Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
พอดิบพอดี โฮมสเตย์ริมน้ำของอดีตนักการตลาด ที่อยากชวนแขกมาใช้ชีวิตช้าๆ ที่ชัยนาท

พอดิบพอดี โฮมสเตย์ริมน้ำของอดีตนักการตลาด ที่อยากชวนแขกมาใช้ชีวิตช้าๆ ที่ชัยนาท

28/10/2026
Founder
AUTHOR: วงศกร ลอยมา
SHARE:

 1

 “เรารักบรรยากาศบ้านเกิดที่ชัยนาทมาก เราเป็นคนรู้ตัวเร็วว่าชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร อาจเป็นเพราะเราออกไปเรียนไกลบ้านตั้งแต่เด็ก พอทำงานเราตั้งเป้าหมายไว้เลยว่าจะกลับมาทำโฮมสเตย์ที่ชัยนาทให้ได้”

 เอ-สุประพล นกทอง เจ้าของพอดิบพอดี โฮมสเตย์ กล่าว เมื่อเราถามว่า ทำไมถึงอยากกลับมาเปิดโฮมสเตย์ที่บ้านเกิด 

 เอเป็นเด็กชัยนาทแต่กำเนิด เติบโตมากับวิถีชีวิตริมน้ำและทุ่งนา ตกปลาตามแม่น้ำ ดำนา ก่อนที่จะถูกส่งไปโรงเรียนประจำที่นครสวรรค์ตอน ป.4 เขาเรียนอยู่ที่นั่นจนถึง ม.6 และเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนต่อจนจบปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาทำงานเก็บเงินจนถึงอายุ 40 แล้วก็ตัดสินใจกลับบ้านมาเปิด ‘พอดิบพอดี โฮมสเตย์’ ที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท

 คำพูดติดปากเวลาพูดถึงชัยนาทหลายคนอาจนึกถึงคำว่า ‘เมืองทางผ่าน’ ตามมาแทบจะทันที การมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองทางผ่านส่งผลต่อชีวิตของเออย่างไรบ้าง อย่างแรกคือ เขาต้องทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แม้ถนนการเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงชัยนาทใช้เวลาแค่ 2 – 3 ชม. แต่การขับรถไปกลับย่อมไม่สะดวก เขาก็เลยไม่ค่อยได้กลับบ้าน

 ได้ยินแบบนั้นแล้ว เราจึงชวนเขาคุยถึงจังหวัดชัยนาทก่อนเลย วันนี้ชัยนาทมีภาพเป็นเมืองธรรมชาติ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนหนทางเรียบร้อย อาหารอร่อยเพียบ แต่คนที่ขับรถมาเที่ยวแถวนี้ก็มุ่งไปจังหวัดอื่นมากกว่า เช่น นครสวรรค์ อุทัยธานี บรรยากาศที่ชัยนาทเลยออกจะเงียบเหงาร้างไร้ไปสักหน่อย

 ชัยนาทสมัยที่เติบโตมามันเป็นแบบนี้ไหม – เราถามเด็กชัยนาท

 “แถวนี้เมื่อก่อนเป็นทุ่งนาหมดเลย บ้านก็จะเป็นบ้านไม้ บรรยากาศมันชนบทมากๆ พอหน้าหนาวก็หนาวถึงขั้นควันออกปาก ถ้าเบื่อๆ ก็จะชวนเพื่อนว่ายน้ำ บางวันก็ว่ายข้ามไปฝั่งอุทัยธานีกับเพื่อน และยังมีเรือขนข้าวให้เห็นอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว มีแค่เรือประมงเล็กๆ ทำข่ายดักปลา ปัจจุบันพอที่นี่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว มันเลยยังคงความเป็นชนบทและความเงียบสงบไว้ได้”

 2

 เอมีธาตุความเป็น ‘คนแข็งแกร่ง’ มาตั้งแต่ตอนเด็กๆ กระทั่งโตมาถึงวันนี้ ธาตุนั้นก็ยังอยู่

