Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
My Name is Red หนังสือว่าด้วยเสียงเล่า และความไม่สัตย์ซื่อของประวัติศาสตร์

My Name is Red หนังสือว่าด้วยเสียงเล่า และความไม่สัตย์ซื่อของประวัติศาสตร์

17/02/2019
Reason to read
AUTHOR: คาลิล พิศสุวรรณ
SHARE:

 หากใครที่เคยได้อ่าน Game of Thrones ฉบับนิยายคงจะพอคุ้นเคยกับลักษณะการดำเนินเรื่องที่เล่าผ่านเสียงของตัวละครหลายๆตัวไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับมุมมองน้ำเสียงหรือเรื่องราวของตัวละครใดๆแค่เพียงหนึ่งแต่เลือกจะกระโดดไปรับฟังเสียงเล่าของตัวละครอื่นๆในเรื่องต่อเหตุการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่

 เพียงแต่ใน Game of Thrones George R.R. Martins เลือกจะเล่าผ่านมุมมองบุคคลที่สามนั่นคือเขาไม่ได้พาผู้อ่านดำดิ่งไปอยู่ในสำนึกหรือกระแสคิดของตัวละครในเรื่องเรื่องราวของ Game of Thronesจึงยังเป็นลักษณะของการ ‘เล่าให้ฟัง’ มากกว่าไม่ได้เรียกร้องให้ผู้อ่านต้องมีส่วนร่วมหรือชั่งน้ำหนักว่าจะ ‘เชื่อ’ หรือ ‘ไม่เชื่อ’ ข้อมูลใดๆที่ได้รับจากตัวละครพูดอีกอย่างคือความจริงของ Game of Thronesปรากฏให้ผู้อ่านได้รับรู้อย่างชัดเจนหรือถ้าตัวละครใดๆคิดจะโกหกหรือพูดไม่ซื่อพวกเขาก็จะทำไปโดยไม่ตระหนักว่าตัวเองเป็นเพียงตัวละครสมมติที่กำลังถูกอ่านอยู่อีกทีหนึ่ง

 อ่านถึงตรงนี้คุณอาจงงว่าผมพูดถึง Game of Thrones ทำไมนั่นก็เพราะว่า My Name is Redนวนิยายเรื่องสำคัญของ Orhan Pamuk นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลชาวตุรกีก็ดำเนินเรื่องผ่านกลวิธีคล้ายๆกันนี้หากไม่เหมือนกันเสียทีเดียวแต่ก่อนจะไปพูดกันถึงเรื่องนั้นผมขอเล่าเรื่องราวของ My Name is Red อย่างสั้นๆเผื่อใครยังลังเลอยู่ว่าจะอ่านนิยายเล่มนี้ดีไหม

 My Name is Red พาเราย้อนกลับไปยังจักรวรรดิออตโตมัน ใน ค.ศ. 1591 ภายใต้การปกครองของสุลต่านมูรัตที่สามที่ ‘ความเป็นตะวันตก’ ค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในสังคมแห่งนี้ทว่าไม่ใช่ทุกคนจะพร้อมอ้าแขนรับความเป็นตะวันตกอย่างยินดีด้วยหลายๆสายตา (โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง) มองว่าสิ่งใหม่ที่คืบคลานเข้ามาจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของจักรวรรดิออตโตมันแต่ไม่เพียงในสนามของนักปกครองเท่านั้นที่เกิดความขัดแย้งด้วยในโลกศิลปะเองก็เกิดการปะทะกันระหว่าง ‘ความคิดเก่า’ กับ ‘ความคิดใหม่’ อย่างรุนแรงจนนำไปสู่เหตุการณ์ฆาตกรรมซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของนวนิยายเล่มนี้

 My Name is Red เริ่มต้นบทแรกด้วยการเล่าเรื่องของ ‘ศพ’ ร่างไร้ชีวิตของศิลปินนาม ‘Elegant Effendi’ ที่ถูกใครสักคนฆ่าทุบหัวและใบหน้าจนแหลกก่อนจะโยนเขาลงสู่ก้นบ่อน้ำเพราะไม่ทันเห็นใบหน้าฆาตกรศพของ Elegant Effendi จึงไม่รู้ว่าใครคือคนที่ดับชีวิตจากจุดนี้เองที่ปามุกก็ได้พาเราเดินเข้าสู่โลกของการสืบสวนเสาะหาว่าใครคือฆาตกรที่ฆ่าศิลปินและอะไรคือสาเหตุของการฆาตกรรม

 ฟังดูก็เหมือนพล็อตนวนิยายนักสืบดีๆสักเรื่องหนึ่งนะครับเพียงแต่เรื่องราวของ My Name is Red นั้นซับซ้อนเกินกว่าที่จะเล่าย่อๆได้อย่างครบถ้วนด้วยปามุกไม่เพียงสนใจแค่ประเด็นฆาตกรรมเท่านั้นแต่ผ่านหน้ากระดาษเกือบหกร้อยหน้าสิ่งที่เราได้ซึมซับระหว่างทางคือการถกเถียงกันระหว่างสองขั้วความคิดที่ฝั่งหนึ่งก็คิดว่าความเป็นตะวันตกจะนำมาซึ่งอันตรายแต่อีกฝ่ายก็คล้ายจะเชื่อว่าความรู้ใหม่ๆจะมาช่วยจุดประกายความคิดและสร้างความก้าวหน้าให้กับสังคมออตโตมัน

 ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจใน My Name is Red คือการถกเถียงกันระหว่างศิลปินที่มองว่าเทคนิคทางศิลปะแบบตะวันตกจะเป็นภัยต่ออิสลามกล่าวคือในฝั่งของศิลปินมุสลิมอนุรักษ์นิยมพวกเขามองว่าเทคนิคการจัดวางภาพให้มีทัศนมิติ (linear perspective) ที่พัฒนาขึ้นโดยศิลปินในยุคเรอเนซองซ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับภาพจะเป็นการท้าทายและพยายามจะช่วงชิงอำนาจของพระเจ้าในฐานะของผู้สร้างสรรพสิ่งพวกเขามองว่าศิลปินไม่ควรจะพาตัวเองไปทัดเทียมกับพระเจ้าในแง่ของการสร้างสิ่งเสมือนจริงพูดอีกอย่างคือเทคนิคแบบทัศนมิติคือตัวอย่างความอหังการของมนุษย์ที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้านั่นเอง

 กลับมาเรื่องเทคนิคการเล่าผ่านเสียงของตัวละครหลายๆตัวที่ผมได้เกริ่นไป My Name is Red เองก็เป็นนวนิยายที่เล่าเรื่องผ่านคำพูดและความคิดของตัวละครที่หลากหลายเช่นเดียวกันเพียงแต่ว่าความน่าสนใจหนึ่งที่สังเกตได้ทันทีคือในบรรดาตัวละครที่ปามุกคัดสรรมาให้เป็นผู้เล่าไม่ใช่ทุกตัวละครจะเป็นมนุษย์เสมอไปเห็นได้จากการที่เขาเริ่มต้นหนังสือเล่มนี้จากเสียงของศพที่ดูไม่มีประสิทธิภาพในการจะเล่าอะไรได้เลยทว่าปามุกก็เลือกที่จะหยิบยื่นน้ำเสียงให้กับตัวละครนี้ได้เล่าเรื่องจากพื้นที่หลังความตายและได้แบ่งปันข้อมูลที่เขามีให้กับคนอ่านแต่พ้นไปจากศพนวนิยายเล่มนี้ก็ยังมีผู้เล่าประหลาดๆอย่างมัจจุราชสุนัขสีหรือกระทั่งเหรียญทอง (ใช่ครับเหรียญทอง) รวมอยู่ด้วย

 หากใช้ศัพท์ทางวรรณกรรมเราสามารถเรียกเทคนิคการสับเปลี่ยนผู้เล่าไปเรื่อยๆใน My Name is Red ว่า multiperspectivity (หรือ polyperspectivity) นั่นคือการนำเสนอมุมมองที่หลากหลายให้กับผู้อ่านโดยไม่ได้ยึดติดอยู่กับเรื่องเล่าของใครเพียงคนเดียวแต่ในขณะที่ Game of Thrones เลือกจะเล่าผ่านมุมมองบุคคลที่สาม My Name is Red กลับเล่าผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ปามุกพาผู้อ่านเข้าไปใกล้ชิดกับตัวละครมากขึ้นได้รับรู้และรับฟังเรื่องราวผ่านคำบอกเล่าที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นโดยที่ผู้อ่านเองก็ถูกเรียกร้องให้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั่นเพราะไม่ใช่ทุกคำบอกเล่าในนวนิยายเรื่องนี้จะเป็นความจริงเสียทั้งหมดคำโกหกและความไม่สัตย์ซื่อล้วนปรากฏอยู่เรื่อยๆในคำพูดของตัวละครต่างๆและเพราะเหตุนี้เองเรื่องราวของ My Name is Red จึงยิ่งซับซ้อนขึ้นเพราะเราไม่รู้ว่าควรจะ ‘เชื่อ’ หรือ ‘ไม่เชื่อ’ ใครเราไม่อาจวางใจได้กับคำพูดของใครเพราะไม่มีตัวละครใดในเรื่องเป็นเจ้าของเรื่องเล่าที่จริงแท้หรือรับรู้เรื่องราวทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่งพวกเขาต่างเป็นส่วนประกอบเล็กๆของปริศนาฆาตกรรมนี้

 จุดหนึ่งที่ทำให้ My Name is Red ต่างไปจาก Game of Thrones คือตัวละครในเรื่อง ‘ตระหนัก’ ว่าพวกเขาเป็นเพียงตัวละครและกำลัง ‘ถูกอ่านอยู่’ โดยคนอื่นซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของวรรณกรรมหลังสมัยใหม่ (postmodern literature) ที่ตัวบทหรือตัวผู้เล่าจะ ‘รับรู้’ ถึงบทบาทและสถานะของตัวเองด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมีอำนาจที่จะต่อรองและตอบโต้กับผู้อ่านผ่านคำโกหกเรื่องราวที่วางใจไม่ได้หรือกระทั่งการที่ตัวละครมีสิทธิตัดสินใจที่จะ ‘ไม่เล่า’ ในสิ่งที่เขาต้องการจะปกปิดผู้อ่าน

 multiperspectivity ยังสอดรับกับโครงสร้างของนวนิยายเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะเมื่อ My Name is Red คือการย้อนเวลากลับไปในอดีต การเลือกจะประกอบสร้างเรื่องราวทั้งหมดผ่านน้ำเสียงที่หลากหลายจึงสะท้อนธรรมชาติของการศึกษาประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี นั่นเพราะในกระบวนการขุดคุ้ยประวัติศาสตร์ใดๆ เราย่อมไม่อาจเชื่อและวางใจแค่กับหลักฐานเพียงชิ้นสองชิ้น หากจำเป็นต้องพิจารณาจากหลายๆ แหล่งที่มา โดยไม่ปักใจเชื่ออย่างเร่งรีบ หรือตัดสินอะไรอย่างฉาบฉวยจนเกินไป

 My Name is Red คือนวนิยายที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์ผ่านการเรียกร้องให้ผู้อ่านใจเย็นๆกับเนื้อหาอย่างที่แม้สุดท้ายต่อให้พวกเขาพบว่าบางเรื่องที่เข้าใจว่าจริงจะเป็นแค่คำโกหกเท่านั้นหากนั่นก็เป็นเรื่องปกติของการพยายามศึกษาและเข้าใจอดีตพูดอีกอย่างคือปามุกชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการเชื่อเรื่องเล่าใดๆอย่างสุดใจโดยไม่คิดจะสงสัยหรือตั้งคำถามและกับดักที่ปามุกวางไว้อย่างแนบเนียนในหนังสือเล่มนี้จึงเป็นการย้ำเตือนให้เราคิดทบทวนว่าบางเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เราเชื่อกันว่าจริงอาจเป็นแค่คำโป้ปดที่ดูสมจริงก็เป็นได้

 ไม่ต้องมองไปไหนไกลแค่กับตำราประวัติศาสตร์ที่เราเคยเรียนกันในสมัยประถม–มัธยมนี่แหละครับจำกันได้ไหมว่าเคยได้อ่านอะไรกันไปบ้างมีกี่เรื่องกันที่ยังคงตกค้างอยู่ในสามัญสำนึกของเราจนถึงทุกวันนี้ลองนึกดูว่ามีตำนานหรือวีรกรรมอันห้าวหาญของใครบ้างที่เรายังจดจำได้อย่างแม่นยำแม้จะผ่านมาไม่รู้กี่ปีคำถามคือเรามั่นใจแค่ไหนว่าสิ่งที่รับรู้มานี้ไม่ใช่เรื่องโกหก?

 ในทางหนึ่งแม้ประวัติศาสตร์จะช่วยให้เราเข้าใจปัจจุบันและมองเห็นบริบททางสังคมในมุมมองที่กว้างขึ้นแต่เช่นกันที่ประวัติศาสตร์เองก็พร้อมจะกลายเป็นเครื่องมือแห่งอำนาจได้ง่ายๆหากเราไม่ระมัดระวังไม่คิดจะไต่ถามและพร้อมจะปักใจเชื่ออะไรโดยทันที ลองมาเดากันเล่นๆไหมครับว่าในตำราประวัติศาสตร์บ้านเราจะมีเรื่องเล่าที่ไม่สัตย์ซื่ออยู่สักแค่ไหนกัน?

Tags:หนังสือbookประวัติศาสตร์MyNameisRedรีวิวหนังสือOrhan Pamuk
Share :
Author
คาลิล พิศสุวรรณ
Photographer
-
Fox 8 หนังสือว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกพูดได้ และความกังวลใจของสัตว์ต่อการกระทำของมนุษย์
Reason to readFox 8 หนังสือว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกพูดได้ และความกังวลใจของสัตว์ต่อการกระทำของมนุษย์นักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ
Milkman ความปกติของการกดขี่ทางเพศในสังคมไม่ปกติ
Reason to readMilkman ความปกติของการกดขี่ทางเพศในสังคมไม่ปกตินักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ
Finding Sisu : หนังสือที่บอกว่าความสุขมาจากเรื่องยากๆ ในชีวิต
บันทึกการอ่านFinding Sisu : หนังสือที่บอกว่าความสุขมาจากเรื่องยากๆ ในชีวิตนักเขียน : กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี