คำนำจาก a day
ถ้าพูดถึงดาราช่องจากบ้าน FAROSE เที่ยงตรงต่อหัวใจแล้วดูซิว่าคิดถึงใคร
ครูก้า-ผศ.สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์ อดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาอิตาเลียน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจเป็นชื่อที่ใครหลายคนคิดถึง รวมถึงเรา (อันนี้พูดจากใจ)
ครูก้าแหวกม่านปรากฏตัวเป็นครั้งแรกจากตอน ไกลบ้าน EP. 27 เมืองน่ารัก ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก (Siena, Italy) ลีลาการถ่ายทอดเรื่องราวของครูก้าเป็นธรรมชาติ ทั้งสีหน้า น้ำเสียง ข้อมูลแน่น และสนุกสนาน
ไม่ใช่แค่รายการไกลบ้าน ครูก้ายังเป็นที่จดจำในรายการช่างเชื่อม และเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์บนเวทีฟาราทอล์กที่จัดขึ้นในธีม Tell Me Y เมื่อปี พ.ศ. 2567
ถ้าใครกำลังคิดถึงลีลาการเล่าเรื่องของครูก้า เราขอผายมือแนะนำ Miss Italy หนังสือเล่มแรกของครูก้า ที่รวบรวมบทความจากคอลัมน์ Miss Italy จาก The Cloud ที่เขียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยมีสำนักพิมพ์ ABÚBOGO รวมเล่มและตีพิมพ์
ความประทับใจที่มีต่อหนังสือเล่มนี้เริ่มตั้งแต่วันสัมภาษณ์ บรรยากาศวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ มีฝนพรำข้างนอก ก่อนจะเริ่มคุยถึงเบื้องหลังหนังสือ ครูก้าถามชื่อทีมงานทุกคน ถามจริงถามจัง นั่นคือความประทับใจแรก
อีกความประทับใจก็เกี่ยวโยงอยู่กับชื่ออีกเหมือนกัน แต่เป็นชื่อหนังสือ
Miss Italy เป็นชื่อที่มี 2 ความหมาย
หนึ่ง (I am) Miss Italy (ฉันคือ) นางงามอิตาลี
สอง (I) Miss Italy จากนางงามอิตาลีที่เป็นคำนามจะขยับไปเป็นคำกริยาที่มีความหมายชวนอมยิ้มว่า (ฉัน) คิดถึงอิตาลี
คอลัมน์ Draft Till Done ขอจูงมือไปดูเบื้องหลังน่าสนใจ ตั้งแต่การดีไซน์หน้าปกรูปแผนที่ประเทศอิตาลี วิธีการคัดเลือกบทความที่ไม่ต่างจากการคัดตัวนางงามเข้ารอบสุดท้าย รู้ตัวว่าเป็นคนเขียนสนุกจากการเขียนจดหมายติดต่อกับเพื่อนฝั่งไทยสมัยไปเรียนอยู่โบโลญญา สิ่งที่หวังว่าผู้อ่านจะได้รับ ฯลฯ

เขียนโพสต์ในเฟสบุ๊กสนุกจน บก. ชวนไปเขียนคอลัมน์
ก่อนจะโบกมืออำลาตำแหน่งอาจารย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตำแหน่งสุดท้ายของครูก้าในรั้วจามจุรีคือรองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต มีหน้าที่เชิญวิทยากรจากที่ต่างๆ มาพูด หนึ่งในนั้นคือ ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร The Cloud และอดีตบรรณาธิการบริหาร a day
“ตอนพี่ก้องมาทาบทามเขียนคอลัมน์ ครูก็ อ้าว! แกรู้ได้ยังไงว่าครูเขียนหนังสือเป็น”
ครูก้าว่า พี่ก้องไปเตะตากับโพสต์ต่างๆ ที่ครูก้าเขียนลงเฟสบุ๊ก จึงชักชวนมาเขียนคอลัมน์ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับอิตาลีจะเป็นของถนัดมือ แต่จะเอามุมไหนของอิตาลีมาเล่าให้คนอ่านสนใจ ครูก้าถามพี่ก้องไปอย่างนั้น
และนี่คือบรีฟจากพี่ก้อง (จากปากครูก้า)
“เขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับอิตาลี ขอเดือนละ 1 ชิ้น เขียนให้ไม่เป็น Guide book นำเที่ยว ฟังดูยากเชียว ความยากในการเขียนคอลัมน์ Miss Italy คือคิดว่าจะพูดเรื่องอะไร เราจะไล่ไปทีละเมืองไม่ได้ เพราะเดี๋ยวมันก็คงจะหมด ไม่มีอะไรจะเขียน”
