แบกันตรงนี้ หากถอยกลับไป 3 – 4 ปีก่อนหน้านี้ ผมไม่รู้ว่า ‘ธงชัย วินิจจะกูล’ คือใคร
รู้เพียงเลาๆ ว่าเป็นนักวิชาการไทยคนหนึ่ง ไม่เคยศึกษางานเขียน หรือนั่งฟังความคิดของเขาอย่างจริงจัง จนหลังจากเรียนจบมหา’ลัย ผมอ่านหนังสือหลากหลายขึ้น กินมาถึงหมวดสังคม การเมือง และประวัติศาสตร์ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้ว่าธงชัย วินิจจะกูลคือใคร จากนั้นเลยตามอ่านหนังสือ ตามฟังความคิดความเห็นของเขามาตลอด
…ก็เหมือนกับใครหลายคนที่พบกันเพราะหนังสือ
ผมจึงพอแนะนำได้คร่าวๆ ว่าธงชัย วินิจจะกูล (จากนี้ผมขอถือวิสาสะเรียกว่าอาจารย์ธงชัย) เป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผู้เขียนหนังสือ Siam Mapped: A History of the Geo-body of a Nation เป็นหนึ่งในอดีตแกนนำนักศึกษาธรรมศาสตร์ และเป็นคนเดือนตุลา
ตอนที่เห็นว่า The Alphabet Book Cafe ประกาศจัดกิจกรรม ‘Coming of อ่าน’ และผายมือเชิญอาจารย์ธงชัยมาเป็นแขกคนแรก นิ้วไม่รักดีกดจองที่นั่งอย่างไม่ลังเล วงเสวนาย่อมๆ ครั้งนี้เขาจะมาพูดเรื่อง ‘วันวานการอ่าน และหนังสือที่ผมชอบ’
ผมชอบหัวข้อนี้เป็นพิเศษ ด้วยว่ามันเข้าใจง่ายที่สุดในบรรดาเรื่องที่อาจารย์ธงชัยพูด เลยผลาญเวลาว่างในวันหยุดเอาน้ำลูบหน้าห้อยโหน MRT จากกลางเมืองมายังสถานีหลักสองและมุ่งหน้าไป The Alphabet Book Cafe
ในที่สุดวินมอเตอร์ไซค์ก็พามาถึงจุดหมายปลายทางจนได้ The Alphabet Book Cafe คาเฟ่สีทะมึนตั้งอยู่ในซอยสุขาภิบาลบางระมาด 5/1 ถ้าขับมาจากถนนใหญ่ จุดสังเกตคือเมื่อถึงสมาคมชาวปักษ์ให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาราวๆ 500 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ
เหลือบไปดูชื่อร้าน! เขาไม่ได้ขายกาแฟ หรือแค่ชาเชียว เมนูที่ต้องลองชิม (ด้วยตา) ให้ได้คือหนังสือ ชำเลืองอย่างเร็วๆ พื้นที่ราว 30% ของร้านมีหนังสือนั่งนอนยืนโชว์ตัวจำนวนนับไม่ถ้วน ส่วน 70% ที่เหลือคือพืชใบเขียว ที่ว่าง และบรรยากาศผ่อนคลาย

ทวนย้อนวันวานการอ่านเมื่อนานมาแล้ว
พ.ศ. 2500 เกิด
พ.ศ. 2517 เป็นเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย
พ.ศ. 2519 เป็นรองนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.ศ. 2519 – 2521 เป็นผู้ต้องขังในคดีการเมือง และได้รับนิรโทษกรรม
ปัจจุบัน เกษียณจากการเป็นอาจารย์แล้ว
ในวัย 68 ปี อาจารย์ธงชัยถือว่ายังมีสถานะแอกทิฟในแวดวงวิชาการอยู่ ด้วยว่าปรากฏตัวในงานเสวนาอยู่เรื่อยๆ ทั้งยังเขียนคอลัมน์ให้กับ ‘มติชนรายสัปดาห์’ และ ‘The 101.world’
กับงานเขียนหนังสือก็ไม่ขาด เล่มล่าสุดคือ ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ ซึ่งเขาเขียนเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับการแปลโดย สุภัตรา ภูมิประภาส สำนักพิมพ์มติชนตีพิมพ์
กิจกรรม Coming of อ่าน เหมือนไทม์แมชชีน แง่ที่ว่ามันพาเราย้อนกลับไปนั่งดูหนุ่มธรรมศาสตร์คนหนึ่ง ฝึกนิสัยการอ่านของตัวเองกระทั่งมีปุ่มรับรสเก็บประเด็นจากหนังสือได้อย่างลึกซึ้ง การจับถูกจุดทำให้สามารถตั้งคำถามชนิดที่สั่นสะเทือนความคิดความเชื่อเดิมในสังคม ส่วนหนึ่งก็มาจากการอ่านนี่เอง
เอาล่ะ อุณหภูมิห้องกำลังเย็นได้ที่ เครื่องดื่มพร้อม ไมค์พร้อม ลำโพงพร้อม ผู้ฟังราว 20 ชีวิตพร้อมโยนคำถาม ธงชัยพร้อมไข วงสนทนายามเย็นย่ำวันอาทิตย์เริ่มต้นแล้ว
อ่านนิยายไหม
ผมอ่านหลายเล่มนะ ไม่รู้สึกชอบเลย โสภาค สุวรรณ (คนเขียนฟ้าจรดทราย) ก็อ่าน ทมยันตีก็ล่อไปหลายเล่ม คือพวกนี้ผมพอจับได้ว่าสำนวนดี แต่ถามว่าอ่านแล้วติดไหม ไม่ติด มีช่วงหนึ่งผมตามอ่านนิยายซีไรต์ เรื่องสั้นซีไรต์ พอไปสักพักก็หยุด การอ่านนิยายเป็นกิจวัตร เป็นงานอดิเรก หรือหยิบขึ้นมาอ่านก่อนนอน ไม่ใช่ผมเลย สมัยป.ตรี – โท – เอก ผมอ่านแบบมีเป้าหมาย อ่านไปทำวิจัย อ่านเพื่อไปสอบ
ด้วยเป้าหมายแบบนั้น อ่านนิยายไม่ช่วย
พอเราอ่านแบบทำวิจัย หนังสือนิยายจึงไม่ผ่านเข้ามา มันเป็นคนละแบบกัน เราจะไม่ตั้งคำถามกับหนังสือนิยายในแบบเดียวกัน ผมเลยไม่ค่อยรู้จักกับการอ่านเพื่อชื่นชมวรรณกรรม ผมอ่านในแง่นี้ไม่เป็น หลังๆ ลองเสพงานศิลปะมากขึ้น เพราะผมโตมาไม่มีศิลปะในชีวิตเลย ไม่มีดนตรี ไม่มีศิลปะ ไม่มีหนัง โตมาแห้งๆ พ่อขายก๋วยเตี๋ยว เราก็โตมากับทีวี สุดท้ายก็กระโดดมาในวงวิชาการ
กวีล่ะ
เหมือนนิยาย ไม่ค่อยอ่าน กวีที่ผมอ่านบ่อยคือกวีของเกษียณ (หัวเราะ) ทัศนะของผมต่อกวี ผมไม่คิดว่าเราต้องอ่านบทกวีรวมเล่มจากหน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย ผมไม่รู้ทำไมต้องอ่านอย่างนั้น สนใจเรื่องไหนก็พุ่งไปเรื่องนั้นเลย เพราะเขาไม่ได้เขียนเรียงจากหน้าไปหลังสักหน่อย เขารวมตามธีมหรืออะไรก็ว่ากันไป ก็เลยไม่คิดว่าต้องอ่านเรียงตามนั้น เราควรจะอ่านตามใจชอบสิ

