**ประโยคเกริ่นนำนี้ไม่ได้ถูกว่าจ้าง ไม่ได้มีการแอบดีลลับใต้โต๊ะ**
แต่หากอยากเพิ่มอรรถรสสามารถเปิดอัลบัม Curiosity thrills the Cat ฟังคลอไปกับนิ้วที่กำลังเลื่อนอ่านเลย!
ที่ร้านกาแฟย่านดัง 10 นาฬิกา ไม่ได้เป็นสถานที่นัดพบ
เธอไม่ได้เดินเข้ามา สายตาไม่ได้สบกัน แต่พวกเธอนี่แหละคือคนอันตราย
หญิงสาวผู้ห่างไกลจากโลกของเสียงดนตรีแต่โชคชะตากลับนำพาเธอแว่วเสียงเรียกจากหนุ่มร่างโต จากความบังเอิญพัฒนาสู่บทสนทนาที่ถูกคอ ‘ปั้น (นลพรรณ อัมพุช) และ เบน (ศิรสิทธิ์ ตั้งบุญดวงจิตต์)’ ต่างพาเราย้อนไปช่วงที่พวกเขาพบกันบนเส้นทางของโลกดนตรี
“นานแล้วนะ เท่าที่เราจำได้ว่าตอนนั้นเราเรียนอยู่ ก็ได้มีโอกาสอยู่ในวงการดนตรีบ้างเพราะตอนนั้นเราก็มีวงดนตรีด้วยแต่ไม่ได้ทำเป็นงานหลัก แล้วก็ได้มารู้จักกันผ่านเพื่อนสนิทจากคณะดนตรี”
“ตอบซะยาว ถ้าถามว่าก่อนมาเจอกันทำอะไรอยู่ ผมเล่นเกมอย่างเดียวเลย”
คำเตือน ตั้งสติ หายใจเข้าออก ก่อนเข้าสู่คำถามถัดไปกัน แม้สมาชิกในวันนี้จะดูไม่มีพิษภัยแต่คุยทีเลือดแทบหมดหลอด จะให้รีบหนีก่อนก็คงไม่ทัน หากใครไม่ไหวกับความยียวนโปรดอย่าทิ้งกันเพราะเรามีจุดให้ทุกคนแวะพักหายใจอีกหลายเฮือกแน่นอน

ถ้านี่มันไม่ใช่พรหมลิขิต
งั้นก็คงต้องโทษ Mr.cupid
เจอหน้ากันครั้งแรก
“เบนเงียบมาก เราไม่รู้ว่าเบนกวนตีนขนาดนี้ ตอนเจอครั้งแรกคือทำไมไอ้นี่มันเงียบจังแต่จำได้ว่าเล่นเบสเก่ง มีสไตล์ แต่งตัวแฟชั่นจัดมาก”
เจ้าตัวเน้นย้ำสไตล์ด้วยการอธิบายรูปพรรณสันฐานว่า “ผมยาวถึงหลังอะ”
“ตอนนั้นยังไม่ยาวมาก แต่ถ้าเจอตอนผมยาวก็อาจจะไม่ได้รู้จักกัน (หัวเราะ)”
ถึงตาพ่อหนุ่มแฟชั่นย้อนหวนความหลังบ้าง “ส่วนของปั้นเจอครั้งแรกเขาก็เป็นนักร้องนำวง Jelly Rocket แล้ว ใครๆ ก็รู้จักว่าเขาเป็นนักร้องนำวงผู้หญิง 3 คน”
LUSS เริ่มจากจุดไหน
“แรกเริ่มตอนทำ LUSS มันคือความชอบของเราอยู่แล้ว เราโตมากับเสียงเพลงฮิปฮอป เพลง R&B เพลงแร็ป พอได้คุยกันก็ อ้าว! ชอบคล้ายกันนี่นาเลยได้มาลองเริ่มโปรเจกต์กัน ซึ่งตอนนั้นคือทำกันเล่นๆ”
ผู้สมรู้ร่วมคิดอธิบายต่อ “พอเรียนคณะดนตรีเขาเลยเปิดโอกาสให้เราได้โชว์ความสามารถค่อนข้างเยอะอย่างพวกฮิปฮอปที่ไม่ค่อยมีคนฟังแล้วก็ไม่ค่อยมีคนเล่นดนตรีแบบนั้นด้วย พวกเราก็เลยลองทำกันเล่นๆ ดู”
‘เล่นๆ’ ในความหมายของทั้งคู่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ด้วยภาพเด็กอนุบาลที่เริ่มเกร็งกล้ามเนื้อมัดเล็กในการระบายสีส่งครูท้ายคาบก็ไม่เชิง
“เพราะมันไม่ได้มีความดนตรีสดขนาดนั้น มันต้องขึ้นเพลงโดยการใช้โปรแกรม ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังทำกันไม่เป็นต้องไปให้เพื่อนอีกคนช่วย อย่างเพลงแรกใช้เวลาประมาณ 6 เดือน กว่าจะได้ปล่อยเพลงออกมาเพราะมันมาจากการ ทำกันเล่นๆ จริงๆ”
ช่วงนั้นทั้งคู่มีความเข้ากันมากน้อยแค่ไหน
น้ำเสียงว่างเปล่าดังขึ้นจากหนุ่มผมสี “ไม่รู้เลย เอาจริงๆ มันไม่มีจุดหมายมากแบบว่างๆ ก็ทำ ไอ้ 6 เดือนที่เราว่าง ทำจริงก็ประมาณ 4 – 5 เดือน”
ตามด้วยน้ำเสียงสาวน้อยชวนฉงน “ตัดภาพมาทุกวันนี้ 2 – 3 วันก็ได้เดโมแล้ว บางทีก็วันเดียวด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นเราทำกันไม่เป็นแล้วก็ไม่ได้ Take it seriously มาก ทำไปเพราะแค่ตอนนั้นยังไม่มีช่องทางที่ให้เราทำเพลงสไตล์นี้เท่าไหร่ แค่อยากลองทำ ลองมาแจมกันเล่นๆ สนุกๆ”
เพลงแรกได้แรงบันดาลใจมาจากไหน
“เอาจริงป่ะ ไม่มีเลย เราไม่ได้จริงจังกับมัน ไม่ได้ตั้งใจจะทำมันเป็นงานด้วยซ้ำ”
ก่อนสาวน้อยหนึ่งเดียวของวงจะเล่าให้กระจ่างว่า “ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้เรารู้สึกว่าจุดประสงค์มันต่างกันมาก น่าจะมีหลายวงที่เริ่มมาด้วยความสนุกแค่อยากลองทำเฉยๆ ซึ่งระหว่างทางของ LUSS มันก็มีอยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกันที่เรามีสิ่งที่ต้องการมากเกินไปจนบางทีก็ลืมตัวตนของตัวเอง ตอนแรกเริ่มแค่ทำสนุกๆ ไม่ได้คิดอะไร ถ้าถามถึงแรงบันดาลใจก็คือไม่มี พูดอะไรยังไม่รู้เรื่องเลยแต่คนก็ชอบเยอะนะ เราก็ดีใจ
เมื่อวานเราไลฟ์ในไอจียังมีคนทักมาว่าชอบเพลง ‘Trippin’ ซึ่งเป็นเพลงแรกที่เราแต่งขึ้นมาจากอะไรก็ไม่รู้ เราแค่อยากพูดไปเรื่อย เราแค่อยากละเลงมันในเพลงแล้วตอนนั้นก็ไม่มีอะไรจะเสีย ตอนนั้นยังไม่มีเป้าหมาย จนพอถึงเพลง ‘หยอก หยอก’ เพลง ‘247’ กระแสมันเริ่มมา เราก็เริ่มคิดว่า เฮ้ย! มันทำเป็นอาชีพได้นี่หว่า หรือว่าจริงๆ แล้วนี่คือเป้าหมายของเรา
หลังจากนั้นเราก็คิดว่าเราไม่จำเป็นต้องทำความต้องการของตลาดตลอดก็ได้ แต่พอมันเริ่มกลายเป็นคำว่าอาชีพ เริ่มมีสิ่งที่เรียกว่าธุรกิจเข้ามาอยู่ในความคิดค่อนข้างเยอะ บางทีเราคิดว่าการทำงานศิลปะ โดยเฉพาะการทำเพลงมันต้องมีการ balance ระหว่างธุรกิจกับศิลปะมากอยู่เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้เราหลงไปกับความคิดรูปแบบที่ว่าเพลงป็อปมันต้องเป็นแบบนี้ ฉันต้องทำแบบนี้สิ! จนลืมส่วนของการสร้างสรรค์งานศิลปะไป ตอนนี้เริ่มกลับมาค้นคว้าหาจุดนั้นของตัวเองอีกครั้ง ว่าเราอยากทำผลงานอะไรออกไปในลักษณะของการสร้างสรรค์”
เบนยิ้มให้กับคำตอบเพื่อนร่วมวงก่อนจะโดนท้วงด้วยเสียงใส “ยิ้มอะไร!”
