“เก็บความรู้สึกที่เย็นนั้นให้ลึกข้างใน โยนความรู้สึกที่รุ่มร้อน โยนไปให้ไกล ความสุขที่จริงแท้ คุณต้องสบายใจ กำหนดลมหายใจไว้ และใช้สติ สติ สติปัญญา” พวกเขาทำให้เราลบลืมภาพจำของเรกเกโยกไหล่ ตะเบ็งเสียงกลางแสงสปอตไลต์เกือบสนิท ที่ว่าเกือบนั้น เพราะท่วงทำนองยังผสานดนตรีหลายสิบชิ้นตามฉบับของเรกเกอยู่ ทั้งยังเว้นจังหวะให้เครื่องดนตรีทั้งหมดได้หายใจในผืนอากาศเดียวกันอย่างลงตัว เสมือนวัยรุ่นมหาวิทยาลัยศิลปากรต่างพื้นถิ่นที่รวมตัวกัน กำเนิดเป็น ‘Rootsman Creation’ คนหนึ่งหัวที่มีหลายแขนหลายขางอกออกจากหนึ่งร่าง
สมาชิกนับได้ 8 ชีวิตนั่งรายล้อมเป็นวงกลมบนผืนพรมลายโบฮีเมียน ภายในสตูดิโอกึ่งบ้านที่ภายนอกทอดเงาไม้ ทำนองเพลงเรกเกสั่นอยู่ในลำโพง กลิ่นกำยานอบอวล ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ในท่าทางสบายๆ กระทั่งปุ่มเทปถูกกดอัดเสียง หนึ่งในสมาชิกบอกว่าเกร็งกิเดสเหลือเกิน หัวทั้ง 8 พยักหงึกหงักใส่กันพลางลุกฮือไปชงบ๊วยโซดา หั่นผลฝรั่งใส่จาน สงสัยนี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีผ่อนคลายของชาวเรกเก
“ไม่เคยถูกสัมภาษณ์เหรอ” เราถาม
“ไม่เคยเลยครับ” นักร้องนำตอบ
“ทำไมล่ะ ไม่ให้สัมภาษณ์ที่อื่นเหรอ” เราซอกแซกอีกครั้ง
“เพราะไม่มีใครสนใจครับ” ต้องขอบอกว่าไม่ทันหันไปเห็นเจ้าของเสียงที่ตอบแทรกขึ้น รู้เพียงว่าหลังจากนั้นทั้งห้องก็เต็มไปด้วยความขบขัน
และเหตุผลที่เราอยากพูดคุยกับพวกเขา ไม่ใช่แค่ทำนองเรกเกที่แหวกกฎ แหวกเสียง หรือขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรีหาตัวจับยาก แต่เป็นเพราะได้ข่าวว่ากำลังจะปล่อยอัลบั้ม 2 หลังจากผู้แต่งเพลงอย่าง ‘บอส – ณัฎฐ์ ล้อสินคำ’ หลบซ่อนตัวเองเพื่อหาทางพ้นทุกข์นานเกือบปี

เมื่อไหร่ที่ท้องนภาสว่างไสวไร้เมฆบัง
ให้ใจเธอนั้นยังมีพลังสร้างสรรค์คืนวัน
ดนตรีเรกเกไปเข้าหูพวกคุณเมื่อไหร่
‘อเล็กซ์ – จเด็ด สงวนชม’ ตำแหน่งมือกลองชิงตอบก่อน “ผมโตที่จังหวัดสุรินทร์ บังเอิญเจอร้านบาร์เรกเกชื่อ Jah Bar แล้วชอบมาก ชอบจนอยากเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น บอกตัวเองว่าอยากเล่นดนตรีเรกเก ถึงได้หาทางเข้ากรุงเทพแล้วไปตีกลองตามวงต่างๆ จนได้เจอบอสหลังเวที เขาก็ชวนผมไปเล่นในอัลบั้ม 2” อเล็กซ์อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสไตล์เมืองเหนือสีเข้มครามตั้งแต่คอเสื้อจรดปลายกางเกง
‘ปัน – พุทธิพฤกษ์ พุ่มมาก’ ตำแหน่งเบสรับไมค์ต่อ “เดิมแล้ว ผมเล่นแบ็กอัปตามวงเพลงแนวอื่น ไม่ได้รู้จักเรกเกมาก่อนเลย มารู้จักได้ก็เพราะเพื่อนแนะนำเพลง แต่ที่ผมสนใจมันมากขึ้น เพราะวิธีการเล่นเบสบนดนตรีเรกเกที่ต้องเล่นอยู่กับที่ และความสั้นยาวของโน้ต” ชายสะพายเบสคาแรกเตอร์เจนจัด ปันเจาะหูหนึ่งข้าง สนตะพาย และปีกจมูกซ้าย
ตามด้วยเสียงของ ‘บุ๋น – ศิว์วิศว์ ใยหวัง’ มือคีย์บอร์ด “ผมได้ความชอบในเรกเกมาจากบอส เพราะอยู่บ้านเดียวกันในมหาวิทยาลัย” บุ๋นเป็นคนที่ภายนอกดูจะเพลนๆ เว้นเสียแต่เราเหลือบไปเห็นเสื้อสกรีนคำว่าไวพจน์ เพชรตะพึด ผสมลักยิ้มเจ้าเสน่ห์ฉบับคนชอบยิงมุกเตลิดคอยทำให้เพื่อนยิงฟัน
