ผมเป็นคนชอบฟังเพลงละครมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ได้ฟังเฉพาะตอนทำงาน แต่เวลาเล่นเกม เดินทาง หรือแม้แต่เวลาสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อน เมื่อได้รับมอบหมายให้เป็นคนควบคุมเพลย์ลิสต์เมื่อไหร่ ผมก็มักจะเปิดเพลงละครเสมอ
แปลกดีที่ผมมักคิดถึงเพลงละครมากกว่าเพลงแนวอื่น ละครที่ผมหมายถึงคือละครไทย และโดยมากเป็นละครหลังข่าว ซึ่งแต่ละช่องจัดผังวางเวลาฉายไว้ราว 2 ทุ่มของทุกวัน และจบช่วง 4 ทุ่ม ผมเชื่อว่าเด็กทุกยุคทุกสมัยเติบโตมากับละคร แต่ละคนมีละครเรื่องโปรดของตัวเองกันอย่างน้อยก็ 1 เรื่อง
ผมเติบโตมากับละครช่อง 3 ช่อง 7 ช่อง 5 และอาจจะมีช่อง One บ้างในยุคท้ายๆ ก่อนจะเลิกดูละครไทยไป นับดูก็ 5 – 6 ปีมาแล้ว ว่าแล้วก็นึกถึง บุพเพสันนิวาส (ปี 2561) นี่คือละครพีเรียดของช่อง 3 ที่ทำเรตติงทั่วประเทศสูงถึง 18.6 และเป็นละครเรื่องท้ายๆ ที่ผมได้ติดตามดูทางทีวีทุกตอน
อะไรกันที่ทำให้ผมชอบดูละคร ผมคิดว่า ณ โมเมนต์ที่ดูละครผมก็คงติดหนึบกับเนื้อหาสนุกๆ (ที่เขาว่าน้ำเน่า) นั่นแหละ หากช่วงที่สนุกไม่แพ้กันก็คือ ไทเทิลก่อนละครจะเริ่ม ซึ่งจะบอกว่ามีนักแสดงคนไหนบ้าง ใครกำกับ แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่า เพลงประกอบละคร คลอเคลียไปจนกว่าจะถึงเวลาฉาย
หลายปีให้หลัง ผมเพิ่งรู้ว่าเพลงเหล่านั้นได้ซึมเข้ามาในเนื้อตัวไม่น้อย และช่วงที่เพลงละครกลับมาฮิตเมื่อไม่นานมานี้ ผมว่าหลายคนคงรู้สึกคล้ายๆ กันคือ เราเติบโตมากับละคร เรายังจดจำเนื้อเรื่อง หรือแม้แต่เพลงประกอบละครได้แม่นยำเหมือนเพิ่งดูเมื่อวาน
ผมยังจำได้ว่า หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐประหาร ในปี 2557 พวกท่านๆ ได้ผลิตรายการโทรทัศน์ขึ้นมา โดยมีเพลงประกอบที่หลอนหูเรายาวนานไปหลายปี เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน
คอนเทนต์ของรายการก็ไม่มีอะไรมาก อดีตนายกฯ จะแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นนายทหารแล้วมานั่งรายงานความคืบหน้าในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงการแก้ไขปัญหาประเทศชาติ แต่เหตุที่ผมยกเหตุการณ์นี้ขึ้นมาก็คือ ละครหลังข่าวจะฉายไม่ได้จนกว่าอดีตนายกฯ จะพูดจบ
เพื่อย้อนความหลังร่วมกับผู้อ่านสั้นๆ ผมขอจบช่วงเกริ่นปูพื้นแต่เพียงเท่านี้ ย่อหน้าถัดๆ ไปจะมาว่ากันถึงเพลงละครกันแบบจุใจ แน่นอนว่าผมคงไม่พูดถึงความดีงามของละครไทย เพียงสงสัยว่าอะไรกันทำให้คนจำนวนมากยังกลับไปฟังเพลงละครที่เคยฟังมาตั้งแต่เด็ก
