แว่นเลนส์กลมเล็กขนาดพอดีลูกกะตา หนวดเคราขาวไล่ระดับสีเฉดเดียวกับผมที่ยาวเหลือบเอว ร่างบางเล็กในเสื้อเชิ้ตชมพูอ่อนทิ้งชายรุ่ย ทั้งสีเปรอะเปื้อนแห้งกรังเหมือนเพิ่งเดินออกจากห้องศิลป์มาหมาดๆ เขายังดูหนุ่มแน่นด้วยสไตล์ ขัดกับริ้วรอยที่หลังมือราวกับผ่านมาแล้วร้อยฤดู
“สตูดิโอผมมันเละเทะนะ อาจจะไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่คุณเคยเห็นมา” ชายตรงหน้าใช้น้ำเสียงนิ่ง ก่อนที่เราจะเดินเข้าไปสำรวจแหล่งประดิษฐ์ของเขา มองเผินๆ จากภายนอกคงคิดว่าเป็นร้านช่าง ด้วยอุปกรณ์ระเกะระกะบนพื้น ไขควง เศษเหล็ก เลื่อยใบใหญ่ แต่เมื่อขึ้นบันไดไปก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ นี่มันสตูดิโอเด็กศิลป์! ป้ายพยัญชนะถูกแทรกเนื้อในด้วยหลอดนีออน สายพลาสติกระโยงระยางแขวนหน้ากระจกบานเกล็ด ทั้งพู่กัน จานสี กองเสื้อผ้าบนพื้นปูนเปลือย จริงอยู่ ไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่เราเห็นมา
ย้อนกลับไปในปี 1980 ‘ต้อย – นพไชย อังควัฒนะพงษ์’ ยังสวมชุดนักศึกษาอยู่ในสถาบันซินซินนาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเพราะฝันจะทะยานในเส้นทางดนตรี แต่หลังจากได้เห็นฝีไม้ฝีมือของเด็กต่างประเทศแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองจะไปรอดไหม เขาเบนเข็มใหม่เข้าสู่เส้นทางศิลปะ และนี่คือจุดเริ่มต้นของต้อย ผู้ที่เปลือกนอกเป็นศิลปิน แต่เมื่อเปลือกถูกลอกออกจะเห็นเนื้อในที่เป็นนักทดลองราวนักวิทยาศาสตร์

สมัยเรียนศิลป์
สิ่งใหญ่ที่สุดที่ต้อยได้จากการร่ำเรียนศิลปะจากสถาบันซินซินนาติคืออะไร
ซินซินนาติเป็นสถาบันที่เข้มงวดกับเรื่องพื้นฐาน จะสังเกตได้เลยว่าแม้งานผมจะเป็นงานทดลอง แต่มักจะกลับมาที่พื้นฐานตลอด ผมจะไม่ค่อยใช้คำว่าต่อยอดเท่าไหร่ อาจจะเป็นคาแรกเตอร์ผมไปแล้วก็ได้ เพราะเวลาต้องทำงานนานๆ ไปผมจะเบื่อ
สถาบันเป็นตัวเปลี่ยนแนวคิดหรือมุมมองศิลปะของเราไปเลยไหม
มันทำให้ผมรู้ว่าสกิลหรือความสามารถไม่ใช่คำตอบ วิธีคิดต่างหาก การเขียนรูปเก่งไม่ใช่ประเด็น ไม่ยึดกับคำว่าความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตรกรรมหรือประติมากรรม
ต้อยเรียนศิลปะไปทำไม
(หัวเราะ) ตอนนั้นอยากเป็นศิลปิน คิดว่าการเป็นศิลปินมันดูชิลล์ ดูคูล การได้เรียนศิลปะคนจะชอบคิดว่ามันอิสระ แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก เราต้องมีวินัย อดทนกับการฝึกฝน แล้วก็ไม่ใช่การฝึกฝนเพื่อสกิล แต่เพื่อหาคำตอบบางอย่างที่เราพยายามค้นคว้า
ทำไมไม่เลือกเรียนศิลปะในไทย
เพราะว่าเอนทรานซ์ไม่ติด (หัวเราะ) ตอนนั้นมหาวิทยาลัยศิลปะมีแค่เพาะช่างกับศิลปากร ปีที่ผมไปเอนทรานซ์น่าจะอยู่ใน ค.ศ.1978
