“ฉันจบมหา’ลัยเชียงใหม่รุ่น 47 ปัจจุบันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษค่ะ”
เธอกล่าวแนะนำตัว
เธอที่ว่าคือ ‘ครูดิว – ชัยธวัช มโนชัยเจริญกุล’ ที่ยิ้มกว้างเห็นฟันสวยจนเป็นที่น่าจดจำแก่ผู้พบเห็นเหมือนอย่างในคลิปสอนภาษาเป็นร้อยพันบนยูทูบไม่มีผิดเพี้ยน ต่างแค่สีลิปสติกที่อ่อนลง ครูดิวว่าเพราะไม่ได้อยู่ในชุดสีชมพู ปากสีแดงก็ไม่จำเป็น
Stay คืออยู่ชั่วคราว แต่ถ้าอยู่ยาวให้เราใช้ Live
Reside อยู่ทั้งชีวิต อยู่ต่ออีกนิด Exist, Occupy
หลังกลอนจบ คนท่องก็กางแขนขึ้นทั้งตาหยี แถมยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งเพื่อปิดฟลอร์อีกต่างหาก แม้จะยืนอยู่บนรองเท้าส้นสูงก็ไม่มีทีท่าจะล้ม อย่างกับคุ้นเคยที่ได้สวมใส่มัน อย่างกับว่ามันเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานาน
เธอคงเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนอยู่แล้ว ด้วยมีสิ่งหนึ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าอย่างเป็นที่ประจักษ์ ‘ไดอารี’ ในวัยเยาว์
แต่ก่อนหน้าเธอก็ไม่ใช่ครูดิวที่เราเห็นกัน ทั้งหมดนั้นใช้เวลานานพอควรกว่าจะกะเทาะเปลือกยอดชายที่ห่อหุ้มเธอไว้ได้ และเธอก็ทุกข์ระทมพอควร กว่าจะกล้าเปิดเผยว่าแท้จริงแล้ว เธอมีจิตใจดังผู้หญิงคนหนึ่ง เธออยากถูกโอบอุ้มเหมือนดังผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีรักแรกพบต่อชายคนหนึ่งเหมือนดังผู้หญิงคนหนึ่ง
ไดอารีทั้งหมดของครูดิวเป็นผู้มาก่อนกาลภาพยนตร์ ‘สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก’ เธอบันทึกความทรงจำแสนน่ารักลงในนั้น และโต้ตอบกับตัวเองไปมาคล้ายกำลังอยู่ในเว็บไซต์ MSN
ครูดิวว่าความโชคดีของเธอคือการได้ใช้ชีวิตอยู่ในสองยุคสมัย หนึ่งคือสมัยที่การติดต่อช่างยากลำบาก การรอคอยทำให้เวลาเดินเชื่องช้า สองคือสมัยที่การติดต่อไวปานวอก! เราถึงได้เลือกใช้เทมเพลตให้เหมาะสมกับเรื่องของเธอ ‘ไดอารีในรูปแบบ MSN’
เดี๋ยวเราทั้งสองจะออนเอ็มคุยกันแล้วนะ เฝ้าหน้าจอรออ่านได้เลย ^ . ^
แอดเฟรนด์กันไหม

สถานะผู้ใช้ (ออนไลน์)
DEW เขียนว่า: ฉันชื่อชัยธวัช นามสกุลมโนชัยเจริญกุล (ทำไมมันยาวจัง) เทพบุตรองค์นี้ลงมาโปรดโลกเมื่อ 12 ส.ค. 28 งานอดิเรกคือแรดไปเรื่อยๆ อ่อยผู้ชายที่หมายถีบกู > – <
บางอย่างในไดอารีเล่มนี้ไม่เหมาะแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หญิงชรา และสตรีมีครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนอ่านนะยะ! Don’t ever read!