ก่อนเจ้าตัวจะคลายความสงสัยของรอยยิ้มเมื่อครู่ “แค่งงว่าคำถามคืออะไรนะ”
พอเริ่มกลายเป็นอาชีพ LUSS เริ่มวางคอนเซปต์ของตัวเองยังไง
“เราว่าวง LUSS มันทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอด ทำตามใจบ่อยมาก ก่อนหน้าที่เพลง 247 กับเพลง หยอก หยอก จะเริ่มมีกระแสคือมั่วซั่วมาก เละเทะสุดๆ อยากทำอะไรก็ทำ no branding at all ฉันชอบเพลงแบบนี้ ฉันก็จะทำแบบนี้ ซึ่งสำหรับศิลปินบางคนก็อาจจะเวิร์ก
ศิลปินบางคนอาจจะคิดแค่ว่าอยากเป็นตัวของตัวเอง แต่พอมองย้อนกลับไปนั่นก็ไม่ใช่ตัวตนเราด้วยซ้ำ เรารู้สึกว่าความพิเศษของการที่ได้ทำงานศิลปะมันคือการที่เรารู้จักตัวเองมากขึ้นผ่านผลงาน มันคือการทำสิ่งนี้ออกไปแล้วรู้สึกว่า เชี่ย! ทำอะไรไปวะเนี่ย ไม่ชอบก็ไม่ทำแล้ว และก็ไปเลือกสิ่งใหม่ ไปทดลองจนสุดท้ายมันเริ่มย่อยออกมาจนกลายเป็น DNA ของเราที่ชัดขึ้นในทุกๆ ผลงาน” —ปั้น
คิดว่าตัวตนของตัวเองจริงๆ แล้วคืออะไร
สาวน้อยจอมซนรีบเผยตัวตน “มันคงเป็น ความขบถ ที่อยู่ใน DNA การที่ไม่อยากทำเหมือนคนอื่น สิ่งนี้น่าจะเป็นเส้นหลักที่ไม่ว่ายังไงก็สลัดออกไปไม่ได้”
ชายหนุ่มเห็นดีเห็นงามกับคำตอบคู่หู “เราว่ามันคือการที่ไม่ค่อยมีฟิลเตอร์กันเท่าไหร่ เราอยากทำอะไรในเพลงก็จะทำ มันมีช่วงที่เราทำกันแบบสุดๆ ไปเลยเหมือนกัน แต่ถ้าตอบคำถามก็คือเราไม่กลัวที่จะต่าง”
เจ้าสิ่งมีชีวิตจอมซนทั้งสองดื้อหัวชนฝาอาสาเป็นผู้นำขบวนหัวแถว เหตุเพราะตามใครไม่เป็น ยังไงก็ไม่ยอมให้ใครเอาสิ่งใดอะไรมาครอบงำได้ ยิ่งประโยคจำพวกสั่งให้ทำอย่างนู้นอย่างนี้ล่ะก็อย่าให้ได้ยินเชียว
หนึ่งในแกนนำร่างใหญ่ยกตัวอย่างวีรกรรม “เคยฟังเพลง หยอก หยอก กันใช่ไหม ตอนที่เราส่งเดโมให้ทุกคนฟังครั้งแรก ทุกคนงงว่าสิ่งนี้คืออะไร แต่เราก็ยืนยันว่ายังไงก็จะไม่เปลี่ยน”
“อาจจะด้วยช่วงเวลานั้นวงการดนตรีมันไม่ได้มีเพลงที่ใช้คำพูดจาที่ไม่สละสลวยมั้ง คนฟังก็จะฟังแต่เพลงรักที่หวานๆ ตอนนั้นเพลงเราเลยกลายเป็นอะไรที่ใหม่ จังหวะแรกที่เอาเดโมให้ทุกคนฟัง ทุกคนก็งงว่าอะไรของมันวะ” แกนนำฝ่ายหญิงขำคิกคักกับวันวานความดื้อรั้นของตัวเอง
แล้วทำไมเพลง ‘หยอก หยอก’ ถึงยังได้ออกมาให้พวกเราได้ฟังกันในทุกวันนี้
“เราก็ไม่ได้อธิบายอะไรนะ ก็แค่บอกว่าเราไม่เปลี่ยน พอเราทำงานคนก็จะเข้าใจว่ามันเป็นสไตล์ของพวกเรา เขาก็เลยไม่ได้พยายามที่จะมาเปลี่ยนอะไรเยอะแยะ อาจจะมีแชร์ไอเดียกันบ้าง ลองเติมนั่นลดนี่ไหม เราก็ทำ รับฟังแล้วทำเท่าที่เราว่ามันพอดี แต่สุดท้ายมันต้องใกล้เคียงกับเดโมที่เราทำไว้มากที่สุด” —เบน
“เราโชคดีเพราะว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานมันดีด้วย ที่ผ่านมาไม่ว่าจะไปอยู่ในสภาพแวดล้อมไหนเขาก็พร้อมเข้าใจว่าเราเป็นแบบนี้ ไม่ได้พยายามเข้ามาเปลี่ยนอะไรเรามาก เหมือนทุกคนรู้และเข้าใจว่า LUSS เป็นแบบนี้ ไว้ใจให้เราทำในแบบที่เราอยากจะทำ” —ปั้น

บิดๆ เบี้ยวๆ
รูปร่างปราดเปรียด แถมเบียวจัดๆ
แม้พวกเขาจะก๋ากั่น จอมซน ไม่สนโลกแต่ใครจะรู้ว่าอุปสรรคก้อนโตของเธอคือสายตาจากโลกภายนอกที่คอยทำเธอพะวงมาโดยตลอดว่าสายตาแต่ละคู่หมายความว่าอย่างไรกันแน่ เธอเลยตัดปัญหาด้วยการเอาใจไปใส่สิ่งอื่นแทนซะให้จบเรื่อง
น้ำเสียงของสาวน้อยจอมซนเบาลงหลายระดับเมื่อพูดถึงสิ่งที่เธอเคยวิตก แต่ก็ดีดเด้งกลับมาทันตาเห็น เพราะคำตอบในจินตนาการเธอโลดแล่นขึ้นอีกครั้งแล้ว “ถ้าให้คิดจริงๆ น่าจะเป็นความปั่นๆ ป่วนๆ วุ่นวาย แต่เราว่าหลังๆ นี้มันก็อาจจะมีความ feminine ขึ้น ด้วยความที่มันเป็นเพลงที่ร้องผ่านมุมมองเราที่เป็นผู้หญิง เนื้อหามีความ feminine แต่ความปั่นในดนตรีก็ได้มาจากเบนเยอะเหมือนกัน
DNA เบนในฐานะโปรดิวเซอร์จะอยู่ในส่วนของพวกซาวนด์ต่างๆ เห็นเบนเป็นโปรดิวเซอร์แบบนี้ ทำบีตก็เร็วมากแล้ว แต่แต่งเนื้อก็เร็วมากเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะแนวปั่นๆ เนื้อร้องออกมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ)”
ก่อนมุมองของโปรดิวเซอร์จะถูกเล่าต่อ “คนคงมองว่า LUSS มีความแปลกประหลาด แต่เราว่ามันก็เหมือนกับศิลปะ ที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเราก็แคร์บ้างไม่แคร์บ้างแล้วแต่คน เช่น บางเพลงเราชอบ บางเพลงปั้นไม่ชอบ ก็เหมือนกับคงมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบในความแปลกของเราเช่นกัน”
โปรดิวเซอร์ยิ้มให้กับคำตอบของตัวเองก่อนรอยยิ้มจะเริ่มจางเมื่อนักร้องสาวตะขิดตะขวงใจกับประโยคที่เพิ่งกล่าวจบ “มีเพลงไหนที่ไม่ชอบหรอ”
เอ็นดูกับความน่ามันเขี้ยวที่แอบจิกกัดกันไปมาของทั้งสอง เหมือนเป็นสีสันให้ได้พออมยิ้มบ้างเล็กน้อย เราเลยถือโอกาสสืบวิธีการแก้ปัญหาของทั้งคู่สักหน่อย
“เหตุการณ์ที่พวกเราคิดเห็นไม่ตรงกันก็มีเยอะนะ แต่พอมันเป็นงานกลุ่มเราก็ต้อง balance บางเพลงไอเดียมาจากปั้นก็ให้เขานำไปเลยแล้วเดี๋ยวเราซัปพอร์ตในแง่ของดนตรี โปรดักชันให้มันไปในทิศทางเดียวกับที่ปั้นคิดไว้ หรือถ้าบางเพลงเราเป็นคนคิดเราก็ไม่ยอม เราต้องทำแบบนี้ เราว่ามันเป็น teamwork เราซัปพอร์ตกันในแต่ละชิ้นงานที่ต่างกันแต่สุดท้ายก็ร่วมมือกัน ถ้าขาดใครคนหนึ่งไปมันก็จะไม่ได้เพลงแบบที่ LUSS เป็น”
