามว่าทำไมถึงใจกล้าทำนิตยสารเมื่ออายุได้เพียงสิบสามปี
ที่ว่าเขาเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่นั้น เพราะตลอดเวลาที่เขาได้นั่งอยู่บนกองพะเนินของนิตยสาร ของเล่นและเกมการ์ดจำนวนสูงท่วมหัว เขายังยิ้มกว้างราวกับความละอ่อนถูกฟรีซไว้ในวันเก่า ทั้งหัวเราะให้แก่ความไร้เดียงสาในวัยเยาว์ของตัวเองอย่างรื่นรมย์
“เรายังเคยกระโดดจากชั้นสองลงมาตามไอ้มดแดงด้วยนะ ดีที่ขาไม่หัก” สมคิดยิ้มตาหยีออกมาเหมือนกำลังคิดถึงไอ้มดแดงเพื่อนรัก

“สมัยนั้นสิ่งพิเศษสำหรับเด็กมีอย่างเดียวคือทีวี เราดูการ์ตูนกันจากทีวี และมันทำให้เรามีเวลาไปเล่นกับเพื่อนนอกบ้าน ต่างจากปัจจุบันนะที่ตื่นเช้า กินข้าว ทำงาน ก่อนนอนก็อยู่หน้าจอ ทำให้เสียโอกาสที่จะได้ออกนอกบ้านไปมีความสุขกับธรรมชาติ ไปกระโดดหนังยาง เล่นหมากเก็บ หมากฝาเบียร์” เขาพูดด้วยความคิดถึง
“แต่ของเล่นสมัยนี้ก็ไฮเทคดีนะ” เราแหย่ “อืม ไม่รู้นะ วัยเด็กของเรามันเป็นความทรงจำการอยู่กับเพื่อนมากกว่า สนุกที่ได้หัวเราะด้วยกันหลายคนมากกว่าหัวเราะใส่หน้าจอ สมัยก่อนเวลามันแพงและมีคุณค่า กว่าที่การ์ตูนจะออกตอนใหม่ในทีวีก็อาจจะอาทิตย์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง จะมีจดหมายส่งหาเราวันไหนนะ”
คู่สนทนาตรงหน้าอายุย่างหกสิบปีแล้ว แต่เขายังคงผลิตเกมการ์ดเหมือนในวันเก่าออกมา วัสดุบัตรถูกผลัดให้แข็งขึ้น ดูมีลูกเล่นมากกว่าเดิม ทว่าราคายังอยู่ที่ยี่สิบบาท! เราไม่รู้ว่ากลุ่มผู้ซื้อของเขาจะเป็นใคร “คุณคิดว่าของเล่นเก่าเป็นความล้าหลังสำหรับคนยุคใหม่ไหม”
“เราว่ามันเป็นพัฒนาการที่เปลี่ยนไปมากกว่า ยังคุยกับเพื่อนอยู่เลยว่าไม่ต้องไปจำกัดการเล่นโทรศัพท์ของลูกหรอก แต่ทำให้เขารู้ว่าควรเข้าไปดูอะไร” สมคิดตอบ
ความโด่งดังไม่รู้จบของนักสู้เซนต์เซย์ย่า
ทั้งหมดที่สมคิดเล่าล้วนเกิดขึ้นใน พ.ศ.2531 เขาเป็นเด็กหัวดื้อที่แหวกกฎการเรียนมุ่งมั่นเดินฝ่าฝันของตัวเอง จนเราอดถามไม่ได้ “พ่อแม่ว่าอย่างไรกับการเขียนการ์ตูนหรือคลั่งในมันขนาดนั้น”
“พ่อเราแค่ชอบย่องตามไปดูว่าเราออกไปไหน (หัวเราะ) จนเราได้เงินก้อนแรกมาจากการขายการ์ตูนประมาณหนึ่งพันบาท ก็ยกให้เขาหมดเลย เขาดีใจมาก! เขาก็โอเคว่าอย่างน้อยเราไปทำงาน ไม่ได้เดินในลู่ทางไม่ดี” และสมคิดก็ทำมันได้ดี เขาว่าตัวเองเป็นคนมีจุดเด่นในด้านการตลาด ทำอะไรออกมาแล้วตรงใจผู้คน เป็นคนเจรจาเก่ง ทำให้นิตยสารการ์ตูนเล่มแล้วเล่มเล่าถูกคลอดออกมาอย่างไม่รู้จบ

