มีอะไรบ้างที่เราจะเจอบนทางเท้าของกรุงเทพมหานคร
เสาไฟฟ้าตั้งขวางกลางฟุตพาทบล็อกปูพื้นที่แตกและมีน้ำขังทางเดินสำหรับคนพิการที่ติดตั้งแบบลวกๆบันไดขึ้นสะพานลอยที่กินพื้นที่ 3 ใน 4 ของทางเท้าจนเราต้องแทรกตัวเบียดกับกำแพงเพื่อเดินผ่านไปและหากไม่ระวังเราอาจหล่นลงไปในท่อระบายน้ำที่กำลังซ่อมโดยไม่มีที่กั้นบอกเอาง่ายๆ
แปลกไหมที่เรามองเห็นแต่สิ่งกีดขวางบนทางเท้า และนี่ ย้ำชัดว่ากรุงเทพฯคือเมืองที่แสนจะไม่เป็นมิตรต่อคนเดินเท้ามากที่สุด

อึ่ง–สิทธานต์ฉลองธรรมคือคนทำรายการโทรทัศน์ที่เพิ่งเริ่มทำเพจ ‘The Sidewalk โลกกว้างข้างทางเท้า’ ได้เพียง 3 เดือนนิดๆเขานิยามอย่างง่ายๆว่ามันเป็นเพจรีวิวทางเท้าผ่านการลงเดินสำรวจพูดคุยกับคนและชี้ให้เห็นความป่วยไข้ของทางเท้าทางข้ามถนนในย่านต่างๆ
ใช่เขาก็มองเห็นสิ่งกีดขวางบนทางเท้าไม่ต่างจากเราแต่สิ่งที่เขาเฝ้ามองและสังเกตอย่างจริงจังเวลาเดินไปไหนมาไหนคือ ‘คน’
จากนักศึกษาสื่อสารมวลชนสายตาของสิทธานต์มองเมืองเปลี่ยนไปหลังจากเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกาทั้งในเมืองที่ต้องใช้รถยนต์อย่างเวสต์ปาล์มบีชและเมืองใหญ่ที่มีระบบขนส่งสาธารณะแสนสบายอย่างซานฟรานซิสโกเมื่อกลับมากรุงเทพฯทางเท้าที่เขาเคยมองว่าปกติ ก็ไม่ใช่สิ่งปกติอีกเลย
เขาหยิบความสงสัยนี้ออกมาเล่าผ่านรายการสารคดี‘คน/เดิน/เมือง’ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเมื่อ 6 ปีก่อนแม้เป็นแค่สารคดีไม่กี่ตอนแต่ก็ทำให้สิทธานต์ได้จัดระเบียบความคิดตัวเองใหม่ว่าเมืองที่ดีควรเป็นเช่นไรจนเมื่อเร็วๆนี้เริ่มมีการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินทั่วกรุงเทพฯทำเอาคนใช้รถใช้ถนนไม่สะดวก จึงเป็นโอกาสอันดีที่เขาต้องลุกขึ้นมารีวิวทางเท้าอีกครั้ง
สิทธานต์บอกกับเราว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่การร้องทุกข์หรือกล่าวโทษหน่วยงานที่รับผิดชอบและเขาก็ไม่คาดหวังให้เกิดการแก้ไขแค่ชั่วคราวแล้วจบไป
สิ่งที่เขาหวังคืออะไร ลองเดินไปพร้อมกับเขาเราอาจจะมองเห็นทางเท้าไม่เหมือนเดิม


เดินเพื่อให้คำจำกัดความใหม่
คลิปวิดีโอที่สิทธานต์ทำไม่ได้โฟกัสแค่สิ่งที่จะเจอบนทางเท้าเท่านั้นแต่เมื่อออกเดินทางเท้าทางข้ามถนนและขนส่งสาธารณะ ก็คล้ายจะเป็นเรื่องเดียวกันที่แยกไม่ออกเพราะทั้งหมดคือพื้นที่สาธารณะของเมืองที่คนต้องใช้เดินทางอยู่ทุกวันและขับเคลื่อนให้เมืองเติบโตแต่ทำไมพื้นที่เหล่านี้ในกรุงเทพฯกลับไม่ถูกให้ความสำคัญ