ปั้นเสริม “อีกเรื่องหนึ่งคือถึงแม้ว่าเราจะช่วยกันดูภาพรวมแต่บทบาทของเรามันคนละบทกัน ส่วนของเนื้อเรื่อง เมโลดี การร้องอันนี้เราถนัดมากกว่าก็ต้องขอให้เชื่อเราหน่อย ส่วนเบนก็จะถนัดเรื่องบีต เรื่ององค์ประกอบของซาวนด์ที่เลือก คืออย่างน้อยแค่เรามีจุดยืนว่าเราทำงานคนละหน้าที่กัน เวลาเถียงกันตรงไหน อยากให้จำสิ่งนี้ไว้ก็อาจจะทำให้ตกลงกันง่ายขึ้น แต่มันก็มีหลายกรณีที่บางครั้งพออีกคนไม่ได้ทำสิ่งนี้บ่อยแต่อาจจะได้ไอเดียที่ดีกว่าเหมือนกัน ก็ปรับแล้วแต่สถานการณ์ไป”

มีหลายอย่างที่ทั้งคู่คล้ายคลึงกันซะส่วนใหญ่แล้วมีส่วนไหนที่ต่างกันบ้าง
“เราว่ามีเยอะนะ อาจจะเพราะเราเป็นผู้หญิงและเบนเป็นผู้ชาย ผู้หญิงก็จะมีความละเอียดอ่อนกว่าในเรื่องของการแสดงออกไม่ว่าจะผ่านเสียงหรือซาวนด์แต่ว่าเบนก็จะมีความแข็งกระด้างมากกว่า ผู้หญิงผู้ชายทำงานเดียวกันก็มีความขัดแย้งบ้างแต่อย่างน้อยเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ส่วนใหญ่เรื่องมันถูกเล่าผ่านเราเลยอาจจะง่ายขึ้น สรุปได้ว่าส่วนน้อย ที่ไม่เหมือนกันคือเรื่องการแสดงออก ความแข็งกระด้างกับความความ feminine ที่มันดันมาอยู่ร่วมกัน”
แล้วจุดปรับตัวคืออะไร
สาวน้อยเสียงใสขอเผยเคล็ดลับที่แท้จริงนั่นก็คือ!
“เบนยอม” หญิงสาวหัวเราะลั่นเพราะนั่นไม่ถือว่าเป็นเคล็ดลับอะไรเลย
ก่อนอีกฝ่ายจะขยายความว่าเพราะเหตุใดตนถึงยอมจำนน “ปั้นเป็นคนที่วางแผนและเห็นภาพ เขาเป็นคนที่จัดการทุกอย่างในหัวมาเสร็จสรรพพอเราได้ฟัง vision ก็เข้าใจในแบบของมัน ไม่ต้องไปเปลี่ยนอะไรเหมือนรู้มือกันแล้วว่าเขาจะทำอะไร”
แล้วความสามารถอะไรที่อีกฝ่ายอยากได้จากฝั่งตรงข้าม
หญิงสาวโพล่งนำหมายมั่นว่านี่แหละคำถามที่ฉันรอคอย “เราอยากได้ความสามารถในการทำบีตของเบนมาก! เราเพิ่งรู้ว่าเบนเก่งมากเมื่อไม่นานมานี้ เพราะไม่เคยเห็นเบนทำงานที่ไม่ใช่ของ LUSS มานานมากแล้ว แล้วช่วงนี้เบนก็มีทำคอนเสิร์ตเราก็ว้าว ทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ ใช้เวลาเยอะอยู่ก็ค่อนข้างหลายวันแหละแต่มันออกมาได้ขนาดนี้ เก่งจัง อยากได้ความสามารถนั้นมากเลย”
เจ้าตัวเผลออมยิ้มกับคำเยินยอพร้อมเหน็บคู่หูว่า “เขาไม่ได้ให้มาอวย”
“มันยากนะ! เพราะเบนไม่ได้ทำแค่บีตอย่างเดียว แต่ว่ามีพื้นฐานดนตรีที่แน่นมากๆ การคิดโน้ต การเลือกซาวนด์ มันไม่ได้เป็นอะไรที่มาเรียนภายในปีสองปีได้” กองอวยยังไม่หยุด
“อันนี้อวยเฉยๆ”
“อ้าว จริงๆ!”
“ส่วนของปั้นเหรอ มีหลายเรื่อง ขอเลือกก่อน” เบนนิ่งก่อนจะตัดใจเลือกข้อที่เขาโปรดปรานที่สุด
“น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับการทำงานอย่างเดียว มันคือการมีแบบแผนในชีวิต ปั้นเป็นคนที่เข้าใจในตัวเองมาก พอเราเป็นผู้ชายเลยไม่ค่อยได้ทำสิ่งนั้น บางทีมันเลยไม่ได้เป็นแบบแผนขนาดนั้น ซึ่งเราว่าถ้าเอามา balance กันมันก็น่าจะดีในแง่ของการคุยกับตัวเอง พอเข้าใจตัวเองแล้วน่าจะทำอะไรได้ง่ายขึ้น”
ไหนๆ ก็อวยแล้วขอฟังเคล็ดลับการทำงานของโปรดิวเซอร์คนเก่งกันหน่อย
“เราว่ามันเหมือนทำอาหาร นึกออกป่ะ”
พ่อหนุ่มผมสีพยายามหาพรรคพวกแต่กลับถูกโจมตีด้วยเสียงแซวของเพื่อนร่วมงานไม่หยุดหย่อนจนหลุดยิ้มเขินกับตัวเองพร้อมประโยคเสียอาการ
“ไม่พูดละ ไม่เล่าละ”
“โอเคๆ ทำอาหารๆ” ฝ่ายขี้แซวถอยทัพ
“คือเพลงดี ไม่ดี มันไม่มีอะไรบอกได้ อย่างอาหารอร่อยไม่อร่อยก็แล้วแต่คน เราเลยรู้สึกว่าการที่คนเขาเชื่อใจมาจ้างเราในงานโปรดิวเซอร์หรือพวกงาน music director ทำคอนเสิร์ต แปลว่าเขาเชื่อในเทสเรา เรียกว่ามีเซนส์ไหม ก็อาจจะใช่
โจทย์เดียวกันโปรดิวเซอร์ 10 คนก็ทำเพลงออกมาไม่เหมือนกัน เราว่ามันคือประสบการณ์ที่แต่ละคนสั่งสมมา เป็นเรื่องของเทส ความชอบของตัวเอง เหมือนเชฟทำกะเพราก็ไม่เหมือนกันสักคนเราว่ามันคือการเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ได้ต้องแพลนอะไรเยอะนัก แค่รู้ว่าโจทย์คืออะไรแล้วก็ออกแบบตามฉบับของเรา”

คิดว่าสิ่งไหนของอีกฝ่ายที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิด ยกตัวอย่างเช่น ภายนอกเบนอาจจะเป็นคนนิ่งๆ
ปั้นสวนทันควันด้วยอารมณ์ที่แทบไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง “เบนดูนิ่งเหรอคะ”
“งั้นเราขอตอบเลยแล้วกันเพราะจริงๆ เบนกวนตีนมาก กวนตีนเกินไปแล้วก็ไร้สาระกว่าที่คิด”
ก่อนเบนจะขอแก้ตัว คาแรกเตอร์ที่ตนถูกยัดเยียด “ก็แล้วแต่บริบทไง จะให้กวนตีนตลอดก็ไม่ใช่”
“กวนสุดๆ แล้วก็ปั่นมากๆ แต่จังหวะแรกก็มีหลายคนบอกเหมือนกันว่าเจอเบนแล้วรู้สึกกลัว (หันไปมอง) เราก็งงว่ากลัวไรกันวะหรือว่าชอบดึงเป็นคนกึงๆ”
“เราไม่ได้ตั้งใจจะให้น่ากลัวเว้ย! แต่บางทีเราชอบคิดอะไรอยู่ในหัวเยอะ พอคุยแล้วเราถึงจะค่อยๆ เผยความเป็นเราออกมามากกว่า”
มีตัวอย่างเหตุการณ์ไหม
“ไม่มี เพราะเบนทำแบบนั้นอยู่แล้วทุกวัน แต่คือเราคิดว่าความประทับใจแรกของเบนมันจะเป็นความนิ่ง ความกึงสักอย่าง แต่ว่าจริงๆ เบนสมาธิสั้นมาก คุยเรื่องหนึ่ง ถามคำถามเราเรื่องหนึ่ง อยู่ๆ ก็เปลี่ยนไปอีกเรื่องแล้ว เราก็แบบอ้าวยังคิดคำตอบอันนี้ไม่ทันเลยเปลี่ยนเรื่องทำไมวะ โดยเฉพาะตอนกินข้าวคือเรื่องใหญ่มาก!”