ก่อนจะเริ่มเขียนคอลัมน์ตอนแรก ผมขอให้ครูคิดชื่อคอลัมน์มาด้วย – พี่ก้องว่าไว้ในคำนิยม
“ครูจำได้ว่าชอบคำว่า Miss มันเป็นคำที่มีหลายความหมาย Miss Italy ในแง่หนึ่งก็ชวนให้นึกถึงนางงามใส่มงกุฎสายสะพายเป็นตัวแทนอิตาลีประเทศที่ครูผูกพัน กับอีกแง่คือครูเขียนด้วยความคิดถึงอิตาลี”
จากบทความชิ้นแรกในปี พ.ศ. 2562 จนถึงวันนี้ก็ 7 ปีพอดี รวมๆ แล้วครูก้าเขียนบทความลงคอลัมน์ไปกว่า 50 ชิ้น ครอบคลุมทั้งอาหาร ศิลปะ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ปกรณัม รวมถึงเกร็ดประวัติศาสตร์ บางชิ้นมียอดผู้อ่านสูงถึง 10,000 ครั้ง
“เคยมีเด็กคนหนึ่งบอกว่า หนูเลือกเรียนอิตาลีเพราะครูก้าค่ะ ครูบอกอย่าพูดอย่างนี้เลย ถ้าครูสอนบาลีหนูจะเรียนไหม เขาบอกก็ไม่แน่ค่ะ (หัวเราะ)”
“คอลัมน์ Miss Italy เป็นไปได้ว่าถ้าคนๆ นี้เขียนเรื่องอะไรเขาก็จะอ่าน มันมีความไว้วางใจและอาจเป็นเพราะความช่างเล่าของครู ไม่ใช่ทุกคนจะรักอิตาลีหรอก แต่เขาอาจจะชอบที่ครูเล่าเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง”

จดหมายสร้างนักเขียน
ครูก้าว่า ถ้าจะมีสักเหตุการณ์ที่พอจะบอกว่าทักษะการเขียนของฉันก็ไม่แย่นะ! คงต้องย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว
คราวนั้นครูก้าได้ทุนไปเรียนต่อที่อิตาลี ก่อนจะไปครูก้าถูกทาบทามให้เป็นอาจารย์ที่อักษรฯ จุฬาฯ เรียบร้อยแล้ว ว่าที่อาจารย์น้องใหม่จึงบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปด้วยความคิดที่ว่าต้องเก็บเกี่ยวความรู้กลับมาให้มากที่สุด
“ครูเป็นเด็กที่เซ่อมาก โลกแคบมาก ครูมีความคิดแบบพื้นๆ ว่าคนเป็นครูต้องรู้ทุกอย่างในโลก ตอนมีคนทาบทามให้เป็นอาจารย์ ครูบอกว่ายังไม่รู้ทุกอย่างในโลกคงจะเป็นครูไม่ได้หรอก อาจารย์เขาก็ปลอบใจว่าตอนอายุเท่าเธอครูก็รู้แค่นี้แหละ”
“พอตอนไปเรียนต่อที่อิตาลี ทุกวันไม่ยอมอยู่บ้านเลย ออกไปเงี่ยหูฟังคนตามร้านกาแฟบ้าง ไปนั่งสถานีรถไฟบ้าง ถ้าไม่รู้จะทำอะไรก็เดินตั้งแต่หัวถนนถึงท้ายถนน ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย ที่ทำแบบนั้นเพราะรู้ว่าวันหนึ่งเราต้องเป็นครูภาษาอิตาเลียนของประเทศไทย ตอนนั้นบ้านเรามีอาจารย์น้อยมาก”
ช่วงนี้เองที่เพื่อนจากฝั่งไทยเขียนจดหมายมาไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ ครูก้าจึงเขียนเล่าประสบการณ์ในอิตาลีผ่านจดหมายส่งกลับไปให้เพื่อน ปรากฏว่าเพื่อนชอบอ่านมาก
“เพื่อนเขาชมว่าครูเขียนแล้วเห็นภาพ เหมือนมานั่งคุยให้ฟัง เพื่อนครูเก็บจดหมายไว้ทุกฉบับเลยนะ แล้วเธอก็เอาไปให้ทุกคนอ่าน แล้วทุกคนก็ชอบ ฉะนั้น ถ้าถามว่าทักษะการเขียนครูมาจากไหน ก็น่าจะมาจากการเขียนจดหมายหาเพื่อนตอนนี้แหละ”

ไม่เคยคิดจะเขียนหนังสือเลย
ครูก้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีโอกาสได้เขียนคอลัมน์ และยิ่งไม่เคยคิดเลยว่าจะมีหนังสือของตัวเอง ที่รวบรวมบทความในคอลัมน์มาตีพิมพ์
วันหนึ่งพี่ก้องเอ่ยปากแซวว่า “ครูก้าครับ Miss Italy รวมเล่มได้แล้วนะครับ”
ครูก้าว่า ตอนแรกตั้งใจว่าจะออกหนังสือกับ The Cloud ซึ่งพี่ก้องก็บอกว่าได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรอนานสักหน่อย เพราะมีคิวหนังสือรอตีพิมพ์อีกยาว ระหว่างนี้ลองเลือกบทความที่ชอบและหานักวาดภาพปกรอไว้ก่อนก็ได้ แต่ด้วยความที่ไม่ได้อยากทำหนังสือมาตั้งแต่แรก จึงปล่อยเรื่อยปล่อยเฉื่อยไปอยู่พักใหญ่
