ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เทเลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ก็ไม่ทำให้เหล่าแฟนๆ ต้องรออีกต่อไป กับการปล่อย ‘The Life of a Showgirl’ สตูดิโออัลบั้มล่าสุด ที่สามารถสร้างกระแสการกลับมาทวงบัลลังก์นักร้องดังแห่งยุคได้อย่างสมการรอคอย แถมทุกเพลงยังสามารถทะยานขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของชาร์ตภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
แม้จะมีสวิฟตี (ชื่อเรียกแฟนคลับเทเลอร์ สวิฟต์) หลายคนแอบรู้สึกผิดหวัง เพราะเชื่อว่าแฟนเพลงจำนวนไม่น้อยหลังจากเห็นคำว่า ‘Showgirl’ ร่วมกับภาพโปรโมตต่างๆ ก็คงคาดหวังว่าจะต้องได้ฟังเพลงที่มีดนตรีและท่วงทำนองสนุกสนาน หากแต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่นักร้องสาวหยิบมาเล่ากลับเป็นเรื่องราวชีวิตหลังม่านของ Showgirl มากกว่าจะเป็นเบื้องหน้า
สำหรับหลายๆ คน ก็อาจเข้าใจว่าคนที่ทำอาชีพในข่ายคำว่า Showgirl ต้องมีชีวิตเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา เหมือนกับที่แสดงออกเมื่ออยู่หน้าม่าน ทว่าเทเลอร์ สวิฟต์ได้นำว่า Showgirl มาตีแผ่ให้ทุกคนได้เห็นว่าหลายสิ่งที่ทุกคนคิด อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

แล้วสำหรับเทเลอร์ สวิฟต์ คำว่า ‘Showgirl’ แท้จริงมีความหมายอย่างไรกันแน่ ตัวของนักร้องสาวต้องการนำเสนออะไรจาก The Life of a Showgirl ท่วงทำนองเหล่านี้มีเบื้องอะไรซ่อนอยู่บ้าง?
เมื่อ Showgirl คือชีวิตเบื้องหน้าอันฉาบฉวยของผู้หญิงคนหนึ่ง
เรารู้จักตัวตนจริงๆ ของใครสักคนแค่ไหนกัน?
ลองนึกภาพเมื่อใครสักคนก้าวขึ้นสู่เวที ท่ามกลางเสียงผู้ชมอันเอ่อล้นที่กำลังโห่ร้องแสดงความปลื้มปิติต่อผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า พวกเขาแสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคาดหวัง ทว่าเมื่อแสงไฟดับลง พวกเขาเหล่านั้นก็อาจแปรเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับที่ผู้ชมอย่างเรารู้จัก
เหมือนกับการเป็น Showgirl อาชีพที่มีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังแบ่งแยกกันชัดเจน หลายคนก็อาจเปรียบว่าเบื้องหน้าของ Showgirl คือสัญลักษณ์ของพลัง ความสนุกสนาน และชีวิตชีวา ที่ใครต่างก็ชื่นชอบและชื่นชม ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่านั่นอาจเป็นเพียงด้านหนึ่งของชีวิตพวกเธอ ความสนุกสนานที่ทำให้เรายิ้มตามได้ อาจแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยและชีวิตที่แสนสับสนในเวลาเดียวกัน

สำหรับเทเลอร์ สวิฟต์ การแสดงนี้เกิดขึ้นบนเวทีที่มีผู้ชมมากมายกำลังกู่ร้องส่งเสียงเรียกชื่อ ผู้ชมอย่างเราๆ ต่างคาดหวังให้เทเลอร์เป็นใครสักคนหรือทำอะไรสักอย่างบนเวทีแห่งนั้น เทเลอร์จึงเลือกใช้ม่านเวทีเป็นฉากกั้นระหว่างชีวิตอันแสนแตกต่างกันของ Showgirl และตัวจริงของเธอเอาไว้ เลือกหยิบแต่ส่วนที่อยากให้คนอื่นเห็นและสิ่งที่คนอื่นอยากจะเห็นมาแสดง
อัลบั้ม The Life of a Showgirl จึงเป็นการเอาแนวคิดความเป็น Showgirl มาตีแผ่ให้ผู้ชมเห็นถึงความจริงเบื้องหลัง ซึ่งมันถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของตัวนักร้องสาวมาโดยตลอด เพราะตลอดเส้นทางดนตรีของเธอ เรามักได้เห็นเทเลอร์นำเสนอเรื่องราวของการต้องยืนอยู่ท่ามกลางสายตานับล้านที่จับจ้อง และต้องต่อสู้กับภาพจำมากมายที่คนอื่นสร้างขึ้นให้เธอ ทั้งในเรื่องของตัวตน ความเป็นตัวเอง ภาพจำ หรือกระทั่งความสัมพันธ์
บางครั้งคำวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ได้มาจากสิ่งอื่นไกล หากแต่เป็นเพราะ ‘ความเป็นหญิง’ ของเธอเองที่กลายเป็นเหตุให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แน่นอนว่าเมื่อเธอเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ ตัวเธอก็มักจะถูกตั้งคำถาม ทั้งที่สิ่งที่เธอทำก็ไม่ได้แตกต่างจากศิลปินชายคนอื่นๆ โดยเทเลอร์เคยสะท้อนความรู้สึกนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาในเพลง ‘The Man’ จากอัลบั้ม Lover (2019) ซึ่งพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศในวงการดนตรี และตั้งคำถามว่าหากเธอเกิดมาเป็นผู้ชาย ชีวิตในวงการอาจจะง่ายกว่านี้แค่ไหน
และหากใครได้รับชม สารคดี Miss Americana (2020) กันไปแล้ว ก็คงจะจำหนึ่งในประโยคที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวเราเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ประโยคที่เทเลอร์ สวิฟต์บอกกับคนทั้งโลกว่า ทุกคนไม่มีทางที่จะรู้จักตัวเธอจริงๆ หรอก เพราะเราอาจเห็นว่าเธอเป็นศิลปินที่เก่งมีความสามารถ และแต่งเพลงจิกกัดเสียดสีคนนู้นคนนี้แบบโนสนโนแคร์ ทว่าแท้จริงแล้ว ตัวเธอยังมีอีกหลายด้านของชีวิตที่ไม่เคยถูกพูดถึง

