เอกวิทย์ สุดานิช ถือกำเนิดในดินแดนที่ราบสูง สมัยที่หลักสูตรยังมีเรียน ป. 7 สู่นักเรียนรัฐศาสตร์ที่ชีวิตระหกระเหินไปหลายถิ่น คาแร็กเตอร์ที่นุ่มลึก แต่สวิงสวายยามจับปากกา เขาคือเจ้าของหนังสือ ‘หิมาลัยไปทางนี้’ กับ ‘สักการะมาตา’ และที่เราไม่รู้คือ เขามีผลงานแปลด้านวิชาการ และเป็น ghost writer ที่ไม่เปิดเผยนามอีกหลายเรื่อง
เรื่องราวของเขาหากได้ยินแล้วอาจไม่เชื่อว่าวันหนึ่งจะมาเป็นนักเขียน และแน่นอนเอกวิทย์คือนักอ่านตัวยง และอาจเป็นฮิปสเตอร์รุ่นแรกของเมืองไทย
เอกวิทย์ไปเรียนเป็น brew master ในยุคที่ยังไม่มีใครคุ้นชินกับศัพท์คำนี้ที่กรุงเบอร์ลิน ผันตัวเองจากนักรัฐศาสตร์สู่พนักงานธนาคาร เพราะอกหักอีกจึงย้ายมาเป็น brew master ให้กับค่ายเบียร์ใหญ่ของเมืองไทย เรียกได้ว่าเกิดที่นครพนม โตที่นนทบุรี เป็นฮิปสเตอร์ที่เยอรมนี ไปพบรัก (อีกครั้ง) ที่พม่า และเขียนหนังสือสองเล่มแรกจากแรงบันดาลใจของการใช้ชีวิตในฐานะครอบครัวนักการทูตที่เนปาลอยู่หลายปี
เอกวิทย์อ่านหนังสือแบบลงลึก หากเขาได้สนใจอะไรแล้ว เขามักจะเจาะลึกและดำดิ่งจนถึงแก่นเรื่องนั้นๆ ด้วยทักษะด้านภาษาที่ไม่เป็นอุปสรรค เขาจึงเหมือนมีบัตรผ่านสำหรับหลายๆ เรื่อง หลังจากเขาย้ายไปอยู่ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เรามีโอกาสได้พบกันในเช้าวันหนึ่ง และได้นั่งคุยกันถึงที่มาของการอ่านของเขา
ถามเอกวิทย์ สุดานิช หรือพี่เอกว่ามาเป็นนักเขียนได้อย่างไร เขาเริ่มต้นขอเปลี่ยนคำถามเป็น “มาเป็นนักอ่านได้อย่างไร” เขาหลับตาบอกมาเบาๆ ตามความรู้สึกว่า “เพราะความว้าเหว่”
เอกบอกว่าเขาเริ่มต้นชีวิตที่นครพนม ไม่ใช่เพราะว่าครอบครัวมีพื้นเพที่นั่น แต่เพราะพ่อและแม่เป็นข้าราชการไปประจำ และให้กำเนิดเขาที่นั่น การถูกระบุในใบเกิดว่าเกิดที่นครพนมเป็นเรื่องที่เขามักเล่ามาตลอดว่า “ผมเป็นเด็กที่ถูกทำคลอดโดยรัฐมนตรี” เพราะหมอคนที่ทำคลอดเขาตอนนั้นคือ นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
จุดเริ่มต้นของความว้าเหว่เกิดขึ้นเมื่อพ่อต้องย้ายไปเป็นศึกษาธิการอำเภอนาแก พื้นที่สีแดงเขตสู้รบกันอย่างรุนแรงระหว่างทหารกับคอมมิวนิสต์เขานิยามตัวเองว่าเป็นเด็กลูกแหง่ที่ติดแม่ยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง แม่คือโลกของเขาทั้งหมด เขาแหกปากร้องไห้จนแม่ต้องเอาขึ้นรถทำทีว่าจะเอาไปด้วย กล่อมเขาจนหลับ จากนั้นก็เลี้ยวรถกลับเข้าจังหวัดอุ้มเขาไปฝากไว้กับญาติเมื่อตื่นมาไม่เห็นหน้าแม่ ไม่ต้องเดาว่าเสียงร้องไห้ของเขาจะโหยหวนขนาดไหน
