“พื้นฐาน (ของการออกแบบ) ไม่ใช่ฟอร์มหรือฟังก์ชั่นแต่เป็นความต้องการของผู้คน”
Jacques Viénot นักออกแบบอุตสาหกรรมชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวประโยคดังกล่าวไว้เมื่อนานมาแล้วเมื่อมาถึงวันนี้ที่เราอยู่กับ ‘เมือง’มากขึ้นจึงเป็นเรื่องที่น่าหยิบยกมาใคร่ครวญมากขึ้นเช่นกันว่า เราจะใช้การออกแบบเปลี่ยนเมืองรวมถึงตอบความต้องการของผู้คนได้อย่างไร
ในปี 2017 Lille Métropoleมหานครทางตอนเหนือของฝรั่งเศสซึ่งติดกับเบลเยียมได้รับการคัดเลือกจากองค์กรการออกแบบโลกให้เป็น ‘เมืองหลวงแห่งการออกแบบโลก’หรือ World Design Capital 2020 โดยเอาชนะเมืองคู่แข่งอย่างซิดนีย์ไปด้วยคอนเซปต์ Eldorado: The Greatest Design Experiment
Eldorado หรือ El Dorado ก็คือคำในภาษาสเปนที่ใช้อ้างถึงนครทองคำในตำนานและใช้เรียกเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสในการสร้างความมั่งคั่ง
หลายคนคุ้นเคยกับตำนานว่าด้วยเมืองที่เต็มไปด้วยทองคำนี้อยู่บ้างมันคือเมืองสักแห่งในบริเวณเทือกเขาแอนดีสด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้การพบทองคำจำนวนมากในอเมริกาใต้ทำให้ชาวสเปนเชื่อว่าเมืองนี้มีอยู่จริงและทุ่มเทพละกำลังค้นหามันตลอดศตวรรษที่ 16 จนถึงปัจจุบันเราก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการหรือความจริง
แต่สำหรับลีลการไล่ล่าความฝันใฝ่ในเอลโดราโดก็คือการทดลองอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขานำมาใช้เป็นแนวคิดในการสร้างเมืองของตนเองขึ้นใหม่อีกครั้ง

สัญชาติฝรั่งเศสเชื้อชาติเฟลมิชความคิดสเปน
ก่อนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะพิชิตดินแดนทางตอนใต้ของฟลานเดอร์ (เฟลมิช) และทำให้ลีลกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสลีลเคยอยู่ภายใต้การปกครองของดัชชีเบอร์กันดีไปจนถึงฮับสบูร์กแห่งสเปนมาก่อน
น่าสนใจว่าช่วงเวลาที่ชาวสเปนตามหาเอลโดราโดก็ตรงกันกับช่วงเวลาที่เมืองแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับสบูร์กแห่งสเปนอันถือเป็นยุคทองในประวัติศาสตร์ของลีลเช่นกัน
อาจไม่ใช่ความจงใจแต่ก็ประจวบเหมาะว่าทำไมเมืองซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสจึงเลือกใช้ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสเปนมาเป็นแนวคิดในการเสนอตัวเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบโลก
ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 ลีลคือศูนย์กลางอุตสาหกรรมสิ่งทอของฝรั่งเศสไม่ต่างจากอีกหลายเมืองในยุโรปยุคนั้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมลีลเผชิญปัญหาคุณภาพชีวิตของชาวเมืองและมันย่ำแย่เสียจนกลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำหรับวิกตอร์ฮูโกในการรังสรรค์วรรณกรรมสะท้อนความเจ็บปวดของชนชั้นแรงงาน
ไม่ต่างจากอีกหลายเมืองเมื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอซบเซาลงเมืองก็เข้าสู่สภาพถดถอยต้องรอจนทศวรรษ 1990 ที่ลีลมีการฟื้นตัวครั้งสำคัญเมื่อรถไฟความเร็วสูงอย่าง TGV และ Eurostar มาถึงมันไม่เพียงเปลี่ยนลีลให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อของยุโรปเหนือโดยเฉพาะการเชื่อมลอนดอนและปารีสสู่บรัสเซลส์แอนต์เวิร์ปอัมสเตอร์ดัมไปจนถึงโคโลญแต่ยังตามมาด้วยการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟและโครงการฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่
ในปี 2005 ลีลได้รับเลือกจากนิตยสารFinancial Timesให้เป็น ‘เมืองแห่งอนาคตของยุโรป’ (European City of the Future) หลังจากได้รับการจัดให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป (European Capital of Culture) ในปี2004