 “แปลกมากที่เราไม่ค่อยคิดถึงบ้านเลย ตอนเด็กๆ ตอนที่แม่ไปส่งเข้าโรงเรียนประจำ แม่ยังบอกเลยว่า คนอื่นเขาร้องไห้งอแงกัน แต่เราเดินเข้าไปเฉยๆ เลย แล้วถามแม่ว่าจะมาเยี่ยมวันไหน อาจเป็นเพราะเราโดนเลี้ยงมาแบบเข้มงวด ต้องตื่นเป็นเวลา กวาดบ้าน ถูบ้าน พอมาอยู่โรงเรียนประจำก็เลยรู้สึกไม่ลำบาก ยังติดมาถึงวันนี้”

 ช่วงเรียนปริญญาโทที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอก็ได้เริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นนักการตลาดที่บริษัทญี่ปุ่นชื่อดังแห่งหนึ่ง

 “เราเริ่มงานแรกที่ Canon ยุคนั้นพรีเซนเตอร์คือ คุณพอลล่า เทเลอร์ เราทำหน้าที่เป็น product marketing ดูแลสายกล้อง ที่ต้องทำสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ เช่น TVC และต้องวางแผนยอดขายร่วมกับทีมสิงคโปร์ ยุคนั้นกล้อง DSLR ยังถ่ายวิดีโอไม่ได้เลย เราทำจนขึ้นเป็น senior จากนั้นพอเรียนจบปริญญาโทก็ย้ายงาน”

 ออฟฟิศที่สองของเอคือ ธนาคารกสิกรไทย เขารับหน้าที่ดูแลช่องทางบริการและการขาย รวมทั้งดูแลยอดขายผลิตภัณฑ์สำหรับบุคคลของธนาคารทั้งหมด เอบอกว่า สมัยที่เขาทำงานประจำที่กรุงเทพฯ ก็เป็นเหมือนที่คนยุคนี้บ่นๆ กัน คือ ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศทำให้ชีวิตยุ่งเหยิงขั้นสุด

 “เราไม่ได้เป็นคนชอบความวุ่นวายหรอก แต่มันไม่มีทางเลือกอื่น ทำไงได้ก็งานมันอยู่ที่นี่ เราก็ต้องอยู่ เราว่าหัวใจสำคัญของการต้องอยู่กับอะไรก็ตามที่ไม่ถูกใจคือ การรู้จักตัวเอง และรู้ว่าเป้าหมายปลายทางของเราคืออะไร ถ้าย้อนนิดนึง เราจำได้ว่าตอนมหา’ลัยเทอมสุดท้ายที่วิชาเรียนน้อยลงแล้ว เราอยากมีเงินเก็บ ก็เลยไปทำพาร์ตไทม์เป็นพนักงานโรงหนัง ได้ค่าจ้างชั่วโมงละ 24 บาท”

 “หรือตอนที่ทำงานแล้ว เจ้านายคนหนึ่งเคยพูดกับเราว่า แพสชันไปหาที่อื่นเถอะ ทำงานเก็บเงิน แล้วเอาเงินนั้นไปสร้างแพสชันของตัวเอง ซึ่งเป็นประโยคเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้เรามุ่งมั่นทำงานเก็บเงิน เราไม่รู้คนอื่นคิดยังไง แต่สิ่งเหล่านี้มันหล่อหลอมให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่เราก็แฮปปี้กับงานทุกงานนะ ไม่ใช่ไม่แฮปปี้”

 ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน มองย้อนกลับไปดูตัวเองตอนนั้น มีเป้าหมายอื่นอีกไหม – เราสงสัย

 “เราอยากกลับมาดูแลแม่ ถ้าเราอยู่กรุงเทพฯ ต่อให้กลับบ้านทุกเทศกาล ก็ได้เจอหน้าแม่แค่ไม่กี่วัน เราไม่อยากรอให้ท่านแก่ชราแล้วค่อยมาดูแล ประกอบกับเราอยากทำโฮมสเตย์มาตั้งนานแล้ว ตัวเราเองเวลาไปเที่ยวก็ชอบพักโฮมสเตย์ เรียวกัง หรือบ้านที่มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์มากกว่าโรงแรมที่แมสๆ อยู่แล้ว”

 “และเราก็คิดในมุมของการตลาด ชัยนาทไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว เป็นแค่เมืองทางผ่าน ที่พักเลยมีน้อย เรือนคุณยายซึ่งเป็นบ้านไม้ก็เริ่มทรุดโทรมตามกาลเวลา เราเลยคิดรีโนเวททำเป็นโฮมสเตย์สไตล์เรา เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองและได้อยู่ดูแลแม่ด้วย”