ก่อนจะยกตัวอย่าง 1 วันพันเหตุการณ์ที่เธอต้องประสบเป็นประจำ “จะกินร้านนี้เหรอ แล้วร้านนี้ไม่กินเหรอ เมื่อไหร่จะได้กิน หลายอย่างเกิดขึ้นในเวลาเพียงสั้นๆ งง มันเกิดขึ้นเป็นปกติจนเราไม่รู้จะยกเหตุการณ์ไหนขึ้นมา”
เบนสารภาพ “เอาง่ายๆ คือเราสมาธิสั้นเฉยๆ พยายามฝึกอยู่”
“ส่วนของปั้นเราว่าหลายคนอาจจะมองว่าดูเด็ก มีความไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก
“แต่จริงๆ ปั้นเหมือนแมว”
(ปั้นเหลือบมอง)
“ที่ข้างในคือวางแผนไว้หมดแล้ว”
(ปั้นเหลือบมอง)
“และทุกคนก็จะต้องเดินเกมตามนั้น”
อีกฝ่ายหมดความอดทนกับคำปรักปรำของเพื่อนร่วมวงที่ลอกคราบเจ้าตัวซะจนเสียอาการเช่นเดียวกัน
“ตอนไหน! ฟังดูแย่สุดๆ เลย ไม่ต้องพูดต่อแล้ว (หัวเราะ)”
เบนหัวเราะชอบใจก่อนจะผ่อนปรนคำปรักปรำ “ก็อาจจะไม่ถึงกับวางกับดักแต่เราว่าปั้นดูเหมือนไม่มีแบบแผนแต่จริงๆ วางแผนไว้แล้ว…แค่นั้นก็ได้”
“เพราะว่าหัวเรามันคิดหลายอย่างมาก ถ้าเราไม่วางแผนมันจะสนใจนู่นนี่นั่นไปหมด ยิ่งเราเป็นผู้หญิงมันก็จะไม่ได้คิดแบบ a บวก b เท่ากับ c เหมือนผู้ชาย แต่มันจะ a b c d e กลับมา f แล้วก็กลับไป c เราเลยต้องวางแผนอยู่ตลอด”
“โอเค งั้นเราว่าปั้นก็แค่เป็นคนที่วางแผน…เยอะมาก แล้วก็คุยกับตัวเองเยอะ ไม่ได้เป็นฟีลแบบไม่รู้เรื่องเหมือนที่คนอื่นเห็นน้า~”
คล้ายว่าหนุ่มร่วมวงได้เคาะระฆังเริ่มยก 2 อีกครั้ง
“เราดูไม่รู้เรื่องขนาดนั้นเลยเหรอ!”
“เราแค่ยกตัวอย่าง ไม่ถึงกับไม่รู้เรื่องหรอก ดูเหมือนเด็กซะมากกว่าแต่จริงๆ ก็มีการวางแผนอยู่”
จริงไหม
“จริง! เราต้องจัดการวางแผนกับตัวเองอยู่ตลอด ไม่งั้นความคิดมันจะฟุ้งมาก แล้วเราเป็นคนที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย เราเป็น introvert ก็เลยชอบครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง ต้องจัดแจงข้อมูลของความคิดตัวเองก่อนที่จะออกไปเจอโลกภายนอก พอข้างในมันโอเคมันก็จะทำให้คนอื่นโอเคไปด้วย
เมื่อก่อนหายนะมากถ้าเจออะไรที่ไม่เป็นไปตามแผน จะเครียดมากๆ ทำไมมันไม่เป็นตามที่เราวางไว้ ฟังดูโรคจิตแต่ว่าตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว คิดซะว่าทำอะไรไม่ได้ ชีวิตมันก็มีจังหวะของมันบางทีเราก็ไปขัดโชคชะตาไม่ได้”

ชวนเธอออกมา Party
เต้นรำในยามราตรี
ถ้าวันนั้นเด็กสาวตัวเล็กไม่ได้เจอกับหนุ่มตัวโตผมยาว วันนี้พวกเขาจะไปลอยเคว้งอยู่ที่ไหนกันนะ หากให้นึกภาพทั้งคู่ใส่ยูนิฟอร์ม ผูกเนกไทเดินแบกเอกสารกองโตหรือวิ่งวุ่นทำงานจนหัวฟูก็แอบชวนจั๊กจี้อยู่ไม่น้อย
หนุ่มเกมเมอร์ตัวยงรีบเอ่ยนำ “เราอาจจะไปเป็น pro player แข่งเกมอยู่ เราชอบเล่นเกมมาก แต่หลังๆ ก็เล่นน้อยลงแล้ว”
“ส่วนเราคงไม่ได้อยู่ในวงการดนตรี คงไปทำอย่างอื่น”
“ซึ่งอาจจะรวยมากไปแล้ว”
“(ปั้นระเบิดเสียงหัวเราะ) เป็นไปได้ๆ ถ้าไม่มีเบนเราคงไม่ได้อยู่ในวงการดนตรี”
ความจริงของคู่ตรงข้ามที่หลายคนอาจจะไม่รู้ เธอไม่ค่อยได้บอกใครเกี่ยวกับความสนใจในเรื่องของ business หรือ finance ที่แอบซ่อนอยู่ลึกๆ สิ่งนั้นจึงกลายเป็นแผนสำรองหากเธอหลุดจากโลกของดนตรีไปคงไปร่วงหล่นอยู่ในสายงานนั้นแทน
พอล่องลอยไปถึงความฝันก็อดแวะพูดถึงการทำอัลบัมล่าสุดไม่ได้เพราะมันช่างเหมือนการสนองความต้องการตัวเองเสียเหลือเกิน อย่างฉากที่ถ่ายทำในร้านการ์ตูนใน MV ไม่ผิดแน่ๆคนร้ายคือ…
“เพราะว่าเมื่อก่อนเราอยู่โรงเรียนที่เขาไม่ให้เอาเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เข้าไปเลย สิ่งเดียวที่ประทังชีวิตเราได้ก็คือการ์ตูน สมัยก่อนก็จะแอบอ่านใต้โต๊ะอ่านเสร็จก็จะวนกับเพื่อนไป”
“แต่นั่นไม่ใช่ล่าสุดนะ” ไม่ปล่อยให้จังหวะเสียเปล่าหนุ่มผมสีจึงขอแวะขายของสักหน่อย
“ล่าสุดเพิ่งปล่อยชื่อเพลง Hello Kitty”
ไหนๆ ก็เกริ่นแล้วจึงเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ขายของอย่างต่อเนื่อง
“เพลงที่เพิ่งปล่อยล่าสุดเราภูมิใจนำเสนอมากเพราะว่ากว่าจะได้ตารางของแขกรับเชิญทุกคนรวมถึงผู้กำกับด้วย ผู้กำกับจองครึ่งปีนะจะบอกให้ ชียุ่งมาก ผู้กำกับคือ mmangto (โอปอล์-พิมพ์วิมล) ส่วนแขกรับเชิญของเราก็จะมี เก้า (สุภัสสรา ธนชาต), Alie Blackcobra แล้วก็ตาออม 4EVE ซึ่งตาออมเห็นกันมานานแล้วแต่ว่าไม่เคยได้ร่วมงานกันสักที เพราะว่าก่อนหน้านี้ฉัน introvert มากไม่กล้าชวนใครมาคอลแลบ จนอัลบัมนี้รู้สึกว่าเราต้องฮึบเพื่อ purpose ของศิลปะก็เลยชวนทั้ง 3 คนนั้นมาอยู่ใน MV ของเรา