แม้เธอจะทิ้งท้ายเป็นประโยคคำเตือนว่าห้ามอ่าน แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันจะช่วยพัดพาความคิดในอดีตเหล่านั้นให้ปลิวไปแล้ว เราถึงได้กำลังเปิดอ่านมัน เราถึงได้กำลังฟังเสียงพูดถึงความหลังอย่างมีอรรถรสจากเธอ

“เล่มสีส้มนี่คือเป็นเล่มที่พรั่งพรูมาก เขียนอะไรมากมายก็ไม่รู้ ส่วนใหญ่เป็นความรู้สึกใน ม.6 ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเพื่อน ถ้าย้อนกลับไปตอนนั้นนะ เพื่อนมัธยมนี่เป็นเหมือนโลกทั้งใบเลย คิดเรื่องเพื่อนใหญ่โตมาก มากกว่าครอบครัวอีก แค่เพื่อนไม่คุยกับเราหนึ่งคำ เรายังเอาไปเขียนเลย
“อย่างแบบวันนี้มินต์เป็นอะไร เขาโกรธเราแน่เลย เราทำอะไรผิด เขียนไปก็ร้องไห้แล้วน้ำตาหยดลงไปด้วยนะ เราก็ทำลูกศรชี้ว่าเห็นไหม นี่คือหยดน้ำตา (หัวเราะ) เพราะถ้ามินต์ไม่คุยกับเราก็ไม่รู้ว่าตอนพักกลางวันจะไปกินข้าวกับใคร มินต์เป็นเพื่อนผู้หญิงคนเดียวที่จริตจะก้านตรงกับเราที่สุด ไปเที่ยวหรือไปไหนก็ไปด้วยกัน”
สถานะผู้ใช้ (ออนไลน์)
DEW เขียนว่า: ความรู้สึกของฉันต่อเพื่อนแต่ละคน การจะพูดถึงเพื่อนแต่ละคนที่ใกล้ชิดกับเรานั้น มันยากเหลือเกินที่จะบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือได้จนหมด และจะเท่ากับความรู้สึกจริงๆ ของเราทั้งหมด แต่เชื่อว่าสามารถปรับอาการด้านนี้ได้ค่ะ ทำได้ค่ะ! ^ – ^
เธอก้มหน้าก้มตาอ่านมันแล้วก็พูดต่อว่าเห็นไหม เรื่องเพื่อนใหญ่โตสำหรับเธอมาก
เราพยักหน้าว่าเห็นแล้ว
Writer เขียนว่า: บอกเพื่อนไม่ได้เหรอว่ารู้สึกอะไร ทำไมไม่บอกล่ะง่ายกว่าอีกนะ
DEW เขียนว่า: ก็ไม่ค่อยอยากบอก หรือถ้าบอกก็จะบอกแต่ความรู้สึกที่ดี อะไรไม่ดีก็เลือกเก็บไว้กับตัวมากกว่า
Writer เขียนว่า: แล้วนอกจากเพื่อน มีอะไรอีกที่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กชายดิวชั้น ม.6
DEW เขียนว่า: ผู้ชาย!
ความรักหน้าตาประมาณไหน
ความรักจะใจดีแบบเธอไหม
สถานะผู้ใช้ (ออนไลน์)
DEW เขียนว่า: ตอนนั้นนะฉันยังไม่แตกสาว ยังรับบทเป็นผู้ชายเล่นฟุตบอลอยู่ แต่ก็แอบชอบเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นไทป์ฉันเลย มีความเป็น Masculine สูงกว่าฉันด้วย
Writer เขียนว่า: แล้วได้บอกเขาไปหรือยัง
DEW เขียนว่า: บอก หลังจากเขารู้ความในใจก็เลิกคบฉันไปเลย ฉันกำลังเขียนเลขห้าห้าห้าแบบมีน้ำตาซ่อนอยู่ T-T
สิ้นสุดการสนทนา

ครูดิวเงยหน้าขึ้นส่ายหัวให้กับรักครั้งนั้น เธอบอกว่ามันเป็นอะไรที่ Non-sense มากเหลือเกิน โลกของเธอยังแคบเกินไป เป็นโลกวัยเด็กที่มองเห็นแค่คนไม่กี่คนรอบตัว เพราะยังไม่ได้เจอโลกภายนอกที่กว้างใหญ่
“เราจะสอนนักเรียนเสมอว่าเธอ! เรื่องความรักของเธอ เรื่องเพื่อนของเธอ เชื่อฉันเถอะว่าคนที่คบกันมาตั้งแต่ ม.ต้น หรือ ม.ปลาย วันหนึ่งเขาจะหายไป
“เพราะการที่หมกมุ่นกับเรื่องเพื่อน รู้สึกว่าเขาสำคัญขนาดนั้น มันง่ายมากเลยนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งเลือกทางว่าจะไปซ้ายไปขวาอยากจะบอกเด็กว่าโลกของเธอยังแคบเกินไป เธอยังไม่เจอโลกภายนอกที่กว้างกว่านี้ ยังไม่เจอผู้ชายอีกหลายคน เพื่อนอีกกลุ่มที่พร้อมโอบรับ ถ้าเด็กเขาเรียนรู้เร็วขึ้น เขาจะได้รู้ว่าตัวเองควรจะวางแผนอนาคตอย่างไร
