คำว่า ‘ฮีโร่’ อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน เพราะภาพของฮีโร่ที่เราคุ้นเคยมักเป็นคนที่แข็งแกร่ง กล้าหาญ และพร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วยคนอื่นอยู่เสมอ แต่ถ้าลองมองกลับมาที่ชีวิตจริง เราทุกคนต่างก็มีวันที่อยากเป็นคนแบบนั้น ในขณะเดียวกันก็มีวันที่แค่พาตัวเองผ่านวันนี้ไปให้ได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ My Hero Academia ทำให้เรื่องราวของเหล่านักเรียนฮีโร่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การต่อสู้กับเหล่าวายร้าย เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องเอาชนะบางครั้งกลับเป็นสิ่งนามธรรมมากๆ อย่างเช่นความกลัว ความคาดหวังจากคนรอบตัว หรือความรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ
นักเรียนยูเอแต่ละคนจึงเดินเข้ามาในโลกของฮีโร่ด้วยเหตุผลแตกต่างกัน บางคนอยากพิสูจน์ตัวเอง บางคนอยากหลุดออกจากอดีต บางคนกำลังตามหาความฝันของตัวเอง ขณะที่บางคนเพียงอยากทำให้คนที่ตัวเองรักมีชีวิตที่ดีขึ้น เผอิญว่าระหว่างทางพวกเขากลับพบว่าการเติบโตไม่ได้หมายถึงการเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดเสมอไป แต่อาจหมายถึงการได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครเหล่านี้ อาจไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นฮีโร่ หรือใครเท่กว่าใคร แต่เบื้องหลังอัตลักษณ์แสนพิเศษเหล่านี้ ใช่หรือไม่ว่ามันมีภาพของเด็กธรรมดาๆ ที่กำลังหาทางใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง หาว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ แง่มุมนี้เองที่ทำให้ผู้ชมอย่างเรานึกย้อนถึงตัวเอง
คอลัมน์ a better day สัปดาห์นี้พาไปรู้จักเหล่าตัวละครจาก My Hero Academia กัน และอ้อ มีคำถามเล็กๆ สักหนึ่งข้อที่อยากชวนผู้อ่านคิดหาคำตอบกันเล่นๆ ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกเป็นฮีโร่แบบไหน
มิโดริยะ อิซึคุ
อัตลักษณ์ : One For All

ใครๆ ก็ฝันจะเป็นฮีโร่และการจะเป็นฮีโร่เพื่อไปต่อสู้กับเหล่าวายร้ายได้ คุณจำเป็นต้องมีอัตลักษณ์ อัตลักษณ์เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด บางคนมีอัตลักษณ์ระเบิด อ่านใจคน ลอยตัวกลางอากาศ ครึ่งร้อนครึ่งเย็น
แต่ผมนี่สิ ผมไม่มีอัตลักษณ์ การไม่มีอัตลักษณ์มีความหมายว่าผมไม่สามารถเป็นฮีโร่ได้ ทำได้แค่เพียงดิ้นรนใช้ชีวิตและรอให้ฮีโร่มาช่วยเหลือยามเกิดปัญหา
บาคุโก คัตสึกิ ถึงขั้นพูดกับคนอื่นๆ สนุกปากเลยว่า เขาไม่มีอะไรพิเศษเลย หมอนั่นไร้อัตลักษณ์ เขามันไร้ประโยชน์
ทุกครั้งที่เจอกันหมอนั่นจะมองผมด้วยสายตาเหยียดหยามทุกครั้ง แล้วผมก็มีฉายาที่คนอื่นๆ ตั้งให้ว่าเดกุ คนญี่ปุ่นเรารู้กันดีใช่ไหมครับ มันจะมีอะไรน่าเจ็บปวดไปกว่าการถูกเรียกว่าคนไร้ประโยชน์ได้อีก แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอกครับ
มันก็มีจุดเปลี่ยนอยู่นะครับ ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งที่วายร้ายเหนียวหนืดบุกเมือง ความหนืดนั้นทำร้ายผู้คนไปทั่ว แล้วก็แน่ล่ะนะครับ เด็กผู้ใฝ่ฝันจะเป็นฮีโร่ต่างก็ออกไปหวังจะปราบวายร้าย เพียงแต่ว่าเจ้าวายร้ายหนืดนั้นแข็งแกร่งเกินไป ผมยังจำได้ว่าข้อมือข้อเท้าของบาคุโกถูกพันจนหมอนั่นไม่สามารถใช้อัตลักษณ์ระเบิดได้
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไรอยู่ แต่ผมก็ตรงดิ่งเข้าไปทั้งๆ ที่ไม่มีอัตลักษณ์นั่นแหละครับ ผมคิดแค่ว่าต้องทำยังไงก็ได้ให้บาคุโกมีช่องในการใช้อัตลักษณ์ ผมยอมรับครับว่าทำอะไรโดยพลการ การวิ่งเข้าไปแบบนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง แต่หมอนั่นดูต้องการความช่วยเหลือ แล้วผมจะไม่เข้าไปช่วยได้ยังไง
ลืมบอกไปนะครับ ผมอยากเป็นฮีโร่ให้ได้อย่างออลไมท์ เขาช่วยผู้คนด้วยรอยยิ้มเสมอ ระหว่างที่กำลังประมือกับวายร้ายเหนียวหนืดอยู่ จู่ๆ ออลไมท์ก็เข้ามาช่วยพวกเราและในวันเดียวกันนั้นเอง ออลไมท์ก็ตัดสินใจถ่ายทอด One For All ให้กับผม ผมยังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยครับว่ามันเรื่องจริงหรือ
แต่มันก็ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ได้พลังมาแล้วผมก็ใช้มันไม่เป็น ทุกครั้งที่ใช้พลังผมจะได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ผมพยายามเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง เช้าและเย็นผมจะฝึกฝนเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม สังเกตจุดแข็งของคนอื่น เรียนรู้จากพวกเขาเหล่านั้น และข่าวดีก็คือตอนนี้ผมได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลาย U.A. แล้วนะ
ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียกับการที่อยากยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา ก็ในเมื่อผมสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้แล้วทำไมผมจะไม่ทำ แต่ขอบอกตามตรงเลยนะครับ บางครั้งผมก็เลือดร้อนจนลืมถามตัวเองเหมือนกันว่าผมคนเดียวสามารถช่วยทุกคนได้ไหวไหม
และมันก็หมดสิ้นสงสัย ผมไม่สามารถช่วยทุกคนได้ด้วยตัวคนเดียว ผมยังต้องพึ่งพาเพื่อน ยังต้องเรียนรู้จากคนอื่น และบางครั้งก็ต้องยอมรับว่าตัวเองกำลังบาดเจ็บ สู้ต่อไม่ไหว แต่ผมพอจะเข้าใจอยู่ว่าการบอกว่าตัวเองไม่ไหวบางสถานการณ์ก็ไม่อนุญาตให้เราแสดงมุมนี้ออกมามากนัก
ผมจำได้ว่าเมื่อตอนที่อุราระกะ โอชาโกะ ได้ยินชื่อฮีโร่ของผม เดกุ เธอยิ้มออกมา เธอบอกว่าเดกุไม่ได้มีความหมายแค่ว่าคนไร้ประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่จะหมายถึงทำได้ ก็ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะหมายความแบบไหนผมก็ชอบคำนี้อยู่ดี