คนที่รู้จักนิตยสาร ‘ทีวีแมกกาซีน’ คงรู้ประวัติที่ว่าเขาทำนิตยสารหลากสไตล์ควบด้วย และหนึ่งในนั้นคือนิตยสาร ‘ทีวีสตาร์’ รวมข่าวสารดาราฮ่องกง เช่น ปกฉบับนักสู้ผู้พิชิต โปรยคำบอกสั้นว่าจะได้พบกับดาราสาวในจอมโจรจอมใจ อำลากระบี่ไร้เทียมทาน พร้อมสาระน่ารู้จากดาราดัง เล่มนั้นประกอบไปด้วยชีวประวัติของนักแสดงฮ่องกง ผู้ที่กำลังฉายแสงอยู่ในวงการ
อย่างประวัติความเป็นมา ‘หวาง ซิ่ง ซิ่ว’ อันมีใจความหนึ่งประกอบ “ตั้งแต่แฟนภาพยนตร์เมืองไทยได้ยลโฉมและบทบาทการแสดงที่น่ารักของสาวน้อยผู้มีเรือนร่างอ่อนช้อย รอยยิ้มชวนเสน่หาของเธอผู้นี้ก็มีแฟนภาพยนตร์ติดอกติดใจโฉมงามที่น่ารักเข้าแล้ว หวาง ซิ่ง ซิ่ว ได้กลายเป็นดารายอดนิยมมาโดยตลอด
“ระยะนี้ใครพบเห็นเธอจะต้องทักว่าเธอทั้งสมบูรณ์ ทั้งสวยขึ้น ทั้งนี้เพราะอาซิ่วไม่มีเรื่องไม่สบายใจให้ทุกข์ร้อนร่างกายมันจึงเป็นธรรมดาที่เธอจะสมบูรณ์ แต่แล้วความสมบูรณ์ของอาซิ่วก็เริ่มเป็นปัญหา เพราะความอ้วนที่ติดตามมา” หรืออย่างฉบับสะท้านบู๊ลิ้มที่ผู้อ่านจะได้พบกับดารามังกรสะท้านฟ้า ประวัติ ‘เจ้า หย่า จือ’ และรู้จัก ‘ป้อยี้’ ตอนเป็นเด็ก แถมภาพสีดาราฟรีในเล่มด้วย
ซึ่งทีวีสตาร์ในยุคนั้นมีราคาอยู่ที่เล่มละ 7 บาท!
“เราลงทุนทำหนังสือ TV Stars เมื่ออายุ 20 ปี เป็นนิตยสารเกี่ยวกับดาราฮ่องกง ชีวประวัติ หนัง เพราะช่วงนั้นเป็นยุคที่กระแสหนังฮ่องกงกำลังมา ขายดีระเบิดเลย ออกเล่มปุ๊บหมดปั๊บ เราคิดว่าคนไทยน่าจะชอบอาร์ตสไตล์รกๆ ประเภทที่มีรูปเยอะหน่อย เราก็ไปทำการติดต่อช่อง 3 เพื่อขอรูปมาทำหนังสือ แล้วก็เขียนคอลัมน์” สมคิดฉายภาพประวัติความเป็นมา
“หลังจากกระแสฮ่องกงเริ่มดาวน์ลง เราถึงได้เบนมาทำ TV Magazine เป็นนิตยสารการ์ตูน ต่อยอดเป็นขนม ของเล่น เคยซื้อไหมขนมเวเฟอร์ที่มีสติกเกอร์อยู่ด้วย ซื้อหนึ่งชิ้นได้หนึ่งดวง
“เราผลิต TV Magazine ขึ้นมาเพราะประสบความสำเร็จกับสิ่งที่อยากทำแล้ว เหลืออย่างเดียวคือความฝันที่ว่าอยากผลิตหนังสือเกี่ยวกับการ์ตูนและอยากเป็นเจ้าใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย เราบินไปญี่ปุ่นเพื่อซื้อข่าวสารของเขา เพราะกว่าข่าวเหล่านั้นจะมาถึงประเทศไทยมันช้า ลงทุนซื้อสีเฉพาะแบบเดียวกับที่เขาใช้วาดเวลาทำหนังแอนิเมชัน นิตยสารเราจะได้มีคุณภาพสวยเทียบเท่ากับญี่ปุ่น แต่สังเกตไหมว่า TV Magazine ไม่ค่อยมีรูปวาดการ์ตูนนะ เราเน้นข่าวสารมากกว่า