ออกจากกะลาแบบไทยๆ สู่โลกอันกว้างใหญ่
ราวปฏิทินปี 2524 ธงชัย วินิจจะกูลเรียนจบปริญญาตรี มหา’ลัยธรรมศาสตร์ 3 ปีถัดมา เรียนจบปริญญาโท มหา’ลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย กระทั่งจบปริญญาเอกที่มหา’ลัยเดิมในปี 2531 ลัดฟ้าไปถึงถิ่นจิงโจ้ คล้ายตัวยังอยู่แถวๆ พระนครนี่เอง ด้วยว่าภาษาอังกฤษคืออุปสรรคตัวฉกาจ
สมัยเรียนเกรดภาษาอังกฤษทำได้ดีไหม
พื้นภาษาอังกฤษผมไม่ดี จบธรรมศาสตร์ภาษาอังกฤษได้แค่เกรดบี สมัครไปเรียนต่อที่อเมริกา โดนปฏิเสธหมดทุกที่ เพราะคะแนน TOEFL ผมต่ำมาก ไม่ได้ไปเรียนอเมริกาด้วยเหตุง่ายๆ แค่นี้แหละ ไม่ใช่เหตุการเมืองอะไรหรอก เลยเลือกไปออสเตรเลีย เพราะระบบสอบของออสเตรเลียมันต่างไป ผมก็ยังสอบตกอยู่ดี แต่เขาให้โอกาสครั้งที่สอง ผมพอเอาตัวรอดได้
เทรนตัวเองยังไง
ผมฝึกอ่านภาษาอังกฤษทุกวันไม่มีเว้นวันหยุด วันละประมาณ 10 ชั่วโมง วิธีอ่านภาษาอังกฤษให้เก่งที่เขาแนะนำกันคืออย่าไปท่องศัพท์ ให้เริ่มอ่านเท็กซ์ที่มันมีเรื่องราวเลย ผมเลือกอ่านประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นภาษาอักฤษ ว่างๆ ก็เปิดฟังข่าว สำเนียงข่าวฟังง่ายที่สุด เพราะเป็นสำเนียงมาตรฐาน ช่วงแรกทนเปิดดิกชันนารีเพราะไม่รู้ศัพท์ทุกตัว นานเข้าผมเริ่มเดาความได้ เป็นอย่างนี้อยู่ 10 เดือน ผมถึงอ่านโดยไม่ต้องเปิดดิกชินนารี ตอนนั้นแหละผมรู้สึกว่าตัวเองสำเร็จการศึกษาจากโลกภาษาอังกฤษแล้ว

อ่านอังกฤษคล่องก็สบายแล้วสิ
การเทรนแบบนี้มันมีลิมิตอยู่ ภาษาวิชาการผมสบาย ภาษานิยายผมไม่คุ้น หรือแม้แต่ซิตคอมฝรั่ง มันมีคำสแลงเยอะ เขาหัวเราะกัน แต่ผมดูไม่รู้เรื่อง ถ้าเป็นเพลงฝรั่ง ภาษาอังกฤษห่วยยังไงคุณก็พอฮัมตามได้ สำหรับผมเข้าหูซ้ายออกหูขวา ผมไม่เข้าใจว่าเนื้อเพลงพูดเรื่องอะไรอยู่
อังกฤษคล่องแล้วก็ยังไม่อ่านนิยายเหรอ
อ่านบ้าง มีทั้งเล่มที่อ่านเองและมีคนส่งให้อ่าน ก่อนอ่านผมค้นคว้าประหนึ่งเป็นงานวิชาการ เช่น คนอ่านเขาพูดถึงนิยายเรื่องนั้นไว้ยังไง ประเด็นใหญ่ ประเด็นรองคืออะไร ทำแบบนี้ไม่ได้อยากรู้เนื้อหานะ อยากรู้ว่านิยายที่แนะนำผมมามันดีจริงหรือเปล่า