“เรกเกเป็นเหมือนส่วนเล็กส่วนน้อยในแต่ละคน เล่นกันคนละเล็กละน้อย แต่เราไปพร้อมกันในเซอร์เคิลเดียวกัน มันมีไวเบรชันที่ผมรู้สึกว่ากระเพื่อมอะไรสักอย่างได้ เพราะเรกเกไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก ถ้าชอบในส่วนนี้ทั้งตัวผู้เล่น และตัวผู้ฟังก็จะไม่คิดมาก เรกเกมันให้คุณค่าแบบ Less is More ครับ ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันนาน 5 – 6 ปี แต่ถ้ากลับมาเจอกันก็จะยังเล่นได้เหมือนเดิม” เราแนะนำว่า ‘บอส’ เป็นใครไปแล้วข้างต้น ส่วนลักษณะเด่นของเขาคือหนวดเคราดำเฟิ้ม และวาทศิลป์สุดบรรเจิด
‘มีน – นิกษา แสนใจบาล’ ตำแหน่ง Violin Trumpet Chorus ต่อบท “เราว่าเรกเกต่างจากดนตรีแนวอื่นมาก เพราะจะใช้แค่ความรู้หรือทฤษฎีตัวเองเล่นอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องเอาตัวเองลงไปอยู่กับมันให้ได้จริงๆ เพื่อนเล่นอย่างไรก็ต้องรู้สึกไปกับเขาด้วย จิตวิญญาณทุกคนต้องคลุกคลีกัน สนิทสนมกัน ต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน ถึงจะเล่นออกมาให้เป็นเรื่องเดียวกันได้” เธอเป็นสาวผมยาวเหลือบเอว แขนข้างซ้ายถมรอยสักดำ แต่ยังเผยให้เห็นสีผิวเดิมอยู่บ้าง
เหลืออีกสองคนที่ยังไม่เอ่ยเสียง ‘เบลล์-ธิดารัตน์ สิงห์สุวรรณ’ ตำแหน่งคอรัส และ ‘จี๊ป-รัชช อมาตยกุล’ ตำแหน่ง Guitar Skank เช่นเคยที่อดใจรอกันอีกเดี๋ยวก็คงจะได้ยิน
ดนตรีเรกเกมีคาแรกเตอร์อะไรที่เจนจัด
ตุลย์ : เรกเกเป็นแนวดนตรีหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับความเป็นวงมากครับ เราไม่มีเล่นเดี่ยว ไม่มีมือกีตาร์ฮีโร หรือใครที่โดดเด่นออกมาขนาดนั้น เรามีแค่ภาพที่ฉายอยู่เป็นวง ทุกคนเล่นกันอย่างละนิดละหน่อย สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือการฟังเพื่อน หาช่องในการซัปพอร์ต แล้วเล่นในจังหวะของเรา มันพรีเซนต์ความเป็นวงได้ดีมากกว่าดนตรีแนวอื่น
บุ๋น : จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวงเรกเกต้องคนเยอะครับ (หัวเราะ)
ปัน : ผมรู้สึกว่าเรกเกมันต้องใช้ลมหายใจเล่น ไหนจะสมาธิ กำลังภายใน ชีพจร
เบลล์ : จริง! ใช้สมาธิเล่นสูงมาก เพราะแต่ละคนเล่นกันคนละนิด เราอยู่กับตัวเองก็ใช่ แต่เราต้องฟังรอบๆ ด้วย แล้วจะได้ไปด้วยกันแบบพร้อมกัน
จี๊ป : เรกเกทำให้จิตใจและความคิดช้าลง ผมเชื่อว่าต่อไปจะมีคนมาหลงรักเรกเกมากขึ้นเรื่อยๆ โลกของเรกเกมันกว้างใหญ่ ผมเองก็ใหม่สำหรับเรกเกนะ เพราะเพิ่งกลับมาเล่น จริงๆ ติดตามดนตรีเรกเกมาตั้งแต่สมัยมหาลัย สูบกัญชาไปด้วยเลยอินเป็นพิเศษ
อเล็กซ์ : ใช่ กัญชาก็มีส่วนทำให้ผมได้เข้าไปอยู่ในคัลเจอร์ของเรกเกเหมือนกัน คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเรกเกต้องใช้กัญชาแล้วเมา แต่ตอนนี้ดนตรีเรกเกเราพูดถึงเรื่องอะไรก็ได้แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องเมา แค่ไฮ (High) ใช้ชีวิตสนุก มันมีเรื่องที่จรรโลงโลกมากขึ้นด้วย