“คนอ่านส่วนใหญ่ก็เป็นเด็ก คนชอบสะสมสติ๊กเกอร์ เขาเรียกว่าเด็กยุค 90 เขาตามกันมาจนถึงปัจจุบัน”
ก่อนจะเข้าพาร์ตของทีวีแมกกาซีนกันจนอิ่มหนำ เราขอเลี้ยวไปหากองสมุดภาพหน้าตาประหลาดบนโต๊ะของเขาสักหน่อย เมื่อเราถามว่ามันคืออะไร สมคิดก็ถามกลับว่าดูภาพสามมิติเป็นหรือเปล่า มีทั้งเล่มที่เป็นรูปเครื่องบินลึกลับของอเมริกาและอื่นๆ “จ้องที่รูปก่อนแล้วค่อยๆ มองแบบตาลอยๆ หน่อย อย่าตั้งใจมอง แล้วรูปเต็มก็จะลอยขึ้นมาข้างบน”
“มีรูปที่ง่ายกว่านี้ไหมคะ” เราถามหลังทำตามวิธีของสมคิดแล้วยังไม่เป็นผล เขาหลับตาปี๋ขบขัน แล้วก็ย้ายสมุดภาพไปอยู่ที่ลูกตาของช่างวิดีโอ ชายสวมแว่นจ้องอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “ต้องมองนานแค่ไหนครับ” แล้วทั้งห้องก็ส่งเสียงหัวเราะ แต่เราก็ยังไม่ละความพยายาม พลางถามถึงสมุดภาพสามมิติอีกเล่มหนึ่ง มันมีหน้าตาวาบหวิวได้ใจจริงๆ

สมคิดพูดดัก “รูปนู้ดนี่ดูแล้วคงลอยมาเลย แต่ไม่โป๊นะๆ (หัวเราะ) คุณรู้ไหม เล่มนี้เคยถูกส่งเรื่องขึ้นไปถึงสภาด้วย เขาบอกว่านี่เป็นหนังสือโป๊แต่มันไม่ใช่! ผมใส่กางเกงใส่เสื้อให้แล้วเห็นไหม ภาพสามมิตินี่ก็ขายสามวันหมดนะ มันเหมือนเอไอที่เข้ามาใหม่ในยุคนั้น” สองเล่มผ่านไปแล้ว สิบหน้าผ่านไปแล้ว ไม่ว่าจะร่างเครื่องบินหรือร่างหญิงสาวขาวนวล ทั้งหมดก็ยังเลือนรางสำหรับนักหัดมองมือใหม่
เหะหะพาทีกับเหล่ายอดนักสู้ขุนพลประจัญบาน
“ถ้ามีคนขอซื้อ TV Stars ตอนนี้จะคิดราคาแพงไหม” เราถามสมคิด “ซื้อตอนนี้น่ะเหรอ” เขาหัวเราะเสียงแห้งผสมคำตอบ “จริงๆ ถ้าสังเกตเรื่องของสะสม ทุกอย่างมันจะมีเวลาของมันนะ ดูอย่าง ’มิตร ชัยบัญชา‘ สิ เข้าไปอยู่ในฮวงซุ้ยกันหมดแล้ว รุ่นคุณจะซื้อกันเหรอ เพราะคนที่รู้จักหรือชอบเขาก็อายุมากกันแทบหมด การสะสมนิตยสารหรือการ์ตูนมันไม่เหมือนของเล่น ถ้าเป็นอุลตร้าแมนที่อยู่มาจนถึงตอนนี้ เขาก็จะเป็นเหมือนรุ่นหลานอุลตร้าแมน ยังออกมาช่วยโลกกันอยู่ มีร่องรอยของอุลตร้าแมนยุคแรกเกี่ยวเนื่องจนถึงปัจจุบัน ของอะไรที่ยังมีตัวตนอยู่จากรุ่นก่อนจะขายได้ในราคาสูงนะ ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นของเก่าแล้วจะตั้งราคาแพงได้ เพราะถ้าเขาไม่เล่นกันก็ไม่มีประโยชน์
“คนไทยเราไม่ค่อยมีวัฒนธรรมสะสมของเก่า ดูอย่างยุโรปสิ เขายังมีรูปโมนาลิซาอยู่เลย บ้านเราแค่โปสเตอร์หนังมนต์รักลูกทุ่งที่เขียนด้วยสีโปสเตอร์ก็หาไม่มีแล้ว”