 ตอนยังทำงานประจำอยู่กรุงเทพฯ เอมีเกริ่นให้แม่ฟังบ้างแล้ว ว่าอยากใช้ที่ดินติดริมแม่น้ำของครอบครัวมาเปิดเป็นโฮมสเตย์เล็กๆ ซึ่งก็ได้รับไฟเขียว เขาจึงไปชวนสถาปนิกที่รู้จักกันมาดำเนินการ ตั้งแต่เคลียร์พื้นที่ คุยเรื่องการออกแบบ การตกแต่ง

 ระหว่างนั้นเขาก็ยังขับรถไปออฟฟิศที่กรุงเทพฯ สัปดาห์ละ 2 วัน สลับกับการดูแลลูกค้าที่โฮมสเตย์

 “พอทำโฮมสเตย์ไปด้วย ทำงานประจำไปด้วย มันเริ่มครึ่งๆ กลางๆ คือเราอยากรับและดูแลลูกค้าด้วยตัวเอง 100% ถ้าต้องเข้าออฟฟิศวันอังคารกับพฤหัสบดี พฤหัสบดีเย็นก็ต้องรีบขับรถกลับมาชัยนาทเพื่อเตรียมรับลูกค้าวันศุกร์-อาทิตย์ จันทร์ค่อยกลับกรุงเทพฯ มันเหนื่อยมาก แล้วเราก็เริ่มแก่ (หัวเราะ) ถ้ารอไปทำตอนอายุเยอะกว่านี้แรงคงไม่ไหว เลยตัดสินใจลาออกมาทำเต็มตัวเลยดีกว่า”

 3

 พอดิบพอดี โฮมสเตย์ ตั้งอยู่บนที่ดินของครอบครัวติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา พอคิดจะทำโฮมสเตย์ เอจึงไปชวนพี่สถาปนิกที่รู้จักกันมาช่วยเขียนโครงสร้างและออกแบบภายในให้ ซึ่งการจะสร้างบ้านติดริมแม่น้ำก็เป็นโจทย์ที่ยากพอตัว

 ถ้าจะสร้างบ้านยื่นออกไปบนแนวลาดของตลิ่งริมแม่น้ำ สถาปนิกต้องออกแบบตั้งแต่ฐานราก เพื่อยกใต้ถุนให้สูงพ้นจากระดับน้ำท่วม จากนั้นก็ต้องแทงเสาเข็มลงไปถึงชั้นดินแข็ง เพื่อป้องกันดินสไลด์และการกัดเซาะของกระแสน้ำ จากนั้นก็ใช้คานยึด และมีโครงค้ำยันแนวแทยง เพื่อช่วยถ่ายแรงและต้านทานแรงเฉือนจากด้านข้าง

 เมื่อได้โครงสร้างฐานรากที่แข็งแรงแล้วก็สร้างห้องพัก ที่นี่มีห้องพัก 3 ห้อง แบ่งเป็นห้องเล็ก 2 ห้อง นอนได้ 2 – 4 คน และห้องใหญ่ นอนได้ 4 – 6 คน ถ้าหันหน้าเข้าแม่น้ำ โซนห้องพักจะอยู่ฝั่งขวามือ คาเฟ่อยู่ซ้ายมือ และโถงทางเดินเปิดโล่งไว้ให้แขกละเลียดสายตาไปกับสายน้ำ และดวงดาวยามค่ำคืน
เราไม่อยากให้มันใหญ่เกินไป กลัวจะดูแลลูกค้าไม่ไหว ก็เลยตั้งชื่อโฮมสเตย์นี้ว่า พอดิบพอดี เราคิดเอาเองว่า ดิบ ก็คือการใช้วัตถุดิบที่ไม่ประดิษฐ์แต่งเติมเสริมจนเนียนกริ๊บ และคำว่า พอดี ก็คือไม่มากไม่น้อยไป มีเฉพาะสิ่งจำเป็น ในห้องพักเราก็จะไม่มีทีวี เราอยากให้ลูกค้าได้มาพักผ่อน และอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติจริงๆ”

 ด้วยคอนเซปต์นี้ เอจึงเลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการทำห้องพัก ซึ่งก็ไม่ได้เอาจากที่ไหนไกล ไปถอดมาจากบ้านฝั่งตรงข้ามถนนนี่เอง