ความหมายของ Rootsman Creation คืออะไร
บอส : เมื่อก่อนพวกเราไม่ค่อยเอาการบ้านการเรือน ลากแตะไปเรียนกัน อีกอย่างก็เป็นเด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนในกรุงเทพ มันจึงเกิดเป็นคำว่า Roots ให้ความรู้สึกถึงการเปื้อนดินด้วยเท้าเปล่า มือเปล่า และรู้สึกเย็นสบาย Rootsman ไม่ใช่แค่ผู้ชายนะ แต่คือความเป็นมนุษย์ พวกเราคุยกันเรื่องปรัชญา เป็นวัยรุ่นที่แสวงหาความหมายของชีวิต เป็นชีวิตที่สะเปะสะปะจับทิศทางไม่ได้ ผ่านเวลาตกผลึกมาจนมีทุกอย่างทั้งขาวทั้งดำ แต่ก็มีอะไรดีอยู่ในนั้น
เดินสายขึ้นเวทีครั้งแรกเมื่อไหร่
บอส : งาน Backyard ตอนนั้น Srirajah Rockers มาชวน เราก็ทำเพลงกันชื่อว่า ‘เดิน’ กับ ‘Rootsman’ พอไฟมันมาทำให้อยากเล่นเต็มโชว์ ก็แต่งไปเลย 10 เพลง! (หัวเราะ)
กระบวนการทำเพลงเป็นอย่างไร
บอส : ผมจะทำเดโมก่อน แต่งเนื้อเพลง แล้วก็ใช้เสียงกีตาร์โปร่งกับกลอง
บุ๋น : หลังจากบอสขึ้นโครงมา ทุกคนจะช่วยกันทำดนตรี
รู้ได้อย่างไรว่าเพลงลงตัวพอที่จะปล่อยออกไปแล้ว
บอส : จริงๆ เรื่องนี้ผมคิดน้อยมาก บางทีเพลงมันยาว 8 นาทีก็ไม่ตัดนะ ก็ถือว่ามันจบกระบวนการที่เราทำกันสดๆ ร้อนๆ แล้ว เราทำกันไปตามที่เพลงมันเป็น ผมว่าเพลงมีความสมบูรณ์จากที่ทุกคนพยักหน้าให้กัน บางเพลงก็เล่นในห้องอัดกันไปยาวๆ เล่นไปแล้วเพลินมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน ค่อยไปเฟดเอาต์เอาแล้วกัน
อเล็กซ์ : เดโมที่บอสทำมามันแทบจะครบถ้วนแล้ว พอไปเจอกันในห้องซ้อมมันเลยสบายมาก
ปัน : เหมือนเราสร้างชอยส์ขึ้นมาว่าเลือกแบบนี้แล้วจะเสียแบบไหนไป ก็ยอมแลกนะ เพื่อจะได้มาเจอกันตรงกลาง
ระหว่างทำเพลงมีความคาดหวังอะไรบ้างไหม
บุ๋น : โอ! ไม่ครับ คิดแค่แล้วอย่างไรต่อนะ (หัวเราะ)
บอส : เราทำงานไปเรื่อยๆ สบายๆ เขียนได้คิดออกก็ค่อยทำเพลงกัน สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่มีผม ไม่มีคนอื่น ไม่มีทุกคนที่เป็น Rootsman เพลงก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ สิ่งที่อยากฝากไว้มันไม่ใช่ตัวบุคคล มันคือเพลงที่เราทำแล้วตั้งใจว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้ อย่างเพลงของผมเองนี่ล่ะที่เป็นครูให้ผม ทุกวงดนตรีไม่ใช่แค่ Rootsman นะ ถ้ามีหัวใจที่กรุณาต่อเพื่อนมนุษย์แล้ว แค่ทิ้งตัวตน ทิ้งความคาดหวังที่จะดัง วางมันลง ทำงานอย่างมีความสุข ให้งานมันพูดต่อไปในวันที่เราไม่อยู่แล้ว ผมคิดว่าทุกงานสร้างสรรค์ที่ประดับให้กับโลกใบนี้เป็นแรงบันดาลใจให้หลายชีวิตมาก ไม่ใช่แค่ดนตรี ถ้าเราคิดอยากจะดัง ก็จะได้แค่ความดังกลับไป แต่ถ้าเราไม่คิดอะไรเลยก็สบาย
ผลกำไรหลังบ้านเรียกว่าอู้ฟู่ไหม
คราวนี้ ทั้งวงหัวเราะพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ช่างเหือดแห้ง พวกเขาใจกล้าโชว์วงเงินหลักร้อยในบัญชีให้เราดู
ตุลย์ : ไม่ค่อยมีเข้าเลย มีแต่ออก
บอส : เดี๋ยวโชว์เงินในบัญชีวงให้ดูไหม จะได้มีงานเข้ามาจ้าง (หัวเราะ)
ปัน : นี่ตัดออกได้ใช่ไหม เงินวงเหลือ 758 บาทครับ!