“มันเหมือนกับที่เราเขียนไดอารีลงไป คือถ้าไม่คุมตัวเองในตอนนั้น แล้วโลกแคบขนาดนั้นน่ะ เราอาจจะเป็นอีกคนในตอนนี้ไปเลยก็ได้ เพราะถูกโน้มน้าวได้ง่าย”
รักครั้งแรกของเธอเป็นดังว่า แล้วรักครั้งที่สองจะดีหรือเปล่า คงต้องไปส่องไดอารีของเธอในหน้าต่อไป
สถานะผู้ใช้ (ออนไลน์)
DEW เขียนว่า: วันนี้ไปเรียนพิเศษมาตลอดทั้งวัน รู้สึกเครียด แต่พอเจอเอิร์ธก็หายเครียดเลย ^ . ^
ตัวละครใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว ครูดิวเล่าทั้งวาดไม้วาดมือ “นางชื่อ ‘เอิร์ธ’ เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เราแอบชอบ ปัจจุบันก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ เอิร์ธ! ถ้าได้อ่าน กูกำลังพูดถึงมึงนะ (หัวเราะ) ตอนเรียนนี่มันเป็นคนล่ำสุดๆ เลย เล่นทั้งฟุตบอล ทั้งบาสเกตบอล ขณะที่เราเป็นคนตัวเล็กๆ ผอมๆ เป็นเด็กเนิร์ดที่เรียนหนังสือเก่ง อีเอิร์ธก็จะชอบมาขอคำตอบ มาให้ช่วยสอน ชวนเล่น แล้วก็ชวนไปร้องเพลงในวงดนตรีด้วยนะ ซึ่งเสียงเราก็ไม่ได้ดีหรอก แต่ไปเข้าร่วมเพราะมันชวน
“จนมีอยู่วันหนึ่งนางก็ชวนเพื่อนๆ ไปนอนที่บ้าน แล้วบ้านนางอยู่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มาก ต้องขับรถไปไกลสามสิบกิโลเมตรเลย ลักษณะบ้านนางเหมือนบ้านคนรวย มีห้องพักสำหรับแขก สระว่ายน้ำ แล้วก็มีทุ่งหญ้าใหญ่ๆ ตอนนั้นเรากลับบ้านมาเขียนไดอารี แล้วถึงขนาดวาดรูปไว้เลยว่าใครนอนตรงไหน แบบอีนี่นอนกรนเสียงดังมาก ทำไมอีนั่นไม่สลับที่กับฉัน จะได้ไปนอนใกล้ๆ คนที่ชอบ”

แต่ทั้งหมดเป็นอันสรุปใจความได้ว่ารักในวัยมัธยมปลายไม่เป็นดังใจหวัง คงต้องใส่ซาวด์เพลง ‘ห่างกันสักพัก’ ประกอบ
เสียใจแต่ไม่แคร์
สถานะผู้ใช้ (ออนไลน์)
Writer เขียนว่า: แล้วหลังเรียนจบชีวิตดิวเป็นยังไงเหรอ
DEW เขียนว่า: เป็นชีวิตที่มีความสุข แต่ในวันปัจฉิมฉันก็ไปสร้างเรื่องอยู่หน่อยๆ 😛
Writer เขียนว่า: สร้างเรื่องอะไร
DEW เขียนว่า: ฉันปล่อยผี! เพราะมันเป็นวันสุดท้ายที่รู้สึกว่ากำลังจะเป็นอิสระแล้ว
ครูดิวพลิกหน้าไดอารีเล่มที่สองไปมา และพาเราย้อนกลับไปในความทรงจำวันปัจฉิมของเธอ “ดิฉันก็เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีโมเมนต์อยากไปเที่ยวบาร์เกย์ แต่ไปไม่ถูก จนกระทั่งได้รู้จักกับเจ๊ที่ค่อนข้างไนซ์กับเรา เขาก็พาเราไป แล้วก็เปิดโลกทำให้ได้เห็นชุดโชว์ ชุดหางนก ชุดคาบาเรต์ ทำเอาเราอยากขลุกตัวอยู่ในนั้นเลย (หัวเราะ)
“แล้ววันปัจฉิมมันต้องทำการแสดงกับเพื่อน เราก็เลยจับผู้ชายทั้งหมดในห้องแต่งหญิงเลย ซึ่งงงมากว่าตอนนั้นไปบังคับเขาจนเกิดขึ้นได้อย่างไรนะ แล้วก็ Pitching ในห้อง เอาชุดมาเสนอให้ดูว่าแต่งชุดแล้วลิปซิงค์เพลงกัน จริงๆ เป็นการสนองความต้องการส่วนตัว แต่ไม่อยากถูกเป็นจุดสังเกตเกินไป (หัวเราะ) อาศัยเพื่อนให้ใส่ชุดขนนก ชุดแดง ชุดนางงามที่ขนกระสอบมาให้ บอกเพื่อนว่าเลือกกันคนละหนึ่งชุด เดี๋ยวจัดการหาเพลงให้