บาคุโก คัตสึกิ
อัตลักษณ์ : ระเบิด

ตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมก็มั่นใจ 1,000% ว่าฮีโร่ที่อยู่เหนือกว่าผมมีแค่คนเดียวเท่านั้น นั่นคือออลไมท์ และผมก็มั่นใจอีกเหมือนกันว่าวันหนึ่งผมจะก้าวข้ามตาแก่นั่นและขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของการเป็นฮีโร่
คนคงไม่ชอบขี้หน้าผมเยอะ ผมเป็นนักเลง มั่นใจ มุทะลุ ห่าม เลือดร้อน และของหวานจานโปรดคือการได้เห็นสีหน้าจ๋องๆ ของไอ้พวกอ่อนแอไร้ค่า เหยื่อรายแรกๆ ของผมจะเป็นใครไปได้นอกจากไอ้มิโดริยะ
คนอย่างนี้จะไปทำอะไรได้ ไอ้คนไร้อัตลักษณ์ ผมจำได้ว่าเคยพูดใส่ไอ้มิโดริยะว่าอย่างนั้น และตอนอยู่มัธยมปีสุดท้าย ผมทำเรื่องห่ามที่สุดอย่างหนึ่งคือเผาสมุดบทวิเคราะห์ฮีโร่สำหรับอนาคตของมิโดริยะ โยนออกนอกหน้าต่าง และพูดอีกว่า
ถ้าอยากเป็นฮีโร่นักละก็มันพอจะมีวิธีอยู่นะ คือเชื่อมั่นว่าตัวเองจะมีอัตลักษณ์ในชาติหน้า แล้วกระโดดจากหลังคาโรงเรียนไปตายซะ
ตอนที่เจ้านั่นเล่าถึงตอนเข้ามาช่วยผมจากวายร้ายเหนียวหนืด ผมไม่ได้ร้องขอด้วยซ้ำ จุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง คิดแล้วก็ชวนหัวเสียเป็นบ้า ผมตัวคนเดียวสามารถต่อกรได้สบายๆ อยู่แล้ว ผมไม่ได้รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเลยด้วยซ้ำ
ผมตกใจเล็กๆ เมื่อเจ้ามิโดริยะสามารถสอบเข้ายูเอได้ และในการฝึกฝนบางครั้งหมอนั่นก็สามารถเอาชนะผมได้ซะอย่างนั้น ผมมั่นใจว่าอัตลักษณ์ระเบิดที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิดน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วกับการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของการเป็นฮีโร่
ครั้งหนึ่งตอนที่ไอ้มิโดริยะหนีออกไปคนเดียว หลังทุกคนได้รับรู้ว่าหมอนั่นคือผู้สืบทอดอัตลักษณ์ One For All ทำทรงหล่อ เลือกจะฉายเดี่ยว ช่วยเหลือผู้คนด้วยรอยยิ้มอะไรนั่น พักหลังผมก็ไม่เห็นหมอนั่นจะยิ้มอะไรนักหนา ดูสะบักสะบอมหยำเปด้วยซ้ำไป
ผมโคตรเกลียดโมเมนต์แบบนี้เลย โมเมนต์ที่รู้สึกว่าไอ้กระจอกงอกง่อยคนหนึ่งกำลังนำหน้าผมไป ผมไม่อยากยอมรับความจริงข้อนี้ ความจริงที่ไอ้เด็กไร้อัตลักษณ์ที่เดินตามผมต้อยๆ วันหนึ่งทิ้งห่างอัตลักษณ์ระเบิดของผมไป แต่ผมอยากจะบอกไว้เลยนะครับ เดี๋ยววันหนึ่งก็จะยอมจำนน
และถ้าให้ดี อย่าไปคิดว่าใครกำลังแซงใครเลย แข่งกับตัวเองก็เหนื่อยจะเป็นบ้าอยู่แล้ว
โทโดโรกิโชโตะ
อัตลักษณ์ :ครึ่งร้อนครึ่งเย็น

ผมเกลียดพ่อ
เขามั่นใจเหลือเกินว่าจะก้าวขึ้นมาแทนที่ออลไมท์ได้ แต่ใครก็รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ และคล้ายๆ ว่าเขาเอาปมตรงนั้นมาเทใส่ผม ตั้งแต่เด็กเขาคาดหวังให้ผมต้องเป็นคนเก่ง ต้องเป็นฮีโร่อันดับ 1 ด้วยใครๆ ก็บอกว่าผมมีอัตลักษณ์ที่พิเศษ, ครึ่งร้อนครึ่งเย็น น้ำแข็งด้านขวามาจากแม่ ไฟด้านซ้ายมาจากพ่อ