มหานครแห่งความสดใหม่
แม้เราจะพูดถึงลีลในฐานะเมืองแต่ในความเป็นจริงพื้นที่ที่ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบโลกก็คือ Lille Métropole ซึ่งประกอบด้วยเทศบาล 90 แห่ง
Métropole หรือ Metropolis อาจแปลได้ว่ามหานครแต่มหานครในลักษณะนี้ของฝรั่งเศสแท้จริงแล้วเป็นของใหม่ที่เกิดขึ้นจากความพยายามอันยาวนานในการกระจายอำนาจของฝรั่งเศส (ประเทศที่ทุกอย่างกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงคล้ายๆไทย) โดยออกแบบให้เป็นการรวมกลุ่มของเมืองหลายเมืองที่แบ่งปันระบบบริหารจัดการร่วมกันมีอำนาจในการจัดเก็บและใช้จ่ายภาษีท้องถิ่นระบบดังกล่าวเพิ่งเริ่มใช้ในปี 2014 ส่วนมหานครลีลได้รับการก่อตั้งเมื่อต้นปี 2015
มหานครใหม่นี้ช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้กับท้องถิ่นอย่างไม่ต้องสงสัยแต่เรื่องน่าสนใจมากกว่านั้นคือมหานครลีลประกอบด้วยประชากรอายุต่ำกว่า 25 ปี ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมถึงประชากรวัยเรียนกว่าหนึ่งแสนคนไม่แปลกที่ลีลจะได้รับการขนานนามว่ามหานครที่อ่อนเยาว์ที่สุดของฝรั่งเศส
นอกจากจะมีความสดใหม่มหานครแห่งนี้ยังมีห้องทดลองของเอกชนอยู่มากกว่า 80 แห่งและมีธุรกิจด้านการออกแบบกว่า 600 รายไม่แปลกเช่นกันที่พวกเขาจะเสนอตัวเข้าชิงเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบโลกด้วยคอนเซปต์ ‘การทดลองออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’
แม้จะเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบโลก 2020 แต่ในความเป็นจริง การดำเนินงานนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2017 ด้วยการเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองและใช้เวลาในช่วงปี 2017-2019 พัฒนาโครงการที่ได้รับการคัดเลือกนั่นหมายความว่าสิ่งที่โลกจะได้เห็นจากมหานครลีลในปี 2020 คือความคิดจากใครสักคนที่ดาวน์โหลดแบบฟอร์มกรอกข้อมูลและส่งความคิดของตนไปยังทีมทำงาน
เมื่อโลกปัจจุบันมีเครื่องมือใหม่ในการรวบรวมทรัพยากรสำหรับการพัฒนาเมืองทำไมจะไม่ลองทำการทดลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดดูสักครั้งและถ้านโยบายกระจายอำนาจจากส่วนกลางเพิ่มโอกาสให้กับลีลแล้วทำไมลีลจะไม่กระจายอำนาจลงไปสู่ผู้คนของมหานครแห่งนี้อีกทีเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลองตอบความต้องการของตนเอง

พรมแดนทางวัฒนธรรม
ลีลไม่เพียงเป็นมหานครใหม่แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของพรมแดนใหม่ในยุโรปที่เรียกว่า Eurometropolis ซึ่งเกิดขึ้นจากความคิดในการสร้างความร่วมมือและการบูรณาการข้ามประเทศของสหภาพยุโรป โดยลีลอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่าEurometropolis Lille–Kortrijk–Tournai (LKT) อันเป็นเขตมหานครที่ผนวกมหานครลีลของฝรั่งเศส เข้ากับเขตเวสต์ฟลานเดอร์และวัลลูนของเบลเยียมเมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันจะครอบคลุมเทศบาล 147 แห่งนับเป็น Eurometropolis แห่งแรกและแห่งใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรปที่สำคัญคือมีตัวตนทางกฎหมายไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือที่อาจไม่มีการบังคับใช้
แม้จะเป็นต่างประเทศและในปัจจุบันอาจถือว่าต่างวัฒนธรรมแต่ก็มีรากฐานร่วมกันมายาวนานย้อนกลับมามองตัวเราดูบ้างหากลองลบเส้นแบ่งพรมแดนออกก็คงไม่ต้องนั่งทะเลาะกับเพื่อนบ้านว่าโขนเป็นมรดกของใครเพราะวัฒนธรรมไม่สามารถจำแนกได้ด้วย ‘ของใหม่’อย่างพรมแดนประเทศเท่านั้น
อ้างอิง