คืนนั้นฉันก็เป็นกะเทยเลย! ฉันจะไม่อยู่แล้ว ใครจะว่าอะไรก็ช่าง แต่ฉันต้องเปิดตัว ว่าแล้วก็ Fly away เลยค่ะ”

แม้ขณะนี้เธอจะหัวเราะดังลั่นห้อง แต่เราแอบคิดว่าวันนั้นเธออาจจะยืนหัวเราะเคล้าน้ำตา จึงถามไถ่ดูเผื่อเธออยากจะเล่าให้ฟัง “หลังจากเปิดตัวแล้ว เพื่อนว่าอย่างไร”
“ก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบนะ” เธอตอบ “คือรีแอกชันมันก็แรงเหมือนกัน บางคนเขาก็เลิกคบเราไปเลย รู้สึกเฮิร์ต แต่! เฮิร์ตนิดเดียวนะ เพราะโลกใบใหม่กำลังรอเราอยู่ เพื่อนกลุ่มใหม่กำลังรอเราอยู่ ส่วนเพื่อนที่ยังคบมาถึงวันนี้ก็มีนั่งคุยกันถึงวันนั้นแบบขำๆ ว่าตอนนั้นกูโกรธมึงมากเลยนะ ทำไมหลอกให้กูใส่ชุดได้วะ (หัวเราะ)
“เราว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเด็กคนหนึ่งจะเปิดตู้เสื้อผ้าออกมา แล้วยอมรับว่าฉันเป็นตุ๊ดนะ แม้ทุกวันนี้เราก็ว่ามันยังยากสำหรับเด็กบางคนอยู่ ถึงมันจะมีความเท่าเทียมหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เด็กบางคนที่ถูกเลี้ยงมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับเขา เขาก็จะไม่กล้าออกมาอยู่ดี ตอนนั้นเราก็กล้าพอสมควร เพราะรู้และตั้งมั่นว่ามีอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า
“หลังจากเปิดตัวไปแล้ว เราโล่งใจมากว่าสิ่งที่เก็บมาตลอดห้าหกปีตั้งแต่ ม.ต้นจนถึง ม.ปลายมันเป็นอิสระแล้ว จากที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าเราเป็นผู้ชาย เพื่อให้อยู่กับเพื่อนได้ บางโมเมนต์มันก็มีความสุขนะ แต่บางโมเมนต์ก็ไม่มีความสุข เวลาที่เห็นกะเทยในโรงเรียนเขาวี้ดว้ายกัน เรารู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาจังเลย
“ถ้าตอนนั้นรู้ตัวว่าความรู้สึกมันแรงขนาดนี้ เราก็คงเปิดตัวไปตั้งนานแล้ว จะไม่เก็บมันไว้แล้วเสียตัวตน เสียความสุขไปในช่วง ม.ปลายไป การ Be Honest กับความรู้สึกตัวเองมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว”
ต้องยอมรับว่าคำถามต่อไปเป็นคำถามที่เรากลัวว่าเธอจะโกรธอยู่เหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ก็ไม่อาจละทิ้งความอยากรู้ได้จริงๆ “ทำไมถึงเก็บความเป็นตัวเองไว้นานตั้งห้าหกปี”
“มันมีเหตุผลที่เราไม่กล้าเปลี่ยนแปลง” เธอผ่อนลมหายใจ “อาจจะเป็นครอบครัวที่คาดหวังบางอย่างกับตัวเรา เพื่อนที่คบกันมานาน เมื่อเขารู้ว่าตัวตนเราเป็นอย่างไร เขาจะยังคบเราอยู่ไหม เราจะยังมีเพื่อนเหลือหรือเปล่า แล้วกลุ่มเพื่อนที่เป็นตุ๊ดเขาก็คงไม่ยอมรับเราด้วย”
เธอผ่อนลมหายใจอีกครั้ง “คือฉันอยากเป็นตุ๊ดมากนะ!” แล้วก็หัวเราะเสียงลั่น “เนี่ย! ลงเรียนรด. ก็อยากอยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อนที่เป็นตุ๊ด แต่เพื่อนๆ เขาเห็นว่าเราเป็นผู้ชายมาตั้งนานแล้ว อีกอย่างคือผู้หญิงสวยๆ ก็ขยันชอบเราเหลือเกิน คงเพราะเราเรียนเก่งมากกว่าไม่ใช่หน้าตาดี เพราะฉันว่าตอนนั้นฉันหน้าเหียก (หัวเราะ) หญิงติดจนเพื่อนผู้ชายรอบๆ อิจฉา เรายังคิดในใจอยู่เลยว่าหล่อนมาชอบฉันทำไมยะ!
“ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นความกลัวที่ต่อให้เราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะไม่มีทางเข้าใจถึงปริมาณความกลัวทั้งหมดของเราหรอก แล้วมันก็ไม่มีทางออกมาเป็นคำพูดทั้งหมดได้เลย มันต้องค่อยๆ ปลอบประโลมให้เล่าออกมา”
ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ
ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน
สถานะผู้ใช้ (ออนไลน์)
Writer เขียนว่า: ไง! วัยวุ่น ชีวิตในมหา’ลัยแฮปปี้ดีรึเปล่า
DEW เขียนว่า: แฮปปี้ > v < ฉันได้อยู่ในแก๊งวีนด้วย! เป็นแก๊งรวมดาวกะเทยเลยล่ะ
Writer เขียนว่า: ว้าว! อ่านแล้วยิ้มตามเลยนะเนี่ย ยินดีด้วยนะนักศึกษาสาว ^ 0 ^

DEW เขียนว่า: แต่ถึงขึ้นมหา‘ลัยแล้ว ฉันก็ยังไม่รู้จะเริ่มต้นเป็นกะเทยยังไงนะ อยากรู้ความเป็นมามั้ย
Writer เขียนว่า: อะ! เหลามาเข้มๆ เลย นั่งคุยด้วยได้ทั้งวัน
เชื่อไหม ตลอดเวลาที่ครูดิวเล่าชีวิตมหาวิทยาลัยให้เราฟัง เธอแทบไม่หุบยิ้มเลย “ในมหา’ลัยเชียงใหม่ เขาจะมีแก๊งที่ตั้งกันขึ้นมาชื่อว่า ‘แก๊งวีน’ ที่ทุกคณะจะมารวมตัวกันเป็นองค์กรกะเทย แล้วก็ดูแลกันในหมู่ ทั้งกะเทยแต่งหญิงหรือเกย์ก็มากันหมด จำได้เลยว่าปีหนึ่งเราเดินเข้าไปรายงานตัวในแถวผู้ชาย เพราะยังงงๆ ว่าจะเป็นอะไรดี แล้วจะมีเจ๊กะเทยมองว่าใครเป็นกะเทยบ้าง เขาจะเดินเข้ามาถามตรงๆ เลยว่าเป็นกะเทยใช่ไหม สอบติดคณะอะไร คนที่เป็นก็จะตอบค่ะเจ๊! ใช่ค่ะ แล้วมันจะมีการเก็บข้อมูลว่าคณะนี้มีกะเทยกี่คน
“ขณะที่เรายืนงงๆ ก็เห็นแล้วว่าเจ๊เขากำลังเดินใกล้เข้ามา เขารู้ได้อย่างไรก็ไม่รู้ เพราะเราก็แมนมากเหมือนกันนะ เขามาชี้นิ้วถามว่าเป็นกะเทยใช่ไหม เราก็อุ๊ย! ใช่ค่ะเจ๊ (หัวเราะ) สาวใส่เลย กูไปแล้วตอนนี้ หนูอยู่คณะมนุษยศาสตร์ เอกเยอรมันค่ะ ฉันมีเพื่อนกะเทยครั้งแรกแล้ว
“มันคือการเปิดตัวตน สิ่งที่เรารู้สึก เปิดเผยต่อคนอื่นว่าเราเป็นใคร เราชอบอะไร แล้วก็มีคนที่เป็นเหมือนเราหลายคนอยู่รอบตัว มันเป็นความรู้สึกที่ปลอดภัยมากเลย ไม่เคยรู้สึกแบบนี้ใน ม.ปลายมาก่อน” และเชื่อไหมว่าหน้าของเธอเหมือนอิโมจิ > – < เปี๊ยบ!