มันต้องมีอะไรสักอย่างสิ

บางเพลงเหมือนพูดแทนเรา
ฉันเกลียดตัวเองที่เผลอใจ ไม่รู้ทำไมต้องรักเธอ เกลียดที่ต้องเจอ เกลียดที่มีเธอเต็มหัวใจ พยายามเพียงใด ใจฉันก็ยังรักเธอไม่เปลี่ยนไปไหน เกลียดความรู้สึกที่ต้องทำใจให้ลืมเธอไปทั้งทั้งที่ยังห่วงใย
เกลียด – โบว์ลิ่ง มานิตา เพลงประกอบละคร ไฟรักเพลิงแค้น ช่อง 3

หากรักนี้ไม่ใช่เธอ คนอย่างฉันคงไม่มีใคร มันไม่รักคนอื่นก็ไม่รู้ทำไม ใจของฉันมีเจ้าของ โดยที่ฉันลงชื่อเอาไว้ให้เป็นเธอคนเดียวที่กลางดวงใจ ไม่มีวันเปลี่ยนใจไปมอบให้ใครเลย
ไม่รักคนอื่น – ETC เพลงประกอบละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน ช่อง 3
รักไปโดยไม่มีเหตุผล รักเธอโดยไม่มีข้อแม้ โดยไม่แคร์ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้ เป็นอย่างไร ถ้าใจเธอไม่จริงอย่างนั้น หยุดฉันทีได้ไหม ก่อนที่หัวใจจะรักเธอไปกว่านี้
ก่อนจะรักไปกว่านี้ – ดิว อรุณพงศ์ เพลงประกอบละคร เล่ห์รตี ช่อง One
ฉันรอมาเนิ่นนาน ก่อนความหวังจะหมดไป นาทีสุดท้ายเห็นแสงทอมาริบหรี่ เธอใช่ไหมจะเข้ามา และเป็นดังตะวันส่องใจดวงนี้ให้ฉันที บอกซิใช่เธอรึเปล่า
แสงของหัวใจ – โดม ปกรณ์ ลัม เพลงประกอบละคร ตะวันทอแสง ช่อง 7
เธอทำให้รัก ให้รู้ว่ารักแท้เป็นอย่างไร เปลี่ยนมุมมองข้างในใจฉันใหม่ ชีวิตฉันเปลี่ยนไปเพราะเธอ เธอขีดทางให้ตัวฉันได้เจอกับรักที่ฉันตามหา ตั้งแต่เธอเข้ามาก็พบเจอแต่สิ่งดีดี
สิ่งดีๆ – โอ๊ต ปราโมทย์ เพลงประกอบละคร ดาวเรือง ช่อง 3
ขอให้สังเกตดูว่า โดยมากแล้ว ภาษาของเพลงละครมักไม่ได้ซับซ้อนอะไร รักก็บอกว่ารัก คิดถึงก็บอกว่าคิดถึง เสียใจก็พูดออกมาตรงๆ และหลายครั้งที่เนื้อหาในเพลงประกอบละครได้ฉายความรู้สึกนึกคิดของตัวละครเอาไว้ทั้งหมดแล้ว บางเพลงพูดแทนพระเอก บางเพลงพูดแทนนางเอก หรือบางเพลงก็พูดถึงบทเรียนที่ละครพยายามสอดแทรกให้คนดูรับรู้
ตอนละครกำลังออกอากาศ เรารู้ดีว่าเรื่องราวในเพลงหมายถึงตัวละครคนไหน แล้วก็อินอยู่เป็นเดือนๆ ครั้นละครจบไปหลายปี ความอินกับเรื่องราวของตัวละครเจือจางลง แต่ทำไมเรายังกลับไปฟังเพลงเหล่านั้น เป็นไปได้ไหมว่าเราได้ยึดเอาความหมายของเพลงมาเป็นเรื่องส่วนตัวของเราแล้ว