“ตอนแรกครูคิดว่าจะทำเป็น E-book ด้วยซ้ำนะ คือครูเป็นคนชอบแคร์ใครไปเรื่อย รวมไปถึงคนที่ไม่รู้จัก ตอนเขียนเรื่องเหล่านี้ก็คิดถึงคนไทยในอิตาลี อยากให้เขานั่งอ่านได้เลยโดยไม่ต้องรอหนังสือส่งไป ในวงเล็บว่าไม่รู้ว่าเขาจะอ่านหรือเปล่านะ แต่ในตอนนั้นเราคิดถึงพวกเขา”
จังหวะนั้นเอง ครูก้าได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ฟาโรส-ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี หรือพี่ฟาของชาวช่องกำลังจะเปิดสำนักพิมพ์ แต่จะดุ่มไปเสนอหนังสือของตัวเองก็เกรงว่าลูกศิษย์จะตกปากรับคำด้วยความเกรงอกเกรงใจ
“ครูก็เลยคุยกับ นักรบ มูลมานัส บอก…นักรบ (ลากเสียง) ได้ยินมาว่าพี่ฟาโรสจะทำสำนักพิมพ์ ลองเลียบๆ เคียงๆ ถามให้หน่อยได้ไหมว่าอยากได้หนังสือครูไหม ครูมีหนังสือพร้อมจะออกเลยแหละ ภายหลังนักรบโทรมาบอกว่าฟาโรสดีใจมาก! หนูต้องการค่ะครู จบข่าว ก็เลยรวมเล่มทำกันเลย”

คัดเลือกนางงาม Miss Italy
จะว่าไป การคัดสรรบทความที่จะนำมาใช้ในหนังสือเล่มนี้ก็เข้มข้นไปไม่น้อยกว่าที่ท่านคณะกรรมการคัดเลือกนางงามเพื่อเข้ารอบสุดท้าย
ครูก้าเขียนบทความลงคอลัมน์ Miss Italy ไว้ 50 ชิ้น งานหนักจึงยิ้มแฉ่งใส่บรรณาธิการที่ต้องเป็นคนกลับไปไล่อ่านและคัดเลือกบทความที่ถูกตาต้องใจ
เดียร์-ณัฐชา กฤตนิรัติศัย คือบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้
“ครูไม่ได้เป็นคนเลือก บ.ก.เป็นคนเลือก เดียร์บอกว่าอ่านบทความในคอลัมน์แล้วชอบมาก (ลากเสียง) ก็เลยบอกเดียร์ว่า เดียร์ ครูไม่รู้หรอกเรื่องไหนดีหรือไม่ดี ที่อ่านแล้วดูเป็นเรื่องใหม่ สำหรับครูเป็นเรื่องเก่าหมดเลย (หัวเราะ)”
“เวลาทำงานกับ บ.ก. ถึงจะเป็นลูกศิษย์ ครูก็จะถอยออกมาบอกตัวเองว่าหนังสือเล่มนี้ฉันเป็นนักเขียน ฉันจะไปรู้ดีกว่า บ.ก. ได้ยังไง ไม่งั้นเขาจะจ้าง บ.ก. มาทำแก้วอะไรล่ะ”
บรรณาธิการเดียร์คัดบทความเข้ารอบสุดท้ายมาเกือบครึ่งจากทั้งหมด 50 บทความ เลือกจากที่อ่านแล้วชอบ มีทั้งความรู้เชิงวัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิต อาหารการกิน สถานที่ ฯลฯ เพื่อให้เนื้อหาเต็มอิ่มครบรสที่สุด เสร็จแล้วก็ส่งให้สำนักพิมพ์กับครูก้าพิจารณาอีกทีว่าโอเคหรือเปล่า
จังหวะนั้นเอง ครูก้าถึงกับเกาหัวแกรกว่าบทความที่ฉันเขียนมันมากมายขนาดนี้เชียว
“เดียร์ถามว่ามีเรื่องไหนที่ชอบแล้วอยากให้ใส่เข้าไปเพิ่มไหมคะครู เผอิญเรื่องที่ครูชอบเป็นพิเศษอยู่ในเรื่องที่เขาเลือกมาแล้ว ก็เลยจบข่าว”
ได้ยินแบบนั้นก็เสียดายแทนผู้เข้าประกวดคนอื่นๆ กรรมการเขามีนางงามในดวงใจอยู่แล้ว

รวบรวมความก้า
บรรณาธิการสาวคนเดิมบอกกับครูก้าว่าถ้าแค่เลือกบทความในคอลัมน์ Miss Italy มารวมเล่มเป็นหนังสือ ก็ดูจะธรรมดาไป รวมถึงผู้อ่านหลายคนที่เป็นแฟนประจำคอลัมน์ก็เคยอ่านไปหมดแล้ว ฉะนั้น ควรจะมีบทความพิเศษเพิ่มเข้ามา
โจทย์จาก บ.ก. คือครูก้าต้องเขียนบทความเพิ่มอีก 5 ชิ้น
อยากให้เขียนเรื่องทำนองไหนเพิ่มอีก เพราะเท่าที่เขียนไปก็ครอบคลุมเรื่องราวของอิตาลีในหลายแง่มุมแล้ว น้ำหนักตรงไหนที่ยังพร่องอยู่ – ครูก้าถามบรรณาธิการคู่ใจ
สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ อาหาร วัฒนธรรม มูเตลู วิถีชีวิตคนอิตาเลียน ไปจนถึงทริกการท่องเที่ยว บรรณาธิการรวบรวมสารพัดแง่มุมเกี่ยวกับอิตาลีที่คนอ่านน่าจะชื่นชอบมาเกือบครบทุกแง่มุมแล้ว
แต่เหมือนยังขาดความก้า
“บทความที่ต้องเขียนใหม่ เดียร์บอกว่าอยากได้ที่เห็นความเป็นครูก้าอะค่ะ ครูไม่มีทางเสนอไอเดียนี้นะ จู่ๆ จะให้มาเขียนเล่าว่าฉันเป็นคนแบบนี้ๆ คนเขาจะอยากอ่านเหรอ (หัวเราะ) แต่พอเดียร์บอกมาแบบนี้ครูก็จะกล้าเขียน เพราะเดียร์พูดในฐานะคนอ่านและบ.ก. โอเคๆ ลงมือเขียน”
มีเกร็ดน่ารักๆ ตอนครูก้าออกรายการไกลบ้านทางช่อง FAROSE ครูก้าพกเกร็ดเรื่องรอบตัวไว้เต็มกระเป๋า แต่พี่ฟาดันอยากรู้ชีวิตครูก้ามากกว่าซะงั้น ครูก้าเล่าถึงตรงนี้คนในห้องสัมภาษณ์วันนั้นก็พร้อมใจกันหัวเราะออกมา
“ในหนังสือก็จะมีบทความพิเศษเพิ่มเข้ามา ซึ่งผ่านการชั่งน้ำหนักจาก บ.ก. มาแล้ว ว่าควรเพิ่มประเด็นตรงไหนอีกบ้าง เดียร์ขอให้ครูเขียนเพิ่มอีก 5 ชิ้น แต่ครูเขียนส่งไปน่าจะ 6 หรือ 7 ชิ้น รวมคำนำ”
“ครูบอกว่าเดียร์เลือกมาแล้วกัน เลือกชิ้นที่เดียร์คิดว่าโอเค เดียร์ก็บอกว่าโอเคแล้วค่ะ แต่ว่ามันซ้ำกันอยู่ชิ้นหนึ่ง อ่าว ต้องเขียนเพิ่ม (หัวเราะ) แต่สุดท้ายพอวางรวมกัน มันก็ออกมากลมกล่อมแบบที่เขาตั้งใจไว้”

บทความทุกชิ้น เมดอิน ไทยแลนด์
บทความที่ครูก้าเขียนลงคอลัมน์ Miss Italy ไม่มีสักชิ้นที่ลงมือเขียนขณะยังอยู่ที่อิตาลี
“เคยลองแล้วแต่ไม่สำเร็จ หนังสือเล่มนี้มีความ Miss Italy จริงๆ มันต้องเขียนด้วยความคิดถึง ถ้าอยู่อิตาลีปุ๊ปทุกอย่างจบ ไม่มีความรู้สึก Nostalgia เลย อารมณ์มันไม่ได้ มองออกไปนั่นก็ของจริง นี่ก็ของจริง”
แม้แต่บทความพิเศษที่บรรณาธิการมอบหมายให้ครูก้าเขียนเพิ่มสำหรับรวมเล่มหนังสือ ก็ไม่มีสักชิ้นที่เมดอิน อิตาลี

“มันเหมือนเราจะถวิลหาอะไรบางอย่างตลอดการเขียน มันจะมีความคลุมเครือ ฉันว่าฉันเข้าใจอย่างนั้น เรื่องจริงเป็นยังไงไม่รู้ หรือฉันจำได้ว่าภาพเป็นอย่างนี้ แต่ของจริงมันอาจจะไม่เป๊ะ แต่ว่านั่นแหละคือเสน่ห์ของความทรงจำ”
มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ต้องอยู่ไกลกันสักนิด เว้นที่ว่างไว้สักหน่อย เดี๋ยวก็คงจะคิดถึงกัน
ย้อนกลับไปสมัยเรียน ตอนเข้าอักษรฯ จุฬาฯ ครูก้าเคยคิดจะเรียนเอกฝรั่งเศส แต่เอกนี้มีคนเก่งมากชนิดเล่นเอานิสิตบุสก้าใจฝ่อ จึงชะม้อยชะม้ายชายตาไปยังเอกอิตาเลียนที่เหมือนจะไม่มีใครอยากเรียนสักคน และตอนนั้นครูก้าฝันอยู่ลึกๆ ว่าอยากเป็นไกด์
“ตอนย้ายไปอิตาเลียนทุกคนก็สงสัยว่าจบไปแล้วมีงานทำด้วยเหรอ อยู่มาวันหนึ่งมีคนมาแนะแนวว่าถ้าอยากเป็นไกด์ให้เรียนภาษาอิตาเลียน กำลังเป็นที่ต้องการมาก ครูตบเข่าฉาด! เรามาถูกทางแล้ว ก็เลยเรียนอิตาเลียนด้วยความตั้งใจดีมาโดยตลอด”
ครูก้าอาศัยอยู่ไทยเป็นหลัก กับอิตาลีจึงเป็นเหมือน Long Distance Relationship คือตัวอยู่ไกล แต่ต่างฝ่ายต่างทราบดีว่าเราเป็นอะไรกัน เกริ่นซะนึกว่าสัมภาษณ์รายการความสัมพันธ์วันศุกร์ แต่ก็อยากรู้จริงๆ ว่าอิตาลีเป็นอะไรสำหรับครูก้า
“อิตาเลียนเหมือนเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกัน เหมือนคนในครอบครัว ให้นึกถึงพ่อแม่เราก็ได้ บางทีเราไม่ได้รักกันหวานซึ้ง แต่เป็นความรักที่หนักแน่น”