 “เราเอาไม้เก่าจากบ้านคุณยายมาทำโฮมสเตย์ แม้ไม้จะมีรอยต่อ ไม่เนียนเหมือนไม้ใหม่ แต่ก็ได้ความเป็นธรรมชาติ และมีเสน่ห์ ไม้หลักที่ใช้เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะค่า ไม้สัก ไม้เต็ง ข้อดีคือผ่านการใช้งานมานานแล้ว ไม่บิดงอ ทนแดดทนฝน และไม่มีปลวก”

 ว่ากันถึงการตกแต่ง อดีตนักการตลาดรับหน้าที่เป็นคนออกแบบทุกอย่างเอง ทำแบบที่ถูกใจ เนื้อไม้ ก้อนอิฐ ต้นไม้ ของตกแต่ง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องพัก เขาเป็นคนเลือกเองทั้งหมด เขานิยามการตกแต่งแบบนี้ว่า อบอุ่นและเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น

 “เดือนหนึ่งนี่มีลูกค้าเขาพักกี่วันได้”

 “มากสุดก็ 15 – 16 วัน ไม่เกินนี้” 

 “ส่วนใหญ่เป็นช่วงไหนของปี” 

 “ถ้าเยอะเป็นพิเศษคือช่วงธันวาคมถึงมกราคม เขาจะชอบมาหน้าหนาวกัน เพราะชัยนาทจะหนาวกว่ากรุงเทพฯ เหลือประมาณ 3 – 4 องศาเลย”

 “หายไปตั้งครึ่งเดือน คุณไม่เสียดายเงินเหรอ ทำไมไม่โปรโมตให้คนมาพักเยอะๆ”

 “เราไม่อยากทำแบบนั้น ตอนนี้เราเปิดให้บริการบ้านพักแค่ 3 หลัง ถ้าโปรโมตไปแล้วห้องเต็มจนรองรับลูกค้าไม่ได้ เรากลัวลูกค้ารู้สึกไม่ดี อีกอย่างคือ ชัยนาทไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก คนมักจะมาแค่วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เท่านั้น”

 “สถาปนิกที่ออกแบบบ้านให้ เขาเคยบอกว่า สิ่งที่ดึงดูดคนเคมีตรงกันให้มาเข้าพักมี 3 อย่าง 1. แบบบ้าน 2. ราคา และ 3. เจ้าของ ถ้า 3 อย่างนี้ลงตัว ลูกค้าที่มาจะเป็นคนสไตล์เดียวกัน ชอบความเงียบสงบ เหมือนมาบ้านเพื่อน ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาพักคือคนที่ตั้งใจมาจริงๆ หรือไม่ก็ได้รับอานิสงส์จากคนที่เดินทางมาไหว้พระที่วัดใกล้ๆ อย่างวัดท่าซุง (อุทัยธานี) ที่มีวิหารแก้ว และวัดปากคลองมะขามเฒ่า (ชัยนาท)”

 4

 ด้วยความที่เป็นโฮมสเตย์เล็กๆ พนักงานที่คอยดูแลผู้เข้าพักจึงมีแค่ 3 คน รวมตัวเขา เมื่อปลายปีที่แล้ว เอเพิ่งรับพนักงานประจำเพิ่มมาอีก 1 ตัวซึ่งก็คือ น้องแมวจร เอบอกกับเราว่า น้องมาด้วยแผลเต็มตัว แต่ด้วยความที่เป็นทาสแมว เขาจึงว่าจ้างน้องแมว (ด้วยปลาทู) มาเป็นพนักงานอีก 1 ตัวของโฮมสเตย์

 แขกไปใครมา นอกจากแวะดื่มน้ำเย็นๆ ในคาเฟ่แล้ว ก็มีน้องแมวนี่แหละที่คอยเอนเตอร์เทนลูกค้า

 ในแง่การบริการ เอแบ่งหน้าที่กับแม่บ้านชัดเจน หน้าที่ของเขาครอบคลุมตั้งแต่ให้ข้อมูลเรื่องห้องพัก ชงเครื่องดื่มที่คาเฟ่ แนะนำที่เที่ยวในชัยนาท และจัดหาอาหารเช้าให้กับลูกค้า ซึ่งเอบอกว่า อาหารที่เตรียมให้ลูกค้าก็เป็นของดีประจำชัยนาททั้งนั้น