พูดง่ายๆ คือ เราถอยออกมาจากละคร แล้วเอาชีวิตตัวเองไปสวมทับ ฉัน กับ เธอ ที่เอ่ยถึงในเนื้อเพลงหมายถึงตัวเราและใครสักคนในชีวิตของเรา ยิ่งเพลงละครพูดถึงเรื่องพื้นฐานของความสัมพันธ์ ทั้งรัก คิดถึง รอ เสียใจ ผิดหวัง หรือจากลา ด้วยภาษาง่ายๆ ที่เปิดพื้นที่ให้เราเอาเรื่องของตัวเองเข้าไปใส่ ก็เลยไม่แปลกที่จะมีโมเมนต์ฟังเพลงแล้วคิดว่า เออ นี่มันกูเลยนี่หว่า
ผมเพิ่งย้อนกลับไปฟังเพลง ไม่รักคนอื่น ของ ETC ที่ประกอบละครเรื่องรอยรักหักเหลี่ยมตะวัน แล้วก็เลื่อนไปอ่านคอมเมนต์ ด้วยอยากรู้ว่าคนพูดถึงเพลงนี้ไว้อย่างไรบ้าง แล้วผมก็เจอคอมเมนต์หนึ่งบอกว่า ผมใช้เพลงนี้ในงานแต่ง
อ่านแล้วก็น่ารักดี ผมคิดตามว่าถ้าคิดถึงใครสักคนจะฟังเพลงไหน แล้วถ้าอกหัก ต้องการกำลังใจ หรือถ้ารู้สึกว่าคืนวันเช่นนี้ช่างยากลำบาก ผมจะกลับไปฟังเพลงไหน บอกให้ก็ได้ว่าผมเลือกเพลงที่จะเปิดในงานแต่งไว้แล้ว
จะแต่งกับใครนี่สิ คำถามน่าหนักใจกว่า

ความสบายใจจากสิ่งที่คาดเดาได้
เคยเป็นกันไหม บ่อยครั้งที่กำลังนั่งทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้จะเพ่งสมาธิไปที่เนื้องานแค่ไหนก็ตาม หากพอเข้าฮุกเพลงเมื่อไหร่ ปากเป็นอันต้องร้องออกไปโดยอัติโนมัติ จบท่อนที่ชอบแล้วก็ก้มหน้าทำงานต่อไป หรือบางครั้ง เริ่มร้องตั้งแต่ต้นเพลงยันจบเพลง โดยที่มือก็ยังทำงานไปพร้อมกันได้
มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ ลองนึกตามแบบนี้ เพลงบางเพลงแค่ขึ้นอินโทรมาไม่กี่วินาที เราก็รู้แล้วว่าประโยคแรกจะร้องว่าอะไร เมื่อไหร่จะเข้าฮุก นักร้องซ่อนลูกเล่นไว้ท่อนไหน ไอ้ความรู้สึกที่ว่า ฉันรู้นะโว้ย ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป นี่แหละ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีกับเพลงที่คุ้นเคย
จะลองไปดูการศึกษาที่จริงจังหน่อยก็ได้ งานวิจัยที่สนใจเรื่อง familiarity หรือก็คือความคุ้นเคย เพื่อดูว่าสมองตอบรับต่อเพลงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเพลงที่ไม่คุ้นเคยแตกต่างกันอย่างไร ผลพบว่าเพลงที่คุ้นเคยดีอยู่แล้วไปกระตุ้นสมองบริเวณที่เกี่ยวข้องกับ emotion และ reward มากกว่ากว่าเพลงที่ไม่คุ้นเคย
พูดด้วยภาษาบ้านๆ ก็คือ ถ้าเป็นเพลงละครที่เราฟังมาตั้งแต่เด็กกับเพลงแรป (หรือเพลงแนวไหนก็ตามที่ไม่ค่อยได้ฟัง) เพลงที่เราฟังมาจนคุ้นเคยแล้วจะมีแต้มต่อมากกว่า เพราะเราไม่ต้องเริ่มทำความรู้จักเพลงนั้นใหม่ บางครั้งแค่อินโทรดังขึ้นก็คิดถึงจนอยากกลับไปดูละครเลยด้วยซ้ำ