แต่ ณ บริษัทอนิเมทพริ้นท์แอนด์ดีไซน์นั้นเต็มไปด้วยนิตยสารและของเก่า ใช่แค่ของที่สมคิดเก็บไว้เพราะผลงานที่ผันผ่านมาของเขา ของเล่นเก่าๆ ไร้ฝุ่นที่ถูกจัดวางในตู้กระจกใสก็เช่นกัน ดูแล้วพวกมันอาจมีอายุมากพอกับเขาเสียด้วยซ้ำ ทั้งอุลตร้าแมนเอย โดราเอมอนเอย ฟิกเกอร์ซุปเปอร์ไซยาก็ด้วย ส่วนที่เหลือต้องยอมรับว่าเราไม่เคยรู้จัก และเพราะกองพะเนินเหล่านั้นเราจึงใคร่ขอรู้ “ตัวละครในการ์ตูนที่เป็นฮีโร่วัยเด็กของคุณคือตัวไหน”
นี่เป็นคำถามแรกที่สมคิดตอบทันควัน “หน้ากากเสือ! นี่! คุณสังเกตไหม คนที่ดูการ์ตูนญี่ปุ่นมักจะเป็นคนที่รักความยุติธรรม มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือ เป็นนักสู้ พวกเขาอยากเป็นฮีโร่เหมือนในการ์ตูนเพื่อช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่านะ”

“แล้วการ์ตูนญี่ปุ่นต่างจากการ์ตูนไทยอย่างไรเหรอ” เรากวาดตามองทีวีแมกกาซีน นิตยสารที่เกือบจะปลอดการ์ตูนไทย “คนไทยเราไม่มีโรงเรียนสอนวาดการ์ตูนเหมือนญี่ปุ่น หนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งของญี่ปุ่นจะเหมือนหนังเรื่องหนึ่งเลย กว่าจะตีพิมพ์ได้ก็ต้องมีคนเขียนบท คนวาด คนจัดฉาก คนบรรยาย พวกเขาให้น้ำหนักกับการ์ตูนจนเป็นอาชีพได้เลย นักวาดการ์ตูนไทยก็มักจะหมดมุกไปก่อน หรือไม่ยึดเป็นอาชีพเพราะหาเลี้ยงตัวเองได้ยาก”
น..นักเรียนอดทน ถ้าใครท่านใดคิดจะอยู่ที่สำนักนี้ต่อไปก็ต้องใจสู้กันหน่อย มิฉะนั้นเละไม่เหลือ น่วมแน่! เพราะที่นี่มีแต่การซ้ำเติมจากผู้ฝึก ดังนั้นก็จงระงับใจไว้เถิด และท่านคงได้พบกับความบ้าบอทั้งของครูและนักเรียน จนทางโทรทัศน์ทนไม่ไหวต้องเปลี่ยนชื่อจากสำนักลูกผู้ชายเป็นสำนักกิ๊กก๊อกแทน
เป็นอันต้องขออนุญาตหยิบยืมถ้อยความจากทีวีแมกกาซีนฉบับที่ 24 มาสาธยายให้เห็นภาพการต่อสู้ระหว่างทางทำนิตยสารของสมคิด คราวนั้นมันมีราคาอยู่ที่เล่มละ 30 บาท และยังมีคำโปรยอยู่หน้าปกเช่นเดิมว่ามีเรื่องเด่นใดในฉบับ
อย่างฉบับที่กำลังกล่าวถึงประกอบไปด้วยโกคูถูกนักสู้กินิวสลับร่าง, ติดตามกันต่อกับซามูไรทรูเปอร์ Massage, ตอนพิเศษของกรานโชทผู้พิชิต, Film Story เจ้าหนูวาทารุ และประกวดภาพระบายสีชิงรางวัลมากมาย