 “เราเน้นใช้วัตถุดิบของท้องถิ่น ชัยนาทดังเรื่องส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา ฝั่งตรงข้ามอุทัยธานีดังเรื่องปลาแรด ผลไม้เสิร์ฟจากสวนออร์แกนิกของเรา เมนูเช้าที่เราทำเองจะมีข้าวต้มและโจ๊กหมู ไก่ ปลา ขนม welcome drink จะใช้ขนมไทยโบราณที่หาทานยากอย่างขนมดอกจอก หรือทองม้วน ซึ่งทำกันเองสด ๆ”

 นอกจากจัดหาเมนูของดีในจังหวัดให้แขกได้รับประสบการณ์อร่อยๆ กลับไปแล้ว เอยังไม่ทิ้งลายของนักการตลาด สำหรับแขกที่ไม่อยากนอนอยู่ห้องพัก เอจะชวนแขกไปทำกิจกรรมสนุกๆ ซึ่งต้องบอกว่าเข้าถึงซิกเนเจอร์จังหวัดชัยนาทเป็นอย่างมาก
“ลูกค้ามักถามถึงเส้นทางปั่นจักรยาน หรือรูตวิ่ง คือมันก็พอมีอยู่ ขับรถเข้ามาก็จะเห็นว่าแถวนี้มีนาเยอะมาก ถ้างั้นก็พาลูกค้าไปวิ่งรอบนานี่แหละ แต่เราก็กลัวลูกค้าโดนสุนัขของชาวบ้านวิ่งไล่ (หัวเราะ) ผมก็เลยขี่มอเตอร์ไซค์นำทางไปตามรูต”
“เส้นทางจะผ่านทั้งทุ่งนาและคลองชลประทาน เก็บไปตามรูต 5 กิโลเมตร หรือ 10 กิโลเมตร ช่วงหน้าหนาวบรรยากาศดีมาก ถ้าไปวิ่งตอนเช้าจะเห็นไอหมอกลอยขึ้นมาจากทุ่งนาเลย”

 ที่เอว่ามาคือกิจกรรมที่ทำแล้วเวิร์ก ลูกค้าถามหาอยู่เรื่อยๆ แต่กิจกรรมที่เอลองชวนลูกค้าไปทำแล้วไม่เข้าท่าก็มีเหมือนกัน แอบใบ้ให้ก็ได้ว่าเป็นกิจกรรมที่เห็นได้ทั่วไปในชัยนาท 

 “คือเราอยากให้ลูกค้าลองเพาะข้าวในกระบะด้วยตัวเอง พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว เราจะแพ็กใส่ถุงสกรีนนามสกุลลูกค้าส่งไปให้ถึงบ้าน ปรากฏว่าปีแรก ๆ ไม่มีใครยอมไปดำนาด้วยเลย (หัวเราะ) ลูกค้าอยากมานอนพักผ่อนมากกว่า ขนาดตักบาตรตอนเช้ายังตื่นไม่ค่อยทัน เพราะพระที่นี่บิณฑบาตเช้ามาก ผมก็เลยล้มเลิกไอเดียนี้ไป”

 หลังจากฟังเอเล่าถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ชวนลูกค้าไปทำ คำถามหนึ่งที่เราสงสัยก็คือ อดีตนักการตลาดที่ผ่านบริษัทใหญ่มามากมาย ถ้าจะเซ็ตระบบขึ้นมา แล้วก็จ้างพนักงานมาดูแลก็ย่อมทำได้สบายๆ ทำไมเขาถึงเลือกทำด้วยตัวเอง เหนื่อยด้วยตัวเอง

 “คือโฮมสเตย์ของเราอยู่ไกลมาก เวลาได้คุยกับลูกค้า เรารู้สึกได้เลยว่าเขาตั้งใจเดินทางมาหาเราจริง ๆ ในเมื่อลูกค้าตั้งใจมาหาเรา เราก็ตั้งใจดูแลเต็มที่ ของใช้ต่างๆ หรืออาหารที่ผมเตรียมให้ลูกค้าก็เป็นเกรดเดียวกับที่ผมใช้และทานเอง”