เป็น MV ที่สนุกมากเป็นโมเมนต์ที่อยากให้แฟนๆ ของทั้ง 3 คนได้เห็นตัวตนของเขาที่ต่างออกไปจากปกติเหมือนกัน ก็จะมีความแซ่บ ความเซ็กซี่อยู่ข้างใน
อีกหนึ่งเหตุผลที่เลือกพี่ตูนมาฟีดเพราะว่าพี่ตูนมีรอยสัก Hello Kitty เว้ย! ตอนที่โทรไปบอกว่าชวนมาทำเพลง Hello Kitty เขาก็ส่งรูปรอยสักตัวเองกลับมาว่า ว้าย! ฉันชอบ Kitty มาก ฉันฟีดเลย! ยังไม่ได้คุยรายละเอียดอะไรกันเลยก็คือเหมือนเต็มใจแหละ”
เจ้าตัวจึงคลี่แผนการของเธอเพิ่ม “คือตอนเขียนเพลงมันเห็นภาพว่าต้องเป็น Pajama Party มีผู้หญิงสาวๆ มาปาร์ตี้กัน บางอย่างเราก็ปรึกษาผู้กำกับให้เขาช่วยทำให้มันออกมาเป็นภาพอย่างที่เราคิด”
เบนเล่าความภูมิใจในเพื่อนร่วมงาน “เอาจริงปั้นวางแผนไว้อยู่แล้วตั้งแต่แรกเลย ตั้งแต่วันเขียนเพลงว่าภาพเป็นยังไง เราว่าอัลบัมนี้เหมือนคอนเซปต์ทั้งเพลงและภาพส่วนใหญ่มันมาจากปั้นเยอะ ปั้นคิดมาว่าถ้าเป็น Hello Kitty จะเห็นซีนที่เปิดมาเป็นมุมมองจากด้านบนของห้องน้ำผู้หญิง เปิดตัวทีละคน ตาออม เก้า พี่ตูน นั่นคือภาพที่ปั้นเห็นตั้งแต่ตอนแรกเลย ปั้นก็เลยเหมือนเป็นกึ่งๆ co-director กับผู้กำกับไปด้วย
กลับมาเรื่องเดิมมันเป็นเรื่องของการสร้างงานศิลปะ เราว่าผู้กำกับเก่งทุกคนที่เราร่วมงานด้วยเขาก็จะมีภาพในแบบของตัวเองที่สุดท้ายมันก็ออกมาดีในตามแบบที่เขาตั้งใจ แต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นตัวเราที่สุด เพราะฉะนั้นพอเรามาร่วมกำกับ มาวางแผนด้วยกันว่าเรามีภาพอะไร มันก็ถึงจะโอเค นี่แหละเทสของฉัน”
เวลาที่ต่างฝ่ายอธิบายคอนเซปต์ให้ฟังกัน มันรู้สึกซิงก์กันเลยไหม
เบนสวนทันควัน “ไม่!”
ปั้นหัวเราะร่วน
ก่อนเบนจะยกตัวอย่าง “เราว่ามันต้องลงมือก่อนแล้วถึงจะเห็น อย่างปั้นมาถึงแล้วเขามีคอนเซปต์ ชื่อเพลงมาเลย เช่น ปั้นบอกต้องมีหนึ่งเพลงในอัลบัมชื่อว่า ‘ไม่ผิดแน่ๆคนร้ายคือ…’ ”
“อะ ฟังครั้งแรกงงไหม” เบนเรียกพวก
เราสารภาพว่าเราชอบเพลงนี้ที่สุด
ฝั่งโปรดิวเซอร์ประจำวงก็สารภาพเช่นกันว่า “เราก็ชอบเพลงนั้นนะ แต่ว่าฟังตอนแรกก็ยังงงอยู่ว่ามันจะเว้นจังหวะยังไงแบบ ‘ไม่ผิดแน่ๆ คนร้าย…คือ’ หรือเว้นวรรคยังไงเอาเป็นว่าเราแค่สับสนในตอนแรกว่ามันคืออะไรกันแน่ แค่ชื่อเพลงเราก็งงแล้ว แต่พอเล่ามาว่า ปั้นเบียว ปั้นเป็นโอตาคุ พยายามอธิบายว่าอยากเล่าเรื่องในมุมโคนันไง แบบคุโด้ ชินอิจิ เขาจะมีคำพูดของเขาเลยว่า ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น! เราก็เอามาใส่ในเพลงพอเริ่มลงมือทำ มันถึงเข้าใจไปทีละนิด แล้วก็มาช่วยกันคราฟต์ว่าเป็นซาวนด์แบบนี้ดีไหม”
ก่อนเจ้าของผลงานจะสารภาพเช่นกันว่า “แต่ว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เราแต่งนานสุดเลย มันไม่มา ไม่รู้ทำไม เรียกแล้วมันไม่มา (หัวเราะ) เพลงอื่นมันมีเนื้อหาพอประมาณอยู่ แต่ว่าเพลงนี้พอมันมาด้วยชื่อเพลงที่รู้แหละว่าเราอยากได้ชื่อนี้ แต่ว่าไม่รู้จะเล่าไปในมุมไหน”
เบนบอกเล่าในมุมมองคนทำงานอีกแง่ “พอทำเพลงมาเยอะจริงๆ มันจะยากตรงที่ไม่ได้มีอะไรที่เป็นจุดชี้วัดได้ อย่างเช่น งานของเราคือบรรจุของใส่กล่องมันสามารถระบุได้ว่าวันนี้ฉันจะทำ 100 กล่องแล้วต้องเสร็จ 100 กล่อง แต่พอเป็นการที่เราต้องทำเพลงบางที 5 วันยังไม่เสร็จเลยสักเพลงก็มี คิดไม่ออก แต่งไม่ออก หรือบางเพลง 2 ชั่วโมงไอเดียมาก็เสร็จแล้ว”
“ว่าแต่…เราพูดทำไมนะ หมายถึงคำถามว่าอะไรนะ”
“…เออ ไม่รู้อะ”
ก่อนทั้งคู่จะตบตีชุลมุนกับต้นตอของคำตอบ
“กลับมาที่คำตอบของเรา มันไม่ได้มีเดดไลน์ว่ามันจะต้องเสร็จให้ทันวันนี้เพราะบางทีไอเดียมันมามันก็มา มันจะไม่มาก็ไม่มา” —เบน

“จริง ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ทำงานแบบนี้นะ ก่อนหน้านี้คือเราจะตั้งไว้ว่าเรามีเวลาถึงวันนี้เพราะฉะนั้นในทุกๆ วันเราต้องทำ แต่อย่างที่เบนบอกว่ามันไม่เหมือนการเอาของใส่กล่องแล้วสรุปรวมว่าทั้งหมดวันนั้นได้กี่กล่อง มันเป็น Wonders of the World มาก เราไปอ่านหนังสือของ Rick Rubin มามันเกี่ยวกับ The Creative Act คือ Rick Rubin เป็นเหมือนโปรดิวเซอร์ที่ไม่ได้ทำบีตเอง ไม่ได้ทำดนตรีเอง แต่ว่าเป็นโปรดิวเซอร์ใหญ่ๆ ให้กับศิลปินที่เป็นตำนานหลายคนมาก หน้าตาเหมือนซานตาคลอสไม่รู้เคยเห็นกันหรือเปล่า แต่ว่ามีคนชอบเรียกเขาว่าเป็นอัจฉริยะโปรดิวเซอร์