สมคิดบอกว่าเด็กๆ จะตั้งตารอการประกวดวาดภาพระบายสีกันมาก เพราะพวกเขาจะได้รับของรางวัลที่ใฝ่ฝันไปนอนกอดที่บ้าน เช่นรางวัลที่ 1 จะมี 3 รางวัลเป็นเครื่องเล่นเกมคอมพิวเตอร์ Family! หรืออย่างรางวัลที่สองก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากันนักหรอก เพราะจะได้รับเกมกดจากญี่ปุ่นชุดดราก้อนบอล รางวัลที่ 3 มี 3 รางวัลเป็นม้วนเทป VDO เรื่อง ‘ซามูไรโทรป้า’ คนละ 1 ม้วน และรางวัลสุดท้ายคือรางวัลชมเชยที่มีถึง 10 รางวัลกันเลย เป็นหนังสือทีวีแมกกาซีนพร้อมรูปการ์ดดราก้อนบอลจากญี่ปุ่น คนละ 2 ภาพ มันช่างเป็นรางวัลอันโอชะจริงๆ หากผู้เขียนย้อนเวลากลับไปได้ เชื่อเลยว่าคงนั่งระบายจนสีไม้ทู่น่าดู
นอกเหนือจากคอลัมน์ประกวดระบายสีแล้ว ก็มีอีกคอลัมน์หนึ่งที่ผู้อ่านเฝ้าคอย คอลัมน์ ‘คุยกับพี่แมก’
ถามว่าพี่แมกเป็นใครน่ะเหรอ
โปรดติดตามตอนต่อไป
TV ยี่ห้ออะไรเอ่ยดีที่สุด
เฉลย TV แมกฯ ไง
“หลังจากเล่มแรกของ TV Magazine วางขายแล้วหมดภายในสามวัน เราก็ค่อยๆ ทำเล่มต่อไปให้หนาขึ้นๆ ประกอบกับการที่มีโฆษณาเข้าด้วยมันเลยหนา เคยมีสถิตินะว่านิตยสารที่โฆษณาเข้ามากที่สุดคือ TV Magazine” สมคิดพูดอย่างภูมิใจ
หากถามว่าโฆษณาประเภทไหนที่จะเข้าทีวีแมกกาซีน
เคี้ยวอร่อย เป่าเพลินกับหมากฝรั่งบิ๊กบลูม แล้วสะสมกล่องเปล่าให้ครบ 40 กล่อง นำมาแลกปฏิทินการ์ตูนปี’33 ฟรี! รีบแลกด่วน มีจำนวนจำกัด หมดเขต 31 มกราคม 2533
ส่วนใหญ่มักเป็นขนมขบเคี้ยวหนีไม่พ้น ลูกอม ช็อกโกแลตแท่ง ปีโป้ ขนมชวนฟันหวานของเด็ก และอย่างที่บอกไป นอกจากแฟนๆ จะตั้งตารอการประกวดระบายสี โฆษณายิ่งซื้อยิ่งได้คืน พวกเขารอการส่งจดหมายหาพี่แมก ใครๆ ต่างก็สงสัยว่าพี่แมกเป็นใคร เขาคือสมคิดหรือเปล่าหรือเขาคือนักเขียนหน้าไหน ปริศนาทั้งหมดกำลังถูกไขกระจ่างแล้ว “คุณวางคาแรกเตอร์พี่แมกที่คอยตอบจดหมายผู้อ่านไว้อยู่แล้วหรือเปล่า”
“ไม่ได้วางเลย อยู่ที่ว่าบรรณาธิการคนไหนเป็นคนตอบ พวกเขาจะมีภาษาที่สนุก ภาษากำลังภายใน สำบัดสำนวนที่คนอ่านแล้วจะติด พอได้ทำหนังสือของตัวเองก็อยากจะให้มีการส่งและตอบจดหมาย
“เพราะผมเองก็เคยเป็นเด็กที่เฝ้ารอว่าเขาจะตอบกลับหรือเปล่า จะได้รางวัลกลับมาไหม ทุกครั้งที่มีคนสื่อสารตอบกลับเรามามันทำให้เรามีความรู้สึกร่วม เหมือนดาราที่มีแฟนคลับแล้วแฟนคลับจะดีใจที่ดารามองเห็นเขา” สมคิดตอบ
คอลัมน์คุยกับพี่แมกมักจะเขียนกำกับไว้ว่าจะติชมหรืออยากรู้อะไรเกี่ยวกับการ์ตูน ก็ส่งจดหมายมาได้ที่พี่แมก เราถึงได้ถามสมคิด “แล้วมีจดหมายเขียนตำหนิส่งมาไหม”
“ก็มีสักหนึ่งในร้อย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาไม่รู้มากกว่า อยู่ที่เราจะมองประเด็นนั้นอย่างไร ถ้าคุณไปโต้กลับเขาแรง เขาก็รอโต้กลับ เราเลือกตอบแบบซอฟต์ๆ น่ารักก็คงดีกว่า”