หนังสือทุกเล่ม ผมจะใช้เวลากับหน้าแรกๆ มากที่สุด เพื่อให้คุ้นกับภาษาหรือสไตล์ของคนเขียน ไม่นานมานี้ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งส่งหนังสือให้ เป็นนิยายเกี่ยวกับนักประพันธ์เพลงคลาสสิก ท่ามกลางการต่อสู้ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคนเชียร์นาซี มีคนถูกนาซีไล่ล่า มันเป็นหนังสือกึ่งประวัติศาสตร์ ผมอ่านแล้วติดเลย เล่มนี้เป็นนิยายไม่กี่เล่มที่ผมอ่าน จะเรียกว่าผมเป็นคนน่าเบื่อก็ได้ ผมโตมากับหนังสือวิชาการ หลายคนอาจจะเปลี่ยนชีวิตกับหนังสือนิยาย แต่หนังสือนิยายไม่ได้เปลี่ยนชีวิตผม สำหรับผมคือหนังสือวิชาการ ผมอ่านแล้วกลับมาคิดกับมันเยอะ
เป็นคนอ่านหนังสือเร็วไหม
ภาษาอังกฤษผมอ่านไม่เร็ว ภาษาไทยผมอ่านเร็วมาก อ่านกวาดตาได้ เพื่อนผมหลายคนเป็นนักประวัติศาสตร์ เขาอ่านกวาดตาเร็วมาก คุณคิดว่าทำไมเขาถึงอ่านเร็วได้
Skim ได้ (คนในห้องช่วยกันตอบ)
Skim ได้จากอะไร
คีย์เวิร์ด (หนุ่มคนหนึ่งตอบ)
เห็นคีย์เวิร์ดแล้วเห็นอะไรอีก
ใจความ (คนเดิมตอบอีก)
ใช่ มันเดาได้ว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไร มันเป็นเรื่องการสั่งสมประสบการณ์นะ การอ่านเร็วคือการคุ้นกับคีย์เวิร์ดบางคีย์เวิร์ด จากนั้นจะพอจับความหรือเดาได้ ตอนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ผมยังต้องเปิดดิกฯ ตอนนี้ผมไม่ต้องเปิดดิกฯ แล้ว และไม่พลาดเนื้อหา เพราะเราเดาได้

การอ่านที่ดีคืออ่านแล้วควรมองเห็นทั้งป่า
อย่าไปหยิบจับแค่ต้นไม้ไม่กี่ต้น ไม่สลักสำคัญ
อย่างน้อยที่สุด คงต้องมีสักครั้งในชีวิตที่อ่านหนังสือจบแล้วทั้งเล่ม แต่ขบไม่แตกว่าคนเขียนกำลังพูดเรื่องอะไร หนักข้อถึงขั้นไม่แน่ใจว่า เอ…เรารู้สึกยังไงกับหนังสือเล่มนี้
อยากเข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง ควรอ่านยังไง
ผมเคยพูดในหลายเวทีว่าผมค่อนข้างกังวล เด็กไทยอ่านจับความไม่เป็น ปีแรกๆ ที่ผมเป็นนักวิชาการแล้วกลับมาไทย ผมให้นักเรียนฝึกการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมเพิ่งค้นพบว่าการวิพากษ์วิจารณ์มันมีไม่ได้ ถ้าคุณอ่านแบบจับความไม่ได้ ถ้าคุณจะวิจารณ์ต่อคน ความคิด หรือหนังสือเล่มหนึ่ง คุณต้องอ่านเขาให้รู้เรื่องก่อน เขาเขียนอะไรคุณต้องพอจับได้ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าคุณต้องอ่านแล้วรู้ทั้งป่า ไม่ใช่แค่ต้นไม้แค่บางต้น
นักเรียนไทยที่ไปเรียนมนุษยศาสตร์ที่ผมเจออ่านจับความสู้เด็กฝรั่งไม่ได้ แล้วเวลาถามว่าคิดยังไง เขาไม่มีคอมเมนต์ ไม่รู้จะคอมเมนต์อะไร พอคอมเมนต์ออกมาเป็นคอมเมนต์เชิงแบบไทยๆ คอมเมนต์จุดเล็กๆ นั่นเพราะอ่านจับความไม่สำเร็จ อ่านแล้วเห็นแค่ต้นไม้บางต้น ไม่ได้สลักสำคัญ
จำเป็นไหมต้องจับต้นไม้ให้ได้ทุกต้น
ควรจับป่าให้ได้ จับต้นไม้บางต้นพอ เวลาผมอ่าน ผมจับแค่ประเด็นใหญ่ แล้วผมจะรู้ว่าต้นไม้ต้นไหนเกี่ยวพันกันประเด็นใหญ่ ต้นไหนไม่เกี่ยวผมทิ้ง หนังสือเล่มหนึ่งคนจึงจับประเด็นร่วมได้คล้ายๆ กัน แต่จุดเน้นที่เขาให้ความสำคัญอาจไม่เหมือนกัน เราเลือกจับประเด็นที่สนใจ ประเด็นที่โม้ได้มากหน่อย จำต้นไม้บางต้นที่สำคัญ แค่นี้พอแล้ว

มีวิธีอื่นอีกไหม
เวลาผมอ่านไม่รู้เรื่อง ผมขี้โกงด้วยการไปดูว่าคนอื่นเขียนถึงหนังสือเล่มนั้นยังไง เขาเห็นอะไร สมมติ 3 คน ประเด็นมันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ ถ้ามันต่างกันลิบลับแปลว่ามีคนคิดผิดละ อ่านบทความพวกนี้สัก 3 – 4 ชิ้นก็พอเข้าใจสิ่งที่คนเขียนเขียน มันคือการอ่านอย่างมีตัวช่วย แต่พอลงมืออ่านเองจริงๆ เราอาจจะเห็นมากกว่าหรือน้อยกว่าที่คนอื่นเห็นก็ได้
ถ้าไม่ใช่หนังสือที่สนใจ แต่จำเป็นต้องอ่าน
แทบทุกครั้ง ผมจะอ่านหนังสืออย่างเอนเกจกับตัวเอง คำนี้ความหมายมันกว้างมาก เช่น เกี่ยวพันกับสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ ปมปัญหาชีวิต หนังสือเล่มที่จะอ่านควรมีอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับตัวเราที่อยากรู้และอยากได้คำตอบ เล่มไหนไม่จำเป็นกับผม ผมปิด ไม่รู้จะอ่านไปทำไม หรืออย่างเลวที่สุดคือไม่ได้เกี่ยวกับเราโดยตรง แต่หนังสือเล่มนั้นมันดังมากอยากรู้นักทำไมมันถึงดัง มันต้องมีอะไรสิ
แล้วถ้าเป็นหนังสือที่สนใจ อ่านทุกหน้าไหม
ก่อนหน้านี้พออ่านข้ามบางบทแล้วรู้สึกผิด หลังๆ ผมมาเจอว่ามันไม่ผิดเสมอไป เพราะผมอ่านแล้วมันเกิดคำถามชุดเดียวกับที่อ่านไปแล้ว ไม่เกิดคำถามใหม่ งั้นผมข้าม แต่บทไหนที่ผมอ่านลงรายละเอียดผมอ่านละเอียดจริงๆ อ่านแล้วเก็บประเด็น ตั้งคำถาม หนังสือหลายเล่มผมอ่านแล้วมีคำถามเต็มไปหมด ดังนั้นหนังสือที่ผมติดใจผมจะซื้อเลย เพราะผมกลัวว่าจะทำมาร์กจนหนังสือเขาเละ (หัวเราะ)