สมัยนั้นมีรายการเล่าเรื่องตลกทางวิทยุ พอเล่ามุกตลกจบก็จะมีเสียงหัวเราะ ฮา ฮา ฮา เป็นเอกลักษณ์ คนอื่นได้ยินก็จะหัวเราะตามด้วยความขำ แต่สำหรับเขามันคืออาการทรอม่าของเด็กที่สูญเสียแม่และแน่นอน เขาร้องไห้ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหัวเราะของรายการนี้ เป็นอยู่หลายปีจนผู้ใหญ่ล้อว่า “มันขำจนน้ำตาแตก”
ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงเริ่มสร้างโลกของตัวเอง มีความเงียบเป็นเพื่อนสนิทและอ่านทุกอย่างในบ้านโชคดีที่ญาติบอกรับนิตยสาร บางกอก เขาอ่านตั้งแต่หน้าปกแรกยันปกท้ายไม่เว้นแม้แต่ชื่อสำนักพิมพ์เมื่อถึงวัยเข้าเรียน ด้วยความที่ตัวเล็กมากก็โดนเด็กโตไล่เตะก้น ไม่รู้จะให้ใครคุ้มครองจึงหลบเข้าห้องสมุดโรงเรียนอ่านทุกเล่มที่มี แล้วก็ไปต่อที่ห้องสมุดประชาชนเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ให้เลียนแบบก็จะหาต้นแบบจากในหนังสือ หาบุคลิกและตัวตนจากตัวละครในนิยาย
ยุคนั้นเขาจึงเป็นลี้น้อยมีดบิน ที่ใช้มีดสั้นแกะสลักท่อนไม้เป็นรูปหญิงที่รักแต่ไม่อาจอยู่ร่วมต้องร่อนเร่ใช้สุราราดรดแผลในใจเวลาที่ต้องต่อสู้เขาจะจินตนาการว่าตัวเองคือ เอี้ยเจ็ง ผู้ไม่มีวรยุทธสูงส่ง แต่ใช้อาวุธอัปลักษณ์ชื่อ ‘ตะขอจำพราก’ เมื่อเกี่ยวมือ มือก็จำพรากจากข้อมือ ที่ใช้อาวุธเช่นนี้เพราะไม่อยากพรากจากสิ่งที่ตนรัก
พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ในยุคของการแสวงหาเขาก็อ่านงานของ ‘พี่เสก’ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แล้วก็หลอมบุคลิกของเขาเข้าเป็นตัวเอง พูดแบบพี่เสก ตัดสินใจแบบพี่เสก แค้นแบบพี่เสก และรักผู้หญิงผมยาวแบบพี่จี๊ด (จิระนันท์พิตรปรีชา)จนเมื่อได้มาเจอพี่จี๊ดที่เนปาลพี่เอกบอกว่าเขาดีใจมาก ไปนั่งทานข้าวกับพี่จี๊ดเอาต้นฉบับ เอาหนังสือที่เขียนให้พี่จี๊ดอ่านแกบอกว่าสำนวนคล้ายพี่เสกจัง เขายิ้มหน้าบาน แล้วค่อย ๆ หุบลงอย่างช้า ๆ เมื่อพี่จี๊ดบอกว่า “พี่ไม่ได้อยู่กับพี่เสกแล้ว”
ตอนนั้นเขาอายุสี่สิบกว่า เป็นผู้ใหญ่ทั้งวัย ทั้งวุฒิภาวะ แต่รู้สึก ‘เคว้ง’ เพราะ ‘ต้นแบบ’ ไม่เป็นไปอย่างที่เขาอยากให้เป็นทำไมมันไม่จบอย่างแฮปปี้เอนดิ้งถึงตัวเขาเองจะเข้าใจ แต่ก็ยังรู้สึกแกว่งและอกหัก สุดท้ายเขาตกลงใจสร้างความเป็นตัวเองขึ้นมาจากสิ่งที่อ่านทำให้บางครั้งสุดโต่งในบางเรื่อง แต่กลับปล่อยวางและไม่จริงจังกับหลายเรื่องที่คนคาดหวังว่าควรจริงจังกว่านี้