ตุลย์ : เอาหน่า! ช่วงรวยๆ ก็มี ช่วงนี้แค่ขาลง
บอส : โอเค เริ่มอยากจะดังแล้วครับ
อเล็กซ์ : แต่แค่ตอนไปซ้อมกันก็สนุกแล้วนะ เรื่องอื่นคงสบายๆ แล้วครับ แค่อยากเล่นด้วยกัน มันคือคำนั้นเลยครับ

เผลอรู้สึกว่ากายาคือความยิ่งใหญ่
เผลอให้ใครในกระจกนั้นทำร้าย
เพลงของ Rootsman Creation ดูไม่ได้เสียงดังเท่าเรกเกที่เราเคยได้ยิน เข้าข่ายเพลงธรรมะด้วย ได้แรงบันดาลใจจากอะไรเป็นส่วนใหญ่เหรอ
บอส : มาจากการที่เราเห็นอีกด้านหนึ่งของตัวเองว่าเราไม่มีสติ ก็เขียนเพลง ‘สติ’ พอเราแม่งคิดมากสัตว์ๆ เลย ก็เขียนเพลง ‘ปล่อยวาง’ ผมเขียนเพลงในลักษณะที่เขียนสอนตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นการบันทึกเล็กๆ น้อยๆ ที่กลับกลายมาเป็นเพลง ผมว่าธรรมะมันไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในวัดหรือต้องนุ่งขาวห่มขาว มันอยู่กับเราในทุกลมหายใจ ความคิดมาก ขุ่นหมองของจิตใจ เราเห็นมันตลอดเวลา อยู่ที่จะทำอย่างไรกับมัน ผมก็เลยเขียนเป็นเพลงออกมาเตือนตน
ตอนนั้นสติบอสหลุดไปไหน
บอส : เราเห็นช่วงที่ตัวเองคิดมาก ฟุ้งซ่าน แล้วก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งคือการปล่อยวาง เมื่อเราเห็นด้านหนึ่งก็จะเห็นอีกด้านหนึ่งเสมอ แก้กันไปกันมา มันเป็นสภาวะจิตใจที่ทุกคนเผชิญอยู่แล้วในทุกวัน แต่อยู่ที่เราจะมองเห็นฝั่งตรงข้ามของมันหรือเปล่า หาอุบายออกมาได้ไหม เพลง ‘สติ’ คงเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ สำหรับคนที่มีสติอยู่แล้ว คนที่มีสติ เขาไม่นึกถึงคำว่าสติหรอก เขารู้สึกตัวอยู่ คนที่นึกถึงสติคือโอย! ไอ้เหี้ย! ตอนนี้กูไม่มีสติแล้วว่ะ
เมื่อตกในสภาวะดิ่งแล้วจะเขียนออกมาเป็นเพลงเหรอ
บอส : ใช่ มันอยู่ในอัลบั้ม 2 ครับ เมื่อสองสามปีที่แล้วผมทุกข์มาก แกะตัวเองไม่ออกจากความคิด เผชิญหน้ากับความทุกข์ ผมรวบรวมมันอยู่เป็นปี
ทุกข์อย่างไร
บอส : เช่นว่าเราไม่สามารถแก้ตัวเองได้ เราออกจากความทุกข์ไม่ได้ แสวงหาทางภาวนาใหม่ๆ มากมาย มากวิธี ในการที่จะออกจากกระแสความคิด แต่ปัญญาเราก็ไม่พอ ทำให้ตกอยู่ในห้วงความคิดเสมอๆ จนเรากลับมาเจริญสติ จนมีแรงในการจับดินสอเขียนเพลงได้ เพลงชุดนี้เป็นชุดที่หนักสำหรับผมเหมือนกัน หนักในอารมณ์ที่เผชิญมาก่อนจะได้เพลง เมื่อก่อนเราอาจจะซีเรียส ตึงมากไปหน่อย แต่ตอนนี้เราเจอหนทางที่ง่ายสบายกว่านั้น ออกมาจากกระแสความคิดตรงนั้นได้ กลับมาทำงานได้แล้ว
คราวที่บอสเอื้อนเอ่ยถึงความทุกข์ของเขา ห้องโล่งโปร่งที่เคยมีเสียงนกร้องขับขานเข้ามากลับเงียบกริบ เหลือเพียงเสียงลมหายใจเบาของเพื่อนทั้ง 7 ชีวิต และลมหายใจที่ถูกกลั้นไว้ของผู้เขียน

วิธีภาวนาที่บอสพบจนพ้นทุกข์คืออะไร
บอส : คือไม่มีวิธีภาวนาครับ ออกจากวิธีการทั้งหมด ออกจากเจตนาที่อยากให้มันสงบ ออกจากเจตนาที่อยากจะพ้นทุกข์
