อีกหนึ่งหมุดหมายของเดือนตุลาคมสำหรับชาวไทยที่รักหนังสือและการอ่าน คือเทศกาลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่จัดขึ้นทุกปี หลายคนเก็บเงินเพื่อมาถล่มทลายในงานนี้โดยเฉพาะ
แต่สิ่งที่กลายเป็นความฮาให้เราคอยแซวกันเสมอ คือวัฒนธรรม ‘กองดอง’ หรือการซื้อหนังสือที่เราสนใจมาไว้โดยยังไม่รู้เลยว่าจะได้อ่านตอนไหน เพราะหนังสือที่ซื้อจากงานเมื่อปีที่แล้วก็ยังอยู่ในซีลอยู่เลย
ความจริงแล้วอาการนี้มีคำเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า ‘ซึนโดกุ’ ที่มาจากคำว่า tsunde (กองไว้) + oku (วางทิ้งไว้) + doku (อ่าน) ที่แปลโดยตรงได้ว่ากองหนังสือไว้โดยยังไม่อ่าน ซึ่งมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ยุคเมจิเลยทีเดียว
ในทางจิตวิทยา นี่คือพฤติกรรมของคนที่หลงใหลในศักยภาพของ ‘ความรู้’ มากกว่าตัว ‘เนื้อหา’ จริงๆ การมีหนังสืออยู่กับตัวจึงให้ความรู้สึกว่าเรากำลังจะเป็นคนที่เก่งขึ้น ถึงแม้ว่ายังไม่ได้เริ่มอ่านเลยก็ตาม
สำหรับคนรักหนังสือแล้ว การได้เห็นหนังสือที่เปรียบเสมือน ‘ความเป็นไปได้ของตัวเราในอนาคต’ เรียงกันอยู่บนชั้นจนแน่นเอี๊ยดหรือกองกันเป็นพะเนินจึงเป็นความสบายใจในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง
แต่ในยุคสมัยที่ทุกสิ่งถูกแชร์ได้ง่าย และสื่อโซเชียลมีอิทธิพลต่อการ ‘สร้างตัวตน’ อย่างมาก ในขณะที่เราเองก็ถูกชี้นำให้แสวงหาการพัฒนาตนเองตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นอาจถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง การซื้อหนังสือที่มักถูกเชื่อมโยงกับความรู้มาสะสมจึงอาจส่งผลทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนมากกว่า ‘ซึนโดกุ’
การซื้อหนังสือที่เราสนใจมาอ่านเป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไรก็ตาม แต่ประเด็นก็คือหนังสือที่มีก็ล้นจนสามารถอ่านไปได้ชั่วชีวิตแล้ว
ทำไมเราถึงหยุดซื้อหนังสือมากองเพิ่มไม่ได้สักที? แล้วจะมีวิธีหักห้ามใจไม่ให้ซื้อเพิ่มยังไงได้บ้าง?
สมองหลอกว่าการซื้อคือความสำเร็จ

ลองนึกถึงเวลาที่เราได้ซื้อของใหม่ให้ตัวเอง มันฟินใช่ไหม เช่นเดียวกับหนังสือ เมื่อเราได้ซื้อหนังสือ สมองจะหลั่งโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมาเสมือนเป็นรางวัลล่วงหน้าให้กับการ ‘ลงมือพัฒนา’ ที่ทำให้สมองเข้าใจว่า เราได้ทำบางอย่างเพื่อให้ตัวเองฉลาดขึ้นแล้วนะ แต่ปัญหาก็คือรางวัลที่ว่ามันดันเกิดขึ้นตอน ‘ซื้อ’ ไม่ใช่ตอน ‘อ่าน’ ดังนั้นพอซื้อมาแล้วอ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็วาง หรือยังไม่ได้ทันแกะจากซีลเลยด้วยซ้ำ ก็เพราะว่าความสุขของการ ‘ได้เริ่ม’ มันถูกใช้ไปตั้งแต่ตอนจ่ายเงินแล้วน่ะสิ
ซื้อตัวเองในอุดมคติ

