เพราะโลกของความสยองขวัญมีมากกว่าความน่ากลัว สำรวจเหตุผลว่าทำไมนิยายของ Stephen King ถึงยืนหนึ่งในใจนักอ่านทั่วโลก

หนึ่งในภาพยนตร์ระทึกขวัญที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้ ก็ต้องขอยกให้กับ The Long Walk (2025) ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ – ดิสโทเปีย ว่าด้วยเรื่องราวในศตวรรษที่ 20 ในโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหาร โดยมีการจัดเกมการแข่งขันเอาชีวิตรอดประจำปี อย่างการแข่งเดินไกล ที่ผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์ในการขออะไรก็ได้จากทหาร แต่เกมนี้ต้องเอาทั้งชีวิตมาเดิมพัน เพราะหากก้าวช้าเพียงก้าวเดียว ก็อาจไม่ได้เดินต่อไปอีกตลอดชีวิต 

เหล่านักอ่านทั้งหลายน่าจะคุ้นหูกันไม่มากก็น้อยกับ The Long Walk เพราะนี่คืออีกหนึ่งผลงานนิยายสร้างชื่อของ สตีเฟน คิง (Stephen King) ราชานวนิยายสยองขวัญ ขวัญใจนักอ่านกว่าหลายล้านคนทั่วโลก โดยหนังสือในชื่อเดียวกันนี้ ถูกตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี 1979 ภายใต้นามปากกาแฝงว่า ริชาร์ด แบ็กแมน (Richard Bachman)   

เมื่อพูดถึงนิยายประเภทสยองขวัญหรือระทึกขวัญ ชื่อของสตีเฟน คิง ก็มักเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง และเชื่อว่ามีนักอ่านอีกจำนวนไม่น้อยเปิดโลกนิยายสยองขวัญด้วยหนังสือของสตีเฟน คิง เมื่อหยิบขึ้นมาอ่านทีไรก็วางกันแทบไม่ลง 

แต่เพราะเหตุใดนิยายของสตีเฟน คิง จึงสามารถช่วงชิงพื้นที่บนชั้นหนังสือและเข้าไปอยู่ในใจนักอ่านหลายคนได้อย่างไม่ยากเย็น เบื้องหลังนิยายสยองขวัญขนหัวลุกนี้ มีกลยุทธ์อะไรที่ช่วยมัดใจนักอ่านได้ขนาดนี้กัน

หนังสือของสตีเฟน คิงมีอะไร ทำไมคนถึงรัก? 

ย้อนกลับเมื่อสมัยยังเป็นนักอ่านรุ่นเยาว์ หลายคนก็คงมีช่วงวัยแห่งการค้นหาตัวเอง และมีนักอ่านจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางสายสยองขวัญ และหนึ่งในชื่อที่มักหยิบมาเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ก็ต้องเป็นของ สตีเฟน คิง นี่แหละ 

ถ้าจะมีองค์ประกอบใดที่ทำให้เราตกหลุมรักงานของนักเขียนคนนี้ สิ่งแรกก็คงหนีไม่พ้น ตัวละครในหนังสือของคิง โดยเหล่าตัวละครจากนิยายที่คิงสร้างขึ้นมานี่ มักเป็นบุคคลธรรมดาที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ได้เสริมเติมแต่งความวิเศษวิโสเข้าไปเหนือจินตนาการมากเท่าไหร่นัก แถมคนเหล่านี้ยังเต็มไปด้วยบาดแผล ความเปราะบาง และชีวิตอันแสนซับซ้อน ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านหลายคนรู้สึกอินและมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครทั้งหลายของคิง 

และหลายตัวละครก็มักเป็นเหยื่อหรือผู้บริสุทธิ์ที่ต้องแบกรับความไม่ยุติธรรมของชีวิต เช่น เรย์ การ์ราตี จาก The Long Walk ผู้ต้องเข้าสู่เกมการเอาชีวิตรอดสุดหฤโหด ด้วยเงื่อนไขในชีวิตที่บีบบังคับให้เขาต้องมาเผชิญกับความโหดร้ายในโลกเผด็จการ หรือกระทั่ง แคร์รี ไวท์ จาก Carrie สาว ม.ปลาย ผู้ที่ชีวิตเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรุนแรงและครอบครัวที่เคร่งศาสนา หนำซ้ำยังโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งอย่างโหดร้ายในคืนงานพรอม ซึ่งมันได้ย้อมหัวใจของหญิงสาวธรรมดา ให้เป็นสีแดงแห่งความแค้น 

ทั้งนี้ตัวละครที่นักอ่านและคอหนังหลายคนรู้จักจากสตีเฟน คิง มากที่สุด ก็คงจะเป็น เพนนีไวส์ ตัวตลก ผู้ถูกออกมาให้เป็นปีศาจร้ายที่ไม่ใช่แค่ทำร้ายคนอย่างที่ปีศาจในหนังสือสยองขวัญอื่นๆ ทำ แต่ตัวคิงกลับออกแบบให้มันกลืนกินความกลัวของเหล่าเด็กๆ เป็นอาหาร กลายเป็นอีกตัวละครที่สร้างเอกลักษณ์และภาพจำให้กับปีศาจร้ายสไตล์ของคิงมากที่สุดตัวหนึ่งเลย