เราอ่านหนังสือ เราเลยเข้าใจ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราวางเป็นแบบแผนเลย ซึ่งเพลงหรืองานศิลปะมันไม่ได้คราฟต์ด้วยตรรกะ แต่มันคราฟต์ด้วยความรู้สึก ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มันมาจากไหน Rick Rubin เขาก็บอกว่าแหล่งไอเดียต่างๆ มันไม่ได้เกิดขึ้นมาจากเรา แต่มันเหมือนการที่เราไปจูนสัญญาณ Wi-Fi แล้วมันติด เราเลยไปตามดูบทสัมภาษณ์พวกนักแต่งเพลงที่ดังๆ หลายคนคือไม่มีใครที่วางแผนแล้วสามารถเขียนเพลงนั้นได้เลย ส่วนมากอยู่ๆ ไอเดียมันจะมาเองโดยอัตโนมัติ จากที่ไหนไม่รู้ ไม่ใช่ของเราด้วยซ้ำ มันเหมือนเราเป็นสื่อกลางให้สิ่งเหล่านั้นผ่านเข้ามาแล้วเรามีหน้าที่ถ่ายทอดมันเฉยๆ
เราอ่านหนังสือเขา เราเลยรู้สึกว่านี่คือการสร้างสรรค์ผลงานเหรอ เราก็เลยเปลี่ยนวิธีการทำงานค่อนข้างเยอะ แล้วมันก็ทำให้บางเพลงได้เร็วมาก เมื่อก่อนช่วงเพลงหยอก หยอก เราใช้เวลาแต่งเป็นเดือนนะ ซึ่งแปลกมาก เพราะมันฟังดูเป็นเพลงที่ไม่ได้คราฟต์อะไรเยอะ แต่ว่ามีหลายดราฟต์มากๆ จนเราก็ยังมาโละยันวันสุดท้าย สรุปได้เดโมใหม่ ที่ผ่านมาทั้งเดือนไม่มีผลเลย ก็แปลกดีเป็นมุมมองในการสร้างแบบใหม่ที่เราก็เพิ่งเข้าใจเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้เราเป็นคน logical มากๆ พอมาทำงานศิลปะมันก็ต้องใช้ฝั่ง emotion ค่อนข้างเยอะแล้วมันต้องเรียกไอเดียให้มันมา เรียกองค์ให้มาลงก่อนแล้วค่อยเขียน” —ปั้น
แปลว่าต้องปรับตัวค่อนข้างมากใช่ไหม
“มาก เพราะเหมือนเข้าไปในอารมณ์นั้นแล้วออกไม่ได้ อันนี้เป็น insight ลึกไปไหม เราไม่เคยเล่าให้ใครฟัง พอมันต้องใช้สมองฝั่งอารมณ์เยอะแล้วเราต้องการเขียนเพลงเศร้าวันนี้ เราก็ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้น แต่เราไม่ชอบที่ตัวเองเศร้าแบบนั้น เราก็เลยพยายามไม่ใช้ฝั่งอารมณ์มากนักในการทำงาน ที่ผ่านมาเพราะเราไม่อยากเอาตัวเองไปอยู่จุดนั้น LUSS ที่ผ่านมาเลยจะไม่มีเพลงเศร้า แต่เดี๋ยวนี้ก็เปิดปิดได้แล้ว เพราะว่ามันก็คือธรรมชาติของการสร้างสรรค์ผลงาน ก็ปรับตัวหลายปีกว่าจะเข้าใจมุมมองนี้” —ปั้น
แล้วเบนล่ะ
“จริงๆ เราว่ามันเป็นธรรมดาสำหรับการทำงาน มันอาจจะไม่ได้เครียดในรูปแบบบนั้น แต่ว่าเราเป็นคนที่ถ้ายังทำอะไรไม่เสร็จจะรู้สึกว่าเรายังพักไม่ได้”
คู่หูรีบร่วมวงโหวกเหวก “เออ จริง! เราคิดว่าเป็นปัญหาของเราสองคนที่เหมือนกัน งานศิลปะมันไม่ใช่งานเขียนธีสิสที่ต้องทำให้เสร็จในช่วงที่กำหนด เราเลยต้องปรับความเข้าใจกับสิ่งนี้เยอะเหมือนกัน”
อีกฝ่ายว่าต่อ “เราไม่ได้เครียดแบบนั้น สมมติเราได้รับโปรเจกต์ใหญ่มาแล้วเรายังแพลนไม่เสร็จว่าเราจะทำงานยังไงเราก็จะกังวลแล้วก็จะเอาความกังวลนั้นไปใส่เรื่องอื่นด้วย แต่พองานมันเริ่มดำเนินไปถึงจุดหนึ่งเราถึงค่อยหาย ซึ่งบางทีมันไม่เสร็จใน 1 วัน ซึ่งมันไม่มีใครทำได้หรอกใน 1 วัน”
เพลงไหนนับว่ายากสุด
“เราว่ามันไม่มีเพลงไหนยากสำหรับเรา” หลังโปรดิวเซอร์คนเก่งพูดจบก็เรียกสายตาท่าทางชวนมันเขี้ยวขึ้นมาฉับพลัน
เจ้าตัวแก้เขิน “หมายถึงว่ามันไม่ได้ยากแบบเห็นได้ชัด สมมติว่าทำไข่ต้มกับทำแกงส้ม ไข่ต้มก็ต้องง่ายกว่าอยู่แล้ว แต่เราว่าการทำเพลงของเราไม่ได้รู้สึกว่ายากง่าย เพราะตั้งแต่ตอนฟังมันอาจจะใช้เวลาเยอะ คิดไม่ออกก็คือยาก แต่ว่าไม่ได้รู้สึกว่าเพลงไหนยากมากขนาดนั้น”
ปั้นอธิบายให้เหล่าคนปกติสามัญเข้าใจขึ้น “เราว่าสิ่งที่ยากสำหรับเพลงคือไดเรกชันไม่ชัดเจนมากกว่า”
“ถ้าสมมติเรามีเรื่องที่จะเล่าแล้วจูนติดมันมักจะง่ายเสมอ มันจะง่ายหรือไม่ง่ายอยู่ที่เรารู้ว่าจะทำอะไรต่อ อย่างอัลบัมนี้เรารู้ว่าเราจะทำอะไรต่อเสมอ มันอาจจะมีวันที่แบบติดขัดหน่อย แต่ว่าอย่างน้อยคอนเซปต์ถ้ามันชัดมาตั้งแต่แรกมันก็ง่าย ถ้าถามว่างานไหนยาก ที่ผ่านมาอาจจะเป็นงานที่ทำให้คนอื่นแล้วเขาบรีฟมาไม่ชัด อันนั้นคืองานยาก”
เบนตอกย้ำอีกครั้ง “จริง เวลาทำงานกับคนอื่นที่เขาไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรอันนั้นยาก เพราะเราไม่รู้ว่าต้องยึดอะไรกันแน่ มันไม่ใช่เทสเรา ถ้าอย่างนั้นคุณต้องเชื่อเราไปเลยนะห้ามมาเปลี่ยน”
อยากให้ทั้งคู่เลือกเพลงให้ฝ่ายตรงข้าม
“เราเลือกได้แล้ว เพลง ‘เจ้ากระต่ายน้อย’!”