แต่ก็มีมุมกลับอีกเหมือนกัน งานวิจัยเกี่ยวกับความเพลิดเพลินทางดนตรี (musical pleasure) พบว่าเพลงที่เราชอบมักจะอยู่ตรงกลางระหว่าง พอเดาได้ กับ ยังมีอะไรให้ประหลาดใจ คือถ้าทุกอย่างเป็นไปตามคาดหมด เพลงก็อาจน่าเบื่อ แต่ถ้าหักมุมจนเดาทางไม่ได้เลย ก็จะรู้สึกไม่อยากฟังเช่นกัน
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้เพลงที่มีความหลังกับเรามายาวนานกลายเป็น comfort song ให้เราเปิดไปฟังอยู่บ่อยๆ โดยไม่สนว่าจะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาให้พลังบวก เพลงเศร้ากรีดลึก เพลงร็อกใจเต้นรัว เพลงแรปลิ้นพัน เพลงมันส์ตัวโยก

ดังนั้น ถ้ารู้สึกชีวิตหยำเป คำแนะนำโดยง่ายที่สุดก็คือ ซื้อของอร่อยๆ กลับไปหม่ำในมุมโปรดของตัวเอง แล้วก็เปิด comfort songs ฟังวนไปจนอิ่ม แล้วเดี๋ยวคุณก็จะรู้สึกดีขึ้น อันนี้งานวิจัยไม่ได้บอก แต่ประสบการณ์ของผมมันบอก
พูดแล้วก็ชักหิวขึ้นมา เดี๋ยวเขียนบทความนี้จบว่าจะไปซื้อน้ำตกหมูกับข้าวเหนียวสองห่อที่ร้านประจำแถวหอพักมากินสักหน่อย ผมชอบร้านนี้ตรงที่รสชาติคงเส้นคงวา เมียเป็นคนทำ ผัวเป็นคนคิดเงิน ร้านเป็นเพิงเล็กๆ แต่ลูกค้าแน่นทุกวัน วันไหนคิดอะไรไม่ออกว่าจะกินอะไร ผมก็เดินไปร้านนี้แล้วก็ซื้อกลับมากินที่ห้อง
พอเดาได้ไหมว่า ระหว่างกินผมจะเปิดเพลงอะไรคลอไปด้วย

เพลงละครคือไทม์แมชชีน
มีละครหลายเรื่องที่ผมกลับไปดูซ้ำบ่อย โดยมากแล้วเป็นละครจากช่อง 3 ให้นึกเอาเดี๋ยวนี้ผมนึกถึงหลายเรื่องมาก และขอให้สังเกตว่าละครเหล่านี้มีเพลงประกอบละครที่ยอดเยี่ยมทั้งนั้น สุ่มเปิดขึ้นมาสักเพลงคุณต้องร้องได้แน่
เกมร้ายเกมรัก (2554), เพลิงทระนง (2554), ธรณีนี่นี้ใครครอง (2555), ดาวเรือง (2556), สุภาพบุรุษจุฑาเทพ (2556), รักออกฤทธิ์ (2557), อย่าลืมฉัน (2557), สามีตีตรา (2557), ลูกสาวพ่อมด (2557), แอบรักออนไลน์ (2558), เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ (2559), นาคี (2559), ตามรักคืนใจ (2559), คลื่นชีวิต (2560), เล่ห์ลับสลับร่าง (2560), บุพเพสันนิวาส (2561), ลิขิตรัก (2561)
ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกคือปี 2562 ผมไม่ได้ติดตามดูละครทางทีวีมาตั้งแต่นั้น แต่ยังตามดูเป็นคลิปที่ทางช่องตัดมาลงทาง Youtube น่าจะเป็นช่วงมหาวิทยาลัยนี่เองที่ผมกลับไปดูละครเก่าๆ มากที่สุด บางเรื่องดูจนจบ บางเรื่องดูเป็นซีนๆ
