ตึกเรียงรายเล่าความทรงจำผ่านสี ปีแล้วปีเล่าที่ ‘ปีนัง’ ยังงดงามไม่เปลี่ยน

เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเราตื่นตั้งแต่ตอนที่ฟ้ายังไม่สว่างดี แบกกระเป๋าเดินทางคู่ใจขึ้นรถไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทริปตัวที่หนึ่งที่เราขอตั้งชื่อให้ว่า ‘เจ้าหนูนักชิม’ ด้วยเพราะมันเป็นผู้จัดแจงรายการร้านอร่อยประจำทริปนี้ ก่อนจะพบกับ ‘เจ้าแมวขี้กลัว’ เพื่อนร่วมทริปตัวที่สอง เจ้าของตากลมโต แต่ใจเล็กจิ๋วสมชื่อ พวกเรานัดเจอกันที่สนามบินเพื่อจะออกเดินทางไป ‘ปีนัง’

พูดถึง ‘ปีนัง’ คงเป็นที่ที่ใครหลายคนเคยแวะไปเที่ยวกันมาแล้ว ด้วยเพราะระยะทางที่ไม่ไกลมากนักจากประเทศไทย และถ้าหากคุณๆ เป็นคนที่เติบโตมาในภาคใต้ของไทยล่ะก็เชื่อเลยว่าต้องเคยแวะไปเที่ยวปีนังกันมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ส่วนเราที่เป็นเด็กภาคเหนือ ปีนังเลยกลายเป็นเมืองที่ไกลหูไกลตาเรานัก

ว่ากันตามตรงปีนังไม่เคยอยู่ในลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวของเราเลย อาจเพราะเรามีเมืองที่น่าตื่นตามากกว่าปักหลักอยู่ในใจ ทำให้บ่อยครั้งเรามองข้ามเกาะเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ประเทศ และมุ่งตรงสู่เมืองที่ไกลลับตาไปเสียได้ แต่ทริปในครั้งนี้ที่ได้เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเจ้าหนูนักชิมที่ยืนยันว่าพร้อมไปตะลุยกินด้วยกัน และตาใสแป๋วของเจ้าแมวที่ถึงจะขี้กลัวไปบ้าง แต่ก็พร้อมเก็บกระเป๋าออกเดินทางไปด้วยกัน เราจึงขยับหมุดหมายการเดินทางที่เคยอยู่ไกลลิบมาเป็นเมืองใกล้ๆ ที่เหมาะสมกับเงินในกระเป๋าของพนักงานออฟฟิศอย่างพวกเรา และปีนังคือผู้ได้รับเลือกในครั้งนี้

สิบนาฬิกาตามเวลาของประเทศมาเลเซีย เจ้านกตัวใหญ่ปลายหางสีแดงพาเราโลดแล่นลัดฟ้าผ่านเมืองที่เต็มไปด้วยตึก มุ่งหน้าเข้าเมฆหลายร้อยพันก้อน และเมื่อบินผ่านม่านหมอกเหล่านั้นมาเราก็ได้พบกับเรือลำจิ๋วที่ลอยอยู่บนผืนท้องทะเลกว้าง ไม่นานเสียงประกาศก็ดังขึ้นให้รู้ว่าเราได้เดินทางมาถึงปีนัง ประเทศมาเลเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมืองลูกกวาดบนโลกสีเทา

สิ่งแรกที่สะดุดตาเรา คือสีที่แต้มอยู่บนตึกในระหว่างทางที่นั่งเจ้าสี่ล้อเข้าเมืองจอร์จทาวน์ สีเหลืองสดปนชมพูพาสเทล สีเขียวมินต์ที่ตัดกับไม้เก่า และประตูน้ำเงินที่คอยต้อนรับผู้มาเยือน เมื่อเจ้าแมวหันมากระซิบเบาๆ ว่าหลายปีที่ผ่านมาโลกเราเริ่มมีสีสันน้อยลง ทั้งสีเสื้อผ้า อาคารบ้านเรือน ไปจนถึงรถยนต์ที่เคยหลากสี ตอนนี้กลับเหลือแค่ขาว เทา และดำเป็นส่วนใหญ่ ก็ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วทำไมปีนังถึงยังแต่งแต้มด้วยสีสันในขณะที่โลกของเราเริ่มกลายเป็นสีเทาไปแล้ว

ท้ายที่สุดเราก็แพ้ความอยากรู้ของตัวเองจนต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วพิมพ์คำถามลงในช่องค้นหา จนได้รู้ว่าสีสันหลากตาในเมืองจอร์จทาวน์ไม่เพียงเป็นเครื่องอวดความสวยงาม แต่ยังคอยโอบอุ้มประวัติศาสตร์และความหลากหลายของผู้คน ณ ที่แห่งนี้ไว้ด้วยเช่นกัน

เหตุผลของสีสันตรงหน้าทำให้เรามองเมืองที่เคยอยู่ไกลใจนี้ด้วยสายตาใหม่ จอร์จทาวน์ไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวที่มีสตรีตอาร์ตไว้ถ่ายรูป หากยังเป็นสถานที่ที่รวมผู้คนหลากเชื้อสายไว้ด้วยกันมาอย่างยาวนาน ทุกสีที่แต้มอยู่บนกำแพง ทุกลายที่ปรากฏบนประตูไม้เก่า ล้วนเล่าเรื่องของชาวพื้นถิ่นมลายู ชาวจีนโพ้นทะเล และชาวอินเดียที่ต่างก็ทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้ทั่วเมืองเล็กๆ แห่งนี้