 “และเวลาได้คุยกับลูกค้า เรารู้สึกได้เลยว่าเขาตั้งใจเดินทางมาหาเราจริงๆ ประกอบกับชัยนาทเป็นเมืองทางผ่าน กิจกรรมท่องเที่ยวอาจไม่ได้เยอะ การที่เราได้ออกมาดูแลลูกค้าด้วยตัวเอง พาเขาไปทำนู่นทำนี่ มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ”

 5

 หลังจากเอตัดสินใจออกจากงานประจำแล้วมาทำโฮมสเตย์แบบเต็มตัว ถึงวันนี้ก็เกือบ 2 ปีพอดี การเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ที่มีลูกค้าเดือนละ 10 กว่าวัน ใช้ชีวิตช้าๆ เนิบๆ ในเมืองทางผ่าน ไม่มีห้าง ไม่มีโรงหนัง ไกลเพื่อนฝูง สำหรับเอ นี่เป็นชีวิตที่ลงตัวไหม

 “แม้รายได้จะไม่เท่ากับตอนทำงานประจำ แต่ก็ถือว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายและเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว เราว่าพอตัดสินใจแบบนี้ มันได้อย่างเสียอย่าง แม้นานๆ เราได้เจอเพื่อนที แต่สิ่งที่เราได้กลับคืนมาคือเวลา ได้ออกกำลังกาย ได้อยู่กับตัวเอง”

 จะว่าไปแล้ว เทรนด์กลับบ้านเกิดไปทำธุรกิจเล็กๆ ถูกพูดถึงต่อเนื่องมาร่วม 10 ปี มีเคสตัวอย่างมากมาย ถูกนำเสนอในหลายแง่มุม และหลายจังหวัด สิ่งที่เราค้นพบก็คือ ชัยนาทแทบไม่มีตัวอย่างของคนที่กลับบ้านไปทำธุรกิจของตัวเองให้ดูเลย เราก็เลยไปเซิร์ชหาว่ามีคนมาแชร์มุมมองไว้ยังไงบ้าง

 บางคนบอกว่า อยากกลับไปอยู่ชัยนาท ก็มันเป็นบ้านนี่ แต่พอถามว่ากลับไปทำอะไร ก็นึกไม่ออก ตอบไม่ถูก หรือบางคนที่มีธุรกิจครอบครัวให้รับช่วงต่อ แรกๆ ก็มีความสุขดี แต่นานวันเข้าก็ถูกความจำเจของชัยนาทเล่นงาน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนในชัยนาทจะห่อเหี่ยวเสมอไป

 เย็นของอีกวัน เราได้นั่งคุยกับพี่ๆ ในชัยนาทกลุ่มหนึ่ง เป็นแก๊งตัวแรงเลยทีเดียว แถมเล่าเรื่องมันส์เป็นบ้า เรานั่งล้อมวงกันเล็กๆ ที่ร้านชาบู และมีเครื่องดื่มติดมือพอให้บทสนทนาไหลลื่น ซึ่งก็ลื่นจริง เพราะนั่งคุยกันถึงตี 3 เราคุยกันถึงว่า ทำไมชัยนาทถึงเงียบเหงา ทำไมคนชัยนาทถึงไม่กระตือรือร้น ชัยนาทมีที่ไหนน่าเที่ยว ร้านอาหารตรงไหนที่คนชัยนาทนิยมไป ช่วงหนึ่งในบทสนทนาอันยาวนาน พี่คนหนึ่งโพล่งขึ้นว่า 

 “โอ้ย ถ้ามาชัยนาทนะ เที่ยวข้าวสารสนุกกว่าเยอะ”

 สิ่งที่เราสนใจก็คือ ถ้ามีคนคิดใจดีสู้เสือ อยากกลับมาทำธุรกิจที่บ้านเกิด คนที่เคยมีประสบการณ์มาแล้วอย่างเอมีคำแนะนำอย่างไร เพราะนอกจากจะต้องมีทุน ทั้งตัวเงินและความรู้แล้ว การกลับมาอยู่ในจังหวัดที่แม้แต่คนท้องถิ่นบอกว่าเที่ยวข้าวสารสนุกกว่า มันน่าจะมีอะไรให้คำนึงเต็มไปหมด

