การจัดแสดงนิทรรศการ LGBTQ เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ใน ปี 2017 การจัดแสดงผลงานศิลปะจำนวนกว่า 250 ชิ้นเกี่ยวกับ LGBTQ ในประเทศบราซิลถูกยกเลิกด้วยแรงกดดันจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่มองว่านิทรรศการดังกล่าวมีเนื้อหาล่อแหลมหลังการต่อสู้และรณรงค์ยาวนานเกือบ 1 ปีสุดท้ายการจัดแสดงนิทรรศการ Queer Museum ก็เกิดขึ้นในบราซิลปี 2018
ปี2018 ถือเป็นเวลาทองของการจัดแสดงนิทรรศการ LGBTQ องค์การไม่แสวงหาผลกำไร 2 แห่งได้แก่ Q Foundation และ Historical Club Lgbtqia FEM ร่วมมือกันสร้างพิพิธภัณฑ์เสมือนจริงที่เผยแพร่ออนไลน์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศโปแลนด์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกละเลย เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีที่มาที่ไปเช่นไร
การจัดแสดงนิทรรศการในโลกออนไลน์เป็นทางเลือกที่ฉลาดตัดปัญหาข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และการครอบงำด้วยนโยบายของรัฐทั้งยังเข้าถึงกลุ่มผู้ชมในวงกว้างทั่วโลก
ประเทศอังกฤษก็คึกคักด้วยบรรยากาศการจัดแสดงนิทรรศการ LGBTQ ไม่น้อยไปกว่ากันช่วงเดือนมิถุนายนของปี 2018 พิพิธภัณฑ์ Tate ในกรุงลอนดอนได้จัดเวทีสาธารณะชักชวนผู้ที่สนใจร่วมพูดคุยกันในหัวช้อ “What does a queer museum look like?” เพื่ออภิปรายข้อจำกัดของการจัดแสดงนิทรรศการ LGBTQ ในปัจจุบันและช่วยกันกำหนดทิศทางของการจัดแสดงที่ควรจะเป็น
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าเรื่องเล่าในการจัดแสดงนิทรรศการ LGBTQ ไม่หลากหลายเพียงพอและถูกครอบงำโดยวาทกรรมของชาติที่ค่อนข้างจำกัดให้การเล่าเรื่องเป็นไปในทิศทางเดียวกันแต่อาจจะไม่สอดคล้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับ LGBTQ แต่ละคน
ประเทศไทยเองก็เกาะกระแสปรากฏการณ์ทางสังคมนี้ไม่ยอมตกเทรนด์ในปี2018 มีการจัดแสดงนิทรรศการ LGBTQ ที่สำคัญทั้งหมด 2 ครั้งในประเทศไทยครั้งแรกได้แก่ “ชายหญิงสิ่งสมมุติ : นิทรรศการว่าด้วยเรื่องความหลากหลายทางเพศ” (Gender Illumination) เป็นนิทรรศการหมุนเวียนของมิวเซียมสยามจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองลดอคติและเพิ่มความเคารพในความหลากหลายทางเพศอีกนิทรรศการหนึ่งคือ “เป็นเช่นอื่นอยู่ภายใน” (Otherwise Inside) ของสมัคร์กอเซ็มจัดขึ้นที่ WTF Gallery ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเพื่อเสนอภาพแทนความเป็นเควียร์ในบริบทสังคมมุสลิมสามจังหวัดภาคใต้
ส่วนในปี2019 นี้หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครร่วมกับมูลนิธิซันไพรด์จัดแสดงนิทรรศการ “สนทนาสัปตสนธิ 2 : ไตร่ถามความหลากหลายในอุษาคเนย์” (SPECTROSYNTHESIS II – Exposure of Tolerance : LGBTQ in Southeast Asia) ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 1 มีนาคมของปีหน้ารวบรวมศิลปะร่วมสมัยเกี่ยวกับผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ใหญ่ที่สุดมีผลงานของศิลปินทั้งหมด 58 ท่านเป็นนิทรรศการต่อเนื่องแวะมากรุงเทพฯ เป็นจุดที่สองก่อนหน้านี้จัดแสดงที่กรุงไทเปไต้หวันเมื่อปี 2017