เริ่มผูกพันกับศิลปะเมื่อไหร่
สมัยก่อนชอบดนตรี ตอนแรกที่ไปต่างประเทศก็คิดว่าจะเรียนดนตรี แต่พอไปเจอเด็กที่เรียนดนตรีที่นั่นแล้ว เราน่าจะสู้เขาไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าในสายศิลปะอาจจะพอสู้ได้ ก็เบนเข็มมาอยู่สายศิลปะฝั่งจิตรกรรม การแข่งขันสูงมากจนคิดว่าไปเรียนประติมากรรมดีกว่า หนทางที่จะอยู่รอดตอนนั้นคือพยายามขอทุนในเชิงประติมากรรม

หลังเรียนจบได้เป็นศิลปะคูลๆ อย่างที่หวังไว้ไหม
ยังต้องต่อสู้อีกเยอะ แต่โชคดีที่สังคมตอนนั้นไม่ได้มีการเหยียดผิว การที่ผมเป็นเอเชียคนเดียวในโรงเรียนทำให้ได้รับความสนใจในโรงเรียน และเพราะผมทำงานหนัก ไม่เคยขาดเรียน มีความประพฤติดี ผมไม่ได้เก่งที่สุด แต่เรียนรู้ว่าบางครั้งการทำงานหนัก ไม่ใช่การแสดงความเก่ง แต่แสดงถึงความตั้งใจ อาจารย์มักจะดูคนที่ให้เวลากับงานของตัวเองเสมอ ปีสุดท้ายผมได้ทุนรางวัลในปริญญาตรีเกือบหมดเลย หลังจากเรียนต่อในระดับปริญญาโทก็ได้ทุนเรียนฟรีสำหรับเด็กต่างชาติ
เรียนจบแล้ว ก็ได้งานเป็นผู้ช่วยภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาศิลปะพื้นฐาน การเรียนในอเมริกาจะต่างจากประเทศไทยตรงที่เขาให้เด็กจากคณะอะไรก็ได้สามารถเรียนศิลปะได้ อย่างของเราจะเรียนศิลปะต้องไปแค่ศิลปากร หรือสถาบันที่มีวิชาศิลปะ ที่นู่นนะ ถึงจะเรียนหมอ บัญชี วิทยาศาสตร์ แต่เมื่อไรที่รู้สึกว่ามันหนักหัวก็เข้ามาเรียนศิลปะพื้นฐานได้
กฎเหล็กของอาจารย์ต้อย
จุดเริ่มต้นต่อสู้ในการเป็นศิลปินคือหลังจากกลับมาประเทศไทยหรือเปล่า
ง่ายแล้ว ไปสมัครสอนพิเศษ เป็นอาจารย์ก็ง่าย เพราะผมสอนแตกต่าง ไม่ได้สอนตรงสกิลแต่สอนจากสิ่งที่มองเห็น จะไม่พูดถึงความหมายอะไรให้ฟัง แต่ใช้วิธีวิเคราะห์การทดลอง อย่างนักศึกษาดนตรีก็ต้องรู้ตัวโน้ต ส่วนนักศึกษาศิลปะของผมจะต้องรู้เอเลเมนต์ซึ่งก็คือสิ่งที่มองเห็นได้ หรือวิชวลไม่ว่าจะเป็นเรื่องสี ขนาด ผิว แสงเงา
วิชวลเป็นเรื่องของเวลานะ เพราะเรามองเวลาไม่เห็น ใช้วิชวลตัดสินไม่ได้ เพียงแต่มันจะมีบางอย่างที่บ่งบอกเรื่องเวลาได้ เช่น ความสมบุกสมบัน ความเหี่ยวย่นของใบหน้า หัวข้อนี้มักจะไม่ได้ถูกสอน
ไม่กลัวเหรอว่าความแตกต่างของเราจะทำให้เป็นอาจารย์ยาก หรือไม่ถูกยอมรับ
ยาก แต่ว่าผมไม่สนไง (ยิ้ม) ผมคิดแค่ว่าอยากจะให้คนอื่นในฐานะความเป็นครู
ดูมีจิตวิญญาณความเป็นครูมากนะ
หลายคนบอกว่าผมดุ (หัวเราะ) แต่ผมไม่ได้ดุหรอก แค่เข้มงวด ต้องมีกฎ มีระเบียบเพื่อความปลอดภัย และยุติธรรมจะได้ไม่มีข้อโต้เถียงหรือคำร้องเรียนจากคนที่ตั้งใจแล้วได้คะแนนต่ำ กับคนที่ไม่ได้ตั้งใจแล้วได้คะแนนสูง การแข่งขันมันต้องเป็นการแข่งขันกับตัวเองเสมอ ผมให้คะแนนจากการพัฒนาของเด็ก