ไอรักมันก็คงรัก แต่พ่อผมสร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเราทุกคน ถ้าจะพูดอย่างตรงไปตรงมาคือ พ่อซ้อมแม่ เมื่อมองหลายๆ อย่างที่เขาทำกับพวกเราแล้วจะไม่ให้ผมเกลียดเขาได้ยังไง
ผมตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรกเลยว่าจะเป็นฮีโร่ด้วยพลังน้ำแข็งเท่านั้น ผมจะไม่ใช้อัตลักษณ์ซีกซ้ายเด็ดขาด ใช่ว่าไฟเป็นพลังที่ไม่ดี แต่อัตลักษณ์ซีกซ้ายทำให้ผมนึกถึงพ่อ ผมไม่ได้อยากเป็นอย่างเขา ผมจึงปฏิเสธอีกครึ่งของตัวเอง
และคล้ายกับว่าผมใช้แต่เพียงพลังน้ำแข็งพิสูจน์ให้ใครๆ เห็นว่าผมเอาชนะทุกคนได้ โดยไม่ต้องพึ่งอัตลักษณ์ไฟ ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งที่สู้กับมิโดริยะ เจ้านั่นใช้อัตลักษณ์ One For All จนร่างกายสะบักสะบอม ผมไม่รู้เจ้านั่นคิดยังไงนะ แต่ผมคิดเอาเองว่าเจ้านั่นคงมองว่าผมไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่ผมมี หรือจะใช้คำว่าศักยภาพที่แท้จริงก็ได้
ผมใช้พลังน้ำแข็งใส่เจ้านั่นจนไม่เหลือสภาพ แต่เจ้านั่นก็ไม่ลดละ พูดพร่ำทำนองว่าผมพยายามปกปิดอีกด้านของตัวเอง และคนที่ใช้พลังแค่ครึ่งเดียวจะเป็นฮีโร่ได้ยังไงกัน แต่ผมก็ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะไม่ใช้ไฟ ผมเกลียดพลังนี้ที่ทำให้นึกถึงพ่อ-คนที่ทำร้ายครอบครัวของเรา
ชั่วขณะหนึ่งผมนึกถึงคำพูดของแม่ ลุกขึ้นสิ! จงเป็นในสิ่งที่ลูกอยากเป็น
ก็ในเมื่อผมอยากเป็นฮีโร่… และผมก็ยอมให้ไฟมันหลั่งไหลออกมา
ที่เล่ามามันช่างย้อนแย้ง ไหนบอกว่าเกลียดพ่อนักหนา ก็ใช่นะครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่แม่พยายามบอกมาตลอด ประกอบท่าทีจองหองของไอ้มิโดริยะ ผมไม่คิดว่าความเกลียดที่มีต่อพ่อลดน้อยลง แต่ถ้าผมต้องหนี ผมก็ต้องหนีแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมเกิดมาอยู่ในร่างนี้แล้ว มันคือตัวตนของผม และการหนีหมายถึงการยอมรับว่าพ่อยังมีอำนาจเหนือชีวิตของผมอยู่
ผมเป็นคนที่มีอัตลักษณ์ครึ่งร้อนครึ่งเย็น และต่อจากนี้ผมจะตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าจะใช้พลังนั้นอย่างไร
มันก็นานอยู่นะครับ กว่าจะรู้ว่าชีวิตเป็นของเรา
อุราระกะ โอชาโกะ
อัตลักษณ์ : ไร้น้ำหนัก

สวัสดีค่ะ
ฉันต้องจากบ้าน จากพ่อแม่มาอยู่คนเดียวเพื่อเข้าเรียนที่ยูเอ ตอนนี้คิดถึงบ้านมากๆ ค่ะ คือครอบครัวไม่ได้กดดันให้ฉันต้องรีบประสบความสำเร็จเลย ตรงกันข้ามพ่อกับแม่สนับสนุนในสิ่งที่ฉันอยากทำมากๆ ซึ่งฉันแฮปปี้มากค่ะ
ใครหลายคนอาจกำลังสงสัยว่าอัตลักษณ์ของฉันดูไม่สามารถสู้อะไรกับใครได้ใช่ไหมคะ มันก็คงจริงนั่นแหละค่ะ และฉันก็ไม่คิดจะไปสู้กับใครด้วย ฉันอยากใช้อัตลักษณ์ที่มีช่วยเหลือผู้อื่นมากกว่าค่ะ เพียงแค่ฉันใช้ปลายนิ้วสัมผัสวัตถุ วัตถุนั้นก็จะไร้น้ำหนักและลอยขึ้นจากพื้นได้
ก็เป็นผู้หญิงนี่คะ เลยต้องเล่ามากกว่าคนอื่นๆ นิดหน่อยว่าอัตลักษณ์ของฉันทำอะไรได้บ้าง มาค่ะ จะเล่าอย่างละเอียดอีกครั้ง อัตลักษณ์ของฉันสามารถใช้กับสิ่งของขนาดใหญ่เพื่อเปลี่ยนให้เป็นอาวุธหรือเครื่องมือในการต่อสู้ได้, ใช้เศษซากหรือวัตถุรอบตัวสร้างความได้เปรียบในสนาม, ช่วยเคลื่อนย้ายสิ่งของหนัก ซึ่งเข้ากับงานกู้ภัยมากและหลังๆ มานี้ ฉันพัฒนาวิธีใช้พลังให้เหมาะกับการต่อสู้และการช่วยเหลือมากขึ้น
เล่าแล้วก็นึกถึงวัยเด็กค่ะ ตอนเด็กฉันคิดฝันตามประสาคนคิดน้อยว่าอัตลักษณ์ของฉันจะช่วยธุรกิจที่บ้านได้ อย่างเช่นว่าฉันทำให้อุปกรณ์ก่อสร้างที่หนักกลายเป็นของที่เคลื่อนย้ายได้ง่ายขึ้น
พูดกันตามตรง ธุรกิจก่อสร้างของบ้านเราไปได้ไม่ค่อยสวยหรอกค่ะ การเงินฝืดเคืองมากทีเดียว แต่พ่อกับแม่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวฉัน พวกท่านแค่อยากให้ฉันได้ทำตามความฝันของตัวเอง นั่นคือการเป็นฮีโร่มืออาชีพ แล้วฉันก็ได้มาเรียนที่ยูเอนั่นแหละค่ะ ที่นี่มีคนเก่งมากมาย อัตลักษณ์พิเศษกันทั้งนั้น
เป้าหมายของฉันคือ อยากเป็นฮีโร่มืออาชีพด้วยหวังว่าจะมีรายได้มากพอที่จะทำให้พ่อแม่มีชีวิตที่สบายขึ้น ฉันอยากตอบแทนพวกท่านค่ะ ก็เงินมันสำคัญมากนี่คะ แต่รู้อะไรไหมคะ ฉันเพิ่งพบว่าการเป็นฮีโร่มีความหมายอื่นๆ ที่มากกว่าการหาเงินด้วยนะคะ
มีเหตุการณ์หนึ่งที่ฉันจำได้แม่น ตอนนั้นฉันต้องประลองกับบาคุโก และรู้ดีว่าตัวเองเป็นรองอยู่มาก แต่ฉันก็ยังวางแผนใช้เศษซากรอบตัวให้เป็นประโยชน์ แม้สุดท้ายจะแพ้ แต่การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยากเป็นฮีโร่เพียงเพราะอยากหาเงินให้พ่อแม่อย่างเดียวแล้วค่ะ ฉันอยากเก่งขึ้น อยากช่วยคนให้ได้มากกว่านี้ และอยากเป็นคนที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ต้องแบกทุกอย่างไว้เพียงลำพัง
นึกแล้วก็มีอีกเรื่องค่ะ ตอนที่ได้พบกับโทกะ เธอเป็นวิลเลียนก็จริง แต่ฉันกลับอดคิดไม่ได้ว่าก่อนจะมาถึงจุดนี้ เธอเคยเป็นเด็กผู้หญิงแบบไหน และทำไมถึงไม่มีใครมองเห็นความเจ็บปวดของเธอเลย ฉันจึงอยากเป็นฮีโร่ที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ปราบวายร้าย แต่อยากเข้าใจคนที่กำลังทุกข์ และช่วยให้พวกเขาไม่ต้องแบกความเจ็บปวดไว้เพียงลำพังค่ะ
ถ้าเป็นเรื่องของหัวจิตหัวใจที่หนักอึ้ง ฉันคงใช้มือสัมผัสให้เบาลงไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องใช้ใจเพื่อมองให้เห็นถึงหัวใจของคนคนนั้น มองให้เห็นว่าข้างในมีความทุกข์อะไรซ่อนอยู่
อย่างน้อยก็หวังว่าสิ่งที่ฉันทำได้จะช่วยให้ปัญหาหรือความทุกข์ที่พวกเขากำลังแบกอยู่ ‘เบาลง’ บ้าง