“ทุกครั้งที่พูดฝรั่งเศสครูจะรู้สึกตื่นเต้น แต่กับภาษาอิตาเลียนมันรู้สึกเฉยๆ (นิ่งคิด) ลึกๆ มันก็ไม่ได้เฉยๆ หรอก มันเป็นความรู้สึกที่มั่นคง ไม่มีอารมณ์หวือหวาเลย มันเป็นความนิ่ง เหมือนกับรักแท้ มันอยู่ด้วยกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”
“ภาษาอิตาเลียนเหมือนสอนครูไปกลายๆ ว่าความจริงแล้ว รักแท้ไม่ต้องมีอะไรหวือหวาก็ได้ หรือบางที ความหวือหวาก็อาจไม่ใช่รักแท้”
รักแท้ควรเว้นที่ว่างให้กันและกันบ้าง ถ้าสรุปแบบนี้จะถือว่าด่วนสรุปไปไหม
วางรองเท้าบูตส์ไว้บนหน้าปก
หากพลิกหนังสือไปดูปกหลัง มุมซ้ายล่างจะขึ้นเครดิตให้กับศิลปิน 2 คน นั่นคือ I’m_Viola_ ออกแบบหน้าปก และ Patpixels ออกแบบหน้าปกและวาดภาพประกอบ
เรายกหูหา Patpixels หรือ ปัด-ปัฐน์ พร้อมพงษ์ เพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการดีไซน์และอาร์ตทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ พร้อมเปิดเผยดีไซน์เวอร์ชันที่ไม่ได้ถูกใช้จริง กระบวนการคิดจวบจนออกมาเป็นปกหนังสือสวยงามเฟรนด์ลี่แบบที่เราเห็นกัน
ปัดออกตัวว่าไม่เคยออกแบบปกหนังสือมาก่อน Miss Italy คือผลงานชิ้นแรกที่ได้ออกแบบ
ลายเส้นของปัดพ้องไปกับชื่อ คือมีความเป็นพิกเซลและเป็นภาพแตกๆ ไม่คมชัด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิดีโอเกมที่เขาเล่นสมัยเด็กๆ สไตล์งานแนวพิกเซลที่โดดเด่นนี้เอง ทำให้ทางสำนักพิมพ์เลือกปัดมาวาดปก เพราะอยากให้หนังสือมีกลิ่นอายแบบ Retro & Nostalgia เพื่อให้เข้ากับความหมายของ Miss Italy
“ก่อนหน้านี้ผมก็ทำงานอย่างอื่นมาเยอะ แต่ไม่เคยวาดภาพประกอบและออกแบบปกหนังสือมาก่อนเลยครับ ตอนคุณเดียร์มาชวน ผมดีใจมากๆ และรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ครับ”

สิ่งที่เดินตามหลังคำชวนมาติดๆ คือ บรีฟ ปัดว่า ครูก้าและสำนักพิมพ์มีไอเดียว่าอยากทำปกให้มีความเป็นแผนที่ เป็นเกาะ แล้วก็ส่งเรฟมาให้ปัดลองสเกตช์
“เป็นบรีฟที่ชัดเจนมาก ผมทำงานง่ายมาก (หัวเราะ) ดราฟต์แรกผมทำเป็นเกาะ มีถนน มีภูเขา มีหญ้าเป็นพื้น แล้วก็ตัดขอบเป็นรูปทรงแผนที่ชัดเจน”
“ทางสำนักพิมพ์คอมเมนต์ว่ามันดูเป็นลักษณะของเกมไปหน่อย เหมือนกับว่าอาร์ตประมาณนี้ มันจะอยู่ในเกมซะส่วนใหญ่ เกมมาริโอ้อะไรแบบนี้ ผมดึงเรฟตรงนั้นมาใช้ค่อนข้างเยอะ สุดท้ายก็เลยตัดทอนออกหมดเลย แล้วเราก็ขมวดกันว่าอยากให้โครงสร้างเป็นรูปทรงของเกาะมากกว่าที่จะมีเกาะจริงๆ”
“จากนั้นผมก็ตีโครงขึ้นมาคร่าวๆ แล้วเอาจุดเด่นของแต่ละเมืองไปวางไว้ เช่น อาหาร สถาปัตยกรรม ผมแค่ต้องทำการบ้านว่าแต่ละเมืองมีอะไรเด่นมากๆ ก็หยิบสิ่งนั้นมาวาด”
ปัดบอกว่าขั้นตอนที่ยากที่สุดของการออกแบบหนังสือเล่มนี้คือการรีเซิร์ชข้อมูล ด้วยว่าเจ้าตัวไม่เคยไปอิตาลีมาก่อน ก็เลยใช้วิธีเปิด Google Maps แล้วลงไปเดินเล่นในนั้น
“ผมต้องไปไล่ดูแต่ละภูมิภาคเลยว่าตั้งแต่ภาคใต้ไปจนถึงภาคเหนือ แต่ละที่มีจุดเด่นอะไรบ้าง อาหาร สถาปัตยกรรม ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีของดีหลายอย่าง ผมหาข้อมูลครบแล้วก็ลองสเกตช์ขึ้นมาเป็นดราฟต์แรก”
“พอส่งไปก็เลยรู้ว่าข้อมูลคลาดเคลื่อน ตอนแรกผมเอาพิซซ่าไปวางไว้ตรงปลายแหลม เพราะมันง่ายต่อการวาง แต่ในความเป็นจริงแล้วพิซซ่าเด่นที่สุดต้องที่นาโปลี ผมนึกว่าที่ไหนเขาก็กินกัน (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่เลย แต่ละเมืองเขามีของดีที่จำเป็นต้องเป็นเมืองนี้เท่านั้น”