กฎเหล็กในการเรียนกับอาจารย์ต้อยคืออะไร
ตั้งใจทำงาน ผมให้คะแนนกับการให้เวลาเหมือนสมัยที่ผมเรียน ผมไม่ได้คิดว่างานดีแล้วจะได้คะแนนสูง คุณให้เวลามาเท่าไหร่ คุณก็ควรจะได้รางวัลเท่านั้น นักศึกษาจะไม่ได้สนใจรายละเอียดตรงนี้เท่าไหร่ เพราะคิดว่าตัวเองทำงานหนักเสมอ แต่บางคนไม่ใช่หรอก บางคนสกิลดี เก่งมาก แต่ไม่ค่อยมีวินัย เพราะถ้าเข้มงวดกับตัวเองจริง ป่านนี้ดังระเบิดแล้ว ส่วนใหญ่จะคูล ชิลล์ ไม่ค่อยมีวินัยในตัวเอง ขณะที่เด็กบางคนไม่ได้เก่ง แต่วินัยสูงและตั้งใจ วันนี้พวกเขาอยู่ในเบอร์ต้นๆ อยู่ในระดับศิลปินทุกคน
เราเห็นความทุ่มเทของพวกเขาได้จากจำนวนผลงาน บันทึกระหว่างเรียน บันทึกเป็นสิ่งสำคัญมากในการส่งงาน ผมจะดูตั้งแต่ต้นทางว่าเขาคิดอะไร เก็บอะไรไป มันช่วยแสดงผลของความคิด เขาไม่ได้ติดกับความคิดแรกแต่วิเคราะห์ต่อ พัฒนาจนบันทึกมีสเกตช์ มีทัมบ์เนล (Thumbnails) จากการทดลองจนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
หากทดลองแล้วผิดพลาดซ้ำไปซ้ำมาจะยังมีคะแนนให้อยู่ไหม
ผมไม่ได้ให้คะแนนจากความสำเร็จ ผมให้กับเวลาที่เขาทำงาน ไม่ได้สนใจด้วยว่าผิดพลาดอะไร แต่เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่ผิดพลาดเลย ไม่อย่างนั้น ก็จะไม่เกิดการพัฒนา อย่างผมเองก็ทดลองแล้วผิดพลาดมาตลอดชีวิต แต่ความผิดพลาดของผมมันกลายเป็นผลลัพธ์อีกรูปแบบหนึ่ง เสื้อที่ใส่อยู่ ผมก็ทดลองตัดแล้วดูว่าวิชวลที่เกิดขึ้นมันได้อะไร เห็นไหม ยังผิดพลาดอยู่เลย แต่ผมได้เจออะไรบางอย่าง และรู้ว่าครั้งหน้าจะไม่ตัดแบบนี้อีก มันเสียเสื้อไปตัวหนึ่งนะ แค่ดีกว่ามานั่งคิดว่าจะรอชิ้นงานสำเร็จรูปมา แล้วปล่อยให้มันทำงานเลย
เชื่อในการทดลองเหรอ
ทดลองเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อ การทดลองไม่ได้มีในสายศิลปะ ขนาดนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ยังต้องทดลองเลย แพทย์ที่ทำการผ่าตัด เขาเสียคนไข้ไปกี่คน นั่นก็เหมือนการทดลอง แต่ท้ายที่สุดจะเจอผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ระหว่างที่เราเห็นผลเสียก็ต้องใช้ความกล้า ต้องท้าทายตัวเอง ไม่อย่างนั้น ก็จะได้งานที่ซ้ำในรูปแบบเดิม หรือเป็นการต่อยอดจากคนอื่นมากกว่า

ศิลปินนิรนาม
อย่าง NUTS Society ที่เป็นกลุ่มศิลปินนิรนามเกิดขึ้นได้เพราะอะไร
ผมสร้างกลุ่มนี้ขึ้นมากับ ‘บอล – ปิยลักษณ์ เบญจดล’ ในปี 1998 ถ้ากลับไปดูจะเห็นวิชันของ NUTS Society ที่พยายามจะบัญญัติตัวเองว่าจะทำแบบนี้เท่านั้น เป็นศิลปะสำหรับสาธารณะ ชุมชน และออกนอกกรอบ ผมย้ายงานศิลปะออกนอกแกลเลอรี ทั้งภัตตาคาร ห้องเช่า ร้านสัก ร้านขายเสื้อยืด ไม่ได้เข้าไปอยู่ในหอศิลป์ คนทั่วไปไม่ได้เดินเข้าหอศิลป์เหมือนต่างประเทศ เพราะฉะนั้น งานที่อยู่ในหอศิลป์และพยายามจะพูดถึงสังคมในแง่หนึ่ง มันไปไม่ถึงไหนหรอก คนดูงานศิลปะสมัยนั้นยังน้อย ไม่มีสื่อเข้าไปตระเวนบอก
