Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
ชมฟ้าจรดดินและหินสีชมพูใน ‘เพตรา’ นครแห่งศิลาสีกุหลาบที่สาบสูญ

ชมฟ้าจรดดินและหินสีชมพูใน ‘เพตรา’ นครแห่งศิลาสีกุหลาบที่สาบสูญ

03/07/2020
Journey
AUTHOR: พลอยอาภา ชุณหะนันทน์
SHARE:

 ถ้าถามว่าเราชอบหนังผจญภัยเรื่องไหนมากที่สุดคำตอบนั้นก็คงไม่พ้น Indiana Jonesเพราะคุณแม่ใช้ปากกาหมุนเทปวิดีโอ เปิดให้ดูตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยกและเนื่องจากคุณแม่เป็นแฟนเกิร์ลของคุณลุง Harrison Fordทำให้เราต้องดูภาพยนตร์ชุดนี้วนไปเวียนมาทุกภาคและภาคที่เราชอบมากที่สุดก็คือภาคสาม Indiana Jones and the Last Crusade ซึ่งฉากที่ติดตราตรึงใจจนจุดประกายความฝันให้อยากเป็นนักผจญภัย จนไปปีนตู้หนังสือของคุณตาแล้วหยิบเอาหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และอาณาจักรโบราณมาอ่านทุกๆ ช่วงปิดเทอมก็คือฉากที่พระเอกเข้าไปตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ในนครสาบสูญนั่นเอง

 ตัดภาพมายังปัจจุบันเราผู้เก็บเอาความฝันที่อยากเป็นนักสำรวจและนักผจญภัยใส่ลิ้นชักไปเรียบร้อยแล้วกำลังนั่งคุยเล่นกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในครัวท้ายเครื่องบินบนไฟลต์สิงคโปร์–บริสเบนอัคเหม็ดเพื่อนร่วมงานจากชั้นธุรกิจเดินเข้ามาพร้อมกับแจกจ่ายขนมนมเนยให้กับทุกๆ คนและมานั่งล้อมวงจิบชาคุยกันเราจำได้คร่าวๆ จากที่แนะนำตัวกันตอนต้นไฟลต์ว่าพ่อหนุ่มอารบิกตาคมผู้นี้มาจากจอร์แดนเลยหันไปถามเกี่ยวกับการเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศเขาว่าช่วงไหนของปีที่เหมาะมากที่สุด

 “ช่วงเดือนตุลาฯ นี้นี่แหละที่ดีที่สุดที่จะไปในปีนี้ไม่งั้นก็โน่นรอจนถึงเมษาฯ ปีหน้าเลย“

 

 

 อัคเหม็ดตอบพร้อมชวนคุยเรื่องอื่นต่อไปเราก็เออออพูดคุยเรื่องอื่นไปตามประสาแต่ความคิดในหัวมีแต่ประโยคที่ว่า ‘ไม่งั้นก็โน่นรอจนถึงเมษาฯ ปีหน้าเลย‘ วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา…

 โอ้โห…ถ้าไม่ไปก่อนลมหนาวจะมาในปีนี้ก็ต้องรอไปจนลมร้อนกลับมาในปีหน้าเลยเหรอ…

 นี่แหละ…ชีวิตในเมืองทะเลทราย

 และเมื่อเราไขประตูเข้าห้องพักโรงแรมที่บริสเบนสิ่งแรกที่ทำคือเปิดดูตารางการทำงานของตัวเองในเดือนนี้หลังจากไฟลต์ไปเคปทาวน์เราจะมีวันหยุด 3 วันก่อนถึงวันหยุดประจำปี 10 วันที่เราตั้งใจว่าจะกลับบ้านไปเซอร์ไพรส์คุณแม่เนื่องในวันคล้ายวันเกิดโอ้โหหยุดยาวรวดเดียวตั้ง 13 วันแหนะไปสานฝันในวัยเด็กเติมเต็มให้จิตวิญญาณแห่งนักผจญภัยลุกโชนขึ้นอีกครั้ง!