หน้าปกเวอร์ชันที่มีของดีประจำเมืองวางเรียงกันเป็นรูปแผนที่ ครูก้าเห็นแล้วก็ถูกอกถูกใจ
“ปกออกมาสวยมาก ตอนแรกครูคิดว่าหนีไม่พ้นธงชาติ (หัวเราะ) ถ้ามาดูจะเห็นว่ากิมมิกต่างๆ มันถูกเรียงไปตามภูมิประเทศ แต่ในดราฟต์แรก เรือกอนโดลาไปอยู่ที่ซิซิลี พิซซ่าไปอยู่ตรงปลายแหลมๆ ครูเลยขอปรับนิดนึงเพื่อความเป๊ะ พิซซ่าควรอยู่ที่นาโปลี แล้วย้ายเรือกอนโดลาไปที่เวนิส”
ติดตั้งป้ายบอกทางไว้ที่ปกหลัง
ดราฟต์แรกปัดออกแบบเป็นน้ำพุเทรวี หนึ่งในแลนด์มาร์กที่ยอดนิยมที่สุดของอิตาลี
“น้ำพุเทรวีเป็นดราฟต์แรกของปกหลังที่ผมส่งไปให้สำนักพิมพ์ดู ผมพยายามหาสถานที่ที่มันรีเลตกับหนังสือ ก็เลยลองสเกตช์เป็นน้ำพุเทรวี จริงๆ อิตาลีเป็นประเทศที่มีประติมากรรมค่อนข้างเยอะ แล้วน้ำพุนี้ก็เป็นหนึ่งในแลนมาร์กที่คนคิดถึง”

แต่ยังไม่ทันจะได้คอมเมนต์ ปัดปิ๊งอีกหนึ่งไอเดียขึ้นมา
“ไอเดียนี้มาตอนผมจะหลับ (หัวเราะ) ตอนผมทำการบ้าน ผมเปิด Google Maps แล้วเอาตัวเองลงไปเดินสำรวจเมืองต่างๆ แล้วผมจะเห็นป้ายแบบนี้เยอะมาก มันเรียงกันเป็นตับๆ เลย ผมเลยเอาไอเดียนี้ไปเสนอครูก้า ครูก้าก็ชอบ ก็เลยใช้ป้ายบอกทาง เพราะข้อความด้านบนมันอาจจะแน่นแล้วด้วย”

ฟอนต์พิกเซล & ปกสีเขียวมินต์
เมื่อต้องออกแบบฟอนต์ เพื่อให้ภาพรวมของหน้าปกไปด้วยกัน ฟอนต์ก็หนีไม่พ้นจะต้องมีความเป็นพิกเซลไปด้วย
ปัดออกแบบฟอนต์หลายแบบ มีทั้งแบบตัวเขียน แบบหนา แบบบาง แต่ในรายละเอียดก็จะไม่เหมือนกัน แบบที่เป็น Miss Italy (ตัวอักษรแรกพิมพ์ใหญ่) จะมีโค้งตรงนั้น เว้าตรงนี้ และจะมีแบบที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
ปัดออกแบบกองรวมๆ กันไว้แล้วส่งให้สำนักพิมพ์กับครูก้าช่วยกันเลือก สุดท้ายมาลงเอยแบบที่เป็น Miss Italy ฟอนต์นั้นก็เลยได้มานอนเล่นอยู่บนหน้าปก
“จริงๆ ฟอนต์มันคมกว่านี้ แต่ผมตัดทอนให้มีความเป็นพิกเซล ให้เข้ากับหน้าปกมากขึ้น”

ส่วนสี ดราฟต์แรกปัดเลือกใช้สีน้ำเงินออกเขียว (ใกล้เคียงกับสี Neon Blue) ซึ่งมาจากวิธีคิดที่ว่าอยากวางแผนที่ไว้บนน้ำทะเล แต่ภายหลังบรรณาธิการบริหารอย่างฟาโรสยกมือเสนอขึ้นมาอีก 1 สี
“สีแรกที่ใช้จะมีความสดกว่า แต่สุดท้ายก็ขมวดกันว่ามาใช้สีเขียวที่อ่อนลงกว่านี้ดีกว่า เป็นสีที่สบายตา ก็เลยเป็นสีเขียวมินต์ที่ชวนให้นึกถึงรถราในอิตาลี”
ถ้าใครชื่นชอบลีลาและสไตล์การออกแบบของปัด สามารถเข้าไปดูผลงานของเขาได้ที่ IG : Patpixels เนื่องจากว่า Miss Italy เป็นการออกแบบปกหนังสือครั้งแรกของเขา ปัดได้พูดถึงงานชิ้นนี้ไว้แบบนี้
“ผมเต็มที่กับปกนี้ค่อนข้างมากเลยครับ จริงๆ อิตาลีเป็นประเทศที่ผมชอบมากๆ แต่ละเมืองมีรูปปั้นเยอะ คือผม ชอบดู Anatomy (หัวเราะ) อ้อ เห็นว่ากำลังรีปรินต์รอบที่ 2 แล้วด้วย ดีใจมากๆ ฝากติดตามหนังสือของครูก้า และงานออกแบบปกเล่มแรกของผมด้วยนะครับ”
อิ่มใจที่มีลูกศิษย์นำทีมทำหนังสือ
ใครที่ได้เรียนหรือพูดคุยด้วยก็จะรู้ว่าครูก้าเป็นคนที่ทั้งน่าเคารพและน่ารัก
แม้จะอำลาตำแหน่งอาจารย์อักษรฯ จุฬาฯ ไปแล้ว แต่ลูกศิษย์ก็ยังเรียกด้วยคำเดิมคือ ครูก้า แม้ชาวช่องที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์สอนหนังสือกันมาก็ยังเรียกว่าครูก้า แต่อาจจะมีสร้อยต่อท้ายนิดนึงว่า ผู้อารี!