ทำไมถึงตั้งตัวเป็นศิลปินนิรนาม การมีชื่อเสียงไม่สำคัญสำหรับต้อยเหรอ
ไม่สำคัญ แต่มันก็มีผลนะ แต่ผมเลือกเองว่าจะทำงานที่ไม่ใช่งานขายได้ แล้วก็ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก ในตลาดบ้านเราคงน้อยมากที่จะมีคนชอบ คนสะสมงานผมก็น้อย
มีงานชิ้นไหนที่ทดลองแล้วล้มเหลวซ้ำๆ ไหม
ล้มเหลวทุกครั้ง (หัวเราะ) แต่การล้มเหลวทำให้เกิดสิ่งใหม่ซึ่งดีกว่า และงานของผมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ต้อยได้อะไรให้ตัวเองหลังนิทรรศการแห่งความทรงจำเก่าอย่าง ‘A Million Little odd Things, The Last Promise and One Big Picture’ จบลง
ผมเอาเฟอร์นิเจอร์บางอย่างในบ้านตัวเองไปรองรับงานศิลปะของคนอื่น เรียกว่าเป็นดิสเพลย์จะไม่ได้เป็นงานศิลปะจ๋า ในงานนี้แบ่งออกเป็น 3 ห้อง ห้องหนึ่งเป็นของคนที่ทำงานศิลปะมานานเป็นสิบปี ผมไม่มีงานแบบนั้น ห้องที่ 2 เป็นของ NUTS Society บรรดาศิลปินที่ผมเชิญมาเข้าร่วม ห้องที่ 3 เป็นงานที่ผมทำร่วมกับบอล เป็นการรวบรวมบันทึกวิจัยที่เขาทำเกี่ยวกับ NUTS Society เขาเป็นเหมือนตัวตั้งตัวตีในการเฟ้นหาศิลปิน
อีกงานที่ผมสร้างขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายผม ชื่อว่า 578 วัน เป็นงานประติมากรรม ตอนนั้นผมพยายามเปลี่ยนแปลงร่างกายเพื่อสวมใส่เสื้อผ้าของปิยลักษณ์ ออกไปถ่ายรูปตามที่ต่างๆ ทุกงานที่ผมโพสต์ลงไปเป็นเหมือนการปักหมุดว่าเริ่มทำงานชิ้นนี้แล้ว กลายเป็น Field Outfits Series

หลังจากไม่มีบอลอยู่ด้วยแล้ว ทำให้ NUTS Society เปลี่ยนไปไหม
ผมต้องหาผู้ช่วยใหม่ (หัวเราะ) ที่จริงแล้ว NUTS Society ไม่ได้ทำงานกันตลอดเวลาหรอก แต่นิทรรศการในวันนั้นเหมาะแก่การรื้อฟื้นขึ้นมา ความแข็งแกร่งของ NUTS Society คือการรวมตัวคนจากหลายสาขาอาชีพ บอลเขาจะเก่งเรื่องการวิเคราะห์ ตัดสินใจว่ากลุ่มศิลปินนี้จะเป็นไปในรูปแบบไหน ผมจะเก่งเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้มันสำเร็จได้ง่ายขึ้น
เกษียณตนเป็นนักเรียน
ต้อยมีเทคนิคไหนที่ใช้บ่อยๆ กับงานศิลปะ
ส่วนใหญ่จะเป็นนีออน เหมือนในนิทรรศการ ‘แถ’ ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนที่แล้ว
ทำไมต้อง ‘แถ’
เพราะไม่อยากมีคำตอบว่างานของผมพูดอะไร ผมแค่จัดการกับวัตถุแล้วปล่อยให้วัตถุเป็นตัวพูด สื่อสาร แถด้วยตัวมันเองว่าคนดูเห็นอะไร หรือถ้าเขาอยากจะแถต่อก็แถได้ งานผมก็กลับมาอยู่จุดเดิม แม้จะทดลองอย่างไรก็จะกลับมาสู่พื้นฐานเสมอ นั่นคือเรื่องของวิชวล