 

 

เพตรานครแห่งศิลาสีกุหลาบที่สาบสูญ

 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ชีวิตนี้ต้องไปเห็นเป็นบุญตา

 และแล้วเช้าวันเดินทางก็มาถึงเรายืนกระดกแก้วกาแฟดื่มเพื่อแก้อาการเหนื่อยล้าที่ Dubai International Airport ตั้งแต่ 6 โมงเช้า หลังจากจัดแจงเช็กอินและแลกเงินพร้อมกับพิมพ์ข้อความติดต่อกับอาล่าไกด์นำเที่ยวของเรา เพื่อนัดหมายเวลาและสถานที่ที่จะพบกันตอนที่เราไปถึงที่นั่นแล้ว

 เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบินระหว่างทางจากดูไบมุ่งสู่จอร์แดนนั้นจะเห็นแต่ทะเลทรายสีน้ำตาลเข้มกว้างไกลไปจรดปลายขอบฟ้าเรางีบหลับเพื่อเอาแรงเล็กน้อยมาสะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนที่ได้ยินประกาศว่าเครื่องบินกำลังลดระดับลงเพื่อลงจอดที่ Queen Alia International Airport ที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางทะเลทรายเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา

 

 

 สำหรับหนังสือเดินทางประเทศไทยนั้นเราสามารถทำ visa on arrival ได้ ในสนามบินจะมีช่องให้เข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเช็กเอกสารการเดินทางต่างๆใบจองที่พักและตั๋วเดินทางกลับ พร้อมจ่ายค่าวีซ่า 40 ดีนาร์จอร์แดนซึ่งต้องจ่ายแบบพอดิบพอดีเพราะเขาไม่มีเงินทอนหากไม่ได้แลกเงินมาก่อนจะมีจุดรับแลกเงินอยู่ใกล้ๆซึ่งรับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและยูโรเท่านั้นส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้โหดมากถามคำถามเรานิดหน่อยเท่านั้นว่ามาทำอะไรพักที่ไหนมีแผนการท่องเที่ยวยังไงบ้างเท่านั้นเอง

 คุณอาล่ามาเจอเราที่สนามบินก่อนให้คุณลุงคนขับรถอีกคนพาเราไปพักที่โรงแรมในตัวเมืองและจะมารับเราไปที่นครเพตราในวันรุ่งขึ้นเพราะเราอยากเข้าไปสัมผัสกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดน สักเล็กน้อยให้พอหอมปากหอมคอนั่นเอง

 ระหว่างทางเราก็คุยกับคุณลุงคนขับรถไปเรื่อยเจื้อยเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่เพราะทุกอย่างช่างแตกต่างจากดูไบเสียเหลือเกินคุณลุงเล่าคร่าวๆ ให้ฟังว่าจอร์แดนเป็นประเทศเกษตรกรรมเป็น 1 ใน 3 ประเทศหลักที่ส่งออกพืชผักผลไม้ไปรอบๆ กลุ่มประเทศในดินแดนอาระเบียซึ่งสามประเทศนี้ประกอบไปด้วยจอร์แดนตุรกีและซีเรียซึ่งในขณะนี้กำลังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งและการก่อการร้ายฉะนั้นผลผลิตหลักที่พวกเราเหล่าชาวทะเลทรายบริโภคกันอยู่ในตอนนี้ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากจอร์แดนและตุรกีนี่แหละอาจมีมาจากเลบานอนบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย

 ในจอร์แดนนั้นไม่ต้องนำเข้าผักผลไม้จากประเทศอื่นๆ เหมือนอย่างในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปลูกเองกินเองผักผลไม้เลยมีราคาถูกอร่อยและมีคุณภาพซึ่งน่าจะมีปัจจัยมาจากสภาพอากาศคุณลุงอธิบายเพิ่มเติมว่าหน้าร้อนของที่นี่ไม่ได้ร้อนรุนแรงอบอ้าวเหมือนอยู่ในเตาอบแบบดูไบ (เหมือนเตาอบนี่เพิ่มเติมขึ้นมาเอง เพราะเหมือนจริงๆออกนอกบ้านทีไรรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเก็ตในหม้ออบลมร้อนทุกที) จึงสามารถเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้แต่หน้าหนาวก็จะหนาวมากๆบางทีก็มีหิมะตกด้วย

 เรานั่งรถผ่านภูเขาที่สลับซับซ้อนไปมาสังเกตว่าถนนคือส่วนพื้นราบที่ตัดผ่านช่องเขาส่วนบ้านเรือนต่างๆ ตั้งอยู่บนไหล่เขากันหมดคุณลุงอธิบายเพิ่มเติมให้ฟังว่ากรุงอัมมานนั้นแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งคือฝั่งตะวันตกที่จะเป็นโซนที่พักอาศัยและฝั่งตะวันออกที่เป็นที่ตั้งของร้านค้าและโรงแรมเหมือนเป็นย่านธุรกิจต่างๆซึ่งที่พักของเราจะอยู่ทางฝั่งนี้ของเมือง

 ลืมตึกสูงระฟ้าแบบดาวน์ทาวน์ดูไบไปได้เลยเพราะอาคารที่นี่สูงได้ไม่เกิน 5 ชั้นเท่านั้นเมื่อเข้ามาถึงภายในตัวเมืองแล้วเราสังเกตว่าผู้หญิงที่นี่แต่งตัวเรียบร้อยใส่เสื้อขายาวแขนยาวกระโปรงยาวถึงข้อเท้าและใส่ผ้าคลุมฮิญาบกันหมดเลยถามคุณลุงว่าแล้วสำหรับเราที่เป็นนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องใส่ผ้าคลุมด้วยหรือไม่ (เพราะไม่ได้เอาผ้าพันคอติดมือมาด้วยเลย) คุณลุงบอกว่าไม่เป็นไรเพราะคุณเป็นนักท่องเที่ยวและที่นี่ไม่ได้มีกฎเคร่งว่าทุกคนต้องใส่ผ้าคลุมถ้าไปเขตท่องเที่ยวนอกเมืองจะใส่อะไรก็ได้ตามสบายเลย

 

 และแล้วเราก็มาถึง Art Hotel โรงแรมขนาดย่อมที่น่ารักสะอาดตั้งอยู่ใจกลางเมืองมีตลาดและร้านอาหารอยู่โดยรอบหลังจากที่เราเอาของเข้าไปเก็บในห้องเรียบร้อยก็ชวนคุณลุงออกไปรับประทานอาหารกลางวันกัน เพราะใจอยากลองอาหารพื้นเมืองของจอร์แดนว่าจะเป็นยังไงแต่ครั้นจะให้เดินดุ่มๆ ลุยเดี่ยวเที่ยวคนเดียวก็ชักจะไม่แน่ใจอารบิกก็พูดไม่ได้แถมไม่ได้เปิดโรมมิงมาอีกเลยขอติดสอยห้อยตามคุณลุงไปก็แล้วกันซึ่งแกก็ใจดีตกปากรับคำพาเดินตัดร้านขายของเข้าไปที่ Abu Zaghleh Restaurant ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านอาหารมีชื่อของที่นี่

 คุณลุงแนะนำเมนูชื่อว่า mansaf ซึ่งเป็นอาหารแขกพื้นเมืองของที่นี่เป็นข้าวกับซอสโยเกิร์ตและเนื้อแกะมีผักสดเป็นเครื่องเคียง

 

 

 พนักงานในร้านก็ใจดีมากๆเข้ามาทักทายถามไถ่ว่ามาจากประเทศไหนพอบอกไปว่าไทยแลนด์ก็โอ้โหเวรี่กู้ดได้ยินมานานแล้วล่ะอยากไปมากๆ เลยนะและพอตอนจะคิดเงินเขาก็ไม่รับเพราะถือว่าเป็นแขกที่มาเยี่ยมเยือนที่นี่แถมเอาชามินต์มาเสิร์ฟเพิ่มให้อีกต่างหากประทับใจกับความน้ำจิตน้ำใจดีของเขามากๆ เลย

 

 

 ช่วงเย็นเราออกมาเดินเล่นและหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ รองท้องเพราะยังไม่หายอิ่มจากมื้อกลางวันเลยแวะไปที่ Hashem Restaurant ร้านอาหารอารบิกเก่าแก่ในย่านนี้ที่เปิดให้บริการโดยครอบครัวของชาวเติร์กมาตั้งแต่ปี 1956

 กรุงอัมมานยามค่ำคืนก็ครึกครื้นไม่แพ้ช่วงกลางวันมีร้านอาหารและร้านขนมเรียงรายไปตามทางแซมด้วยร้านขายของจิปาถะต่างๆผู้คนก็เดินเล่นซื้อของกันขวักไขว่คึกคักเราเดินเล่นนิดหน่อยแล้วก็บ่ายหน้าเดินกลับโรงแรมเพราะพรุ่งนี้เช้าการผจญภัยของเราจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

 

 อัมมานในยามเช้านั้นเงียบสงบและแจ่มใสผู้คนเริ่มเปิดหน้าต่างออกมารับไอแดดอุ่นและสัมผัสลมหนาวที่แวะมาบอกกลายๆ ว่าฤดูหนาวใกล้จะกลับมาเยี่ยมเยือนเมืองทะเลทรายในอีกไม่ช้านี้

 

 

 อาล่ามารับเราตั้งแต่เช้าตรู่เนื่องจากเราต้องนั่งรถออกนอกเมืองไปไกลเลยสำหรับแผนการเดินทางของเราในวันนี้คือไปตะลุยเพตราทั้งวันพรุ่งนี้ค่อยไปเดดซีและส่งเรากลับไปดูไบในช่วงเย็นเพราะต้องรีบนั่งเครื่องบินต่อเพื่อกลับกรุงเทพฯน่าเสียดายที่เวลาที่เรามีค่อนข้างจำกัดเลยไม่ได้แวะไปนอนค้างในทะเลทราย Wadi Rum สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Martian

 

 จากอัมมานไปเพตรานั้นใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงเลยต้องจอดรถแวะพักเติมคาเฟอีนเข้าไปสูบฉีดร่างกายกันสักหน่อยระหว่างทางจากนี้เราต้องนั่งรถเข้าเขตทะเลทราย

 

 

 หน้าตากาแฟสไตล์จอร์แดนในแก้วกระดาษนี้หอมกลิ่นเครื่องเทศมากแถมรสเข้มข้นถึงใจวิธีการดื่มกาแฟที่นี่คือไม่ต้องคนให้จิบไปเรื่อยๆรสกาแฟจะเข้มขึ้นตามลำดับจิบไปจนเจอกากกาแฟที่อยู่ก้นแก้วก็ไม่ต้องดื่มต่อแล้วเพราะมันจะเข้มแรงเกินไปให้ทิ้งได้ซึ่งแตกต่างจากกาแฟอารบิกของทางดูไบมากๆเพราะกาแฟดูไบจะคล้ายชามากกว่ามีความใส เวลาดื่มต้องรินจากเหยือกใส่แก้วเล็กๆ แล้วค่อยๆ จิบ

 วัฒนธรรมการดื่มกาแฟในแถบอาหรับเป็นเรื่องสำคัญมาก เวลามีแขกมาเยี่ยมที่บ้านเจ้าของบ้านต้องคอยหมั่นเติมกาแฟในแก้วของแขกอยู่ตลอดเนื่องจากเป็นมารยาทที่ดี แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความใส่ใจ การดื่มและการชงกาแฟอารบิกนั้นมีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ Turkish และ Saudi (จอร์แดนเป็นแบบแรกส่วนดูไบเป็นแบบหลังเรียกว่ากาแฟอารบิกก็ได้) ซึ่งจะดื่มคู่กับอินทผลัมหรือถั่วและเจ้าของบ้านจะเป็นคนดื่มกาแฟแก้วแรกก่อนเพื่อดูว่ากาแฟที่ชงนั้นดีหรือไม่ จึงจะรินให้แขกโดยเริ่มรินให้กับคนที่อาวุโสที่สุดก่อน แล้วค่อยรินให้กับคนอื่นทวนเข็มนาฬิกาจนครบทุกคนและเวลาที่ถือแก้วกาแฟจะต้องถือด้วยมือขวาเท่านั้นหากนั่งบนพื้นก็ต้องนั่งให้เรียบร้อย ไม่ให้ปลายเท้าโผล่ออกมาจนดูไม่งามด้วย

 ระยะเวลา 3 ชั่วโมงบนรถเราก็คุยกับอาล่าบ้างหลับบ้างฟังเพลงเล่นมือถือไปเรื่อยๆ (ในรถมีไว-ไฟให้ใช้ด้วยเก๋มาก) จนเราเข้าไปถึงเขตเมืองเพตราอาล่าจอดรถและลงไปซื้อแซนด์วิชมาให้พกใส่กระเป๋าเป็นเสบียงตอนเดินเที่ยวในเพตราและมานั่งบรีฟข้อมูลคร่าวๆ ของนครศิลาสีกุหลาบให้เราฟัง

 

 อาล่าบอกว่าหลังจากที่เราซื้อตั๋วเข้าไปแล้วให้หยิบแผนที่ออฟฟิเชียลจากเจ้าหน้าที่มาและห้ามไปไหนกับใครทั้งสิ้นเพราะเข้าไปด้านในจะเจอคนเสนอให้ขึ้นรถม้าขี่ม้าเสนอพาขึ้นเขาไปชมวิวด้านบนนู่นนี่ซึ่งห้ามไปด้วยเด็ดขาด!เพราะทุกจุดในเพตรานั้นเราสามารถเดินถึงกันได้ทั้งหมดและเส้นทางที่ขึ้นเขาไปชมวิวจากมุมสูงไม่ใช่เส้นทางหลักเราอาจโดนดักทำร้ายไถเอาเงินหรือทำมิดีมิร้ายได้และก็บรีฟให้ฟังสั้นๆ ว่าจุด Treasury ที่โด่งดังนั้นสร้างโดยมีพื้นฐานยังไงเสาแต่ละต้นรูปปั้นแต่ละจุด มีความหมายเกี่ยวกับอะไรบ้างก่อนปล่อยให้เราเข้าไปผจญภัยตามลำพัง

 

 และก็จริงตามที่อาล่าว่าไว้ไม่มีผิดเพราะตั้งแต่ทางเดินเข้ามาก็มีแต่คนเรียกให้ไปขี่ม้านั่งรถม้าตลอดทางเหมือนเสียงเพรียกจากหลืบเขาที่พร้อมพุ่งเข้าหาเราตลอดเวลาจากตามซอกหินต่างๆซึ่งเราก็ปฏิเสธมาตลอดทางอย่างแข็งขันว่า ไม่เอาไม่ไปไม่สนใจเดินเองได้จ้า

 

 

 

 

 จากคำบอกเล่าของอาล่าด้านหน้าของ Treasury ถูกสร้างไว้ให้เป็นเหมือนปฏิทินจำนวนเสาทั้งหมด 12 ต้น เท่ากับเดือนทั้ง 12 เดือนรูปปั้นแทนฤดูกาลทั้งสี่และจำนวนจุดที่เขาสลักเป็นกลมๆ ที่เรียงเป็นแนวยาวนั้นแทนจำนวนวันตลอดปี

 ถัดจากส่วนนี้ก็เป็นนครเพตราด้านในที่ประกอบด้วย Street of Facades ถนนยาวที่เป็นทางสัญจรหลัก, Theatre จุดรวมชาวเมืองและ Royal Tombs ซึ่งเป็นสุสานของชนชั้นสูง

 

 

 หากเดินมุดเข้าไปด้านในตามซอกหลืบต่างๆจะเห็นว่าเขาใช้วิธีตัดหินเข้าไปเพื่อทำเป็นห้องต่างๆ แล้วตัดเป็นช่องเล็กๆ เป็นหน้าต่างให้เพื่อแสงลอดเข้ามา

 เขยิบเข้ามาอีกนิดจะเจอกับกลุ่มอาคารเก่าแก่ที่ใช้หินก่อเป็นผนังไม่ใช่การเจาะหินเข้าไปแล้วทางเดินก็มีหินปูเรียบร้อยและมีเสากลมตั้งเรียงราย

 

 

 

 เลยจากจุดนี้ไปจะเป็นส่วนของ Monastery ซึ่งเป็นวิหารใหญ่ในนครเพตราแต่น่าเสียดายที่เราเดินไปไม่ถึงเพราะนัดเวลากับอาล่าไว้เรียบร้อยแล้วหากเดินต่อไปอาจกลับมาเจอกันไม่ทันประกอบกับช่วงนี้เริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าค่อนข้างเร็วไม่อยากจะเสี่ยงเดินดุ่มๆ ท่ามกลางความมืด

 

 ถึงแม้จะไม่ได้ไปเห็นวิหารใหญ่ก็ไม่เป็นไรเพราะระหว่างทางเดินกลับเราก็ได้เห็นบรรยากาศยามเย็นที่เมื่อพระอาทิตย์ทอแสงนุ่มนวลนั้นทำให้ตึกรามรอบตัวกลายเป็นสีชมพูสมชื่อจริงๆ

 และนี่คือบันทึกการเดินทางของเราใน ‘เพตรานครแห่งศิลาสีกุหลาบที่สาบสูญ’ 1ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

Tags:journeyจากทางบ้านดูไบจอร์แดนเพตราPetra
Share :
Author
พลอยอาภา ชุณหะนันทน์
Photographer
-
นางาโนะ-โทยามะ-กิฟุ ทริปเที่ยวป่าญี่ปุ่นยามใบไม้เปลี่ยนสี 5 วัน 3 จังหวัด
Journeyนางาโนะ-โทยามะ-กิฟุ ทริปเที่ยวป่าญี่ปุ่นยามใบไม้เปลี่ยนสี 5 วัน 3 จังหวัดนักเขียน : มลภษร ชูวงษ์
เยี่ยมบ้านพักไอน์สไตน์ ชมสถาปัตยกรรมเมืองท่าเก่าแก่อายุร้อยกว่าปีที่โมจิโกะ
Journeyเยี่ยมบ้านพักไอน์สไตน์ ชมสถาปัตยกรรมเมืองท่าเก่าแก่อายุร้อยกว่าปีที่โมจิโกะนักเขียน : รหัท กิจจริยภูมิ
พักใจใน Muir Woods National Monument ป่าไม้แดง 600 กว่าปีที่ซานฟรานซิสโก
Journeyพักใจใน Muir Woods National Monument ป่าไม้แดง 600 กว่าปีที่ซานฟรานซิสโกนักเขียน : พลอยอาภา ชุณหะนันทน์