ตั้งคำถามต่อใคร
ทั้งต่อตัวผมเอง หรือต่อเนื้อหา บ่อยครั้งคำถามมันอยู่ในใจ บ่อยครั้งคำถามอยู่ในโน้ต หนังสือผมหลายเล่มมีแผ่นโน้ตแนบอยู่ ผมกลัวลืม ก็เลยใส่โน้ตไว้ในหนังสือนั่นแหละ คำถามมันจะมาเมื่อคุณก็จะเจอกับประเด็นที่คุณสนใจ (Relevant) สิ่งนี้วัดที่ตัวเรา ให้ดีควรอ่านอย่างเอาตัวเข้าแลกทุกครั้ง พอจับประเด็นได้ผมก็ปิดไปอ่านเล่มอื่นต่อ สำหรับผมวิธีแบบนี้มันเวิร์ก มันคงไม่ใช่วิธีนี้วิธีเดียวที่เวิร์ก แล้วแต่คน
จุดอ่านไหนของการที่ทำให้รู้สึกพึงพอใจ
ผมเคยพูดตลกๆ แต่จริงๆ ผมซีเรียส คืออ่านแล้วเซลล์สมองโต ผมถึงเอนจอยกับมัน ตอนที่ผมมีความสุขบ่อยๆ คือตอนที่ผมอ่านแล้ว…มันปิ๊ง ปิ๊งของผมมันไม่ใช่เรื่องพบความสวยหรูของสำนวนภาษา มันคือความงามแบบโอ้…ขบเรื่องออกแล้ว มันทะลุพรวดขึ้นมา อ่านได้อย่างนี้ผมจะมีความสุขมาก

หนังสือเล่มเดียวกัน ทุกคนจะพึงพอใจเหมือนกันไหม
ไม่จำเป็น บ่อยครั้งผมค่อนข้างอาย เวลาคนบอกหนังสือเล่มนั้นดี ผมไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย (หัวเราะ) กลับไปรู้สึกกับหนังสือที่คนไม่พูดถึง คิดว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร
ประสบการณ์ที่ต่างกัน (ใครคนหนึ่งพูดขึ้น)
ใช่มะ รวมถึงการอ่านก่อนหน้านั้น จู่ๆ คุณจะให้ผมกระโจนไปอ่านหนังสือที่คนคิดว่าเจ๋งมาก แต่ผมไม่มีพื้นเลย อ่านให้ตายผมก็ไม่ปิ๊ง แต่เล่มที่ผมพอจะมีพื้น เริ่มสะสมมาถึงเริ่มเข้าใจ หนังสือถ้ามันแคบมาก โอกาสที่คนจะหยิบขึ้นมาอ่านแล้วปิ๊งมันน้อยมากเพราะมันแคบ หนังสือที่ดีหรือหนังสือคลาสสิก มันต้องมีความสามารถที่ทุกคนไม่ว่ามาจากคนละมุม ประสบการณ์คนละทาง มีโอกาสที่จะมาจ๊ะเอ๋ตรงนั้นแล้วมันผ่าน มันตอบเยอะ หนังสือดีๆ มีสิทธิ์จะเกิดแบบนั้นได้ เพียงแต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเกิดกับทุกคน
ไม่เกิดเพราะ
จะเกิดไม่เกิด มันขึ้นกับตัวคนอ่านมากกว่าขึ้นกับหนังสือ หนังสือเป็นเพียงเงื่อนไขที่ช่วย บ่อยครั้งมันอายที่เราเกิดปิ๊งกับหนังสือกระจอกๆ หนังสือที่เขาว่าดีไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย กลับกัน ถ้าอยากเขียนให้สนุกควรตั้งคำถามจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ก่อนเขียนเลยต้องอ่านเยอะ ถ้าอ่านแคบจะตั้งคำถามไม่ตรงจุด