บอสได้บอกเพื่อนในวงไหม
บอส : ไม่ได้บอก ผมหายไปอยู่เชียงใหม่
หลังจากทุกคนรู้ว่าบอสหายไปแล้วทำอย่างไร
บุ๋น : ด้วยทุกคนมีหน้าที่การงานที่ต่างกัน ก็คือมีความเป็นห่วงกันอยู่แล้ว เฮ้ย! ไอ้ปัน มึงพูดดีกว่าว่ะ กูพูดไม่ค่อยเป็น (หัวเราะ)
ปัน : จริงๆ เรายังพูดคุยกันปกติ จนวันหนึ่งที่บอสพร้อมกลับมากรุงเทพ เราก็ลุยทำเพลงกัน เราให้เวลากัน
ตุลย์ : ผมว่าความน่ากลัวเมื่อคนเราขาดสติ คือเราไม่รู้ว่าเราขาด แต่สุดท้ายเวลาก็ช่วยได้นะ อยู่ที่เราจะฟื้นกลับมาเร็วไหม
ฟังอัลบั้ม 2 ที่บอสแต่งขึ้นแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง
ปัน : ชอบเลย! รู้สึกว่าอยากให้เพลงเหล่านี้ออกไปถึงผู้ฟังเร็วๆ จัง
บุ๋น : ผมว่าคำหรือประโยคในอัลบั้มนี้มันช่วยชีวิตคนได้ส่วนหนึ่ง ด้วยอายุที่โตขึ้น ดนตรีก็สนุกขึ้น เรามองภาพได้กว้างขึ้น
เบลล์ : เราฟังแล้วรู้สึกอยากบรรเลงเพลงนี้ให้ทุกคนฟัง
มีน : อยากให้อัลบั้มปล่อยเร็วๆ ค่ะ
อเล็กซ์ : สิ่งที่บอสพูดในอัลบั้มนี้ทั้งหมด ผมเข้าใจบอสเลย เขาเล่าสิ่งที่เจอมา แล้วค่อยให้เพื่อนช่วยกันปรุงลงไป
ตุลย์ : ส่วนตัวคิดว่าเป็นพัฒนาการของวง พาร์ตดนตรีหรือเนื้อหามันก็โตไปตามพวกเราทุกคน อยากให้ทุกคนได้ฟังครับ ใครที่ติดตามอยู่ฝากกดไลก์กดแชร์ด้วยครับ (หัวเราะ)
บุ๋น : โห! ไม่เอา อันนี้ไม่เอาดิ ไม่ตึงแล้ว เมื่อกี้อย่างตึงเลย
ดูเหมือนหนุ่มในเสื้อไวพจน์ เพชรตะพึดจะทำหน้าที่ของเขาได้ดี เสียงหัวเราะกลับมาอีกครั้ง โลกที่หยุดหมุนไปชั่วขณะก็พลันเคลื่อนไหว
ความสุขที่จริงแท้ คุณต้องสบายใจ
กำหนดลมหายใจไว้ และใช้สติ สติ สติปัญญา
แอบดูธรรมะธรรมโมกันนะ
หลังจากสิ้นคำ ทุกคนต่างโบกมือส่ายหัวเป็นจังหวะเดียวกัน จนเราแยกไม่ออกว่าใครกำลังปฏิเสธอยู่บ้าง แต่หัวข้อถัดจากนี้กลับเป็นคำตอบที่ยืดยาวที่สุดของพวกเขา
บุ๋น : ไม่ครับๆ ไม่อย่างนั้นผมดูเหี้ยเลยนะ (หัวเราะ)
บอส : แต่อย่างผมจะใช้ดนตรีภาวนานะ คิดว่าวิธีการของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน
ภาวนาอย่างไร
จี๊ป : ภาวนาด้วยการทำงานครับ ตื่นมาทำเพลงก็ต้องมีสมาธิในการนั่งทำ ดูความเป็นไปของใจเราว่าเป็นอย่างไร เบื่อไหม เบื่อก็ปรับตัวให้ออกไปเจอคน ออกไปเล่น ไม่ได้ลึกอะไรครับ เป็นเรื่องธรรมดาๆ
มีน : เราเป็นคนรู้เท่าทันตัวเอง ชอบดูสภาวะตัวเองว่าตอนนี้ใจร้อนแค่ไหน เย็นไปไหม มันต้องปรับตัวกันตลอดวัน ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง แต่ถึงภายนอกจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ถ้าเรารู้สภาวะภายในตัวเอง เราว่ามันจะอยู่ได้