หนังสือไม่ได้เชื่อมโยงกับแค่เรื่องของความรู้ แต่มันเป็น ‘ภาพแทน’ ของคนอ่าน ลองนึกภาพว่าเราเห็นใครบางคนนั่งในร้านกาแฟอ่านหนังสือเซเปียนส์ แล้วจะมองคนคนนั้นอย่างไร ดังนั้น การซื้อหนังสือ ก็เปรียบเหมือนการซื้อ ‘ความหวัง’ หรือ ‘ภาพ’ ว่าเราจะกลายเป็นคนแบบไหน เช่น ซื้อหนังสือปรัชญา ก็หมายถึงเราจะกลายเป็นคนคิดลึกซึ้ง หรือซื้อหนังสือจิตวิทยา ก็หมายถึงเราจะสามารถเข้าใจตัวเองและคนอื่นได้มากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ได้อ่าน แต่เพียงแค่มีหนังสืออยู่บนชั้นก็เหมือนเราได้ขยับเข้าใกล้ตัวตนในอุดมคติไปอีกขั้นแล้ว ทั้งที่สุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่ได้อ่านมันเลยก็ตาม
สัญลักษณ์ของความใฝ่รู้

อย่างที่กล่าวไปว่า สังคมทุกวันนี้ชี้นำและให้ค่ากับคนที่รู้จักพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา และเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งหนังสือก็คือสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรมของความฉลาดและความลึกซึ้งนั้น และแม้ว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะอวดว่า ‘ฉันเป็นคนที่ใฝ่รู้’ ก็ตาม แต่การมีชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยเล่มดีๆ ดังๆ ก็เสริมจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่า เราเองก็กำลังใช้ชีวิตแบบคนที่เรียนรู้ตลอดเวลาเหมือนกันนะ ในแง่นี้ หนังสือที่ซื้อมาดองจึงเปรียบเสมือนเครื่องประดับทางความคิดที่บ่งบอกถึงรสนิยม ความคิด และทิศทางชีวิตของเราได้โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย
กลัวพลาดความรู้ดีๆ

เราต่างรู้ว่าในยุคโซเชียลมีเดีย ทุกคนถูกล้อมไปด้วยบทความ เพจ หรือโพสต์ ที่แนะนำหนังสือดีๆ เต็มไปหมด เมื่อได้เห็นคนอื่นพูดถึงหนังสือบางเล่มบ่อยๆ สมองเราจะเกิดอาการ FOMO (Fear of Missing Out) ที่ทำให้รู้สึกกลัวว่าเรากำลังจะพลาดอะไรบางอย่าง หลักการเดียวกับเวลาเห็นคนพูดถึงหนัง เพลง หรืออะไรบางอย่างบ่อยๆ จนเราต้องร่วมวงไปดูด้วยว่ามันคืออะไร และนี่เองก็เป็นแรงขับที่ทำให้เราซื้อหนังสือเพิ่มจากการโดน ‘ป้ายยา’ ถึงแม้ว่าจะมีอีกสามพันเล่มที่ยังไม่ได้แกะอ่านเลยก็ตาม
พื้นที่ปลอดภัยทางใจ

แม้หนังสือจะเป็นภาพแทนของความรู้ แต่สำหรับบางคน การซื้อหนังสือเปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เพราะการดองหนังสือสามารถให้ความมั่นคงทางอารมณ์ได้ ความรู้สึกอุ่นใจที่มีหนังสืออยู่รอบตัวเหมือนการได้มีเพื่อนที่ดีที่คอยอยู่ตรงนั้นเสมอ เพราะหนังสือไม่กดดัน ไม่ตัดสิน และพร้อมให้เรากลับไปหาได้ทุกเมื่อ การมีหนังสือนอนแอ้งแม้งอยู่เฉยๆ บนชั้นก็เหมือนมี ‘ที่พักใจ’ เล็กๆ ในบ้านหรือในห้องแล้ว
เมื่อรู้จิตวิทยาเบื้องหลังของการดองหนังสือแล้ว จะหักห้ามใจไม่ให้ไป ‘ล้มละลาย’ ในงานหนังสือรอบนี้ยังไงดีล่ะ? มาลองดูคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ กัน
จบเท่าไหร่ เติมเท่านั้น