ตอนผมทำวิทยานิพนธ์ อาจารย์เขาวิจารณ์ว่างานที่ผมอยากทำมันยังวนอยู่กับการดีเบต ระหว่างฉัตทิพย์ นาถสุภา กับ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่องทุนนิยมไทย อิทธิพลจากภายนอกภายใน คำแนะนำที่เขย่าผมมากคือ ธงชัย! ออกจากโลกภาษาไทยซะ ผมใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเข้าใจ ผมออกไปอ่านอย่างอื่นให้กว้าง พอผมอ่านกว้าง คำถามและการอธิบายมันเลยคุยกับคนนอกโลกวิชาการไทยได้
Thongchai’s Favorite Books
แทนที่จะปีนบันไดแอบย่องไปส่องดูชั้นหนังสือของอาจารย์ธงชัย ดูเหมือนการเอ่ยปากถามว่า ‘หนังสือเล่มโปรดของคุณคือเล่มไหน และทำไมถึงชอบเล่มนี้’ เป็นเรื่องที่ทำได้ (อย่างไม่ผิดกฎหมายข้อใด) ด้านล่างนี้คือหนังสือเล่มที่อาจารย์ธงชัยชื่นชอบเป็นพิเศษ

หนังสือ Mediterranean Vol. 1
เขียนโดย Fernand Braudel
ตีพิมพ์ปี 1949
หนังสือ Mediterranean เล่าเรื่องสมัยพระเจ้าฟิลิปส์ที่ 2 จริงๆ ชุดนี้มีทั้งหมด 3 เล่ม
เล่มแรกว่าด้วยทะเล ภูมิอากาศ และภูเขารอบๆ
เล่มสองว่าด้วยระบอบทุนนิยม การค้า และการขนส่งที่เกิดขึ้นอยู่รอบๆ ทะเลเมดิเตอเรเนียน
เล่มสามถึงจะเป็นเรื่องการเมือง สงคราม จนเกิดสาธารณรัฐขึ้นมา
ตอนแรกเขาเขียนเล่าประวัติศาสตร์ธรรมดา จากนั้นเขาถูกจับเข้าคุก (นาซี) จึงมองชีวิตต่างไป
อยู่ในนั้นประวัติศาสตร์ไม่มีความหมาย เวลาหยุด เขากำลังจะตาย สุดท้ายรอด
ออกจากคุกเขาเลยเริ่มเขียน Mediterranean ใหม่
คนเขียนถึงหนังสือชุดนี้ว่าให้อ่านเป็นหนังสือข้างเตียง อ่านวันละ 2-3 หน้า ไม่ต้องเรียงก็ได้
นั่นเพราะว่าเขาเขียนถึงแค่ภูเขากับทะเล เราจะหยิบมาอ่านตอนไหนก็ได้ใช่ไหม
เพราะสำหรับเขา มนุษย์ที่รบราฆ่าฟันล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีความหมาย
สิ่งที่สำคัญกว่าความเป็นมนุษย์ และเป็นความจริงแท้ที่เปลี่ยนยากมาก
นั่นคือเราอยู่ภายใต้ความไม่เปลี่ยนแปลงของภูเขา อากาศ ภูมิประเทศที่มันปกครองทุกสิ่ง
ตอนตีพิมพ์ออกมาคนด่ากันใหญ่ ทักท้วงให้เขาแก้ข้อมูล สิ่งที่เขาทำคืออะไรรู้ไหม
เขาตอบโต้ด้วยการตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งแบบไม่แก้อะไรเลย (หัวเราะ) เพราะ it doesn’t matter!