สงสัยต้องใส่ซาวด์เพลง ‘ประวัติศาสตร์’ ให้แล้ว เพราะประวัติศาสตร์ในวันนี้จะแตกต่างจากวันนั้น ทั้งรักครั้งต่อไปและตัวตนที่แท้จริงของครูดิวจะทันสมัย
แค่เธอ Get ฉันก็โอเค
สถานะผู้ใช้ (ออนไลน์)
Writer เขียนว่า: ดิวเรียนใกล้จบแล้ว อยากทำงานอะไรเหรอ
DEW เขียนว่า: ฉันแน่วแน่ว่าอยากจะเป็นสจ๊วต! รู้มั้ยตอน ม.ปลายฉันขลุกตัวอยู่แต่ในห้องสมุด ฝังตัวอยู่แต่ในร้านหนังสือ แล้วหนังสือที่อ่านก็เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการบินทั้งนั้นเลยนะ ฉันชอบสุดๆ > v < อยากเก่งภาษาอังกฤษเป็นอันดับหนึ่ง อยากมีผัวเป็นฝรั่งคืออันดับสอง อิอิ อยากไปเรียนต่างประเทศด้วย แล้วก็มีเงินเยอะๆ มีชีวิตที่มีความสุข
Writer เขียนว่า: แจ๋วเลย! แล้วถ้าไม่เป็นสจ๊วตจะเป็นอะไรอีกได้คิดไว้มั้ย
DEW เขียนว่า: ยังเลย แต่ที่แน่ๆ คือไม่ใช่อาชีพครูเหมือนทุกวันนี้ ฮ่าๆ
Writer เขียนว่า: แล้วหนังสือหนาๆ ดูโบราณคืออะไร
DEW เขียนว่า: เรื่องมันยาวนะ – * – พอจะมีเวลามั้ยล่ะ
Writer เขียนว่า: อะ! เหลามาเข้มๆ เลย

“นี่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่พ่อให้เรามา เรียกว่าเป็น First information ของเรา คนเขียนฉลาดมาก ขยันและเขียนได้ละเอียดมาก แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนนะ ดูสิ! มีทั้งคำอ่านคำแปลเต็มประโยค เริ่ด! แล้วหนาแปดร้อยกว่าหน้าเหมือนคัมภีร์เลย
“พ่อก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษมากแต่พอที่จะสอนเราได้ เราพยายามทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเก่งภาษาอังกฤษ เพราะเราชอบมันมาก ถึงขั้นขี่มอเตอร์ไซค์เข้าเมืองห้าสิบกิโลเมตรเพื่อไปซื้อหนังสือภาษาอังกฤษเล่มเดียว มันเป็นข้อดีเหมือนกันที่เวลาเราชอบอะไร เราจะมีแพสชันกับมันมาก โชดคีด้วยที่สิ่งที่ชอบดันเติมอนาคตของเราได้ แต่ก็ยังไม่มีความคิดในหัวว่าจะเป็นครูภาษาอังกฤษ” ครูดิวคลายสงสัยให้เราลงไปได้เล็กน้อย เพราะมันยังมีความสงสัยอีกมากเลยทีเดียว “อย่างนั้นมาเป็นครูภาษาอังกฤษได้อย่างไร”
“อืม” ครูดิวหลับตาคิด “เราเป็นคนเรียนเก่งทำให้เพื่อนชอบขอให้สอน มันเลยทำให้เรามีทักษะในการหาข้อมูลเพื่อจะสอนเพื่อน อะไรที่มันยากก็ต้องเตรียมตัวเพื่อให้เพื่อนเข้าใจ หลังจากปิดเทอมปีสี่เราก็อยากหาเงิน คิดว่าอย่างนั้นลองไปสอนเด็กมัธยมที่อยากสอบเข้ามหา’ลัยเชียงใหม่ดีกว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นติวเตอร์ แล้วเราก็เห็นว่าเด็กเขาเข้าใจ ทำให้รู้สึกว่าอืม ฉันก็น่าจะสอนได้นะ”

“งานสุดท้ายที่ทำประจำเป็น Sales Executive สวัสดิการดีสุดๆ คือจะได้รถขับฟรีหนึ่งคันเลย แล้ว HR ก็อึ้งกับผลโทอิคภาษาอังกฤษเรา เขาก็เลือกเราเลย แต่หลังจากเข้าทำงานจริงแล้ว เรากลับไปอยู่ในโหมดของการแอ๊บแมนอีกครั้ง กลัวเขาไม่รักที่เราเป็นตุ๊ด ถ้าเปิดตั้งแต่ต้นก็คงมีความสุขแต่ไม่เปิด งานดีเงินดีแต่เราไม่เป็นตัวเอง คนก็จะเรียกเรา “เฮียครับ เฮีย” (หัวเราะ) ฉันอยากให้เรียกว่า “เจ๊ครับ เจ๊” ก็คิดกับตัวเองแล้วว่าจะไปทำอะไร ตัดสินใจว่าอีกอย่างที่ฉันทำได้ดีในชีวิตก็คือการสอน เราทิ้งรถ ทิ้งเงิน ทิ้งทุกอย่างเลย เริ่มด้วยการแจกใบปลิวว่าเป็นครูสอนภาษาอังกฤษหน้าโรงเรียนหลังโรงเรียนเลิก แจกเสร็จเราก็เดินกลับมาที่รถ เห็นใบปลิวตัวเองหล่นว่อนตามพื้นเลย