ในวัย 66 ปี ต้อยมีมาสเตอร์พีซของตัวเองหรือยัง
ผมว่าคงต้องถามสาธารณชนมากกว่า ในความเห็นส่วนตัวของผม ศิลปินคงไม่มีอภิสิทธิ์บอกว่านี่คือมาสเตอร์พีซหรอก อย่าง ‘ปิกาโซ’ เขามีผลงานทั้งชีวิตมาเกือบห้าหมื่นชิ้น คุณคิดว่าทั้งหมดนั้นนับเป็นมาสเตอร์พีซไหม มาสเตอร์พีซคืองานที่สาธารณชนจำได้ มีชื่อเสียง คนพูดถึง ถูกวิจารณ์ หรือมีอิทธิพลต่ออะไรสักอย่าง
ตัวเลขอายุเป็นข้อจำกัดในการสร้างงานศิลปะของต้อยไหม
ข้อจำกัดหนึ่งคือพละกำลังไม่มี มันทำให้วินัย และความอดทนลดน้อยลง ขึ้นลงสตูดิโอก็หมดแรงแล้ว เวลาก็น้อยลง (หัวเราะ) มันทำให้เราไม่อยากทำงาน แล้วก็ทำให้ไม่มีโชว์ เพราะไม่เกิดเดดไลน์ว่าต้องแสดงงานแล้วนะ เราเถลไถลไปเรื่อย แม้สิ่งที่ยังพุ่งพล่านคือความคิด แต่ต้องยอมรับว่าข้อจำกัดมีผล

แต่ก็ยังแจ๋วพอจะไปเดินเป็นนายแบบใช่ไหม
การเป็นนายแบบถือเป็นโบนัส คงต้องขอบคุณหลายคนในสาขาฝั่งแฟชัน ผมยังดูแลร่างกายอยู่ก็เพราะอยากมีแรงทำงานต่อนะ
ทำมากี่อาชีพแล้ว
ผมเคยเป็นนักดนตรี อย่างที่บอกว่าเคยอยากเรียนดนตรี ก่อนจะผันตัวไปเรียนศิลปะ บ๋อยก็เป็นมาแล้ว เป็นผู้ช่วยดีไซน์เนอร์ ช่วยอาจารย์สร้างบ้าน เปลี่ยนกระเบื้อง ซ่อมบ้าน แล้วก็เขียนแบบเอง เป็นอาจารย์ แต่ถ้าถามถึงตอนนี้เหรอ ผมเกษียณแล้ว (หัวเราะ)
ต้อยในวัยเกษียณมีอะไรที่ยังทดลองอยู่ไหม
จริงๆ การไปเดินแบบมันดูเหมือนง่ายนะ ภาพนิ่งที่ออกมาของผมมันดูดี แต่ถ้าเห็นผมในภาพเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ด้วยอายุวัยของผม การเคลื่อนไหวมันกำลังไปสู่การถดถอย ผมต้องพัฒนาตัวเองใหม่ตั้งแต่การเดิน การดามคอ เพราะส่วนสูงเริ่มลดลง การโยคะก็ช่วยผมได้ เสื้อผ้าที่ผมทำแล้วสื่อสารออกไปผ่านศิลปะก็คือการทดลองรูปแบบหนึ่งอยู่
ในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์ อยากให้เกรดเท่าไหร่แก่นักเรียนที่ชื่อต้อย
ถ้าผมให้ A เด็กคนนี้ งานเขาคงไม่ดีขึ้นหรอก แต่คงไม่ถึงขั้นติด F อาจจะอยู่ที่ B ไม่ก็ B+
น้ำเสียงนุ่มลึกของต้อยยังถูกทิ้งไว้ให้ดังในแก้วหู อย่างกับเรานั่งเรียนโต๊ะชิดอยู่หน้าห้อง แม้เขาจะปวารณาตัวว่าเป็นศิลปินนิรนาม บ๋อย นายแบบ อาจารย์ หรืออะไรก็ตาม แต่บทสนทนาทั้งหมดประมวลออกมาได้เป็น ‘ต้อย – นพไชย อังควัฒนะพงษ์’ ในวัย 66 ปีที่ช่างช่ำชองวิชาชีวิต 101 เหลือเกิน และสตูดิโอที่เฟอร์นิเจอร์ภายในขึ้นสนิมเกรอะกรังก็ช่างมีเสน่ห์สำหรับผู้ที่ได้ไปเยือนอย่างเรา
หากให้สมมติเป็นศิษย์ที่เลือกอาจารย์ได้ เดาว่าใครหลายคนคงเลือกชายหนวดเคราขาวไล่ระดับสีเฉดเดียวกับผมที่ยาวเหลือบเอวแน่