“คนชอบถามว่าทำไปทำไมทำแล้วเปลี่ยนแปลงอะไรเราคุยกับทีมตลอดว่าวัตถุประสงค์แรกคืออยากให้เกิดการ rethinking การคิดใหม่อย่างคลิปแรกเราไปเดินแยกพหลโยธินที่กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าและทำทางม้าลายย้ายไปย้ายมามีป้ายเขียนไว้ว่า ‘โปรดระวังคนข้ามทางม้าลาย’ เราต้องการให้คิดใหม่ว่าจริงๆแล้วมันไม่น่าใช่คำนี้หรือเปล่าแต่ต้องบอกให้คนขับรถยนต์หยุดให้คนข้ามเราไม่เคยคิดถึงมุมนี้เพราะเราได้แต่ถูกสอนว่าก่อนจะข้ามถนนให้มองซ้ายมองขวาระวังรถแต่เราไม่เคยบอกคนขับรถเลยว่าเขาต้องหยุดพอจะบอกก็บอกให้แค่ระวังหรืออย่างทางข้ามพอข้ามไปถึงเกาะกลางถนนมันก็ไม่ควรมีคันมาขวางให้ข้ามไม่สะดวกคนแก่ถือไม้เท้ามาก็ลำบากมากพอคลิปปล่อยออกไปสิ่งที่มีผลก็คือคนดูเขาได้เกิดความคิดใหม่”
“สองคือการสร้างคำจำกัดความใหม่กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีสะพานลอย 900 กว่าแห่งซึ่งไม่มีที่ไหนเป็นอย่างนี้สะพานลอยไม่ได้ทำเพื่อความปลอดภัยของคนเดินถนนแต่ทำเพื่อให้รถยนต์วิ่งคล่องเพราะสะพานลอยไม่ใช่สิ่งที่คนทุกวัยและทุกสภาพร่างกายใช้ได้มันได้พิสูจน์แล้วแล้วจะบอกว่ามันปลอดภัยได้ยังไงถ้าคุณทำทางข้ามที่ปลอดภัยจริงๆและคนทุกสภาพร่างกายเข้าถึงได้บนพื้นราบมันก็สะดวกกว่าปลอดภัยกว่าหรือเปล่าหรือสกายวอล์กที่บอกว่าเดินสะดวกก็ไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมงพอคนขึ้นไปเดินข้างบนข้างล่างก็ยิ่งเปลี่ยวกลายเป็นตอนกลางคืนขึ้นไปเดินข้างบนไม่ได้มันผิดไปหมด”
“ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือความคิด ทำให้เห็นว่าอะไรที่มันใช่บ้านเราเวลาก่อสร้างบนพื้นที่สาธารณะก็เขียนป้ายว่า ‘ขออภัยในความไม่สะดวก’ มึงก็รู้อยู่ว่าไม่สะดวกแต่ไม่ทำทางเดินชั่วคราวให้ไม่ทำทางกั้นระหว่างคนกับรถถ้าไม่ให้อภัยได้ไหมล่ะเราเลยพยายามชี้ให้เห็นว่าลองคิดใหม่ไหมคำจำกัดความเป็นอย่างนี้หรือเปล่าถ้าคนดูแล้วรู้สึกเราถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงแล้วไม่ได้คาดหวังการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพชั่วพริบตาเพราะมันต้องใช้ระยะเวลานานและถ้ามันเปลี่ยนโดยที่คนเองยังไม่ได้มีมุมมองที่ถูกต้องเราว่ามันก็ไม่มีผลหรอก”

เดินเพื่อใช้ทางเท้าให้มากกว่าแค่เดิน