 “เราว่าข้อแรกเลยนะ ต้องรู้ก่อนว่าตัวเองชอบอะไร จะเป็นจังหวัดไหนก็ตาม ถ้าเรารู้ว่าชอบทำอะไร เราจะอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน ข้อสองคือ อย่ารอวันพร้อม มันไม่มีคำว่าพร้อมจริงๆ หรอก ให้ลุยไปเลยตามข้อจำกัดที่มี ในแง่ตัวเงิน ตอนเป็นมนุษย์เงินเดือนจะกู้เงินง่ายกว่า พอออกมาทำเองแล้วกู้ยากมาก และข้อสาม มันไม่มีคำว่า win-win ในทุกมุม ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ให้โฟกัสทีละเรื่อง”

 “หรือคนที่ยังไม่แน่ใจว่าชอบอะไร ทำงานประจำไปเรื่อยๆ คุณจะรู้เองว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร หรือคนที่ไม่แน่ใจจริงๆ ให้ทำตัวเป็นเป็ดไว้ ยุคก่อนพ่อแม่อาจสอนให้เก่งเชี่ยวชาญเฉพาะทางลึกๆ แต่จากประสบการณ์ทำงาน 20 กว่าปี เราว่าการเป็นเป็ดทำให้เรามีทักษะหลากหลาย คนที่เก่งลึกด้านเดียวมักจะเปลี่ยนสายยาก แต่คนที่เป็นเป็ดจะปรับตัวและยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตได้ดีกว่า”

 6

 แม้ตอนนี้ยังมีแดดอยู่ แต่เจ้าของโฮมสเตย์จำลองฉากที่นี่ตอนค่ำให้ฟังว่า

 “บรรยากาศจะคล้ายกับเชียงคานยุคแรกๆ ที่ยังไม่ค่อยมีแสงไฟ และพอแสงไฟน้อย ในคืนที่ฟ้าเปิดก็จะเห็นดาวชัดเจนทุกวัน มองไปฝั่งตรงข้ามจะเป็นจังหวัดอุทัยธานี พระอาทิตย์จะตกตรงข้ามโฮมสเตย์พอดี แม้แดดช่วงบ่ายจะร้อนสักหน่อย แต่มันเงียบสงบมาก ถ้าฝั่งตรงข้ามมีเสียงนก หมา แมว หรือคนคุยกัน เสียงก็ลอยข้ามฝั่งมาได้ยินชัดเจนเลย”

 แดดร่มลมตก ลมเริ่มพัดหวน น่าเสียดายที่เรามีธุระต้องไปต่อ ใจจริงอยากนอนพักที่ พอดิบพอดี โฮมสเตย์ สักคืน อยากสัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำตอนกลางคืน และตื่นมาชิมอาหารเช้าตำรับชาวชัยนาท

 หากสังเกตสิ่งที่เอเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้นจะพบว่า การกลับบ้านมาเปิดโฮมสเตย์ของเขาแทบไม่มีอะไรติดขัดเลย การก่อสร้างก็ไม่มีปัญหา อยู่ไกลกรุงเทพฯ ตั้ง 2 – 3 ชั่วโมง ลูกค้าก็ยังขับรถมาหา แถมมีเวลาอยู่กับตัวเองแบบเต็มที่ แต่จริงๆ เจ้าของโฮมสเตย์ยิ้มง่ายคนนี้ก็มีช่วงเวลายากลำบากเหมือนกัน

 เรื่องยากๆ ที่ใครต่างก็ต้องเคยมีประสบการณ์สักครั้งในชีวิต

 “ไม่ถึงขั้นท้าทาย แต่ถ้าแม่ยังอยู่เราคงมีความสุขมากกว่านี้” เอกล่าว ก่อนจะว่าต่อ “จุดมุ่งหมายเดิมของเราคืออยากกลับมาอยู่ดูแลคุณแม่ แต่พอคุณแม่มาเสียชีวิตกะทันหันก่อนบ้านจะสร้างเสร็จ เรารู้สึกหลงทางมากว่าเราจะกลับมาทำไม”

 “แต่ก็ได้กำลังใจจากเพื่อนๆ บอกว่าทำต่อเถอะ คุณแม่คงอยากเห็นเราทำสำเร็จ ถึงคุณแม่จะเป็นคนโบราณที่ไม่เข้าใจว่า ทำโฮมสเตย์จะมีใครมาพัก แต่เราก็บอกแม่ว่าถ้าทำโปรดักต์แข็งแรง เสน่ห์มันจะดึงดูดคนมาเอง ซึ่งตอนนี้ต้องขอบคุณลูกค้าทุกคนมาก ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาลูกค้าเก่าจองเต็มทุกห้องเลย”