โปรดิวเซอร์คนเก่งขอเชิญชวน “ถ้าใครยังไม่เคยฟังต้องไปลองฟังนะ เป็นเพลงที่ปั้นเริ่มมาจากศูนย์เหมือนกันเป็นเพลงที่ปั้นนำตั้งแต่ต้นยันจบเลย เล่าเป็นภาพให้เราฟังเป็นครึ่งชั่วโมง เล่าเหมือนหนังว่ามีกระต่ายตัวหนึ่งที่อยู่ในเมือง สุดท้ายกระต่ายมีความฝันอยากข้ามกำแพงนั้นออกไป แต่ว่ามีผู้เฒ่ากระต่ายในเมืองมาห้ามไว้ว่าอย่าไปเลยแค่นี้ก็ดีอยู่แล้ว ข้างนอกอันตรายแค่ไหนรู้หรือเปล่า แต่สุดท้ายยังไงกระต่ายตัวนั้นก็จะไปอยู่ดี เรารู้สึกว่าเพลงนี้เหมาะกับปั้น”
“ช่วงนั้น Attack on titan จะมาด้วย” โอตาคุตัวน้อยบอก
“เราเลือกเพลง ‘นักซิ่งสายเหมียว’ เพราะในอัลบัมเพลงนี้ปั่นที่สุดแล้วก็เบียวที่สุด เราคิดว่าบุคลิกเบนเป็นแบบนั้น”
เจ้าตัวพยักหน้าก่อนบอกในเลนส์โปรดิวเซอร์ “ในแง่ของซาวนด์ดิไซน์ตอนทำเราสนุกมากเหมือนกัน”

ดูดิ เธอดูมีพิรุธ
ทำฉันตุยแบบไม่ต้องมีอาวุธ
เจ้ากระต่ายน้อยและนักซิ่งในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม ทั้งในแง่ของการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือชีวิตในปัจจุบันที่ทั้งคู่กำลังเผชิญ
เบนนิ่งจนเราเผลอคาดหวังคำตอบ แต่เมื่อคาดหวังก็ต้องพบว่า
“เรื่องไหนนะ” ยืนยันแล้วว่าที่นิ่งไปเพราะเจ้าตัวยังทำความเข้าใจกับคำถามอยู่
เราจึงเปิดพื้นที่ให้ทั้งคู่สามารถระบายความในใจได้ในทุกแง่มุมตามที่พวกเขาต้องการ
เอาล่ะ เตรียมฟังคำตอบกันให้ดี
“ถามว่าอะไรนะ”
ทั้งห้องหัวเราะให้กับความมึนของเจ้าหนุ่มหัวทองกลางห้อง ไม่แน่ใจว่าแท้จริงคือความมึนหรือตั้งใจยียวนกันแน่ ไม่รอช้าชายหนุ่มก็คายคำตอบมาให้ฟังสมใจ
“เราว่ามันเปลี่ยนอยู่แล้วเว้ย เราเปลี่ยนไปทุกวัน โตขึ้นก็เจออะไรมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราว่ามันต่างเยอะ แต่ว่าทั้งหมดที่ผ่านมามันคือการเดินทางที่ทำให้เราเจอตัวเองในวันนี้ อีก 5 ปีเราก็อาจจะไม่ใช่เราในตอนนี้ก็ได้ ตั้งแต่คำถามแรกคือเราไม่ได้มีแพลนอะไรเลยในการทำงาน มันคือความสนุกในวัยเด็ก สนุกแบบไร้เดียงสา ชอบจังเลยอันนั้น ชอบจังเลยอันนี้ ก็เอามาใส่ อยากพูดเรื่องอะไรก็ได้ จะพูดว่าดื่มสาเกทุกวันในเพลง แต่ความจริงไม่ดื่มก็ยังได้
ยุคแรกมันคือความสนุกกับการทดลอง ไม่สนใจอะไร ไม่มีอะไรจะเสียก็ทำไปดิ พอมาถึงระยะหนึ่งที่เริ่มมีคนรู้จักกระแสมันเริ่มมา เพลงได้ 10 ล้านวิว เพราะฉะนั้นเพลงต่อไปเราต้องทำให้ได้มากกว่ามันก็กลายเป็นช่วงที่กดดันเป็นช่วงที่ทำงานโดยไม่สนุก กระแสมา กระแสไม่มา ไม่เป็นไปอย่างที่คิด มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะสมหวังผิดหวังจนกลับมาเข้าใจตัวเองได้ว่า สุดท้ายเราทำงานนี้เพราะเราสนุกกับมัน เรารักเสียงดนตรี ซึ่งมันก็เปลี่ยนไปทุกวันไม่ว่าเราอยู่ในช่วงไหนในชีวิตการทำงาน เราว่ามันโตขึ้นหมดแหละ เราเปลี่ยนไปอยู่แล้ว แต่ขอแค่ให้เราสนุกในการทำมันให้ดีก็พอ การที่เราได้ทำงานที่รักแล้วมันสามารถทำเงินได้ เราว่ามันก็โอเคแล้ว”
ในแง่ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมวง
“ตั้งแต่วันแรกเราว่าเราเห็นปั้น evolution หลายร่าง วันแรกเป็นโปเกมอนร่างหนึ่งโจมตีเบา พอทำไปเรื่อยๆ ก็ไปอัปสกิลมากลายเป็นมีช่วงระเบิดพลัง มีช่วงดาร์ก หรือมีช่วงเสียใจ มีช่วงที่อะไรมันก็เปลี่ยนไปตลอดจนถึงทุกวันนี้
มีช่วงที่ปั้นเครียดมากในการทำเพลงอย่างที่เขาเล่าไป สุดท้ายก็มานั่งจับเข่าคุยกันว่ายังสนุกอยู่ไหมเพราะว่าถ้าเกิดทำแล้วไม่สนุกมันจะไปดีได้ไง ก็เลยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่าปั้นปรับตัวเปลี่ยนแปลงตัวเองเยอะแล้วก็เข้าใจตัวเองมาก อาทิตย์นี้เป็นคนแบบนี้ อีกอาทิตย์หนึ่งไม่เป็นแล้ว เหมือนทดลองว่าเป็นยังไง อีกแป๊บก็เปลี่ยน”
“ดูไม่มีจุดยืนสุดๆ” ปั้นงงงวยกับประโยคว่านั่นคือแง่บวกหรือลบกันแน่
เบนรีบแก้ความข้องใจ “แต่ในแง่ของการพัฒนาตัวเองแกนหลักก็ยังเป็นแบบเดิม แต่ในแง่ของวิธีคิด วิธีการทำงาน วิธีการจัดการเรื่องในหัว เหมือนคอยทำความเข้าใจตัวเองอยู่ตลอด สมมติที่ผ่านมาไม่เวิร์กก็ลองใหม่ รู้สึกว่าสิ่งไหนมันคือจุดอ่อนก็ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ”

ที่บอกว่ามีช่วงเศร้า มีปลอบกันบ้างไหม
“สายโหดเลย” สาวน้อยประจำวงกล่าวด้วยน้ำเสียงติดน้อยเนื้อต่ำใจว่า เธอไม่เคยได้รับการปฏิบัติทำนองนั้นเลย
เบนรีบพูดในมุมตัวเอง “เราว่ามันเป็นเรื่องผู้ชายผู้หญิงเหมือนกัน เราว่าผู้หญิงมี emotional เยอะ ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องผิด เพราะผู้ชายบางคน emotional เยอะก็มี แต่อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนที่ชอบให้งานเสร็จเราเลยมุ่งหน้าไปที่เหตุผลก่อนเสมอ
สมมติปัญหาคือแต่งเพลงไม่ได้ เราก็จะคุยก่อนว่าเพราะอะไร เดี๋ยวจะช่วยให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมานั่งคุยทีหลังว่าปัญหาเกิดจากสิ่งไหนกันแน่”
“เราตอบครบแล้วใช่ไหม” หนุ่มผมสีนั่งทวนคำตอบอีกครั้ง
ถึงคราวสาวน้อยตอบบ้าง “ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้มันก็หลายปีแล้ว มองย้อนกลับไปก็งงว่าเด็กคนนั้นทำอะไรอยู่ เอาจริงเบนก็พูดครอบคลุมหมดแล้วนะ แต่ของเราคงเป็นเรื่องในวันแรกที่ความรู้สึกของการทำเพลงมันไม่ได้จริงจังขนาดนั้น มันเป็นแค่ความสนุกอยากทำเพลง
ตอนนั้นเรายังเด็กกันอยู่แบบว้าว! นี่คือโลกใหม่ของเรา เราทำอะไรก็ทำได้เลยนี่หว่า มันมีความสดใสอยู่จนกระทั่งช่วงเพลง 247 พอเพลงมันทำงานได้ดี เริ่มมีแฟนๆ เข้ามาแล้วหลังจากนั้นก็เริ่มดิ่งในแง่ของความสนุก อย่างที่เบนบอกว่ายังสนุกอยู่ไหมที่ทำทั้งหมดนี้ เพราะว่ามันมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยว เริ่มไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียวแล้ว
ตอนนั้นเราคิดแบบนั้นมันเลยเกิดความเครียดสะสมจนเพิ่งมาหายเมื่อช่วงปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าเราต้องตอบความต้องการของตลาดหรือของคนอื่นตลอดเวลา มันก็จะมีช่วงที่เครียดจนรู้สึกว่าไม่สนุกอีกแล้วในการทำเพลง จนมาต้นอัลบัมนี้ที่คำถามของเบนจุดประกายทำให้เราเปลี่ยนความคิด แล้วเริ่มอยากกลับมาทำผลงานอีกครั้ง ตั้งแต่ที่เบนถามเราว่ายังสนุกอยู่ไหม มันเป็นคำถามที่ดูเหมือนธรรมดามากแต่มันจึ้กมากเลย เพราะถ้าพูดตรงๆ ตอนนั้นเราไม่สนุกแล้ว”