คำถามที่น่าคิดคือ ทำไมความสนใจเรื่อง LGBTQ กับพิพิธภัณฑ์จึงเกิดขึ้นช้านักเมื่อเปรียบเทียบกับการนำเสนอชีวิตและประสบการณ์ของ LGBTQ ผ่านช่องทางอื่นเช่นภาพยนตร์ละครโทรทัศน์การ์ตูนคอมิกแฟนฟิกต่างๆที่เกิดขึ้นโครมครามเป็นเวลากว่าสิบปีมาแล้ว
กลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรมย่อยในสังคมมาตลอดต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมและความเข้าใจผ่านสื่อนอกกระแสหลักเสียเป็นส่วนใหญ่ข้อดีของการอยู่ในวัฒนธรรมนอกกระแสหลักคือ LGBTQ สามารถกำหนดทิศทางและวางแผนกลยุทธ์โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐจะใช้วิธีสุดโต่งยังไงก็ได้อาจต้องแคร์ความต้องการและเสียงตอบรับของตลาดบ้างเล็กน้อยแต่เงินสนับสนุนของพิพิธภัณฑ์ส่วนหนึ่งได้มาจากภาครัฐนโยบายต่างๆจึงยึดโยงอยู่กับรัฐศิลปิน และคนที่ทำงานด้าน LGBTQ จึงมีความเคลือบแคลงใจบ้างกับการต้องไปทำงานอยู่ในกระแสหลักความกังวลเรื่องอิสรภาพในการแสดงออกน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์ LGBTQ เกิดขึ้นล่าช้า
นอกจากนี้จริตการเล่าเรื่องของพิพิธภัณฑ์ยังขัดแย้งกับการเสนอภาพแทน LGBTQ พิพิธภัณฑ์ชอบเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงตามระยะเวลาอะไรเกิดก่อนส่งผลลัพธ์ต่อมายังไงแต่มุมมองต่อ LGBTQ เป็นวิธีคิดแบบไม่แยกส่วนพิจารณาดูการทับซ้อนของหลากหลายประเด็น (intersectionality) ง่ายๆเลยคือเราไม่สามารถแยกความเป็นจริงของคนออกเป็นส่วนได้
นักทฤษฎี LGBTQ เห็นว่าการเล่าเรื่องผ่านพิพิธภัณฑ์เป็นการสยบยอมลิดรอนความหลากหลายเอาเรื่องเล่าส่วนตัวเล็กๆที่ยิ่งใหญ่มาละลายผ่านกระบวนการหลอมรวมเสียของแล้วก็ไม่ส่งผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสุดท้ายเสียงเหล่านั้นจะถูกกลืนลบเลือนไป
อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนของ LGBTQ ไม่ได้ปฏิเสธการจัดแสดงผลงานทางพิพิธภัณฑ์โดยสิ้นเชิงเพียงแต่ต้องรู้จักพลิกแพลงและทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเป็นสาเหตุที่มาของการจัดเวทีสาธารณะที่ Tate Museum ในกรุงลอนดอน

ในเมื่อพิพิธภัณฑ์เน้นการเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงตามระยะเวลาก่อนหลัง LGBTQ ก็ต้องใช้โอกาสนี้แกะรอยประวัติศาสตร์แสดงที่มาของการประกอบสร้างทางสังคมที่ทำให้ LGBTQ ถูกมองเป็นเรื่องผิดปกติผิดธรรมชาติและควรนำเรื่องเล่าการแกะรอยลักษณะนี้จากหลากหลายวัฒนธรรมมาเรียงร้อยไว้ด้วยกัน (โดยไม่ชูว่าเรื่องใดเป็นพระเอกนางเอกเด่นกว่าเรื่องอื่น) เพื่อแสดงให้เห็นการทับซ้อนว่าสิ่งที่เป็นความผิดปกติในที่หนึ่งอาจจะเป็นเรื่องยอมรับได้ในอีกสังคมทัศนคติที่ LGBTQ ผิดแผกไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆเกิดขึ้นโดยไม่มีบริบททางสังคมMichel Foucault นักปรัชญานักประวัติศาสตร์ความคิดนักทฤษฎีสังคมชาวฝรั่งเศสเป็นผู้เสนอแนวคิดการแกะรอยนี้
ในปัจจุบันมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าการจัดแสดงนิทรรศการ LGBTQ ต้องไปไกลกว่าสิ่งที่ฟูโกต์เสนอการแกะรอยประวัติศาสตร์มีประโยชน์แต่ก็อาจจะถึงทางตันได้การแกะรอยเน้นการรวบรวมเอกสารและผลิตภัณฑ์ทางสังคมสร้างหอจดหมายเหตุ LGBTQ ขึ้นการรวบรวมหลักฐานเพียงอย่างเดียวไม่ได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง LGBTQ กับสิ่งของเหล่านั้นการจัดแสดงนิทรรศการควรกระตุ้นให้ผู้ชมคิดเชื่อมโยงว่าสิ่งของในการจัดแสดงแต่ละชิ้นมีความหมายต่อ LGBTQ เช่นไรสำรวจการสร้างความหมายและการให้คุณค่าของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ
ตัวอย่างเช่นนิทรรศการ “ชายหญิงสิ่งสมมุติ” (Gender Illumination) ของมิวเซียมสยามจัดแสดงใบปริญญาบัตรของ LGBTQ ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามว่าใบปริญญามีความสำคัญต่อ LGBTQ และประกอบสร้างความเป็นอื่นขึ้นมาได้อย่างไรกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักรู้และตีความวาทกรรมที่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ได้เพียงขอให้เป็นคนดีที่ประสบความสำเร็จในสังคมการจัดแสดงยึดประสบการณ์การตีความของผู้ชมเป็นหลัก (experience-centered method) ไม่ใช่แค่การรวบรวมเอกสารและผลิตภัณฑ์ทางสังคม (object-oriented approach)

นิทรรศการ “สนทนาสัปตสนธิ 2” (SPECTROSYNTHESIS II) ผสมผสานวิธีคิดและกลยุทธ์เหล่านี้เข้าด้วยกันในการจัดแสดงอย่างลงตัวผ่านเรื่องเล่าที่หลากหลายจากบริบทสังคม พุทธคริสต์อิสลามทั้งที่จารึกไว้ด้วยตัวหนังสือภาพวาดจิตรกรรมรูปปั้นและงานศิลปะจัดวางผลงานเหล่านี้ทำหน้าที่คู่ขนานกันอย่างไม่แย่งซีนกันและกันอาจมีการทาบทับให้เห็นจุดตัดเช่นตอนชมศิลปะจัดวางที่แสดงอวัยวะภายในของมนุษย์ออกเป็นส่วนทำให้นึกถึงภาพวาดที่ตัดท่อนบนท่อนล่างของคนออกเป็นสองส่วนต้องมาทบทวนกระบวนการคิดของเราที่ชอบมองแยกส่วนแล้วละเลยภาพรวม มักจำแนกแยกประเภทเพศสภาพทั้งที่ทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน


การจัดแสดงรูปถ่ายดอกไม้บนฝาผนังทางเข้านิทรรศการตรงชั้น 7 ก็ทำได้น่าสนใจด้านหนึ่งของฝาผนังเป็นรูปดอกไม้หลากสีหลายประเภทพอหันไปที่ผนังอีกด้านดอกไม้เหล่านั้นถูกจัดวางไว้ตามที่ต่างๆอ่างล้างจานในครัวบนโต๊ะทำงานในขวดเปล่าน้ำอัดลมหรือตามหัวมุมถนนฝาผนังอีกด้านหนึ่งประดับไว้ด้วยรูปดอกไม้ตามจุดต่างๆของร่างกายที่เปลือยเปล่ารูปวาดดอกไม้บนฝาผนังทั้งสามด้านมีความหมายต่างกันสิ้นเชิง เป็นการทดสอบผู้ชมให้ต้องตรวจสอบลึกลงไปในจิตใจว่ามองเห็นดอกไม้เหล่านี้สวยงามเท่ากันในทุกโอกาสหรือเปล่าศิลปินแสดงความคิดเห็นเรื่องเพศสภาพแฝงในการจัดแสดงชุดนี้อย่างน่าอัศจรรย์


นั่งร้านก่อสร้างที่วางไว้ตรงทางออกห้องนิทรรศการชั้น 7 ก่อนขึ้นไปชั้น 8 ก็เล่าเรื่องได้กินความดีมากตุ๊กตาเรืองแสงที่จำลองท่าทางการมีเพศสัมพันธ์แบบห้อยโหนโจนทะยานฉายภาพจำของ LGBTQ กับการมีเซ็กซ์อย่างโลดโผนบนนั่งร้านตัวนั้นก็แสดงความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างทางสังคมได้ดีแสงนีออนกะพริบประกอบจินตนาการเตลิดไปไกล
การแสดงเหล่านี้นอกจากจะชวนเราแกะรอยประวัติศาสตร์การสร้างความเป็นอื่นในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วยังผลักให้เราทบทวนทัศนคติของตนต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศตลอดจนตระหนักรู้ถึงคุณค่าประสบการณ์ของ LGBTQ

การจัดแสดงผลงานเกี่ยวกับ LGBTQ ในพื้นที่ความดูแลโดยตรงของรัฐหรือที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นก้าวที่กล้าการต่อสู้อยู่นอกกระแสหลักของ LGBTQ ที่ผ่านมาส่งผลดีแต่มีกลุ่มเป้าหมายจำกัดอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้แค่เพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น
ทว่าการเผชิญหน้ากับรัฐผ่านการจัดการทางพิพิธภัณฑ์เป็นการต่อรองกับอำนาจไม่น่าใช่เรื่องง่ายแต่ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือก็คงไม่ได้ลูกเสือ
หาก LGBTQ ต้องการความเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายของรัฐจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าคงเป็นไปได้ยากแต่มั่นใจว่ากลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจะพลิกแพลงกลยุทธ์มาต่อรองอย่างแยบยล ดังที่นิทรรศการ LGBTQ ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นเครื่องพิสูจน์