เบลล์ : พยายามบอกตัวเองว่าอยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน (หัวเราะ) เราเป็นคนคิดมาก ฟุ้งซ่าน แล้วก็ยึดติดกับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องจริง แค่ให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นก็พอ แล้วก็ต้องอยู่กับลมหายใจ การกระทำ ไม่ไปยึดติด ตัดสินหรือเชื่อมัน อย่างในเรื่องการเล่นดนตรี เราก็ปรับมาใช้ได้นะ เวลาร้องเพลง เราต้องหายใจ อยู่กับการเปล่งเสียง ความคิดที่ลอยไปนู่นนี่ก็จะถูกดึงกลับมาได้ เมื่อก่อนเราจะเน้นอารมณ์ คิดถึงคนดูว่าเขาโอเคไหม เราต้องพยายามละวางสิ่งนั้น
ตุลย์ : ส่วนตัวผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองเข้าใจความหมายของคำว่าภาวนาจริงๆ หรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าเราเรียนรู้ธรรมะได้จากร่างกายเรา ในชิ้นส่วน 32 ชิ้นของชีวิตประจำวันเลย ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรือเข้าถึงยาก เราแค่รู้เท่าทันมัน ผมว่าธรรมะเป็นศิลปะในการใช้ชีวิต
บุ๋น : สำหรับผม ผมไม่มีธรรมะอะไรครับ ไม่มีศาสนา นับถือตัวเอง ดนตรีเป็นทางออกทุกอย่างของผม ตอบโจทย์ชีวิตมาก ช่วยได้ทุกอย่างเลย แต่ปกติเป็นคนก้าวร้าวผาดโผน แค่ยังมีดนตรีที่มาช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ
ปัน : ธรรมะสอนให้โฟกัสกับปัจจุบันขณะ ผมเคยอ่านเจอในหนังสือที่เขาบอกว่าอดีต คือความจริงที่สมบูรณ์ที่สุด อนาคตยังมาไม่ถึง วินาทีนี้คือปัจจุบัน ในวินาทีที่เรารู้ความหมายของปัจจุบัน มันก็ผ่านไปเป็นอดีตแล้ว แค่รู้สึกว่าการรู้ ณ เวลานี้มันก็ดีแล้ว มันทำให้เราไม่ค่อยนึกถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้วเท่าไร มันจะไม่เป็นกังวลมาก อย่างถ้ายกแก้วก็ให้รู้ว่ายกแก้วอยู่ (หัวเราะ)
บอส : การภาวนาสำหรับผมไม่ได้แยกจากกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่เราตื่น รู้สึกตัว เราก็เข้าสู่กระแสทางของการภาวนาเรียบร้อยแล้ว แม้จะรู้จักหรือไม่รู้จักคำว่าภาวนาหรือธรรมะก็ตามแต่ เมื่อเราสูดลมหายใจแรก เราเริ่มกิจภาวนาแล้ว ใครบางคนอาจเรียกว่าหายใจ ไม่ก็เฮ้อ! ตื่นมาได้อีกวันหนึ่งแล้ว นั่นคือความรู้สึกตัว จะเรียกว่าอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญของการภาวนาที่ผมที่ใช้อยู่ คือรู้สึกตัวและเป็นอิสระจากความรู้สึกตัวนั้น เมื่อไหร่ที่เกิดอะไรขึ้นในจิตใจ ก็แค่รู้แล้วก็วาง ทำซ้ำไปมา ไม่รู้หรอกว่าจะจบลงวันไหน ตราบใดที่เรายังมีความรู้สึกอยู่ เมื่อนั้นเราก็มีชีวิตได้ เบิกบานกับมันได้ หัวเราะให้กับความตาย ล้อเล่นกับความทุกข์ ความเจ็บ เราจะไปแคร์อะไร เรารู้สึกแล้วมันก็ผ่านไป