ในการทำหนังสือ Miss Italy ครูก้าได้ทำงานร่วมกับลูกศิษย์ 2 คน นั่นคือเดียร์ (บรรณาธิการ) และฟาโรส (บรรณาธิการบริหาร) 2 บรรณาธิการไม่เคยเรียนกับครูก้าโดยตรงในคณะอักษรฯ แต่เห็นหน้าค่าตากันมาตลอด
หลังจากได้ทำงานกับลูกศิษย์ทั้ง 2 คน ครูก้ายิ้มภูมิใจที่ได้ลูกศิษย์เป็นคนนำทีม คอยชี้แนะ อธิบายวิธีคิดให้เข้าใจอย่างนุ่มนวลนอบน้อม
“เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกศิษย์ยังต้องฟังเราอยู่ตลอดชีวิต ประเทศคงไม่ขยับไปไหน เวลาทำงานครูจะว่านอนสอนง่ายมาก วันหนึ่งเดียร์มาบอกว่าครูคะ อยากให้ครูเขียนต้นฉบับเพิ่มอีก 5 ชิ้นค่ะ ครูก็เชื่อฟัง เพราะเขาพูดในฐานะบ.ก.”
“ครูจะอิ่มใจว่าฉันได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ฟังแล้วปล่อยให้ลูกศิษย์เจริญเติบโต ที่ครูฟังฟาโรส ฟังเดียร์ หรือฟังใครต่อใคร ครูไม่ได้ฟังเพราะว่าครูเป็นคนเชื่อคนง่าย แต่ครูเป็นคนเคารพบทบาท เขามีหน้าที่นำก็นำไป”
“ครูไม่เชื่อว่าคนเราจะเก่งไปหมดทุกอย่าง ถึงวันหนึ่งที่ต้องทำงานร่วมกัน มันต้องมีคนนำ ถ้าเรามัวแต่เก่งทุกอย่าง มันไม่รอด”
“สมมติทำงานกับฟาโรส อย่าไปนึกภาพว่าเขาจะจิกหัวครูตบซ้ายตบขวา (หัวเราะ) ไม่เลย ทุกคนมาอย่างนุ่มนวลมาก ตอนทำหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าเดียร์อยากได้อะไร ครูทำให้ทั้งหมด ตอนเดียร์มาขอให้ครูเขียนเพิ่มแทบจะกราบอยู่แล้ว”
“คือครูจบแล้วเป็นอาจารย์เลย โตมาพร้อมกับนิสิตอักษรฯ อยู่กับลูกศิษย์มากกว่าอยู่กับเพื่อนร่วมงานอีก และจะพยายามสังเกตว่าเด็กอักษรฯ แต่ละรุ่นคิดเห็นต่อเรื่องรอบตัวยังไง ฉะนั้น ครูจะไม่เคยรู้สึกเลยว่าเด็กด้อยกว่าครู”

หวังว่า Miss Italy จะเป็นเพื่อนคนอ่าน
ตอนเริ่มเขียนคอลัมน์ใหม่ๆ ครูก้าแอบกระซิบว่าพี่ก้องขอต้นฉบับความยาวประมาณ 3 หน้ากระดาษ ซึ่งถือว่ากระชับมาก เรื่องเล่าจากครูก้าแน่นด้วยข้อมูลของมันแน่อยู่แล้ว แต่ด้วยลีลาภาษาที่สนุกสนาน ใช้เวลาอ่านไม่นานก็จบ
ครูก้าจึงติดนิสัยเป็นคนเขียนหนังสือไม่ยาวมาตั้งแต่ตอนนั้น
“ครูพยายามจะซอยพารากราฟ เพื่อไม่ให้คนรู้สึกเหมือนกำลังอ่านสามก๊กที่ยาวเป็นปื้นไม่มีย่อหน้าเลย ครูจะเคาะวรรคและขึ้นพากราฟใหม่บ่อย ฉะนั้น คนที่สมาธิสั้นก็จะโอเค อ่านได้เรื่อยๆ จนจบ”
Miss Italy เป็นพ็อกเกตบุ๊กขนาดกำลังพอดี มี 296 หน้า ตัวอักษรในเล่มก็ขนาดพอเหมาะ อ่านง่าย มีรูปภาพแทรกอยู่เป็นระยะ ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของครูก้าและสำนักพิมพ์ที่อยากให้หนังสือเล่มนี้ดูเป็นมิตรกับคนอ่านมากที่สุด
“ครูชอบใจที่หนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นขนาดอย่างนี้ มันดูเฟรนด์ลี่ น่าอ่าน ใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนได้ เล่มมันถืออ่านถนัดมือ ว่างตอนไหนก็หยิบมาอ่าน เบื่อก็เก็บ ไม่ต้องอ่านต่อเนื่องก็ได้”
“ความต้องการของครูคือ อยากให้คนอ่านรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพื่อนเขา เหมือนกับที่ภาษาอิตาเลียนเป็นเพื่อนกับครู”