ส่วนงานเขียนของเขานั้นก็มาจากความว้าเหว่เช่นกัน ออกแนวนักเขียนผู้มีความเศร้าเป็นเจ้าเรือน เขาเริ่มงานเป็นพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง ทำงานเก็บเงินเก็บทองอยากมีบ้าน มีรถ มีเมียเป็นของตัวเอง เก็บเงินอยู่หลายปีแล้วผู้หญิงก็ไปแต่งกับคนอื่นเขาอกหักรุนแรงจนอยู่เมืองไทยไม่ได้พอเบียร์สิงห์เสนองานให้ที่พม่า ไม่ต้องเดา เขารับในทันที ไปเป็นผู้จัดการที่ย่างกุ้งเมื่อปี 1993 นั่งกินเหล้าคนเดียวจนเริ่มจะบ้าแล้วทางโค้งแห่งชีวิตก็มาถึง เมื่อได้เจอกับหนังสือของ ‘อุดม แต้พานิช’
เขาบอกว่าจุดกระแทกใจคือในหนังสือบอกว่า ‘ทำไมอุดมจึงเขียนหนังสือ’ และมันช่างตรงกับสิ่งที่พี่เขากำลังต้องการ อุดมบอกว่าเขาจะเขียนทุกวันเพื่อ ‘เยียวยาตัวเอง’ เอกก็เริ่มจากตรงนั้น เขาเขียนบันทึกทุกวันเขียนทุกอย่างที่ใจรู้สึก อย่างซื่อสัตย์เขียนบันทึกอยู่ 8 ปี มีไดอารีกว่า 30 เล่ม ตอนปีที่น้ำท่วมใหญ่สมุดไปกับน้ำทุกเล่ม เขาเสียใจมากและเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองเสพติดการเขียนหนังสือวันไหนไม่ได้เขียนจะลงแดงนั่นจึงเป็นที่มาของ ‘หิมาลัยไปทางนี้’ หนังสือเล่มแรกที่เขาเขียนที่เนปาล
ส่วน ‘สักการะมาตา’ เป็นการ ‘ริอ่าน’ เขียนนิยายครั้งแรกของเขาและเนื่องจากทำธุรกิจมาตลอด จะทำอะไรต้องมีแผนธุรกิจเอกบอกว่าตัวเขาไม่ใช่นักเขียนที่ใช้พรสวรรค์และจิตวิญญาณภายในที่ระเบิดออกมาเป็นตัวอักษรแต่เขาไปศึกษาขั้นตอนการทำหนังสือตั้งแต่เริ่มเขียนจนออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม จากนั้นก็ศึกษาตลาดว่าเขาขายกันยังไง มีมาร์จิ้นเท่าไหร่ สายส่งเป็นยังไงเล่มแรกที่เขียนเขาใช้การวิจัยตลาด สร้างฐานคนอ่าน พองานออกมาก็เลยไม่เปรี้ยงปร้างนัก แต่ก็ห่างไกลความล้มเหลวพอสมควร
พอมาเขียนนิยายเขาก็ทำแบบเดียวกัน คือไปหานักเขียนที่เด่นทางด้านพล็อตเด่นในการใช้ถ้อยคำเด่นทางด้านดราม่าและการสร้างความสะเทือนใจจากนั้นก็ไปขอให้เขาสอนเรียนไปก็เขียนไป ส่งการบ้านกันไป ตอนนั้นระดับครูตรวจแล้วว่าผ่าน พอวางจำหน่ายก็ห่างไกลความล้มเหลวพอสมควรเช่นกัน
ปัจจุบัน เขาย้ายไปอยู่ที่จาการ์ตา กำลังสนุกกับการตระเวนเมือง เอกบอกว่าเขาออกหาวัตถุดิบทุกวันเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ ในเฟซบุ๊กเป็นการสะสมไปเรื่อยๆ สิ้นปีก็คงรวมเล่มกำลังหลงเสน่ห์ลายผ้าบาติกกับตำนานของสัญชัย, ไศเลนทร์,ศรีวิชัย, มัชปาหิตฯลฯ
เขาสรุปเรื่องราวของตัวเองว่า ชีวิตของเขาก็คล้ายๆ แบบนี้เริ่มต้นด้วยความเดียวดาย และคงจะจากไปสู่ความว่างเปล่าในวันหนึ่ง
เมื่อเริ่มเขียนเขาตั้งเป้าไว้แค่มีหนังสือของตัวเองสักเล่มในชีวิต ถามว่าประสบความสำเร็จหรือยัง สำหรับคนที่มีบุคลิกเป็นน้ำ เยือกเย็นแต่อบอุ่นอย่างเขาคิดว่า เขาประสบความสำเร็จแล้ว ที่เหลือจากนี้คือกำไรทั้งนั้น