ก่อนจะไปงานหนังสือ ให้ตั้งสติแล้วลองนั่งจับเข่าคุยกับตัวเองดูว่าเล่มที่มีตอนนี้อ่านถึงไหนแล้ว หรือลองตั้งกฎ ‘จบเท่าไรเติมเท่านั้น’ กับตัวเอง คืออ่านจบกี่เล่มก็ค่อยซื้อเติมตามจำนวนนั้น
อดทนจนกว่าจะแลนด์ (กลับบ้าน)

หากอดไม่ไหวที่จะไปเดินงานหนังสือจริงๆ ให้พกสติไปด้วย เพราะเชื่อว่าแรงดึงดูดของหนังสือใหม่หรือหนังสือลดราคามันจะยั่วยวนอย่างหนักแน่ ถ้ามีเล่มไหนที่รู้สึกอยากได้มากๆ ให้ใช้วิธี ‘เก็บภาพ’ เอาไว้ก่อน กี่เล่มก็ได้ หรือจะเอาไปรวมในอัลบั้มภาพที่สร้างขึ้นใหม่ในมือถือก็ได้ ทีนี้ก็อดทนจนกว่าจะกลับบ้าน ปล่อยให้ผ่านไปสักวันสองวัน ลองกลับมาดูรูปหนังสือใหม่ที่อยากได้อีกครั้ง เราอาจพบว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากซื้อจริงๆ ตั้งหลายเล่มเลยนี่หว่า แค่โดนแรงดึงดูดในงานหลอกเท่านั้น
พรุ่งนี้ไม่สายที่จะซื้อกัน

ถ้ารู้สึกว่าเจอเล่มที่อยากได้มากๆ แต่ยังมีกองดองรออยู่อีกเพียบ ลองเปลี่ยนไปยืมเพื่อนสักคนที่มีเล่มที่ว่าแล้วดู อย่าลืมถามด้วยว่า ‘เฮ้ย เอ็งอ่านจบรึยัง ถ้าอ่านแล้วขอยืมสักพักนะ’ ลองเอามาอ่านแซมเปิลดู เผลอๆ อ่านจบแล้วอาจรู้สึกว่า ดีแล้วที่ไม่ซื้อก็ได้ หรือสุดท้ายแล้วถ้ามันดีแบบที่คิดจริงๆ มาซื้อเก็บทีหลังก็ไม่สาย
รอนานๆ ก็อาจจะบั่นทอนหัวใจ

ถ้าเหลือบดูชั้นหนังสือแล้ว มีหนังสือในข่ายกองดองเหลืออยู่เพียบ การลองแยกมันออกมาจากกองหนังสือที่อ่านแล้ว และเอาไปจัดรวมกันอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งที่เห็นชัดๆ ก็อาจทำให้เราสังเกตเห็นมันมากกว่าปกติ เมื่อเห็นบ่อยๆ ก็อาจเกิดความรู้สึกเห็นใจขึ้นมา ทำนองว่า ‘เออ อ่านก็ได้’ จนทำให้ความรู้สึกอยากซื้อเล่มใหม่ต้องเลื่อนไปก่อน
การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ไม่มากก็น้อยเราย่อมได้ ‘ปัญญา’ ในบางแง่มุมจากหนังสือที่ช่วยเปลี่ยนทัศนคติ ขยายมุมมอง เปิดโลก หรือบางทีก็เปลี่ยนชีวิตได้เลย ถ้ามันถูกจังหวะและเวลา
แต่อย่าลืมว่าหนังสือดีแค่ไหนก็ไร้ซึ่งประโยชน์ หากมันไม่เคยถูกเปิดอ่านเลย