พี่แมกแทบไม่เกี่ยงที่จะตอบคำถามไหนเลย แม้มันจะเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย แต่เขาก็หยิบมาตอบเสมอ และตอบให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กระทั่งคำหยอกล้อจากผู้อ่าน พี่แมกก็ไม่เมินเฉยที่จะหยอกล้อกลับ
1. ใครเป็นคนเขียนเรื่อง YU YU Hakusho ในภาพคอมมิกและในภาพการ์ตูนแอนิเมชันคะ
เขาผู้นั้นคือคุณ ‘โยชิฮิโระ โทงาชิ แห่ง Shuei Sha นี่ไงคะ
2.ขอโทษนะครับที่ถามมากไป เพราะไม่ค่อยได้ลงซะทีเลยปล่อยออกมาหมด
ไม่เป็นไรค่ะ พี่แมกก็ตอบๆ หมดแหละ ^ – ^
3.หนูเป็นโรคบ้าการ์ตูน เบื่อโรคนี้จัง แก้ยังไงก็ไม่หาย แต่ก็ไม่อยากหาย งั้นไม่ต้องแก้หรอกเนอะ
ทำใจซะ ผู้ใหญ่เค้าว่าเป็นโรคเวรโรคกรรมน่ะ ลองไปสะเดาะเคราะห์ซัก 500 ครั้งอาจจะหายก็ได้
4.ทำไมทีวีแมกกาซีนถึงออกช้าจัง รอจนเบื่อเลย
ไม่ต้องรอกันเหงือกแห้งอีกแล้วแห้งอีกที เพราะตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราจะพบกับเล่มใหม่หลังวันที่ 15 ของทุกๆ เดือน ผ่างๆ ฝากบอกต่อกันด้วยนะ

เราถามสมคิดถึงเหตุเกิดของอีกคอลัมน์หนึ่งที่มีภาพถ่ายหน้าตรงของใครก็ไม่รู้เต็มไปหมด ทั้งประทับตราไว้ว่าเป็นคอลัมน์ ‘สุขสันต์วันเกิด’
“ปกติหนังสือมันต้องมีคอลัมน์ที่เป็นหน้าช่วยสำหรับปิดเล่ม ให้คนติดตามผลงานเล่มต่อไป อย่างการประกวดวาดรูประบายสี หรือคอลัมน์สุขสันต์วันเกิดสำหรับแฟนคลับเด็กๆ พอมันเป็นเดือนเกิดของเขาก็จะเขียนแล้วส่งมา เราจะมีของรางวัลให้จากสปอนเซอร์ เมื่อก่อนผมก็แอบส่งของตัวเองเข้าไปนะ (หัวเราะ) เด็กเห็นหน้าตัวเองในนั้นก็มีความสุข ยังคิดอยู่เลยว่าจะถ่ายประกาศลงเพจว่าใช่หน้าคุณหรือเปล่า ถ้าใช่แสดงตัวหน่อย ผมจะให้รางวัล”
เจ้าของนิตยสารจะให้รางวัลแล้ว! ใครเคยมีหน้าแปะในคอลัมน์ก็แสดงตัวหน่อยนะ หรือใครที่ยังไม่มีก็ส่งกันเข้ามาในฉบับใหม่ๆ ได้ เพราะปัจจุบันทีวีแมกกาซีนก็ยังผลิตอยู่ วางขายประจำวันที่ 25 ของทุกเดือน สมคิดว่าเขายังเซ็นลายเซ็นให้แฟนๆ บนปกหนังสืออยู่เลย และจำนวนลายเซ็นบนปกก็ไม่เคยลดน้อยลง
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว สุขสันต์วันเกิดทีวีแมกกาซีนในวัย 35 ปีด้วยนะ

ฉันกลายเป็นเด็กไปแล้วหรือนี่
“นอกจากออกนิตยสารเล่มใหม่แล้ว คุณผลิตอะไรอีกไหม” เราถามถึงปัจจุบันของทีวีแมกกาซีน