สิทธานต์ยกตัวอย่างคลาสสิกอย่างหาบเร่แผงลอยบนทางเท้ากรุงเทพฯที่เป็นวายร้ายของคนเดินเท้าแต่แท้จริงทางเท้าควรเป็นอะไรได้มากกว่าแค่ทางเดินของคนจากจุดหนึ่งไปถึงอีกจุดหนึ่ง
“เวลาพูดถึงการทวงคืนทางเท้าเราจะเรียกคืนจากแผงลอยอย่างเดียวซึ่งต่อให้คืนหมดทางเท้าก็แคบอยู่ดีเพราะถนนเอาไปตั้งเยอะแล้วทำไมเราถึงรังเกียจแผงลอยที่บ้านเราแต่เวลาไปต่างประเทศถึงชอบจังเลยเพราะเราไปมองว่ามันเป็นสิ่งกีดขวางถามว่าใช่ไหมก็ใช่แต่มันเป็นเพราะทางเท้าแคบตั้งแต่แรกทำไมเราไปนั่ง sidewalk cafe ที่ฝรั่งเศสได้แต่ในกรุงเทพฯไม่ได้”
“ทางเท้าควรออกแบบให้กว้างพอที่คนจะเดินสวนกันต้องมีพื้นที่ถอยร่นเท่าไหร่ถ้าจะปลูกต้นไม้ต้องกว้างเท่าไหร่มีพื้นที่ให้ขายของไม่ใช่เดินโล่งๆเพราะนี่คือชีวิตชีวาบนทางเท้าสิงคโปร์ที่สะอาดเป็นระเบียบอย่าง Orchard Road ที่มีห้างเยอะๆทุกวันนี้ก็เปลี่ยนไป เพราะเขาพิสูจน์แล้วว่าทางเท้าที่มีไว้เดินอย่างเดียวมันไม่มีชีวิตเขาเลยพยายามหากิจกรรมขึ้นมาในขณะที่เราเดินเราได้เห็นว่าใครทำอะไรหยุดดูอะไร
ยิ่งเมืองที่กระชับตัวคนเดินได้อย่างดีคนจะยิ่งมีความรักในเมือง รักในชุมชนนี่คือสิ่งที่เมืองจะได้จากการที่คนเดินไปไหนได้อย่างสะดวก ปลอดภัย”
“ยกตัวอย่างบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์แถวย่านเก่าถนนจะแคบเราเดินข้ามถนนได้ไม่ยาก Jan Gehl สถาปนิกชาวเดนมาร์กบอกว่าเมืองที่เดินแล้วมีความสุขมีเสน่ห์เกิดจากการสร้างเมืองนั้นให้อยู่ในระดับ human scale ตึกไม่ได้สูงนักถนนไม่ได้กว้างนักชาวบ้านเปิดประตูตะโกนหาคนข้างหน้าได้เวลาเดินในตรอกก็เบียดกันนิดหนึ่งมีเด็กมาเล่นกันบนทางเท้า ที่สำคัญที่สุดเลยสมัยก่อนทางเท้าเป็นสนามเด็กเล่นนะทางเท้าเลยไม่ได้มีไว้เดินอย่างเดียวมันคือพื้นที่สาธารณะที่เอาไว้ทำกิจกรรมขายของถ้ามันกว้างพอปัญหาคือมันไม่กว้าง”

เดินเพื่อบอกว่าคนเป็นใหญ่
ที่ว่ามาทั้งหมดสิทธานต์สรุปให้เราฟังสั้นๆว่าต้นตอเป็นเพราะกรุงเทพฯให้ความสำคัญกับรถยนต์มากเกินไปจนละเลยเรื่องที่คนเดินเท้าควรจะมี
“ในคู่มือการพัฒนาเมืองแบบ sustainable เวลาออกแบบถนนเขาจะให้ความสำคัญกับคนเดินทุกประเภททั้งคนพิการคนชราไล่ลงมาอันดับ 2 คือจักรยานอันดับ 3 คือขนส่งสาธารณะ อันดับ 4 คือรถยนต์ซึ่งในบางเมืองก็เปลี่ยนไปแล้วนิวยอร์กเองที่ไทม์สแควร์เมื่อก่อนรถติดมาก ตอนนี้ก็ไม่ให้รถยนต์เข้าแล้วแต่บ้านเรากลับกันเราเอายอดพีระมิดขึ้นมาให้รถยนต์อยู่ข้างบนแล้วคนเดินอยู่ข้างล่างการขับรถยนต์ทำให้สัญจรไปไหนมาไหนสะดวกขึ้นและยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกฐานะด้วยมันเลยเกิดความเหลื่อมล้ำสูงกว่าที่ควรจะเป็น”