นอกจากใน Miss Americana แล้ว เทเลอร์ สวิฟต์ยังเคยแสดงทัศนคติที่ตอกย้ำว่าภาพเบื้องหน้าที่เราเห็นเธอ เป็นเพียงด้านเดียวและด้านที่เธอต้องการให้เราเห็น ผ่านหลากหลายอัลบั้มที่ผ่านมา เช่น Folklore ที่เกิดขึ้นจากความต้องการตอบกลับต่อคำวิจารณ์เรื่องเนื้อเพลงของ Lover ที่หลายคนมองว่าไร้เดียงสาเกินไป และนอกจากการตีแผ่ความเป็น Showgirl แล้ว ส่วนหนึ่งของ The Life of a Showgirl ก็คือคำตอบกลับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการใส่เนื้อหาที่เยอะเกินไปในอัลบั้ม The Tortured Poets Department ที่ผ่านมาด้วยนั่นเอง
เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เส้นทางของศิลปินสาวคนนี้ คือการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการเล่าเรื่องของตัวเองมาโดยตลอด เทเลอร์พยายามนิยามความเป็นตัวเองและตัวตนขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จากนักร้องคันทรีผู้สดใส สู่นักร้องสาวที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องของตัวเอง เปรียบได้กับความกล้าในการเปิดเผยความเปราะบางของตัวเองอย่างไม่หลบซ่อน
The Life of a Showgirl จึงไม่ได้เป็นเพียงอัลบั้มที่พูดถึงชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งบนเวทีเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการพูดถึงอีกตัวตนหนึ่งของเธอ และในอีกมุมหนึ่งมันยังเป็นเหมือนการประกาศให้ทุกคนได้รู้ ต่อให้เวทีจะมีฉากม่านกั้นกลางระหว่างชีวิตแสงสีกับชีวิตจริงๆ ของเธอ แต่ไม่ว่าจะชีวิตไหน ตัวเธอก็จะเป็นผู้ควบคุมมันเอง

‘But you don’t know the life of a showgirl, babe
And you’re never, ever gonna
Wait, the more you play, the more that you pay’
หนึ่งในเนื้อเพลงท่อนสำคัญจากเพลง The Life of a Showgirl (ft. Sabrina Carpenter) ที่ประกาศกร้าวชัดเจนถึงความต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า Showgirl ที่ทุกคนรู้จัก อาจไม่ใช่ทุกด้านทุกมุมที่เรารู้ เราจะรู้จักอีกฝ่ายได้นั้น ก็ต้องเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการให้เราได้รับรู้เท่านั้น
หรือกระทั่งในเพลง ‘Wi$h Li$t’ ก็ได้ยิ่งตอกย้ำให้เราเห็น ว่าเธอมีเส้นแบ่งระหว่างชีวิตบนเวทีกับชีวิตจริงชัดเจน จากความคิดที่ต้องการไขว่คว้าความสำเร็จภายนอก เปลี่ยนมาสู่การมองเห็นและให้คุณค่ากับความสุขที่แท้จริงของตัวเอง เพลงนี้จึงเป็นเหมือนแจกแจงความปรารถนาอันแท้จริงของเธอ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่คนนอกมอง โดยทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอต้องการล้วนเป็นสิ่งเรียบง่าย อย่างการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง

‘I just want you
Have a couple kids, got the whole block looking like you
We tell the world to leave us the fuck alone, and they do
Wow, got me dreaming ’bout a driveway with a basketball hoop
Boss up, settle down, got a wish list (Wish list)
I just want you’
และมันคงจะไม่ผิดนักหากจะบอกว่า The Life of a Showgirl คือภาพแทนของการต่อสู้ระหว่างเทเลอร์ สวิฟต์ในฐานะภาพจำของแฟนๆ กับเทเลอร์ สวิฟต์ ในฐานะคนจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
อ้างอิงจาก