อเล็กซ์ : ผมว่าทุกคนรวมถึงตัวผมเองที่ได้เรียนวิชาพุทธศาสนาก็คงรู้ว่ามันคืออะไร จะเอามาใช้กับชีวิตได้อย่างไร แต่เมื่อเกิดทุกข์หรือต้องจัดการอะไรสักอย่าง ผมไม่ได้เอาธรรมะมาใช้ ผมฟังเพลง อยู่ในเซฟโซนตัวเอง ผมเคยได้ยินคำว่าเราใช้ชีวิตกับความทุกข์มากกว่าความสุขด้วยซ้ำ ผมก็เหรอวะ แต่ก็จริงนะ ถ้าเราอยู่กับความทุกข์ได้อย่างสบายแล้ว อยากจะทำอะไรก็ทำ

คนที่ได้ฟังเพลงเรียกสติของ Rootsman Creation เขามีความเห็นอย่างไรบ้าง
บอส : มีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่าผมเกือบจะละทิ้งศาสนาไปอย่างสิ้นเชิง จนได้มาเจอ Rootsman Creation คอยดึงสติทุกครั้งที่จิตใจหลุดลอยจากศรัทธา เพียงเพราะเราเสพสื่อภายนอกมากไป ตั้งคำถามกับภายนอกมากไป จนลืมตั้งคำถามภายในจิตใจตัวเองว่าแท้จริงแล้ว ความพอดี ความพอใจของเราอยู่จุดไหนกันแน่ อีกคอมเมนต์หนึ่งเขาบอกว่าเปิดเพลงของเราไป แล้วก็นั่งสมาธิภาวนาไปด้วย ผมว่าดนตรีก็เป็นอาวุธ เป็นแรงบันดาลใจของคนอื่นได้ ผมถึงตั้งใจอยากจะทำเรกเกภาวนา เพลงอาจไม่ได้ซับซ้อนทางดนตรีมาก หรือมีการเรียบเรียงโหดๆ คอร์ดยากๆ
ปัน : แต่ที่บอกว่าไม่ได้ซับซ้อนมาก จริงๆ มันมีความละเอียดบางอย่าง ในพาร์ตดนตรีที่พวกเราทำกันจริงจังมากนะ อย่างเช่นกลองกับเบสที่เป็นสันหลังของเรกเก ถ้ามันไม่เดินไปด้วยกัน คนอื่นก็อยู่ไม่ได้
บอส : เหมือนปันเล่นเบสความยาวแค่ 2 บาร์ แต่ต้องเล่นนานอยู่ 10 นาที
ปัน : สิ่งที่เล่นมันดูง่าย แต่จะเล่นให้ได้แบบนี้ทุก 10 นาทีมันต้องมีสติมากครับ มันใช้สมาธิมาก
บอส : ใช่ เราเล่นยาวเลย พอเพลงใกล้จะจบแล้วหันไปหาเพื่อนข้างหลังนี่ ทุกคนหลับตาอยู่!
มีน : ไอบุ๋นคือตาเหลือกเลย (หัวเราะ)
อเล็กซ์ : วงเรกเกมันเยอะมาก แล้วส่วนใหญ่มันก็ออกแนวสนุก แต่พวกผมตั้งใจทำให้มันไม่สนุก
ปัน : ปกตินาฬิกามันเดินหนึ่งวิใช่ไหม นี่ช้ากว่าหนึ่งวิอีก
บอส : พวกผมอยากเอาสภาวะที่เรียกว่า Timeless ในดนตรีเรกเกออกมา อยากให้เป็นแบบที่เราตั้งใจไว้
ปัน : เหมือนที่พี่อเล็กซ์พูดว่าคนส่วนใหญ่จะมองว่าเรกเกกับกัญชามันคู่กัน เราอยากลบภาพจำบางอย่าง เรกเกมันจะไปกับธรรมะก็ได้
กาลเวลาน้อยเกิน หนึ่งชีวิตมีไม่กี่วัน
จึงเร่งคืนวันต่อเติมฝัน ให้เจ้าดอกไม้
จริงไหมที่เขาบอกว่าวงเราหาตัวจับยาก
บอส : จริงครับ พวกเราทำงานกันช้า
แล้วคนที่อยากฟังดนตรีสดจากเราจะตามดูได้ที่ไหนบ้าง
ปัน : ก็ต้องวานผู้จัดใจดีครับ (หัวเราะ)
อเล็กซ์ : ก่อนหน้านี้ทีม Rootsman Creation มีไซด์โปรเจกต์เยอะมาก คนอาจจะคิดว่ายังไม่พร้อมรับงานหรือเปล่า แต่จริงๆ เพราะบอสอยากให้ปล่อยอัลบั้ม 2 ออกไปก่อน ผมว่าเดี๋ยวก็น่าจะหาตัวจับไม่ยากแล้วล่ะ
ยกท่อนในเพลงที่ชอบให้ฟังหน่อย
อเล็กซ์ : ผมชอบท่อน “หายใจสบายๆ เธอทำได้ ณ เวลานี้” มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เหนื่อยๆ มาแล้วได้ฟังแบบนี้