“พอรู้ว่าวิธีการนี้มันไม่เวิร์ก เพราะคนไม่รู้จักคุณ ไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ต่อให้จะเสียเงินแค่หนึ่งร้อยบาท เขาก็ไม่เสี่ยงด้วยหรอก เราจึงนึกถึงประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง ‘View from the top’ ที่เป็นอินสไปร์ให้อยากเป็นสจ๊วต นางเอกทิ้งงานและไปสมัครเป็นแอร์สายการบิน แต่เป็นสายการบินเก่าๆ ซึ่งผู้โยส่วนใหญ่คือ คนเมาและนักพนัน แต่นางก็ตั้งมั่นและกับตัวเองว่า ว่า ‘Everybody has to start somewhere.’ คนเราทุกคนต้องเริ่มจากที่ใดที่หนึ่งก่อน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน เราก็ลองไปสมัครเป็นครูในที่หนึ่ง เตรียมการสอนไป คิดมากไปว่าเขาจะเข้าใจเราไหม รู้เลยว่าเด็กชอบ (ยิ้ม) ถ้าเขาชอบก็คงจะรีเควสอยากเรียนกับเราต่อแน่ เจ้าของโรงเรียนก็ต้องเห็น ตอนนั้นเราสอนทุกวันเลย ตั้งใจจะสอนให้ได้มากที่สุด” ครูดิวพูดด้วยสายตามุ่งมั่น
“แล้วทุกครั้งที่คุณมองหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกของตัวเอง มันช่วยย้ำเตือนความรู้สึกอะไร” เราถามขณะที่เธอลูบปกไม้กรอบแห้ง

“มองแล้วมันทำให้เห็นถึงก้าวแรกในวันที่ยังเป็นเด็ก ถ้าไม่มีเล่มนี้เราก็คงไม่สนใจภาษาอังกฤษ เราไม่เคยทิ้งมันเลย ไม่ว่าจะย้ายไปกี่บ้าน ถ้าไม่มีเธอ พ่อฉันก็คงไม่สอนฉัน เราจะเก็บหนังสือนี้ไว้ติดตัวตลอดเวลา ยังเอาไปอวดพ่ออยู่เลยว่าจำได้ไหมว่าพ่อเคยสอน” เธอยิ้ม
สบายดีหรือเปล่าคราวข่าวไม่เคยรู้
สืบดูเธอไม่อยู่ แอบดูแวะมองหา
“หลังจากผ่านยุคสมัยเก่ามาจนถึงยุคสมัยใหม่แล้ว มีใครที่คุณทำหล่นหายไประหว่างยุคหรือระหว่างทางไหม” เราถามหลังจากเห็นสมุดจดเบอร์ของเธอบนโต๊ะ เหตุผลการมีอยู่ของสมุดเล่มนี้เพราะเมื่อก่อนมือถือมีราคาแพง แล้วฟังก์ชันก็จะมีแค่กดโทรออกหรือรับสายได้เท่านั้น ครูดิวพกสมุดจดเบอร์ไปด้วยทุกที่เหมือนเพื่อนสนิท เพื่อจะได้ยืมโทรศัพท์เพื่อนบ้านโทรหาพ่อกับแม่ให้มารับ

“ถามถึงคนที่ไม่ได้ติดต่อแล้วเหรอ คือถึงวัยหนึ่งมันก็จะมีคนที่เราไม่ได้โทรหาแล้วเพราะห่างหายกันไป เพื่อนมัธยมจะอยู่กันสามสี่คนรอบตัว เข้ามหา’ลัยก็แยกย้ายไป ยิ่งวัยทำงานเราก็เจอสังคมในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานที่ต้องโฟกัส คืองานมันผูกคนเอาไว้ด้วยกัน การที่เรารู้สึกรุนแรงหรือผูกพันกับเพื่อนร่วมงานมันไม่แปลกหรอก
“แต่เชื่อเถอะวันหนึ่งเราก็ต้องย้ายออกไปทำงานที่อื่น แล้วมันก็จะไม่มีความรู้สึกเหมือนเพื่อนมัธยมหรือมหา’ลัยที่โตมาด้วยกันจนมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่า”
“มีเบอร์ของใครที่คุณไม่ได้กดโทรออกแล้วรู้สึกเสียดายไหม” เราถาม