“เราต้องการจะจัด priority ตรงนี้ใหม่แต่สุดท้ายสิ่งที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนระบบจากราชการซึ่งหากเขารู้สึกเหมือนกันว่ามันไม่ดีได้ลงมาเดินเหมือนกันเจอรถติดเหมือนกันเขาก็ต้องเปลี่ยนบ้างแหละแต่ทีนี้ที่ผ่านมา 30-40 ปีบ้านเราก็โฟกัสที่การแก้ปัญหารถติดตำรวจนี่ยิ่งกลัวรถติดเลยต้องรีบระบายออกเลยขยายถนนตัดถนนเพิ่มซึ่งมันพิสูจน์มาแล้วในหลายๆเมืองว่ายิ่งตัดก็ยิ่งติดตัดถนนใหม่แต่ไม่มีขนส่งสาธารณะไปด้วยคนก็ยิ่งซื้อรถหรือการทำอุโมงค์สะพานข้ามแยกรถก็ไปติดตรงตีนสะพานอยู่ดีทฤษฎีจากเมืองนอกบอกแล้วว่าเวลาคุณทลายคอขวดคุณจะสร้างคอขวดใหม่ขึ้นมาทุกครั้งที่สร้างสะพานข้ามแยก ฟุตพาทก็ยิ่งถูกเฉือนออกไป”

เดินเพื่อการแก้ปัญหาอย่างเข้าใจ
ถ้าปลายทางคือการเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับคนมากกว่ารถยนต์แล้วหนทางที่จะไปถึงคำตอบนั้นคืออะไร
สิทธานต์นิ่งคิดนานจนเราหวั่นใจก่อนเขาจะยอมรับออกมาตรงๆว่าไม่รู้เหมือนกัน
“ที่สุดแล้วมันต้องมาจากเมืองอย่างนิวยอร์กคนที่แก้คือเทศบาลแต่ณวันนี้ในกรุงเทพฯเราไม่รู้เราเองยังกลัวเมืองมาแก้แล้วแก้ไม่เป็นอย่าง 5-6 ปีก่อนกระแสจักรยานมาแรงเมืองก็ทำทางจักรยานซึ่งมันก็ใช้ไม่ได้พอทำแล้วใช้ไม่ได้ก็บ่นว่าทำแล้วไม่มีคนมาใช้หรือ BRT (รถโดยสารด่วนพิเศษ) ทั่วโลกเวิร์กหมดแต่พอมาทำที่เมืองไทยแล้วไม่เวิร์กเพราะไม่มีเลนส่วนตัว”
“เรื่องจักรยานถ้าวันนั้นเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่านี้มันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้พอกระแสมาแรงแต่ยังขาดการเรียนรู้ไม่ใช่แค่คนใช้จักรยานแต่กับคนทั่วไปด้วยเลยเกิด conflict ว่าบางคนก็ไม่เอาทางจักรยานสุดท้ายก็ใช้งานไม่ได้เพราะไม่เข้าใจกันและกันอย่างญี่ปุ่นเขาขี่จักรยานกันไม่เห็นต้องทำเลนจักรยานเลยเพราะถนนเขาไม่ค่อยมีรถและทางเท้าก็กว้างบางทีการที่จักรยานจะขี่ได้ดีอาจไม่ต้องมีเลนจักรยาน แต่ต้องมีพื้นที่ให้จักรยานมากกว่า”
“ตอนนี้ก็มีหลายๆเมืองที่พยายามพัฒนานนทบุรีเริ่มมีรถเมล์ของตัวเองมันคงไม่ได้แก้แค่ถนนหรือทางเท้าในกรุงเทพฯอย่างเดียวสิ่งที่แก้ได้เลยตอนนี้คือการหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายทำทางม้าลายเยอะๆอันนี้ง่ายมากลงทุนน้อยมากตำรวจมักคิดว่าคนข้ามทางม้าลายทำให้รถติดไม่รถติดเพราะรถมันเยอะถึงคนไม่ข้ามมันก็ติดของมันอยู่แล้วเรื่องนี้ไม่ต้องรอคนขับรถก็แก้ได้เลยไม่ต้องอาศัยขั้นตอนหรือกลไกราชการมากเกินไป”

เดินเพื่อมองเห็นกันมากขึ้น
ยอดชมคลิปวิดีโอทางเฟซบุ๊กที่พุ่งไปถึงหลักแสนจนถึงล้านวิวน่าจะพอยืนยันได้ว่าสิ่งที่สิทธานต์ทำกำลังส่งไปถึงคนวงกว้างขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มคนทำงานเรื่องเมืองสถาปนิกหรือหน่วยงานราชการเท่านั้นความหวังในพลังของคนธรรมดาจึงเริ่มมีตัวอย่างให้เห็น
“เราเชื่อว่าคนจะมองกันอย่างเข้าใจมากขึ้นวันก่อนเราแชร์โพสต์ที่น้องนักศึกษาคนหนึ่งเสียชีวิตเพราะโดนรถชนตอนข้ามทางม้าลายก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าอย่างน้อย 100 ชีวิตที่มาคอมเมนต์ก็เข้าใจแล้วนะว่าควรทำยังไงตรงนี้แม้จะไม่มากถึงจะแค่ 1-2 คน เราก็คิดว่าสำคัญหรือมีคุณแม่คนหนึ่งส่งข้อความมาเขามีลูกอายุสองขวบครึ่งตาบอดก่อนหน้านี้เขาคิดไม่ออกเลยว่าลูกเขาจะใช้ถนนยังไงแต่ตอนนี้เขาเริ่มเห็นว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นและเราเชื่อว่าเปลี่ยนคนสำคัญกว่าเปลี่ยนกายภาพ”
ทำไมถึงเชื่อว่าคนตัวเล็กๆต้องเปลี่ยนแปลงก่อน? เราทิ้งคำถามสุดท้ายที่สงสัยมาตลอดบทสนทนา
“อาจเป็นเพราะพวกเขาเป็นคนส่วนใหญ่เป็นคนที่มีมากที่สุดคนที่จะได้ผลดีผลเสียคือตัวเขาเรานึกถึงภาพที่เวลาเราไปต่างประเทศมันจะมี pedestrian mall อย่างซีเหมินติงที่ไทเปหรือไทม์สแควร์ในนิวยอร์กมองแล้วเห็นคนเยอะๆเรารู้สึกว่าเมืองเกิดขึ้นเพราะคนเหล่านี้มันก็ต้องเริ่มที่เขาเขายังต้องใช้ชีวิตยังต้องมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลือกันเราไม่สามารถพัฒนาเมืองไปได้ถ้าคนไม่ผูกพันกันไม่รู้จักกันไม่มีความเกื้อกูลกันซึ่งถ้าทางเท้าถนนการเดินทางในเมืองดีมันจะเกิดขึ้นและทำให้คนในเมืองอยู่อย่างเป็นมนุษย์”
“เราพูดเสมอว่าอยากให้สังเกตการณ์การใช้ชีวิตของคนบนทางเท้าเพราะมันเกิดเรื่องราวหลากหลายมากเลยและเป็นเรื่องราวชีวิตของคนที่กำลังขับเคลื่อนเมืองนี้มันเยอะและสำคัญมากกว่าผู้ว่าฯ กทม.หรือปลัดกระทรวงคมนาคมเพียงคนเดียวเราเลยให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กๆที่เป็นคนส่วนใหญ่เพราะพวกเขามีค่าสำหรับชีวิตเรา”


ติดตามคลิปรีวิวทางเท้าใหม่ๆได้ที่เพจ The Sidewalk โลกกว้างข้างทางเท้า และแชนเนลยูทูบTHE SIDEWALK by SMILERIDERS