เมืองที่ปั้นด้วยมือของเวลา

หลังจากเดินเท้าลัดเลาะชมเมืองมาสักพัก เราสังเกตเห็นร่องรอยของเวลาบนตึกทั่วเมืองจอร์จทาวน์ จนเผลอคิดว่านอกจากความหลากหลายแล้ว เวลาเองก็เป็นศิลปินเอกผู้บรรจงแต่งแต้มจอร์จทาวน์ด้วยเช่นกัน ทั้งรอยถลอกบนผนัง สีไม้ที่ซีดลงตรงขอบหน้าต่าง และกระเบื้องเก่าที่มีรอยแตก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้จอร์จทาวน์ดูเป็นเมืองเก่าเก็บ แต่กลับทำให้มันดูมีชีวิตมากขึ้น 

สำหรับเราความงามของจอร์จทาวน์ไม่ได้เกิดจากความเรียบร้อยไร้ตำหนิ แต่เกิดจากความไม่สมบูรณ์แบบที่ค่อยๆ เพิ่มเสน่ห์ขึ้นทุกปี ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นว่าความเก่าที่ควรหลบซ่อนกลายเป็นสิ่งที่ทำให้จอร์จทาวน์ดูงดงาม ราวกับมันกำลังบอกเล่าเรื่องราวของผู้คน และเมืองนี้ผ่านสีที่หลุดลอกออกทีละชั้น

ก่อนหนีเข้าห้างไปตามล่าของกินตามที่เจ้าหนูได้ลิสต์ไว้ยาวเหยียด เราปิดท้ายการเดินทางวันแรกด้วยการเดินเล่นชมสตรีตอาร์ตยอดฮิตของจอร์จทาวน์ ที่แม้ทั้งเรา เจ้าแมว และเจ้าหนูจะยืนยันว่าไม่ขอร่วมวงต่อคิวถ่ายรูปกับหนูน้อยในภาพที่ยิ้มกว้างปั่นจักรยานกันสองคนเหมือนผู้มาเยือนคนอื่นๆ แต่การมองดูผู้คนมากมายทั้งคนพื้นถิ่นที่ใช้ชีวิตไปตามจังหวะของตน และนักท่องเที่ยวที่หัวเราะร่าพลางกดชัตเตอร์ถ่ายภาพเพื่อนร่วมทริปที่พยายามจัดท่าจัดทางให้เข้ากับงานศิลป์บนกำแพง ก็ทำให้เราพูดได้เต็มปากเลยว่าเรามาถึงปีนังแล้ว

การเดินทางวันแรกของเราจบลงด้วยหนังท้องแสนตึงที่แบกรับอาหารเกินปริมาณแคลอรีที่ควรได้รับต่อวัน และหนังตาที่เริ่มหย่อนจนต้องยกธงขาวรีบจูงมือเจ้าหนูและเจ้าแมวกลับโรงแรมไปนอนเพื่อเก็บแรงไว้ใช้ในวันพรุ่งนี้

ทันทีที่ขึ้นเตียง ความเหนื่อยล้าทำให้เราผล็อยหลับทั้งที่โทรศัพท์ยังอยู่ในมือ ถึงจะจำไม่ได้แล้วว่าคืนนั้นฝันว่าอะไร แต่เราว่าความฝันที่เกิดขึ้นคงไม่ตื่นตาตื่นใจเราเท่ากับสีสันของเมืองจอร์จทาวน์ที่ได้เห็นวันนี้ และความคิดที่ว่าพรุ่งนี้เมืองนี้จะหยิบสีไหนมาให้เราเห็นอีกนะที่วนเวียนอยู่ในใจตลอดคืน

และแม้เมื่อกลับมาถึงไทยแล้วเจ้าหนูจะวิ่งหน้าเศร้ามาบอกว่าภาพฟิล์มทั้งหมดที่ถ่ายตึกทั่วเมืองจอร์จทาวน์เพื่อใช้ประกอบบทความนี้นั้นมืดเกือบสนิทจนมองสีสันที่เคยงดงามไม่ออก ก็ไม่ได้ทำให้เราทุกข์ใจเท่าที่คิดว่าจะเป็น อาจเพราะยังโชคดีที่มีภาพถ่ายจากโทรศัพท์เผื่อไว้ และเพราะจอร์จทาวน์ ปีนังได้แอบแต้มสีสันพาสเทลไว้ในใจเราให้ยังจดจำความงามนั้นได้แม้จะมองจากภาพฟิล์มที่เห็นไม่ชัดนัก แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าหรือบางทีจอร์จทาวน์อาจร่ายมนตร์เพื่อให้เราต้องแวะไปเยือนอีกครั้งก็เป็นได้

AUTHOR

PHOTOGRAPHER

ณัฐณิชา ปรีวัฒนานันท์

หมาของฉันชื่ออีธาน