ทั้งนี้ตัวละครอย่างเดียวก็คงไม่พอให้คนมารักงานของนักเขียนคนนี้ได้หรอก เพราะมันก็ต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ มาเสริมด้วย หากถามแฟนหนังสือของคิง เชื่อว่า 9 ใน 10 ก็คงต้องบอกว่าฉากและบรรยากาศที่คิงบรรยายภายในนิยายเรื่องต่างๆ ของเขา คือสิ่งที่ทำให้ทุกครั้งที่เราอ่านงานของคิง เราก็วางกันแทบไม่ลงเลย

สตีเฟน คิง เอาความกลัว มาสร้างเป็นบรรยากาศภายในหนังสือ หากแต่เขาไม่ได้ใช่มันแค่เป็นฉากหน้าอันฉาบฉวยอย่างแค่บ้านผีสิง ป่าในความมืด หรือปีศาจสุดสยอง ทว่าคิงลงรายละเอียดและเจาะลึกคำว่าความกลัวให้เข้าถึงผู้คนมากกว่านั้น ด้วยการนำความกลัวในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสีย ความโดดเดี่ยว ความรุนแรงในครอบครัว หรือแม้แต่ด้านมืดในจิตใจ มาเป็นแก่นหลักของเรื่อง เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่จะทำให้เรากลัวได้มากที่สุดไม่ใช่ปีศาจจากต่างมิติ แต่เป็นเพื่อน คนรัก หรือแม้แต่ครอบครัวเราเองนี่แหละ

หรือกระทั่งบางที ฉากหลังที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่หวือหวา ก็กลับพาผู้ชมอย่างเราหวาดผวาและตื่นเต้นในแทบทุกครั้งที่พลิกหน้ากระดาษ เช่น Cujo ที่ทั้งเรื่องแทบไม่ออกไปไหนไกล แค่รถของตัวเอกเสียกลางทาง และมีหมาบ้าดักอยู่ข้างนอก ตัวเอกของเรื่องจึงต้องติดอยู่ในรถที่ร้อนระอุ โดยมีหมานักล่าดักคอยล่าอยู่ข้างนอก ทั้งหมดนี้กลับทำให้ผู้อ่านหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะทุกหน้าเต็มไปด้วยแรงกดดัน ความกลัว และความสิ้นหวังที่จริงเกินกว่าจะหลีกหนีได้

ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการเล่าเรื่องของคิงที่เหมือนพาผู้อ่านอย่างเราออกผจญภัยในอีกโลกหนึ่งที่เราไม่คุ้นชิน แถมยังค่อยๆ ดึงให้เราเริ่มก้าวเข้าสู่โลกของเขาอย่างช้าๆ ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรารักนักเขียนคนนี้เช่นกัน อย่าง Fairy Tale กับการเปิดเรื่องอย่างเชื่องช้า อ่านทีก็อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการบรรยายฉากหลังของเรื่อง ทว่าเมื่อชาร์ลี ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง เริ่มพาเราก้าวเข้าสู่การผจญภัยอันมหัศจรรย์ และพบเจอกับโลกคู่ขนานหรือมิติพิศวง ก็ทำให้เราไม่สามารถวางหนังสือเล่มนี้ลงได้ 

การเล่าเรื่องที่ผู้อ่านไม่ได้ถูกโยนเข้าไปท่ามกลางความสยองขวัญทันที แต่ค่อยไต่ระดับให้ผู้อ่านเดินไปพร้อมกับตัวละครทีละก้าว จนเรารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง ร่วมเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับตัวละคร อย่าง The Shining ที่ไม่ได้เปิดมาด้วยภาพโรงแรมผีสิงเลย แต่คิงค่อยๆ พาเราไปทำความรู้จักกับครอบครัวทอร์แรนซ์ เห็นปัญหาเรื่องการเงิน การดื่มเหล้า และความสัมพันธ์ที่แตกร้าว จนเมื่อพวกเขาเข้าไปอยู่ในโรงแรมโอเวอร์ลุก ตัวเราก็เหมือนถูกขังอยู่ในนั้นด้วย ความสยองที่เกิดขึ้นจึงหนักหน่วงกว่าการโดนหลอกทั่วไป เพราะมันผูกพันกับชีวิตครอบครัวจริงๆ นั่นเอง 

และสิ่งสุดท้ายที่เห็นจะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เราหลงรักนักเขียนคนนี้ คือการสร้างจักรวาลให้นิยายแต่ละเรื่องของเขาเชื่อมโยงถึงกัน อย่างที่แฟนหนังสือสตีเฟน คิง จะเรียกจักรวาลของเขาว่า ‘Kingverse’ ตัวอย่างจักรวาลนิยายของสตีเฟน คิง เช่น The Dark Tower ที่กลายเป็นแกนกลางของงานเขียนหลายเล่มของคิง ไม่ว่าจะเป็น Insomnia, Hearts in Atlantis, It, และ Salem’s Lot เป็นต้น

ด้วยเหตุผลต่างๆ นานาทั้งหลายนี้ ทำให้สตีเฟน คิง ไม่ใช่นักเขียนผู้เขียนเรื่องราวสยองขวัญธรรมดา แต่เป็นคนที่สร้างโลกอีกใบให้กับคนอ่าน โลกที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัส แต่กลับรู้สึกสมจริง ทุกหน้าจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความกลัว และความลุ้นระทึก หลอมรวมกับความเข้าเป็นมนุษย์ ซึ่งกลายเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ทำให้โลกของคนอ่านและสตีเฟน คิงมาบรรจบชนกัน 

อ้างอิงจาก

horrortree.com

ballstatedaily.com

AUTHOR