 การมีลูกค้าถือเป็นความสุขของคนทำธุรกิจโฮมสเตย์ไหม – เราถามต่อ

 “เราว่าความสุขมันมาจากความพอใจนะ ถ้าพอใจอยู่ตรงไหน ความสุขก็อยู่ตรงนั้น เหมือนที่เราพอใจกับการรับลูกค้าในจำนวนเท่านี้ เท่าที่เราดูแลไหว เพราะเราอยากดูแลทุกคนให้ดี เราว่าการรู้จักประมาณตนและทำเต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดที่มีเป็นเรื่องสำคัญ”

 “ตอนนี้เราอายุ 45 สิ่งที่มันสอนเราก็คือ มีความสุขให้ง่ายเข้าไว้เถอะ คุณอยู่กรุงเทพฯ แล้วรถไม่ติด ฝนไม่ตก มันก็โคตรจะเป็นวันที่ดีแล้ว คืออย่าไปตั้งเงื่อนไขความสุขให้ยากเกินไป แม่เราตรวจเจอโรคแค่ 6 เดือนเขาก็ไปเลย หรือพี่สถาปนิกที่ช่วยออกแบบบ้านก็เสียชีวิตกะทันหัน ชีวิตมันสั้นจะตาย มีความสุขให้ง่าย พอใจให้ง่ายเข้าไว้ แล้วความสุขจะอยู่ตรงนั้นเอง”

 อยู่ตรงนี้ไง ตรงที่โฮมสเตย์ที่รับลูกค้าเท่าที่ดูแลไหว ตกแต่งด้วยตัวเอง เตรียมอาหารอร่อยๆ ให้ลูกค้าด้วยตัวเอง และก็ยังไม่คิดขยับขยาย ที่พัก 3 ห้องกำลังดี 

 กำลังพอดิบพอดี

 สอบถามห้องพักได้ที่ : https://www.facebook-.com/PordibPordeeHomestay

 เบอร์ : 080 622 0055

Tags:a dayfounderชัยนาทพอดิบพอดีโฮมสเตย์
Share :
Author
วงศกร ลอยมา
Photographer
-
“สวยปรุงจืด” ก็ปัง “สวยปรุงจัด” ก็เริ่ด! เปิด 4 สูตรปรุงความสวยตาม Beauty Trends พร้อมเสิร์ฟ 11 ไอเทมตัวท็อปจาก “LOOKS Beauty Awards” ครั้งแรก
Agenda“สวยปรุงจืด” ก็ปัง “สวยปรุงจัด” ก็เริ่ด! เปิด 4 สูตรปรุงความสวยตาม Beauty Trends พร้อมเสิร์ฟ 11 ไอเทมตัวท็อปจาก “LOOKS Beauty Awards” ครั้งแรกนักเขียน : a team
MARSHALL ตอกย้ำบทบาทผู้นำวัฒนธรรม 'LIVE MUSIC' ภายใต้แคมเปญระดับโลก 'KEEP LIVE MUSIC ALIVE' ผ่านซีรีส์คอนเสิร์ตครั้งแรกในไทย 'LIVE FROM MARSHALL LIVEHOUSE’
AgendaMARSHALL ตอกย้ำบทบาทผู้นำวัฒนธรรม 'LIVE MUSIC' ภายใต้แคมเปญระดับโลก 'KEEP LIVE MUSIC ALIVE' ผ่านซีรีส์คอนเสิร์ตครั้งแรกในไทย 'LIVE FROM MARSHALL LIVEHOUSE’นักเขียน : a team
ไม่ผิดแน่ๆ คนร้ายคือ… เจ้าคู่หูจอมขบถแห่งขนบการดนตรี คู่กรณีสุดอันตรายนามสกุลลงท้ายด้วย LUSS
Relationshipsไม่ผิดแน่ๆ คนร้ายคือ… เจ้าคู่หูจอมขบถแห่งขนบการดนตรี คู่กรณีสุดอันตรายนามสกุลลงท้ายด้วย LUSSนักเขียน : อารยา อุตอามาต