ถ้าคุณมองจากสายตาของภูเขาทะเลที่มีอายุยาวหลายพันปี มดจิกกันมันสำคัญไหมล่ะ
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามดตัวไหนจิกกัน เพราะเดี๋ยวมันก็ตาย เกิดแล้วตายภายในเวลาอันสั้น
แต่ภูเขายังอยู่ที่เดิม บางคนบอกว่าเขาไม่เห็นความสำคัญของมนุษย์ ใช่
คุณคิดว่าคนติดคุกนาซีจะเห็นความสำคัญของมนุษย์ซักเท่าไรกัน มนุษย์มันไร้สาระ โง่อีกต่างหาก

Considerations on Western Marxism
เขียนโดย Perry Anderson
ตีพิมพ์ปี 1976
เล่มนี้เป็นงานที่หลายคนให้ความสำคัญ ผมจึงต้องอ่าน มองย้อนกลับไปมันก็ตลกนะ
ผมอ่านเล่มนี้จบภายใน 2 วัน ผมไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเร็วขนาดนี้
แต่อ่านได้พักหนึ่ง พอจับความได้แล้วมันรู้สึกพลุ่งพล่าน ผมอ่านแหลกเลย
จริงจังกับมัน 2 วันเต็ม แม้สุดท้ายผมจำเนื้อหาไม่ค่อยได้ก็เถอะนะ
เขาพูดถึงนักคิดเยอะแยะ แต่ละคนพอจำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง
แต่ผมเห็นความเป็นไปได้ของ Marxism จำนวนมาก
คือเราอยู่ในโลกคอมมิวนิสต์ออร์โธดอกซ์มานาน แต่เราไม่เคยรู้ความสำคัญ ไม่เคยตระหนัก
พออ่านๆ ไป เราพร้อมจะเปิดประตูรับความเป็นไปได้ที่จะเจอ Marxism แบบอื่น
หนังสือเล่มนี้เปิดประตูบ้านเบ้อเริ่มเทิ่มให้ผม

The Dialectical Imagination
เขียนโดย Martin Jay
ตีพิมพ์ปี 1973
เล่มนี้เน้นหนักที่ทฤษฎีแนววิพากษ์ของแฟรงเฟิร์ตสคูล เขาเล่นกับปรัชญา วรรณกรรมเยอะ
ผมเรียนรู้คุณค่าของสิ่งพวกนี้จากการอ่าน แม้จะไม่ได้ชอบแนวคิดเขา
แต่มันติดอาวุธให้เราไปเข้าใจอีกหลายเรื่อง ผมเลยสนุก สนุกกับการพกอาวุธเหล่านั้น
บ่อยครั้งมันไม่ใช่การอ่านเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระเรื่องนั้นตรงๆ แต่เป็นการอ่านที่ช่วยให้เราคิด
งานประวัติศาสตร์ที่ดีจะเป็นทำนองนั้น ไม่ใช่งานที่เล่าแต่เรื่อง โดยไม่แฝงทฤษฎีไว้เลย
อ่ะแฮ่ม! กิจกรรม ‘Coming of อ่าน’ จบแล้ว บรรยากาศสนุกซะจนอยากไปรั้งเข็มนาฬิกาไม่ให้หมุนไปเร็วขนาดนี้ เป็นสองชั่วโมงที่คุ้มค่าต่อทั้งสมองและร่างกายที่อุตส่าห์โหนห้อย MRT มาจากกลางเมือง พอมานึกให้ดี ผมประทับใจกิจกรรมนี้ด้วย 3 เหตุผล
หนึ่ง The Alphabet Book Cafe ตั้งอยู่ไกล (จาก MRT หลักสอง) ตัวเมืองพอสมควร ก็เลยปลื้มใจแทนชาวกาญจนาภิเษกที่มีบุ๊กคาเฟ่บรรยากาศดีๆ แบบนี้อยู่ใกล้บ้าน
สอง The Alphabet Book Cafe (ของสำนักพิมพ์สมมติ) ตั้งชื่อกิจกรรมนี้ว่า Coming of อ่าน เป็นชื่อที่ดี ความหมายลึกล้ำ คงเยี่ยมไปเลยหากมีบ่อยๆ และอย่างที่บอก ผู้จัดงานตั้งใจจัดเดือนเว้นเดือน แถมแอบใบ้มาว่าแขกรับเชิญคนถัดไป มีชื่อตัวย่อว่า ธ ติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/share/1GEu7MELxU/?mibextid=wwXIfr
สาม คนที่บางทีเราเห็นว่าเป็นคนหลักแหลมในความคิด กลับมีวิธีสร้างนิสัยการอ่านที่ธรรมดามาก เหมือนกับที่คนคิดว่าลีโอเนล เมสซี่คืออัจฉริยะลูกหนัง ที่แท้มันมาจากการซ้อมหนักนั่นเอง