บอส : คนเขียนอย่างผมก็เลือกยากหน่อย ผมชอบทุกเพลงเลย เพราะมันเกิดกับตัวผมเอง ถ้าจะต้องเอาออกมาสักประโยคหนึ่งคงเป็น “ทางของใจคล้ายนภา ไม่บันทึกคืนวันที่ผ่านมา สุดจะค้นไร้ทิศทาง ทางของใจ” เป็นเพลงใหม่ของชุด 2 ครับ
ปัน : ผมชอบเพลงวาจา “เมื่อไหร่ที่ท้องนภาสว่างไสวไร้เมฆบัง ให้ใจเธอนั้นยังมีพลังสร้างสรรค์คืนวัน” มันฮีลดีครับ
ตุลย์ : ผมชอบเพลงอรหันต์ผีเสื้อ “ตะวันเอ่ยกับจันทราให้มั่นคงไว้” ถึงแม้จะพูดเรื่องธรรมะเมื่อกี้ไปมากมาย แต่ในฐานะคนทำเพลงผมชอบท่อนนี้มาก มันให้กำลังใจ แม้จะต้องยอมรับความเป็นจริง
เบลล์ : เหมือนพี่ตุลย์เลย “แสงจันทร์จะโผล่พ้นมายามตะวันล้า ลาแล้วหนา ตะวันเอ่ยกับจันทร์ให้มั่นคงไว้ เพื่อปลอบโยนใจของใคร ใครในค่ำคืนฟื้นเหนื่อยล้า สบตาเอ่ยกับจันทราไม่ต้องมีแม้คำพูดจาเวลานี้” แค่หายใจก็พอ
มีน : คิดไม่ออกเลย ไม่มีอันไหนที่สุด มันสุดหมดเลย
จี๊ป : ชอบท่อนหนึ่งในเพลงร้องว่า Fire Burning Everyday เพราะสถานการณ์โลกมันกำลังแย่ แล้วเพลงนี้ก็ Show Up ให้ได้เห็น
มองการเติบโตของวงเป็นอย่างไรต่อไป
บุ๋น : ด้วยความที่ยุคนี้เป็นยุคดนตรีเปิด แต่เรกเกมันเป็นเพลงที่ยังไม่มีซีนเป็นของตัวเอง ผมอยากให้เรกเกออกไปสู่ข้างนอกเป็นวงกว้างมากขึ้น
บอส : กูไม่ออก!
บุ๋น : ไม่ออกก็ได้ ก็ไม่ได้ว่าอะไร๊ (ทำเสียงสูงก่อนจะหัวเราะ) ในยุคนี้วงเรกเกดีๆ เยอะนะครับ แล้วก็เอ่อ พูดไม่ถูก ไปไม่ถูกแล้วกู
อเล็กซ์ : ทำไปเรื่อยๆ แหละครับ อย่างที่บอสบอกไปว่าเราจะพูดถึงสภาวะสังคมที่มันเกิด ก็จะคงความเป็นวัยรุ่นที่ดื้อๆ หน่อย แนวนักศึกษามหาลัยที่ยังค้นหาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
บอส : ผมเป็นคนเขียนเพลงตามอารมณ์ ถ้าไม่มีเรื่องก็ไม่เขียน อยู่เปล่าๆ เป็นปีแบบไม่เขียนก็อยู่ได้ เคยกุเรื่องจะเขียนแต่ก็เขียนๆ ลบๆ ไป พักหลังมาก็บันทึกประจำวัน เมื่อไรมีฟีลถึงเขียน บทจะมีเพลงตอนไหนก็ตอนนั้น ถ้ามันยังเขียนได้อยู่ เพลงของ Rootsman Creation ก็คงมีอยู่ไปเรื่อยๆ ครับ

ขายเพลงฉบับ Rootsman Creation เรียกคนฟังหน่อยได้ไหม
ปัน : ตอนนี้แหละมึง จะมีงานหรือไม่มีงานก็ตอนนี้แหละ (หัวเราะ)
บอส : สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตภาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปะติจฉามิ เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ สาธุ! ขอพวกเรามีงานจั๊ดนักนะ
ผู้เขียนถามบอสว่าเขาท่องคาถาอะไร และนี่คือคำตอบที่ได้รับ
“คาถาเงินล้านหลวงพ่อฤาษีลิงดำครับ” หวังให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำเอ็นดูบรรดาวัยรุ่นทั้ง 8 หัวให้มีเงินล้าน และเมื่อไหร่ที่ท้องนภาสว่างไสวไร้เมฆบัง ให้ใจพวกเขานั้นยังมีพลังสร้างสรรค์คืนวันนะ แต่หลวงพ่อจะตวาดกลับว่าสติ! หรือเปล่า ในส่วนนี้ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจ





