“วันที่บางคนแม็คบางคนจ่อปืนลงตรงที่อกฉันเรียกฉันว่าอีร่านและขู่ที่จะยิงฉันเป็นวันเดียวกับที่คนส่งนมตาย” คือประโยคเปิดเรื่องของ Milkman นวนิยายของ Anna Burns นักเขียนชาวไอริชเหนือที่เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเพิ่งจะคว้ารางวัล Man Booker Prize ไปหมาดๆ
หากลองพิจารณาจากประโยคเปิดเรื่องสิ่งหนึ่งที่คุณอาจสงสัยคือ ‘บางคนแม็คบางคน’ หมายถึงอะไรสารภาพว่าในทีแรกผมก็งงอยู่เหมือนกันยิ่งพอภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Somebody McSomebody’ ก็ยิ่งชวนให้สับสนเข้าไปใหญ่แต่หลังจากที่ได้อ่านไปเรื่อยๆผมถึงพอเข้าใจว่าบางคนแม็คบางคนคือชื่อของตัวละครที่ผู้เขียนจงใจจะไม่เปิดเผยนั่นเอง
ก่อนที่จะพูดกันถึงเรื่องเนื้อเรื่องอย่างหนึ่งที่ต้องรู้ก่อนคือ ‘การไม่เปิดเผยชื่อจริง’ คือโครงสร้างสำคัญของ Milkmanเพราะไม่ใช่แค่บางคนแม็คบางคนที่เราจะไม่รู้ชื่อจริงเท่านั้นแต่ตัวละครอื่นๆในเรื่องต่างก็ไม่ปรากฏชื่อจริงให้เราได้รับรู้อาศัยเพียงการกล่าวถึงเอกลักษณ์จุดเด่นหรือสถานะของบุคคลนั้นๆเพื่อสร้างความเป็นปัจเจกให้แต่ละตัวละคร
เรื่องราวของ Milkman ถูกเล่าผ่านน้ำเสียงของ ‘น้องสาวคนกลาง’ เด็กสาววัย 18 ผู้มีพฤติกรรมชอบเดินอ่านหนังสือ (เธอบอกกับผู้อ่านว่าหนังสือที่อ่านจะต้องเป็นวรรณกรรมของศตวรรษที่ 19 เท่านั้นเพราะเธอไม่ชอบศตวรรษที่ 20) อยู่มาวันหนึ่งขณะที่น้องสาวคนกลางกำลังเดินอ่านวรรณกรรมเรื่อง Ivanhoeไปเรื่อยๆชายแปลกหน้าวัย 41 ที่รู้จักกันในชื่อ ‘คนส่งนม’ ก็จอดรถของเขาลงข้างๆพลางอาสาจะขับไปส่งให้ถึงบ้านแต่เพราะไม่รู้ว่าเขาคือใครทั้งยังไม่วางใจในคำเชิญชวนที่ดูจะมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงการพบกันครั้งนั้นสิ้นสุดลงที่น้องสาวคนกลางยืนยันว่าจะเดินอ่านหนังสือต่อซึ่งคนส่งนมก็ยินดีจะขับรถจากไปอย่างว่าง่าย
เป็นหลังจากที่ทั้งสองเจอกันครั้งแรกที่น้องสาวคนกลางเริ่มรู้สึกว่าถูกคนส่งนมติดตามไปทุกที่เธอพบเขาระหว่างวิ่งออกกำลังกายในยามเย็นและเธอก็ได้ยินเสียงกดชัตเตอร์ปริศนาที่คิดว่าน่าจะกำลังลอบตามถ่ายเธออยู่แต่ที่ร้ายที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่ว่าการพบกันเพียงไม่กี่ครั้งของทั้งสองได้สร้างข่าวลือว่าน้องสาวคนกลางกำลังมีสัมพันธ์ลับๆกับคนส่งนมไปเสียอย่างนั้น
Anna Burns ไม่เคยระบุชัดว่าเรื่องราวของ Milkman เกิดขึ้นที่ไหนเพราะเช่นเดียวกับที่ชื่อของตัวละครไม่เคยปรากฏให้ได้รู้ชื่อของเมืองหรือกระทั่งชื่อประเทศเองก็ไม่เคยถูกกล่าวถึงแต่จากรายละเอียดยิบย่อยของเหตุการณ์ต่างๆที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นจริงเราจึงอนุมานได้ว่าฉากหลังของนวนิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นในไอร์แลนด์เหนือระหว่าง ‘The Troubles’ (ค.ศ. 1968 – 1998) ช่วงเวลาแห่งความรุนแรงที่กองทัพกู้ชาติไอริชหรือ IRA (Irish Republican Army) ซึ่งต้องการจะรวมไอร์แลนด์เหนือและไอร์แลนด์ที่ถูกอังกฤษแบ่งจากกันในค.ศ. 1921 ให้เป็นหนึ่งอีกครั้งเป็นช่วง The Troubles นี่เองที่ IRA ได้ก่อความไม่สงบอย่างต่อเนื่องความมุ่งมั่นที่จะต่อต้านอังกฤษได้นำไปสู่ความรุนแรงที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ภายใต้บรรยากาศของความรุนแรงและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างฝั่งที่สนับสนุน IRA และต้องการให้ไอร์แลนด์เหนือรวมเป็นหนึ่งเดียวกับไอร์แลนด์กับฝั่งที่สนับสนุนอังกฤษที่วิตกกัลวลและหวาดระแวงจนกลายเป็นสภาวะปกติของตัวละครใน Milkman เช่นเดียวกับที่ข่าวลือคำนินทาและการว่าร้าย ก็เสมือนเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างชินชาเพราะไม่มีใครวางใจซึ่งกันได้อีกต่อไป
ในช่วงหนึ่งของหนังสือน้องสาวคนกลางพูดไว้ว่า “การต้องเติบโตขึ้นในสังคมขนหัวลุกที่กฎกติกาพื้นฐานคือหากคุณไม่ได้รับการแตะเนื้อต้องตัวอย่างรุนแรงและไม่มีวาจาหยามเหยียดใดๆพ่นใส่คุณเช่นนั้นจะถือว่าคุณถูกข่มขู่จากสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ได้อย่างไรล่ะ” ประโยคนี้เองที่ไม่เพียงจะแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกผิดปกติที่น้องสาวคนกลางมีต่อสภาพสังคมที่เธออาศัยอยู่เท่านั้นหากยังสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจที่ปรากฏในรูปแบบของสามัญสำนึก (common sense) โดยเฉพาะเมื่อที่อำนาจนั้นๆมีสภาพเป็นการกดทับและลิดรอนสิทธิที่จะแสดงความรู้สึกใดๆของผู้หญิงในสังคมเพียงเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเธอไม่ได้ปรากฏในลักษณะที่รุนแรงระดับเดียวกับที่สามัญสำนึกกำหนดไว้
หากเราลองย้อนกลับไปที่การพบกันครั้งแรกระหว่างน้องสาวคนกลางกับคนส่งนมจะเห็นว่าแม้จะไม่ได้มีการแตะเนื้อต้องตัวอย่างรุนแรงหรือการใช้ภาษาที่เป็นไปในทางหยามเหยียดแต่อย่างใดทว่าน้องสาวคนกลางกลับรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามอึดอัดและไม่สบายใจต่อท่าทีของชายแปลกหน้าวัยกลางคนที่อยู่ๆก็มาพูดจาหว่านล้อมแต่ถ้าเรายึดตามกฎกติกาพื้นฐานของสังคมนี้แน่นอนว่าการพบเจอกันของทั้งคู่ย่อมไม่ถือว่าน้องสาวคนกลางถูกข่มขู่แต่อย่างใดเพราะไม่มีการความรุนแรงใดๆเกิดขึ้นทว่าคำถามที่ตามมาคือเช่นนี้แล้วความรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามของน้องสาวคนกลางจะไม่ถือเป็นความจริงไปโดยทันทีเลยหรือ
Anna Burns ตั้งคำถามเดียวกันนี้ต่อสภาพสังคมไอร์แลนด์เหนือในช่วงเวลานั้นที่นอกจากผู้คนจะไม่ไว้ใจกันเองและคอยแต่จะลดทอนคุณค่าซึ่งกันและกันเพราะต่างก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูแล้วสภาวะสงครามยังคอยยกชูให้อำนาจของเพศชายเข้มข้นยิ่งขึ้นแต่ก็เช่นเดียวกับที่เธอเองก็โยนคำถามเดียวกันต่อความเป็นไปของโลกในปัจจุบันเพราะแม้บางคนอาจรู้สึกว่าสังคมที่เราอยู่นับวันจะยิ่งมีความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้นแต่การคุกคามทางเพศต่อผู้หญิงก็ยังคงมีให้เห็นในหลายระดับ #MeToo คือหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความรุนแรงต่อผู้หญิงยังคงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆเพียงแต่ถูกอำนาจของเพศชายปิดซ่อนไว้และซึ่ง Milkman เองก็สะท้อนให้เห็นถึงการที่สังคมหนึ่งยินยอมให้การคุกคามทางเพศใดๆต่อผู้หญิงเกิดขึ้นได้เพียงเพราะกฎกติกาของสังคมนั้นกำหนดระดับของความรุนแรงไว้โดยไม่คิดจะคำนึงหรือพยายามจะทำความเข้าใจความรู้สึกของเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำแม้แต่น้อย
Milkman ยังแสดงให้เห็นถึงสังคมที่พร้อมจะกล่าวโทษเหยื่อในทันทีโดยที่ไม่พิจารณาถึงผู้กระทำแม้แต่น้อยอย่างที่เรามักจะเห็นอยู่บ่อยๆในข่าวที่ผู้หญิงโดนลวนลามหรือข่มขืน แต่ผู้คนก็มักจะมารุมด่าเหยื่อว่าแต่งตัวโป๊บ้างล่ะยอมไปนอนห้องเดียวกับผู้ชายโดยลำพังบ้างล่ะทั้งที่นั่นควรเป็นเรื่องของผู้ชายต่างหากที่ต้องรับผิดชอบต่อการสะกดกลั้นตัณหาและอารมณ์ของพวกเขาให้ได้ไม่ปลดปล่อยออกมาเพื่อสร้างบาดแผลให้กับผู้อื่นอย่างที่คนส่งนมเองเลือกที่จะติดตามน้องสาวคนกลางไปเรื่อยๆเพียงเพราะเกิดชอบใจแต่เมื่อเกิดเสียงซุบซิบนินทาผู้ที่ต้องรับเคราะห์กลับไม่ใช่คนส่งนมที่เป็นผู้ชายหากเป็นน้องสาวคนกลางที่ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมแทนเพียงเพราะว่าเธออายุน้อยกว่าและเป็นผู้หญิงพูดอีกอย่างคือ น้องสาวคนกลางกลายสภาพเป็นผู้ไร้เสียงที่คำพูดใดๆจากเธอกลายเป็นเรื่องไร้น้ำหนักไปโดยทันที
Anna Burns เลือกจะปิดบังชื่อจริงของตัวละครและสถานที่ในเรื่องเพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Milkman ไม่ได้จำเพาะเจาะจงอยู่แค่ในโลกของนวนิยายที่เธอแต่งขึ้นมาแต่การคุกคามทางเพศล้วนเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาในโลกแห่งความเป็นจริงคำถามที่ว่า ‘แล้วความรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามของน้องสาวคนกลางจะไม่ถือเป็นความจริงไปโดยทันทีเลยหรือ’ จึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่กับตัวละครในเรื่องเท่านั้นเพราะในทุกๆวันคำถามเดียวกันนี้ย่อมอาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องกลายเป็นเหยื่ออำนาจของเพศชายหากน้องสาวคนกลางคือตัวแทนของผู้หญิงที่ถูกกระทำคนส่งนมเองก็คือตัวแทนของเพศชายที่เชื่ออย่างเป็นตุเป็นตะว่าผู้หญิงทุกคนล้วนสามารถเป็นของเล่นหรือทรัพย์สินในครอบครองของพวกเขาได้และอำนาจของเพศชายก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือท้าทายได้แม้แต่น้อย