ผมคิดว่าข้อดีก็คือ หลายช่องนำละครเก่ามาตัดเป็นตอนให้ดูทาง Youtube เราสามารถกดเข้าไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ กี่ครั้งก็ได้ เพลงประกอบละครก็เหมือนกัน เราอยากเปิดมันในวาระไหนก็ได้เท่าที่ใจต้องการ หากเมื่อ 15 ปีก่อน เราไม่สามารถฟังเพลงประกอบละครได้บ่อยเท่านี้ ผมจำได้ว่ายุคนั้นสามารถดาวน์โหลดเพลงลงมือถือได้แล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ทำ
เหตุผลง่ายๆ ที่ทำแบบนั้นไม่ได้ก็เพราะว่า ผมเป็นเด็กที่ยังไม่มีมือถือใช้ จริงอยู่ที่เข้าร้านเกมแล้ว แต่ก็แค่เล่นเกมกับเพื่อนเท่านั้น ยังไม่ได้มีความคิดว่าจะต้องเปิดเพลงฟังระหว่างเล่นเกมไปด้วย เพลงประกอบละครก็ต้องมาฟังเอาตอนดูละคร

ทีนี้ ลองนึกภาพครอบครัวต่างจังหวัดที่มีทีวีเป็นความบันเทิงเดียวของบ้าน ตอนเย็นๆ ยายจะนั่งประจำทีวีดูชิงช้าสวรรค์ หัวค่ำหน่อยพ่อกลับจากทำงานพอดี แกก็จะขอดูบอลบ้าง ดูข่าวบ้าง เราตบตีแย่งรีโมตกันประจำ จนเวลาล่วงเลยเข้า 2 ทุ่ม ผมก็จะมานอนดูละคร นานๆ ครั้งแม่ถึงมานอนดูด้วยกัน
ทุกวันนี้เวลาฟังเพลงละครผมจะนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น แต่ไม่ได้เป็นในลักษณะว่า คิดถึงอดีตจังฟังเพลงละครดีกว่า ผมก็แค่อยากหาเพลงเพราะๆ เนื้อหาดีฟังนั่นแหละ เผอิญว่าสำหรับผม เพลงที่นึกถึงแรกๆ คือเพลงประกอบละคร
และอย่างที่บอกไป เพลงประกอบละครอยู่ในชีวิตผมมาอย่างน้อยก็ 15 ปี มันมีความหลังมากมายแฝงฝังอยู่ ทุกครั้งที่ได้ฟังมันจึงมีอดีต และตัวผมในวัยที่เด็กกว่านี้ออกมาวิ่งพล่านอยู่บ้างในระยะเวลา 3 – 4 นาที จะว่าไป ผมพยายามจะไม่เว้าวอนกับอดีตมากเกินไป อะไรจบแล้วก็จบไป ปัจจุบันสิของจริง
ผมนึกถึงคำพูดของนักสะสมหลายคนที่ได้ยินได้ฟังมาตลอดหลายปี คนมักไปถามเขาว่าทำไมถึงชอบข้าวของพวกนี้ พวกเขาจะบอกว่า เพราะมันชวนให้คิดถึงอดีตอันสวยงาม นึกถึงแล้วคล้ายได้รับพลังงานอบอุ่น เพลงประกอบละครก็เป็นเช่นนั้น
ระหว่างที่ตัวอักษรกำลังเรียงอยู่บนบรรทัดนี้ ผมเปิดเพลงละครที่ชอบฟังไปด้วย ความคิดผมแล่นไหลไปเรื่อยเปื่อยว่าจะหาทางจบบทความนี้อย่างไร สมองสั่งการให้มือพิมพ์ต่อไป
เมื่อกี้ผมสลับหน้าจอไปเสิร์จเพลงละครที่เพิ่งนึงออกฟัง ผมเริ่มฟังตั้งแต่ต้นเพลงถึงจบฮุกแรก แล้วผมก็นึกถึงตอนที่ดูละครเรื่องนี้ตอนที่ออกอากาศครั้งแรก ตอนที่ผมดูรอบสอง รอบสาม นึกถึงตัวเอง นึกถึงบ้าน นึกถึงใครก็ตามที่โผล่เข้ามา แล้วผมก็กลับมาเขียนบทความนี้ต่อให้จบ
ระหว่างที่เขียน ใจก็คิดถึงอะไรไปเรื่อย