“คุณแม่” ครูดิวเงียบไปพักหนึ่ง “เมื่อสามปีที่แล้วเราสูญเสียคุณแม่ไป แต่รู้มั้ย ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยสูญเสียใครที่สำคัญในชีวิต พอเจอทีคือแม่เราเลย หลังจบวันงานศพเรากลัวว่าร่างแม่จะไม่อยู่กับเราแล้ว เรากลัวเราจะเสียสติ เราก็หันไปถามพ่อว่า “พ่อ หนูจะเป็นบ้าไหม” เพราะเราไม่รู้ว่าหลังแม่ไม่อยู่ เราจะกลายเป็นคนอย่างไร ตอนนั้นเราได้เรียนรู้เลยว่าชีวิตมันไม่ได้มีแค่งาน เพราะที่ผ่านมาเราทำงานหนักมาก แต่เราไม่ได้ได้เพื่อท่านมากพอ รู้สึกเสียดาย พออายุมากขึ้น แรงเริ่มน้อยลง เราต้องบาลันซ์ตัวเอง เราจึงบอกตัวเองว่าเราต้องท่องเที่ยวบ่อยขึ้น เราตระหนักว่าแทบจะไม่ได้พาพ่อกับแม่ไปเที่ยวเลย พาไปอีกทีก็ก่อนแม่จะเสีย พาไปได้ไม่กี่ครั้งเอง
“แม่เราตื่นเต้นมากนะที่ได้ขึ้นเครื่องบิน ได้เห็นสถานที่ใหม่ๆ ทุกอย่างมหัศจรรย์สำหรับแกหมดเลย เรามีความสุขมากที่ได้เห็นแกมีความสุข แล้วก็เสียดายเหมือนกันที่ทำไม่ได้มากไปกว่านั้น” นี่เป็นอีกครั้งที่ครูดิวผ่อนลมหายใจ
“จากเด็กชายดิวที่เขียนไดอารีในวันนั้นสู่นายดิวในวันนี้ คุณรู้สึกว่ามีอะไรในตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดไหม” เราถาม
เธอนั่งนิ่งเหมือนกำลังคิดทบทวนคำตอบ “มันคงเปลี่ยนไปตามวัยนะ ตอนมัธยมก็จะเป็นเพื่อนที่สำคัญที่สุด ตอนมหา’ลัยก็จะเป็นวัยที่อิสระมากที่สุด แล้วเราก็เชื่อว่าหลายคนอยากกลับไปเรียนใหม่ เพราะโลกของการทำงานมันหนักเกินไป เรารู้สึกว่าตอนนั้นมันมีความสุขมากกว่า แต่พอทำงานแล้วก็กลายเป็นอีกคนหนึ่ง อาจจะเป็นคนที่เราไม่ชอบก็ได้
“วัยเรียนจบใหม่แล้วทำงานมันคือการทดลองใช้ชีวิตก่อนอายุ 30 ปี อย่าคิดว่ายังอายุแค่ 20 กว่าแล้วจะมีเวลาเยอะ เพราะเมื่ออายุ 30 ปีแล้ว แรงจะน้อยลง มีสมองคิดกับมันน้อยลง มันคือวัยของการก่อร่างสร้างตัว ก่อนที่จะมั่นคงแข็งแรงในอายุ 40 ปี เราเองก็เปลี่ยนไปเยอะจากคนที่เขียนไดอารี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความแน่วแน่ในตัวเองมาเสมอ”

สถานะผู้ใช้ (ออนไลน์)
Writer เขียนว่า: ทุกวันนี้ดิวจะยังเขียนไดอารีอยู่ไหม
DEW เขียนว่า: ตอนนี้ไม่ได้เขียนแล้ว เพราะเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี ต้องยอมรับว่ามันก็เปลี่ยนนิสัยฉันไปนะ เหมือนเปลี่ยนไปตาม Device ที่ฉันอยู่
Writer เขียนว่า: แอบน่าเสียดายนิดๆ นะ แต่ไม่เป็นไร อย่างนั้นมาทิ้งท้ายก่อนจะลากันไปได้มั้ย ดิวช่วยเขียนไดอารีถึงเด็กชายดิวในวันเก่าหน่อยสิ เผื่อว่าเขากำลังอ่านอยู่
DEW เขียนว่า: เด็กชายดิวน่าเอ็นดูดีนะ เขาเป็นคนเพื่อนน้อย เป็นคนมีความคิดของตัวเอง แต่ไม่มีชีวิตที่อยากจะเป็น นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายนะ
Writer เขียนว่า: T-T เขียนถึงตัวเองในอนาคตแทนดีกว่า หลังหมดปี 2025 ไป ดิวตั้งใจจะทำอะไรเหรอ
DEW เขียนว่า: ตั้งใจว่าหลังจากนี้จะพาตัวเองไปใช้ชีวิตให้มากขึ้นแล้ว ^ . ^ ไปแล้วนะ ไม่รู้จะได้เจอกันอีกมั้ย แต่หวังว่าจะสบายดีอยู่เสมอ
Writer เขียนว่า: ขอให้เป็นการใช้ชีวิตที่ดีของดิวเช่นกัน ดีใจที่ได้อยู่ในความทรงจำของดิว
หน้าไดอารีสิ้นสุดลงแล้ว
แต่เรารู้ว่าชีวิตของครูดิวจะยังคงดำเนินต่อไปบนโลกภายนอกที่กว้างใหญ่
หวังว่าโลกจะใจดีกับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ :’)