เสียงหัวเราะเบาๆ พยายามเกลี้ยกล่อมให้ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ผู้พูดคงรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดีว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ปั้นว่าต่อ “เราไม่มีความสุขในการทำเพลงต่อไปแล้ว เพราะที่ผ่านมาพอมันอยู่ในช่วงอายุที่ผ่านมาหลายช่วง มันจะเจอความผิดหวัง ความที่มันไม่ได้เป็นดั่งใจ หรือเจอคนมากมายที่ทำให้เราเกิด trust issues เหมือนเราได้เรียนรู้ตามช่วงวัย จนเรารู้สึกว่าโลกนี้มันดาร์กเหลือเกิน มันไม่สนุกเหมือนตอนแรกที่เราเริ่มแล้ว
อัลบัมนี้เราเลยไปหาคำตอบของเรามา ไปอ่านหนังสือ ไปทำนู่นนี่นั่นจนพบว่าความจริงมันคือกว่าการที่เราจะผลิตผลงานหนึ่งออกมาได้ มันต้องย้อนกลับไปถามตัวเองในวันแรก เราก็เลยอยากเอาตัวเองในวันแรกคนนั้นกลับมาคนที่สนุกกับแค่การสร้างสรรค์ สนุกกับการได้ร้องเดโมโง่ๆ เพลงหนึ่ง ถ้าถามว่าวันนั้นกับวันนี้เป็นยังไง เราคิดว่า ณ วันนี้มันเริ่มใกล้เคียงคนคนนั้นในวันแรกมากขึ้นกว่าเดิมเยอะมากๆ
เราคิดว่าการที่จะสร้างสรรค์อะไรออกมาเหมือนเราต้องย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เหมือนผลงานเป็นสนามเด็กเล่นของเราที่สามารถละเลงมันได้เต็มที่ ถามว่าห่างกันไหมห่างกันในจุดที่ผ่านอะไรมาเยอะ ถามว่าใกล้เคียงกันไหม เราคิดว่าคล้ายกับคนนั้นในวันแรกที่เริ่มนะ
ในแง่ความสัมพันธ์เพื่อนร่วมวง “เราว่าเบนสอนอะไรเราเยอะมาก ก่อนหน้านี้เราเป็นคนที่ท้อแล้วจะร้องไห้ซึ่งมันเป็นการระบายในแบบของเรา แต่เบนเป็นคนที่มีปัญหาแล้วเรามาแก้พร้อมกันมันทำให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าการแก้ปัญหาโดยปล่อยอารมณ์ให้มันพาไปมันไม่ได้แก้อะไรได้ เราเลยเรียนรู้จากเบนมาบ้าง
วันแรกเบนก็เด็กเหมือนกัน อะไรไม่รู้ แต่ฉันอยากทำแบบนี้ จนวันนี้เบนเหมือนเป็นเสาหลักในการพึ่งพาไม่ให้อารมณ์เรามันเตลิดเหมือนเป็นหินผาที่รู้สึกว่าไม่ว่ามันจะแย่ยังไงสุดท้ายทุกอย่างมันก็จะกลับมาดีได้เสมอ เพียงแค่เรายังทำมันต่อแล้วมองไปข้างหน้า”
“หินผาว่ะ” เบนเผลอแซวตัวเอง
วิธีแสดงความรักของ LUSS
“ไม่มีการปลอบกันเลยเว้ย! แต่เราว่ามันเป็นข้อดีเพราะรู้สึกเหมือนสร้างสกิลให้เราลุกกลับขึ้นมาเร็วมากขึ้น ไม่ค่อยปล่อยให้อารมณ์มันเทไปที่สิ่งนั้น เราจะคุยกันเสมอถ้ามีอุปสรรคอะไร ทดลองไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะได้ผลลัพธ์ที่ดี ไม่มีการปลอบกันแต่เป็นการแข็งแกร่งไปด้วยกัน”
ในมุมมองหินผาประจำวง “ก็คงอย่างนั้น เราคนละขั้วกันเลย ปั้นก็เลยให้มุมมองกับเราเหมือนกันว่าในแง่ของการเป็นมนุษย์มันต้องมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้องในบางครั้งเช่นกัน เรารู้สึกว่าการที่พูดว่า ไม่เป็นไรทุกอย่างมันจะดี มันไม่เกิดประโยชน์สำหรับเรา แต่บางคนก็อาจจะต้องการแค่นั้น แค่ให้เราบอกว่าทุกอย่างมันจะโอเค เขาก็อาจจะดีขึ้นแล้วก็ได้
เราว่าเราได้ความเป็นมนุษย์ในแง่ของอารมณ์มากขึ้น ใจเย็นมากขึ้น ไม่ต้องพุ่งชนอย่างเดียว บางทีมันก็ดีกับตัวเราเหมือนกัน”
เบนเรียนรู้ความเป็นมนุษย์จากเรามากขึ้น
เราเรียนรู้การแก้ปัญหาไม่ปล่อยให้ตัวเองหลงระเริงไปกับอารมณ์จากเบน

มีอะไรที่อยากบอกกันแต่ไม่มีโอกาสได้บอกไหม
“อันนี้ต้องไปทางซึ้งเปล่า (หัวเราะ)
ถ้ายังไม่เคยบอกอาจจะไม่มี แต่ขอบอกอีกครั้งก็แล้วกัน”
ก่อนหนุ่มร่างโตจะอ้อมแอ้มเผยคำขอบคุณตามฉบับของตน
“ก็ขอบคุณนะที่ทำให้เราเข้าใจการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น มันอาจจะไม่ได้ต้องมุ่งหน้าไปอย่างเดียว
เราเคยเป็นคนที่พุ่งทะยานโดยที่ภาพข้างๆ มันเบลอจนเราไม่มีความสุขกับปัจจุบัน ไม่เคยพอกับปัจจุบันเอาแต่พุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว จนลืมให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่ ขอบคุณที่ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้มีความสุขกับปัจจุบันเพราะเราก็ไม่รู้ว่ามันจะอยู่ไปถึงเมื่อไหร่ มันส่งผลกระทบกับทุกเรื่องในชีวิตเราทั้งในแง่ของการทำงาน การใช้ชีวิต วิธีคิดหรือการเป็นมิตรกับคนอื่น”
“ส่วนสำหรับเรา เบนสอนให้เราเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้น ขอบคุณนะ ก่อนหน้านี้ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิงที่มีความอ่อนไหวค่อนข้างเยอะ พอได้มาเจอวิธีการแก้ปัญหาจากเบน เรารู้สึกเราโตขึ้นมากในแง่ของการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าหรือการวางแผนการทำงานต่างๆ ก็ขอบคุณ”
“ครับ” เบนน้อมรับด้วยเสียงนอบน้อมปนแอบหัวเราะ
อะไรที่ไม่เคยทำ LUSS จะทำเป็นคนแรก วลีจากสาวน้อยทำเอาเราอยากทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง แต่ไม่ทันจะทวงถามกลับได้คำตอบเป็นเสียงคิกคักจากทั้งคู่
“ฉันก็โม้ไปงั้นแหละแก” —ปั้น
“พูดไปเรื่อย” —เบน
“รู้สึกว่าอยากจะไปให้ได้ไกลกว่านี้แต่ไม่รู้ในมุมไหนเหมือนกัน แต่ถ้าถามว่าที่ผ่านมาประสบความสำเร็จไหมก็อาจจะในระดับเป้าหมายเล็กๆ เช่น ได้ปล่อยอัลบัมออกมา ได้นำศิลปะที่สร้างจากเราเผยแพร่ออกไปในโลกใบนี้ แต่ถามว่าในอนาคตยังมีอีกไหม ขอยังไม่บอกเพราะยังคิดไม่ออก ยังเลือกไม่ถูก แต่ว่ามีแน่นอน ฝากจับตาดู LUSS ด้วยนะ!”
คำตอบถัดไปจากฝ่ายหนุ่มสุดกวน “ถามว่าอะไรนะ (หัวเราะ)”
“จริงๆ อยู่ปัจจุบันนะตอนนี้ เป้าหมายปีหน้าก็จะมีคอนเสิร์ตของ LUSS ก็ประมาณนี้แหละ เพิ่งปล่อยอัลบัมไป จะให้แพลนอะไรเยอะแยะ”
คำถามทิ้งท้าย บทสัมภาษณ์ฉบับนี้
เจ้าคู่หูฝ่ายหญิงหลุดหัวเราะไปกี่รอบ แล้วเจ้าฝ่ายชายผมทองขอทวนคำถามไปกี่ครั้ง
สามารถติดตาม เฉลย ได้ทางยูทูบ aday magazine เร็วๆ นี้
ส่วนผู้เขียนขอตัวไปสูดหายใจลึกๆ ดื่มน้ำหลายอึก
สลัดความยียวนของทั้งคู่ให้หลุดก่อนจะได้เก็บฟ้อง คุโด้ ชินอิจิ ดีกว่า ;p