“และครูอยากรู้มากๆ ว่าพอเขาซื้อหนังสือไปแล้ว มันเป็นอย่างที่คิดหรือมันดีกว่าที่คิดหรือเปล่า รู้สึกไหมว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพื่อนคู่กระเป๋าของเรา ผลลัพธ์ที่ครูคาดหวังจะเป็นฟีดแบ็กแบบนี้มากกว่า”
“ถ้าเป็นเรื่องยอดขายมันก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าเท่าไหร่ ขายหมดไม่หมด ถ้าหมดก็แปลว่าคนอ่านเยอะ ซึ่งครูดีใจมากๆ ที่มีคนอ่านและชอบหนังสือ Miss Italy แต่ผลลัพธ์ที่ครูอยากรู้มันดันวัดไม่ได้”

ประวัติผู้เขียน
ครูก้าอ่านหนังสือเป็นตั้งแต่ ป.1 ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ไม่ค่อยอ่านหนังสือยาว หนังสือยาวเล่มแรกที่อ่านคือ เจ้าชายน้อย ตอนนั้นอยู่ ป.5 เล่มถัดมาที่อ่านคือ พินอคคิโอ หรือในชื่อไทยว่าตุ๊กตาเนรมิต
มัธยมปลายเรียนห้องศิลป์-ฝรั่งเศส และพูดอย่างไม่อายว่าเป็นหัวกะทิของโรงเรียน พอเข้ามาที่อักษรฯ จุฬาฯ ดันไปเจอหัวกะทิจากทุกโรงเรียน เรียนไปได้ 1 เทอม เดินออกมาจากห้องสอบภาษาฝรั่งเศสได้ยินเพื่อนคุยกันว่าข้อสอบง่ายจัง บอกกับตัวเองว่าจะไม่เรียนเอกนี้อีกแล้ว อย่าหวังว่าจะเก่งกว่า ตามให้ทันยังยากเลย
ตอนเรียนจบ ครูก้าไม่กล้าบอกว่าอยากเป็นอาจารย์ แต่ทางคณะอักษรฯ มาทาบทามก็เลยสมหวังดังใจ วันนั้นถ้าคณะไม่เอ่ยปากชักชวน คงไม่กล้าพูดออกไป แม้ได้รับคำชวนก็ยังมีคำถามว่าเป็นไปได้จริงๆ เหรอ ด้วยเชื่อว่าคนเป็นครูต้องรู้ทุกอย่างบนโลก
สิ่งที่ครูก้าค้นพบตอนเป็นอาจารย์คือ แววตาของเด็กเป็นสิ่งที่ครูเท่านั้นที่จะได้รับ จากที่หม่นหมองเรียนไม่เข้าใจพออธิบายใหม่สายตาก็วาวโรจน์ขึ้นมา ครูก้าสามารถรู้ว่าเด็กคนไหนเข้าใจหรือไม่เข้าใจได้จากการมองตา กระทั่งว่ารักและขอบคุณ ครูก้าก็รับรู้ได้
เมื่อลมพัดพาให้ได้ไปเขียนคอลัมน์กับ The Cloud ครูก้าเขียนไปโดยไม่สนใจยอดคนอ่าน ซึ่งเป็นนิสัยที่ติดมาตั้งแต่สมัยเป็นนิสิต คือถ้าตัวเองตั้งใจทำแล้ว ผลลัพธ์เป็นยังไงไม่สำคัญ ตอนเขียนคอลัมน์คิดอยู่อย่างเดียวคือไม่อยากเป็นภาระบรรณาธิการ
ครูก้าว่าตั้งแต่แรกที่เริ่มลงมือเขียนคอลัมน์ Miss Italy อยากเขียนข้อมูลพื้นฐานให้กับคนไทยที่แต่งงานกับคนอิตาลีอ่าน ให้พอมีความรู้ติดตัว อะไรที่ควรทำไม่ควรทำ เพื่อปรับตัวเข้ากับประเทศใหม่ที่ไม่คุ้นชิน
2 เมืองในดวงใจของครูก้าคือ โบโลญญา (Bologna) กับ เซียนา (Siena)
โบโลญญาตรงจริต นักท่องเที่ยวไม่เยอะ เคร่งขรึม ไม่จอแจ สง่า แต่อยู่อย่างลำบาก
เซียนาอยู่สบาย รู้ทุกซอกทุกมุม เปิดรูปแรนดอมมาก็ตอบได้ทันทีว่าอยู่ตรงไหน ถนนอะไร
โบโลญญาทำให้ครูก้าเติบโตขึ้น เป็นเมืองที่ผูกพันตั้งแต่สมัยลัดฟ้ามาเรียนต่อด้านวรรณคดี
เซียนาก็ชอบ พาคนมาเที่ยวบ่อย เพียงแต่คุ้นเคยกับเมืองนี้มากเลยอาจจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก
.
.
.
เมืองที่คิดถึงจริงๆ คือโบโลญญา
Spero che questo libro ti sia amico
หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเพื่อนคุณ