“มันเริ่มกลับมามีกระแสยุค 90 อีกครั้ง ทำให้เราอยากกลับมาทำของเล่นที่คนคิดถึง เอาทั้งหมดกลับมาทำใหม่ เด็กสมัยโน้นก็กลายเป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบันไปแล้ว การซื้อของพวกเขาไม่ใช่ทีละซองแล้ว เดี๋ยวนี้ซื้อกันยกลงเลย ฝันในสมัยเด็กของใครหลายคน ผมมีให้ครบหมด
“อย่างการ์ดที่ผมทำก็จะมีกลุ่มการ์ดเกมเหมือนโปเกม่อน เราได้ลิขสิทธิ์ทำ Card Collection เป็นการ์ดสะสม ทำให้สนุกหน่อยก็จะมี Photo Holder ต้องมาลุ้นเอาว่าเปิดแล้วจะได้ตัวไหน เลเวลอะไร ผมขายด้วยราคายี่สิบบาทนะ”
สารภาพว่าเราซึ้งกับท่อน “ฝันในสมัยเด็กของใครหลายคน ผมมีให้ครบหมด” เหลือเกิน จะไม่ขอเฉลยแล้วกันนะว่าของเล่นชุดใหม่ที่เขาวางขายอยู่คืออะไร เอ! หรือจะแกล้งๆ ใบ้ให้สักนิดดี ซ ซ ซุปเปอร์ พอก่อน! ไปค้นหาฝันวัยเด็กของตัวเองที่หน้าฟีดทีวีแมกกาซีนเอาก็แล้วกันนะ

อย่างที่เราเขียนบอกว่าสมคิดยิ้มไม่หุบตลอดเวลาที่ได้เปิดหน้าหนังสือ ตลอดเวลาที่เขาหยิบฟิกเกอร์ตัวนั้นตัวโน้นขึ้นอวดเหมือนยังเป็นเด็กอายุไม่กี่ขวบที่หลงใหลในโลกตัวการ์ตูน เราจึงอดถามไม่ได้ “ทำไมคุณยังดูมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นของเก่าๆ เหล่านี้”
สมคิดนิ่งไปครู่หนึ่ง “ผมมีความสุขเพราะทั้งหมดเกิดจากสิ่งที่ผมคิดไม่ถึง ไม่น่าเชื่อว่าผมจะครีเอตอะไรมามากมาย เป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น มองกลับไปแล้วเห็นว่าเราทำมาทั้งนั้นเลย เยอะซะจนจำไม่ได้”
“เคยคิดไหมว่าหากไม่มีทีวีแมกกาซีน ชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร” เขาก้มหน้ามองนิตยสารที่วางบนตัก
“ไม่รู้เหมือนกันนะ ไม่มีความสุขเหรอ หรือเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า” แล้วก็หัวเราะเสียงแผ่วก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“ผมว่าคนเราทุกคนเกิดมามันถูกกำหนดมาหมดแล้วว่าคุณจะต้องเป็นอะไร แล้วก็อยู่ว่าคุณจะทำมันได้ดีแค่ไหน การ์ตูนที่ผมทำมันก็คล้ายๆ ลูกอม ตราบใดที่ยังมีเด็กๆ ก็ยังมีลูกอมอยู่เชื่อไหม”
เราพยักหน้าแทนคำตอบ และนี่คือบทสุดท้ายของผู้กล้าหาญและแข็งแกร่ง ‘สมคิด’ ซึ่งเป็นตัวเอกของ ‘ทีวีแมกกาซีน’ ไม่มีใครรู้ว่าชะตาของเขาจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แต่ทุกคนรู้ว่าชะตาของเขาถูกกำหนดมาให้เป็นจ้าวแห่งตำนานนิตยสารการ์ตูน
“ท้ายนี้ผมขอเป็นแฟนประจำของทีวีแมกกาซีนตลอดไป อย่าขึ้นราคานะ”
“ไม่ขึ้นราคาหรอก แต่ต้องเป็นแฟนประจำเหมือนที่สัญญาไว้นะ หากผิดคำพูดล่ะก็…พลังคลื่นเต่า!”






